Category: ท่องเที่ยว

  • ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

    ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ป้ายแดงยุค ‘อนุทิน 2’ เร่งควบรวม ‘วัฒนธรรม’ อัดควิกวินปลุกเศรษฐกิจ

    จากแนวคิดของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ต้องการปรับโครงสร้างใหญ่ 2 กระทรวง ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา เพื่อควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย บูรณาการร่วมกับการบริหารเสน่ห์วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ส่วนงานด้านกีฬาจะแยกออกมาดูแลเฉพาะเป็นอีกกระทรวง เบื้องต้นคาดว่าจะปรับโครงสร้างแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากรัฐบาล “อนุทิน 2” คิกออฟ

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ กล่าวภายหลังมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภายในสังกัดเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ว่า สำหรับนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว “ภารกิจเร่งด่วน” ที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุดคือ “การปรับโครงสร้างกระทรวง” ด้วยการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา ย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม อาจใช้ชื่อว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวแก่ทั้งภาคท่องเที่ยวและกีฬา

    “การรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหาร ซอฟต์พาวเวอร์ เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ”

    โดยจะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ อาทิ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ

    “เป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมามีรายได้รวม 3 ล้านล้านบาทเหมือนในปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด”

    ด้วยยุทธศาสตร์มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถ “ท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน” ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ “เมืองรอง” ผ่านมาตรการส่งเสริมต่างๆ และการยกระดับ “ความปลอดภัย” ด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    “รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมายรายได้มากกว่าจำนวนคน ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยจะปรับลดเป้าหมายการท่องเที่ยวของปี 2569 ลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงคราม”

    สุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ใน “ตะวันออกกลาง” ที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกทาง

    สำหรับมาตรการ “กระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น” (Quick Win) กระทรวงฯ จะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์ อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิดระบาดอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า รวมถึงการนำมาตรการทางภาษีมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยวผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก ขณะเดียวกันภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชันและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ด้านการผลักดันการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ” (Travel Fee) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว นำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

    ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน อาทิ “ญี่ปุ่น” ที่มีการเก็บ “Sayonara Tax” ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนจะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ซึ่งไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

    “นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และโดยส่วนตัวก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229676&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37HeP7-MvC2BKbOfK-gvx1

  • รัฐบาล ปลื้มสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วไทย ดันเศรษฐกิจฐานรากฟื้น

    รัฐบาล ปลื้มสงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วไทย ดันเศรษฐกิจฐานรากฟื้น

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6-17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11-15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tJRBRuil0TMf5_3jQl08p

  • ททท. คาดเม็ดเงินสะพัดช่วงสงกรานต์ ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ต่างชาติหลั่งไหลทั่วไทย

    ททท. คาดเม็ดเงินสะพัดช่วงสงกรานต์ ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ต่างชาติหลั่งไหลทั่วไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดเม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียหลั่งไหลเข้าพื้นที่ภาคใต้ผ่านด่านสะเดากว่า 36,000 คน ดันอัตราการเข้าพักพุ่งร้อยละ 80

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 เมษายน 2569 โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมทั่วประเทศกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ในส่วนของตลาดต่างประเทศ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 5 แสนคน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท ขณะที่ตลาดในประเทศมียอดผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 5 ล้าน 9 แสนคน-ครั้ง ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกว่า 22,250 ล้านบาท

    สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร การจัดงานที่สวนเบญจกิติ และสวนลุมพินี ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 2 แสนคน โดยเฉพาะงาน Maha Songkran World Water Festival มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบครึ่งหนึ่ง สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 283 ล้านบาท

    ในระดับภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเป็นจุดหมายหลักที่ได้รับความสนใจจากเอกลักษณ์การเล่นน้ำกับช้าง ขณะที่พื้นที่ภาคใต้มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้ามาแล้วกว่า 36,000 คน ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 80 สร้างรายได้หมุนเวียนเฉพาะในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท รวมถึงการจัดกิจกรรมในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มตลาดมาเลเซียอย่างมาก

    ททท. ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในปีนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์เทศกาลสงกรานต์ไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่สามารถส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/461104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mrbtetr2aU6v4saqIE3MI

  • สงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้านบาท ททท. คาดรายได้ท่องเที่ยวโต 6% ต่างชาติแห่เข้าไทย 5 แสนคน

    สงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 1.29 แสนล้านบาท ททท. คาดรายได้ท่องเที่ยวโต 6% ต่างชาติแห่เข้าไทย 5 แสนคน

    15 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 129,649 ล้านบาท สะท้อนว่าเทศกาลสำคัญของไทยยังคงมีบทบาทในการกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตามปกติ โดย 42.7% ระบุว่าใช้จ่ายเท่าเดิม และ 20.8% ระบุว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่บรรยากาศโดยรวมของสงกรานต์ปีนี้ ประชาชน 51.8% มองว่ายังคงสนุกสนานเหมือนเดิม สะท้อนว่ากิจกรรมเทศกาลยังได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง

