ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ทั้งนโยบายสุราก้าวหน้า การอนุญาตผลิตสุราพื้นบ้าน การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 รวมถึงการเตรียมผ่อนปรนเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำมาสู่โจทย์ท้าทายระดับชาติที่ว่า “เราจะหาจุดสมดุลระหว่างเม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กับความปลอดภัยและสุขภาวะของประชาชนได้อย่างไร?”
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เปิดเวที “การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง” เพื่อถกประเด็นนี้อย่างเจาะลึก โดยรวบรวมเสียงสะท้อนจากนักวิชาการ ผู้ดูแลนโยบาย และเครือข่ายภาคสังคม นี่คือบทสรุปวาระแห่งชาติที่จะพลิกโฉมการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ของประเทศ
นักดื่มพุ่ง เริ่มดื่มไว ค่าใช้จ่ายแพง
เวทีเริ่มต้นด้วยการกางสถิติภาพรวมที่สะท้อนวิกฤตเงียบในสังคมไทย โดย ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ จากกองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ระบุถึงตัวเลขที่น่ากังวลในปี 2567 ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากตัวเลขของคนที่ดื่มพุ่งขึ้น เริ่มดื่มไว และจ่ายแพงว่า
“ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผลักดันเรื่องสุราเสรีและการผ่อนคลายกฎหมาย เราพบว่าความชุกของการดื่มแอลกอฮอล์ในไทยพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี แตะ 35% หรือคิดเป็นประชากรถึง 20.9 ล้านคน กลุ่มวัยทำงาน (20-44 ปี) คือกลุ่มที่ดื่มหนักที่สุดถึง 45.1% ซึ่งเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอย่างตับแข็งและมะเร็งถึง 8 ชนิด แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ เด็กไทยเริ่มดื่มไวขึ้น โดยอายุเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 19.9 ปีเท่านั้น”
นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็น “รายจ่ายแฝง” ที่มองไม่เห็น โดยครอบครัวไทยต้องเสียเงินซื้อสุราเฉลี่ยสูงถึง 5,302 บาท/เดือน (3.8% ของค่าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด) ซึ่งเบียดบังค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ
เปลี่ยน Mindset สู่ “เศรษฐกิจสุขภาพ” ล้างภาพเมืองปาร์ตี้
เมื่อพูดถึงการควบคุมแอลกอฮอล์ หลายคนมักมองว่าเป็นตัวขัดขวางเศรษฐกิจ แต่ รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ
“สิ่งสำคัญแรกสุดคือ Mindset การควบคุมปัจจัยเสี่ยงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เติบโตบนฐานของความปลอดภัย เราต้องมุ่งสู่ ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Health Economy) ที่ไม่สร้างภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว แน่นอนว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีเทรนด์หันมาดื่ม Soft Drinks หรือ Mocktails ควบคู่กับการออกกำลังกายเพื่อหลั่งสารโดปามีนสร้างความสุขแทนแอลกอฮอล์ ชุมชนเองก็สามารถสร้างรายได้จากวิถีชีวิตและอาหารปลอดภัยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำเมา”
ด้าน ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองหลวงว่า
“ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีคือมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุด กทม. จะจัดสรรการจัดโซนนิ่ง (Zoning) ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนภาพจาก ‘เมืองปาร์ตี้’ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับสากล เราจะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อด้วยจุดขายด้านซอฟต์พาวเวอร์และวิถีชีวิตที่หลากหลาย แทนการมอมเมา”
พ.ร.บ. ฉบับใหม่ มอบดาบให้ท้องถิ่น ชู 3 โมเดลความสำเร็จภาคกลาง
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ว่า
