เมื่อสงครามยังไม่จบ! เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

เมื่อสงครามยังไม่จบ!-เปิด-5-ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

รายการ “สนามข่าว 96” หยิบยกประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมาวิเคราะห์ โดยเชิญ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ร่วมประเมินสถานการณ์ล่าสุด ทั้งทิศทางราคาน้ำมัน ความเสี่ยงเงินเฟ้อ การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

ดร.ปิยศักดิ์ วิเคราะห์ว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังดำเนินต่อเนื่อง แต่ราคาน้ำมันโลกยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรง เนื่องจากปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานยังช่วยรักษาสมดุลของตลาดได้ในระยะสั้น

อุปสงค์ชะลอ-อุปทานเพิ่ม กดราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งแรง

เขาระบุว่า การนำเข้าน้ำมันของจีนที่ชะลอตัวลง รวมถึงการนำเข้าที่ลดลงในหลายประเทศ ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันโลกอ่อนตัวลง ขณะเดียวกันหลายประเทศได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยเฉพาะสหรัฐฯ และประเทศผู้ผลิตรายอื่น

แม้จะมีความกังวลว่าความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในทางปฏิบัติอุปทานที่หายไปจริงอยู่ในระดับประมาณ 5-6 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น ส่งผลให้ตลาดยังสามารถรองรับสถานการณ์ได้

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลางเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม อุปทานน้ำมันอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

คาดน้ำมันมีโอกาสแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นักวิจัยเศรษฐกิจของ InnovestX ประเมินว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายในช่วง 1 เดือนข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้

แม้ราคาน้ำมันในปัจจุบันจะยังไม่ปรับขึ้นรุนแรง แต่ตลาดเริ่มสะท้อนความกังวลมากขึ้น และหากเหตุการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

น้ำมันแพงเสี่ยงกดดันเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ดร.ปิยศักดิ์กล่าวอีกว่า ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญทางจิตวิทยา เนื่องจากเมื่อราคาสูงเกินระดับดังกล่าว ผู้บริโภคจะเริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันทางการเมืองในสหรัฐฯ ด้วย หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ตลาดการเงินทั่วโลกอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

เงินดอลลาร์แข็งค่า สะท้อนความกังวลของตลาด

ในช่วงที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับกว่า 160 เยนต่อดอลลาร์ ส่วนเงินบาทเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์

ดร.ปิยศักดิ์มองว่า หากไม่มีปัจจัยความขัดแย้งเพิ่มเติม ค่าเงินดอลลาร์ควรเริ่มอ่อนค่าลงตามทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวัง

เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะต่อไป

ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่ามี 5 ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยแรก คือ สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังไม่ยุติ

ปัจจัยที่สอง คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่อาจถูกนำกลับมาใช้เพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย

ปัจจัยที่สาม คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งจะเชื่อมโยงกับทิศทางเงินเฟ้อและราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้เฟดจำเป็นต้องส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น

ปัจจัยที่สี่ คือ การประชุมผู้นำระดับสูงของจีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดคาดหวังว่าจะมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม หลังจากหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัว โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภค

ส่วนปัจจัยที่ห้า คือ ความเคลื่อนไหวของค่าเงิน โดยเฉพาะค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นและเอเชียเหนือยังได้แรงหนุนจากเทคโนโลยีและ AI

ดร.ปิยศักดิ์มองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนยังเป็นผลบวกต่อบริษัทญี่ปุ่นที่มีรายได้จากต่างประเทศ เนื่องจากเมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินเยนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงได้รับแรงสนับสนุน

ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ยังคงได้อานิสงส์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แม้จะมีความกังวลว่าการลงทุนในบางส่วนอาจร้อนแรงเกินไป แต่ภาพรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง

มองเศรษฐกิจไทยยังไปต่อ รับแรงหนุนส่งออกและมาตรการภาครัฐ

สำหรับประเทศไทย ดร.ปิยศักดิ์เห็นว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ฟื้นตัว แม้การเติบโตจะยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งการลดค่าไฟฟ้า การส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการสนับสนุนกำลังซื้อภายในประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนและตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมา

ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังสามารถรับมือกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่ โดยเฉพาะหากสงครามยืดเยื้อจนกระทบอุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ จีน และความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด

ส่วนเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/analyst-sees-middle-east-conflict-raising-risks-for-global-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gh37gTp3eaXrAj_HkCUvf