    สำหรับพฤติกรรมการเดินทาง พบว่า คนไทยส่วนใหญ่เลือกท่องเที่ยวภายในประเทศและในพื้นที่ใกล้บ้าน โดย 56.6% เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง, 5.5% ท่องเที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านพร้อมวางแผนท่องเที่ยวเพิ่มเติม สะท้อนการกระจายเม็ดเงินลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัดและเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ผู้ที่ท่องเที่ยวในประเทศมีการใช้จ่ายประมาณ 8,056 บาทต่อคน ขณะที่ผู้เดินทางไปต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 37,083 บาทต่อคน โดยจุดหมายหลักยังอยู่ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง

    นอกจากนี้ แหล่งเงินที่ประชาชนนำมาใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ส่วนใหญ่ 54.9% มาจากเงินเดือน รองลงมาคือเงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส สะท้อนว่าประชาชนยังคงจัดสรรงบประมาณเพื่อร่วมกิจกรรมเทศกาลและการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่า ช่วงวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะมีรายได้หมุนเวียนจากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ในจำนวนนี้ คาดว่าตลาดต่างประเทศจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศคาดว่าจะมีการเดินทางของคนไทยประมาณ 5.96 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ประมาณ 22,250 ล้านบาท

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า สงกรานต์ยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว การใช้จ่ายของประชาชน และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวที่ภาคธุรกิจและบริการได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27XWvXRaISCUQ7e2THVicl

  • พะเยาไม่เล็ก! ดัน Soft Power สงกรานต์คึกคัก “แบมแบม” ระเบิดเวทีกว๊าน ดึงนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ | TOPNEWS

    พะเยาไม่เล็ก! ดัน Soft Power สงกรานต์คึกคัก “แบมแบม” ระเบิดเวทีกว๊าน ดึงนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ | TOPNEWS

    หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญคือ กว๊านพะเยา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่มีทัศนียภาพงดงาม และเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของจังหวัด ขณะที่ วัดศรีโคมคำ ซึ่งประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง ยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนอัตลักษณ์วิถีล้านนาที่งดงามและทรงคุณค่า

    บรรยากาศการท่องเที่ยวทวีความคึกคักขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 กับการจัดงาน “Bubble Wave Phayao 2026” ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ซึ่งเป็นกิจกรรมไฮไลต์ช่วงสงกรานต์ โดยมี ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมระบุว่า การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และผลักดันพะเยาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

    ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่การแสดงจากศิลปินชื่อดัง โดยเฉพาะ แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ที่ขึ้นเวทีสร้างความสนุกอย่างใกล้ชิดกับแฟนคลับ เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจนบรรยากาศบริเวณกว๊านพะเยาคึกคักอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ยังมีศิลปินอีกมากมาย อาทิ Atlas, ซานิ และ Dit kitty ร่วมสร้างสีสันตลอดทั้งงาน ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

    สำหรับงาน “Bubble Wave Phayao 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน 2569 รวม 3 วันเต็ม โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำบทบาทของ Soft Power ไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1547726&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s-FS_De9PkRa1r_e4DbR6

  • ผู้ว่าฯ ททท. คาดท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ เงินสะพัดกว่า 3 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ ททท. คาดท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ เงินสะพัดกว่า 3 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นทีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10-12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน”SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026″ ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585185&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YVEZowgVAFdzVtMCidvty

  • สงกรานต์อุบลฯ คึกสุดในรอบปี คนทะลักถนนสรรพสิทธิ์ เล่นน้ำไม่หยุด

    สงกรานต์อุบลฯ คึกสุดในรอบปี คนทะลักถนนสรรพสิทธิ์ เล่นน้ำไม่หยุด

    ภูมิภาค

    สงกรานต์อุบลฯ คึกสุดในรอบปี คนทะลักถนนสรรพสิทธิ์ เล่นน้ำไม่หยุด

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวจำนวนมากออกมาเล่นสาดน้ำตามถนนสายหลักและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วทั้งจังหวัด ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันต่อเนื่องถึงเที่ยงคืน

    เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงวันที่ 13–14 เมษายน บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก ทุกอำเภอมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง นักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างถิ่นพากันออกมาเล่นน้ำตามถนนสายต่างๆ ในตัวเมืองและอำเภอโดยรอบ พร้อมขบวนรถกระบะบรรทุกน้ำตระเวนสาดน้ำสร้างสีสันอย่างสนุกสนาน

    แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำยอดนิยมอย่าง “หาดพัทยาน้อย” หรือทะเลอีสานใต้ ในพื้นที่บ้านใหม่ภูทอง ต.คันไร่ อ.สิรินธร มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นน้ำคลายร้อนวันละนับหมื่นคน ภายในพื้นที่มีแพอาหารเรียงรายริมอ่างเก็บน้ำ รวมถึงเครื่องเล่นทางน้ำและบริการเช่าแพ รองรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย

    ขณะที่ “แก่งสะพือ” อ.พิบูลมังสาหาร กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังระดับน้ำลดลงจนเผยให้เห็นโขดหินกลางลำน้ำมูล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในช่วงเดือนเมษายน โดยเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหารจัดงาน “มหาสงกรานต์แก่งสะพือ PHIBOON CITY 2026” ตลอดเดือนเมษายน พร้อมพิธีเปิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างหนาแน่น

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงขบวนแห่สงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ โดยผู้บริหารท้องถิ่นนำประชาชนร่วมขบวนอย่างคึกคัก ไฮไลต์สำคัญคือขบวน “นางสงกรานต์” ในชุดไทยประยุกต์ที่งดงาม สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานตลอดเส้นทาง

    อีกจุดหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือ “หาดบุ่งสระพัง” ต.กุดลาด อ.เมืองอุบลราชธานี ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในแม่น้ำมูล พร้อมนั่งรับประทานอาหารบนแพและพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ

    ส่วนในตัวเมืองอุบลราชธานี บริเวณ “ถนนดอกไม้และสายน้ำ” รอบทุ่งศรีเมือง มีนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำจำนวนมากตั้งแต่ช่วงบ่าย บรรยากาศชุ่มฉ่ำและสนุกสนาน

    สำหรับถนนยอดนิยมอย่างถนนสรรพสิทธิ์ ซึ่งปิดถนนให้เล่นน้ำตลอดสาย ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ตั้งแต่ตลาดบ้านดู่ถึงโรงเรียนเบญจะมะมหาราช มีนักท่องเที่ยวกว่า 10,000 คนออกมาเล่นน้ำ โดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงเรียนอุบลวิทยาคมถือเป็นจุดที่คึกคักที่สุด ส่งผลให้บรรยากาศสงกรานต์ในตัวเมืองเต็มไปด้วยความสนุกสนานต่อเนื่องตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472745&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WaUYdTfGO54GoNTfxX6qI

  • สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

    รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย

    ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย 

    ทั้งนี้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว 

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    สื่อนอก ยก ‘สงกรานต์ไทย’ เวิลด์อีเว้นท์  คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุครึ่งล้าน

    นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    “นายกฯชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656609&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7wy2dFU26a1U0VAhOhsW

  • เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    • เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำเหลือราว 1.2–1.6% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (โตช้าแต่ของแพง)
    • สงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูง กระทบต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ไทยซึ่งนำเข้าพลังงานมาก “เปราะบางหนัก”
    • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ค่าเงินบาทอ่อน เศรษฐกิจผันผวน ขณะที่รัฐต้องใช้นโยบายช่วยเฉพาะจุดมากขึ้น

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังศูนย์วิจัย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.4% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวแตะ 3.2% สูงเกินกรอบเป้าหมาย ธปท. สะท้อนภาพ “โตต่ำ-ของแพง” จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานพุ่งและกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

    ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากวิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยราคาน้ำมันดิบอาจแกว่งตัวสูงถึง 85–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง จึงตกอยู่ในกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอแต่ค่าครองชีพพุ่ง

    อีกด้านหนึ่ง ไทยยังเผชิญความเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และดุลการคลัง จากภาระนำเข้าน้ำมัน เงินทุนไหลออก และมาตรการภาครัฐที่ต้องใช้งบพยุงค่าครองชีพ ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าต่อเนื่อง

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว นโยบายดอกเบี้ยกลายเป็นโจทย์ยาก โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% แม้เงินเฟ้อสูง เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน แต่หากเศรษฐกิจชะลอรุนแรง อาจเห็นการลดดอกเบี้ยลงอีก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป จากแรงเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่คลี่คลาย

    ด้าน กกร. ประเมินสอดคล้องกัน โดยปรับกรอบ GDP ไทยเหลือ 1.2–1.6% และเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และกำลังซื้อในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านสัญญาณการใช้ดีเซลที่ลดลง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มหายไปกว่า 1 ล้านคนในช่วงสั้น

    ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยไว้หลายระดับ โดยกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 0.2% และเงินเฟ้อพุ่งแตะ 5.8% สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยควบคู่ค่าครองชีพสูง

    ทั้งนี้ ภาครัฐถูกแนะให้เร่งปรับนโยบายจากการกระตุ้นแบบวงกว้าง ไปสู่มาตรการ “3T” คือช่วยเฉพาะจุด ชั่วคราว และมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังในช่วงที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมเศรษฐกิจโลกตลอดปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862981&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3dUw-q0EMNanOWhrNzxT

  • รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.04 น.

    รัฐบาลปลื้ม”สงกรานต์ 2569″ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6 – 17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11 – 15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0snefmx2vfsK0rc4XUecnp