“กฎหมายฉบับใหม่นี้เปรียบเสมือนการมอบอำนาจให้ ‘คณะกรรมการระดับจังหวัดและพื้นที่’ ได้เข้ามามีบทบาทตัดสินใจมากขึ้น เพื่อออกแบบมาตรการรับมือที่สอดคล้องกับบริบทปัญหาในพื้นที่ของตนเอง โดยต้องขับเคลื่อนบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven) อย่างแท้จริง”
ภายในเวทีเสวนา ตัวแทนเครือข่าย และผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ได้มาร่วมแชร์ “นวัตกรรมชุมชน” ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลราชบุรี (หยุดวงจรฝากซื้อ) ที่มีตัวแทนภาคประชาสังคมเล่าถึงวิกฤตที่เด็กกว่า 11,200 คนหลุดจากระบบการศึกษา โดยพบว่าต้นตอหนึ่งมาจาก “ผู้ใหญ่ใช้เด็กไปซื้อเหล้า” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พรากอนาคตเด็ก ราชบุรีจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสร้านค้าที่ละเมิดกฎหมาย และผนึกกำลังกับ กสศ. ดึงเด็กกลุ่มเสี่ยงกลับสู่ห้องเรียน
โมเดลอ่างทอง (กีฬาพา Strong) ตัวแทนคนทำงานพื้นที่เผยถึงกลยุทธ์การใช้ “ฟุตซอล” สู้กับน้ำเมา จัดแคมเปญ “สนุกได้ มันส์ได้ ไร้แอลกอฮอล์” สร้างเกราะคุ้มกันเยาวชนด้วยเครือข่ายครูฝึกสอน เปลี่ยนค่านิยมใหม่ให้กีฬาเป็นทางออกแทนวงเหล้า
พร้อมปิดจบจากโมเดลนครปฐม (นักสืบดิจิทัล) ที่มีตัวแทนสาธารณสุขจังหวัดโชว์ความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล ให้เจ้าหน้าที่ใช้ตรวจตราบังคับใช้กฎหมายกับร้านค้าในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
ต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงด้วย “นวัตกรรมแก้ปัญหา”
นอกจากการเสวนาบนเวทีที่เข้มข้นแล้ว ภายในงานยังสร้างสีสันและความน่าสนใจด้วย นิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรม จากภาคีเครือข่ายและเยาวชน ที่นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และแคมเปญที่ช่วยแก้ไขปัญหาแอลกอฮอล์ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่การพูดคุยเชิงนโยบาย แต่มีการลงมือปฏิบัติจริง และมีพื้นที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถนำเสนอไอเดียเพื่อนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต
ทิศทางการทำงานในระยะถัดไป
เพื่อให้ “สมดุลแห่งอนาคต” เกิดขึ้นจริง เวทีวิชาการได้สรุปแผนที่นำทาง ในการทำงานระยะต่อไปไว้ 5 ประเด็นหลัก
- พุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง: ลดการหว่านแห แต่ใช้ข้อมูลเจาะลึกว่า เด็ก เยาวชน หรือกลุ่มด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ไหน เพื่อลงพื้นที่รักษาและเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจง
- ใช้ Data ขับเคลื่อนแบบ Real-time: เชื่อมโยงฐานข้อมูลอุบัติเหตุ อาชญากรรม และสาธารณสุข เพื่อรับมือปัญหาได้ทันท่วงที
- ใช้พลังสื่อสร้างวาระทางสังคม: นำข้อมูลเชิงคุณภาพและเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบ มา Set Agenda เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
- ติดอาวุธให้คนทำงาน: พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการระดับจังหวัด ให้นำข้อมูลไปใช้ออกแบบนโยบายได้อย่างเฉียบคม
- มองภาพใหญ่แบบองค์รวม: เชื่อมโยงปัญหาแอลกอฮอล์เข้ากับความยากจน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และโรคเรื้อรัง (NCDs) เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงข้าม หรือแลกมาด้วยความสูญเสียทางสังคมเสมอไป หากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รักษากลไกความร่วมมือ บังคับใช้กฎหมายอย่างชาญฉลาด และนำข้อมูลมาออกแบบการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด สังคมไทยก็จะสามารถก้าวสู่อนาคตที่มี “เศรษฐกิจดี ท่องเที่ยวปลอดภัย และคนไทยมีสุขภาวะที่ดี” ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2935421&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uxzMy_f2mPHTOgwd7RagY
