การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 คณะกรรมการ กนง.ทั้ง 7 คน มีมติ “เอกฉันท์” คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี และปรับประมาณการ “จีดีพี” เศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นปีนี้เป็น 2.3% ซึ่งมองว่าหากไม่มีมาตรการภาครัฐ จีดีพีไทยปีนี้อาจเติบโตเพียง 1.8%
ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ระดับต่ำ และไม่ทั่วถึง
ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดจะลดลงหลังปัจจัยอุปทานคลี่คลายลง สำหรับสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
กนง.จึงเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่กับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ จึงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1%
ซึ่งหากดูรายละเอียดด้านเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้นปีนี้ มีแรงส่งจากภาคการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นทั่วโลก รวมถึงจากมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
“หากไม่รวมมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐจีดีพีจะขยายตัว 1.8% ปีนี้ และ 2.1% ในปีหน้า แต่พอมีผลของมาตรการภาครัฐมาช่วยหนุนจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ทำให้ปีนี้มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% แต่ปีหน้าด้วยผลของฐานและหมดมาตรการกระตุ้นของภาครัฐจีดีพีจะเหลือเพียง 1.8% เท่านั้น”
- จีดีพียังต่ำกว่าศักยภาพ-ฟื้นไม่ทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ และระดับ 2% ต้นๆ ไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจ เศรษฐกิจไทยควรขยายตัวได้ 2% ปลายๆ
และปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง หรือ ที่เรียกว่า K-shaped โดยยังมีกลุ่มที่อ่อนแอ เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี และกลุ่มธุรกิจบางประเภทที่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว
ทั้งนี้ หากดูแง่การดำเนินนโยบายการเงินของไทย ที่มีความแตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในเรื่องวัฏจักรดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อ โดยหากดูจากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ซึ่งส่งผลให้นโยบายการเงินของไทยในปีนี้ไม่ได้อยู่ในทิศทางที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นรุนแรงเหมือนในต่างประเทศ แม้ว่าทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock)
เช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึกจะพบว่าเศรษฐกิจในต่างประเทศมีการขยายตัวที่ดีกว่าไทย และมีแรงกดดันจากอุปสงค์ (Demand) ร่วมด้วย
ความแตกต่างที่สำคัญคือ คาดการณ์เงินเฟ้อไทยปีนี้ และปีหน้าอยู่ในกรอบเป้าหมาย ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่ส่วนใหญ่คาดการณ์เงินเฟ้อปีหน้าสูงกว่าเป้าหมาย ทำให้ขณะนี้ไทยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกมาตรการดูแลเงินเฟ้อเป็นพิเศษ เพราะมองยังอยู่ในวิสัยควบคุมได้ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการประมาณการว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง กนง.ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย และขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากมีความจำเป็น
“โอกาสที่ Headline Inflation จะพุ่งไปแตะระดับ 5% นั้นที่เคยมองไว้ อาจไม่ถึงแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง”
สำหรับประเด็นเงินเฟ้อ กนง.ติดตามใกล้ชิด แม้เดือนเม.ย.- พ.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำ แต่คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 และ 3 จะเริ่มเห็นตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น โดยคาดการณ์เดือนมิ.ย.จะเห็นเงินเฟ้อเพิ่มมาอยู่ที่ 3% และตั้งแต่ส.ค.เป็นต้นไป อาจแตะระดับ 4%
แต่อย่างไรก็ตาม กนง.ประเมินว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว โดยประมาณการ ดังนี้
- เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 2.8% และจะลดลงเหลือ 1.4% ในปีหน้า
- เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ในปีนี้ และ 1.4% ในปีหน้า
สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่าลง 5.7% ซึ่งเป็นการอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ทิศทางนี้สอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงเช่นกัน
แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา ยอมรับว่าเงินบาทอ่อนค่าลงเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยชั่วคราวอย่างการไหลออกของเงินทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งมาจากรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว
ซึ่ง ธปท.ได้เข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนเกินควร และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้ายโดยรวมยังเป็นปกติ
- เอสเอ็มอี-ครัวเรือนเปราะบางหนี้เสียพุ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยพบว่าสินเชื่อรวมในระบบเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกแต่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก และการขยายตัวนั้นกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ในขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัวต่อเนื่องอย่างยาวนาน
ด้านคุณภาพสินเชื่อ พบว่าสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่ม SME มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อขยายตัวต่ำทำให้สัดส่วนหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้จำนวนหนี้เสียอาจไม่เพิ่มรุนแรง แต่ธุรกิจขนาดเล็กมีปัญหาสภาพคล่องตึงตัว และการส่งผ่านต้นทุนได้ยาก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ยกเว้นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกที่ปรับตัวได้ดีกว่า
ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด คาดการณ์ว่าปีนี้จะอยู่ระดับสมดุล แม้เดือนพ.ค.- มิ.ย.จะเห็นตัวเลขติดลบต่อเนื่องจากเดือนเม.ย.แต่เป็นการติดลบตามฤดูกาลจากการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติ เช่น บริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเหล่านี้มีกำไรสูงจากการส่งออกดี
ทั้งนี้ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งหลังของปี
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1240017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00-zU-qQC-7mBRhVLO4vT5
