Category: ท่องเที่ยว

  • ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    “ททท.” เดินหน้าบริหารความเสี่ยงวิกฤติ “ตะวันออกกลาง” ฝ่าข้อจำกัดเส้นทางบินและน้ำมันแพง หลัง“สงครามอิหร่าน” ฉุดนักท่องเที่ยวมิดเดิลอีสต์หาย คาดลดลง 50% ช่วงสถานการณ์ยังไม่นิ่ง มุ่งเก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้ ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงทดแทน ลุ้นคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน ประเมินต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านในคนปี 69 ลดลง 18% จากเป้าเดิม

    “สงครามอิหร่าน” กินเวลานานกว่า 1 เดือนครึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวจาก “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเดิมเป็นความหวังในการปั้นรายได้ตลาดต่างประเทศปี 2569 ให้เติบโตในยุคพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ด้วยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ใช้จ่ายในไทยเฉลี่ยเกือบ 1 แสนบาท/คน/ทริป สูงสุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ และเข้ามามีบทบาทในการทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมเท่าปี 2562 ก่อนโควิดระบาด

    จากการรายงานสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทย 7.52 แสนคน เพิ่มขึ้น 1.4% เทียบกับปีก่อน (ไม่รวมอิสราเอล จำนวน 4.1 แสนคน เพิ่มขึ้น 45.5%)

    ขณะที่ 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางสะสม 8.13 หมื่นคน ลดลง 20% เทียบช่วงเดียวของปีที่แล้ว เฉพาะเดือน มี.ค. หลังสถานการณ์สู้รบปะทุเมื่อ 28 ก.พ. ตรงกับช่วงถือศีลอดซึ่งถือเป็นโลว์ซีซันของตลาดนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทย จำนวน 1.24 หมื่นคน ลดลง 33% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม ซึ่งมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบินและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    “ททท.ติดตามสถานการณ์ในเดือน เม.ย. อย่างต่อเนื่อง ถ้ายืดเยื้อและมีปัญหาราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ อาจส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    จับตาผล “น้ำมันแพง” กระทบแอร์ไลน์

    หลังจากช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสม 9.31 ล้านคน ลดลงแค่ 2.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพราะยังได้นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ ซึ่งต้องดูว่าถ้ายังมีปัญหาราคาน้ำมันแพง อาจจะส่งผลต่อการเดินทาง ทำให้สายการบินไม่สามารถทำการบินได้ แต่ถ้าปัญหาน้ำมันแพงมีแนวโน้มเริ่มคลี่คลาย อย่างน้อยยังมีนักท่องเที่ยวจากพื้นที่ที่เดินทางได้ ทำให้ไม่เสียหายมากนัก

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าปีนี้จะสร้างรายได้รวมจากทั้งตลาดในและต่างประเทศประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    “การปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีแน่นอน เพราะในสถานการณ์แบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งเป้าสูง ด้วยข้อจำกัดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่จุดที่จะเน้นคือการเพิ่มรายได้ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ยาวขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    ข้อจำกัดการบินฉุดแนวโน้ม “มิดเดิลอีสต์” ร่วง 50%

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งนิ่งก่อน ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยเท่าไร หลังจากปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางดี รวมประมาณ 8 แสนคน ขณะเดียวกันต้องบริหารความเสี่ยง เก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้

    “เมื่อสถานการณ์นิ่ง ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าสายการบินยังไม่สามารถทำการบินได้แบบนี้ ก็น่าจะติดลบประมาณ 50% ในช่วงที่ยังไม่นิ่ง”

    ดึงตลาดอื่นชดเชย “มิดเดิลอีสต์” เปย์หนักแสนบาทต่อทริป

    สำหรับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเฉลี่ย 9 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท/คน/ทริป และใช้จ่ายสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยนิยมเดินทางมารักษาพยาบาลในไทย แม้ปัจจุบันจะยังมีอยู่ แต่ก็ลดลงค่อนข้างมาก จุดนี้ถือเป็นความท้าทายของ ททท. ในการดึงตลาดอื่นมาทดแทน ต้องมีกิจกรรมท่องเที่ยวน่าสนใจและสามารถสร้างการใช้จ่ายคุณภาพ เพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงจากตลาดเดิมเข้ามาเติมเต็ม

    “ททท.จึงได้เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน มาเลเซีย อินเดีย ซึ่งเป็นฐานตลาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตดีเพื่อเป็นตลาดทดแทน โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีสัญญานการเติบโตเชิงบวกอย่างเห็นได้ชัดถึง 38% ในเดือน มี.ค. 2569 เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    “แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    เดือน มี.ค. “ซาอุดีฯ-โอมาน” ยังเป็นบวก

    สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. ตามการรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่ามีจำนวนสะสม 9,316,909 คน ลดลง 2.43% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 453,810 ล้านบาท ลดลง 1.96%

    โดยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค. – มี.ค.) ปี 2569 ได้แก่ 1.จีน 1,488,713 คน 2.มาเลเซีย 959,023 คน 3.รัสเซีย 725,958 คน 4.อินเดีย 625,598 คน 5.เกาหลีใต้ 412,151 คน 6.สหราชอาณาจักร 353,527 คน 7.เยอรมนี 346,016 คน 8.สหรัฐ 320,071 คน 9.ญี่ปุ่น 307,580 คน และ 10.ฝรั่งเศส 305,448 คน

    ส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง 3 เดือนแรกปีนี้ ในภาพรวมทุกตลาด (ไม่รวมอิสราเอล) ติดลบ มีจำนวนรวม 81,346 คน ลดลง 19.76% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    เฉพาะเดือน มี.ค. หลังเกิดเหตุสู้รบ มีจำนวนสะสม 12,485 คน ลดลง 33.26% โดยติดลบเกือบทุกตลาด อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1,853 คน ลดลง 46.31% ส่วนคูเวต 348 คน ลดลง 83.15% ขณะที่กาตาร์ 401 คน ลดลง 78.34% ยกเว้นตลาดซาอุดีอาระเบียที่มีจำนวนเดินทางเข้าไทย 4,783 คน เพิ่มขึ้น 7.03% และตลาดโอมาน 2,129 คน เพิ่มขึ้น 75.52%

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    “ทีเอชเอ” มองครึ่งปีหลังทัวริสต์ Wait & See

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาด และผลกระทบรายภูมิภาค พบว่าภาพรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ปิดตัวได้ดีตามเป้าหมาย แต่มีความกังวลอย่างมากต่อไตรมาส 2 เนื่องจากยอดจองล่วงหน้าชะลอตัว และน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนไตรมาส 3-4 ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait & See)

    เฉพาะตลาดตะวันออกกลาง พบว่าผลกระทบด้านการบินสูญเสียศักยภาพการขนส่ง (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือประมาณ 120,000 ที่นั่ง เนื่องจากสายการบินหลักอย่างเอมิเรตส์, กาตาร์ แอร์เวย์ส และเอทิฮัด ได้รับผลกระทบโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229804&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eor9RlmAw_R0ET7WrexxB

  • ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    วันนี้(วันที่ 16 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดเบื้องต้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสะสมกว่า 10.4 ล้านคน

    โดยเทศกาลสงกรานต์ 2569 เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ และสะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่

    • อันดับ 1 จีน จำนวน 1,676,260 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย จำนวน 1,103,045 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย จำนวน 796,612 คน
    • อันดับ 4 อินเดีย จำนวน 722,061 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ จำนวน 441,075 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 99,840 คน โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย รวมถึงกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short Haul) อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน เมียนมา และเวียดนาม

    สงกรานต์ 2569

    ททท. คาดว่าเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 500,000 คน

    ขณะเดียวกัน การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศยังช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยคาดว่าจะเกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 5.9 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,350 ล้านบาท

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลและต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิตความเป็นไทย ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม

    ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย และการป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    รวมถึงการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่ด้วยความเข้มแข็งของภาคการท่องเที่ยวไทย อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

    ประเทศไทยยังมีความพร้อมและความเชื่อมั่นในการก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่เป้าหมายปี 2569 ด้วยรายได้กว่า 2.80 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน และการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 212 ล้านคน-ครั้ง อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bdbe6HVI1CcrNLqHo_JJy

  • นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก เวิลด์อีเว้นท์ สะท้อนพลังวัฒนธรรม

    นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก เวิลด์อีเว้นท์ สะท้อนพลังวัฒนธรรม

    นานาชาติยกย่อง ‘สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์’ สะท้อนพลังวัฒนธรรม ททท.คาดสงกรานต์ปีนี้ สร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท

    วันนี้ 15 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค เยอรมนี อินเดีย เบลเยี่ยม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรียเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

    รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters Euronews และ Xinhua เน้นรายงานและภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย 

    ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย 

    นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดย The Straits Times ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.) ได้คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    “ ท่านนายกรัฐมนตรี ชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/qg9b6RJBe&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jsIz3vvtFyaTc3Gg19Aoe

  • ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    วันนี้ (16 เม.ย.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พุทธศานิกชนนิยมเข้าวัดทำบุญในช่วงวันพระหรือวันหยุดยาวโดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ เป็นต้น และยังมีเทศกาลอื่น ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปทำบุญ เช่น ทำบุญวันคล้ายวันเกิด การขอพรพระให้หายจากอาการเจ็บป่วย การสอบแข่งขัน งานบวช การทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ไปจนถึงการจัดงานศพ

    ปัจจุบันการจัดกิจกรรมทางศาสนามีรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตมากขึ้น จากการทำบุญแบบเดิมที่ต้องซื้อของใช้ทำบุญถวายสังฆทาน การเดินทางไปที่วัดหรือศาสนสถานต่าง ๆ เพื่อบริจาคเงิน หรือปล่อยสัตว์ตามความเชื่อ เปลี่ยนเป็นการทำบุญรูปแบบใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการทำบุญผ่านช่องทางออนไลน์ที่สอดรับกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ชาวพุทธส่วนใหญ่นิยมทำบุญ โดยการถวายสังฆภัณฑ์ หรือเครื่องสังฆทาน ทำให้ธุรกิจในหมวดหมู่ธุรกิจร้านขายปลีกสินค้าใหม่อื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ได้รับอานิสงส์จากการทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ ของชาวพุทธด้วย

    ข้อมูล วันที่ 31 มี.ค.2569 พบว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเกี่ยวกับสายบุญ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลและดำเนินกิจการอยู่มีจำนวน 2,736 ราย ทุนจดทะเบียน 8,282.76 ล้านบาท หากวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล พบว่า ธุรกิจที่ระบุถึงการจำหน่ายสังฆทาน จำนวน 42 ราย ทุนจดทะเบียน 99.32 ล้านบาท

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    แม้ตัวเลขอาจดูไม่สูง เพราะธุรกิจจำหน่ายสังฆทาน ส่วนใหญ่จัดตั้งในรูปแบบร้านค้าทั่วไป และไม่นิยมมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล หากธุรกิจกลุ่มนี้สามารถพัฒนาและจัดระบบการบริหารให้เข้าสู่การดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบนิติบุคคลได้ จะทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ และมีโอกาสต่อยอดขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไปอีกได้

    อย่างไรก็ตาม การทำบุญในรูปแบบออนไลน์ได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีภารกิจมากหรือไม่สะดวกไปทำบุญด้วยตนเอง ก็อาจใช้บริการให้ผู้อื่นทำแทน ตั้งแต่การเลือกชุดสังฆทานที่มีสินค้าหลากหลายผ่านทางออนไลน์ ไปจนถึงการนำชุดสังฆทานไปถวายวัดโดยใช้บริการของร้าน การบริการปล่อยปลา หรือแม้กระทั่งธุรกิจการทำบุญเลี้ยงพระ ก็มีบริการให้เลือกหลากหลายขนาดตามกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล

    การทำบุญออนไลน์นับเป็นช่องทางการขายประเภทหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยม และยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเสนอขายสินค้าของตนเองในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น การจัดแพกเกจสินค้าให้มีความน่าสนใจ เช่น ชุดสังฆทานอุปกรณ์ห้องน้ำของบริษัทผลิตอุปกรณ์ในห้องน้ำ ชุดสังฆทานเครื่องมือแพทย์ของบริษัทเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวอีกว่า ธุรกิจทัวร์แพกเกจท่องเที่ยวสายบุญ มีแนวโน้มเติมโตเช่นกัน จากการที่ชาวพุทธใช้เวลานี้ไปกับการเดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ ในโอกาสต่าง ๆ โดยปัจจุบันมีธุรกิจจัดนำเที่ยว ที่ดำเนินกิจการอยู่ 10,305 ราย ทุนจดทะเบียน 37,482.76 ล้านบาท หากมีการจัดทัวร์สายบุญ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท ทำให้ผู้ท่องเที่ยวอิ่มบุญ และยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ลงลึกไปยังธุรกิจท้องถิ่นทั้งการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกประจำท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นรายได้ให้แก่ชุมชน สร้างงานในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อ่านข่าว:

    รัฐบาลเผยสื่อนอกยก “สงกรานต์ไทย” เป็น World Water Festival

    “แอตแลนตา” ครองแชมป์สนามบินพลุกพล่านสุดในโลก 2568 ต่อเนื่องร่วม 30 ปี

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504679&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21KlnbDEcLN91tgNcEjsW3

  • รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    วันนี้, 08:15น.

            ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ

    +++กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    +++ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    +++ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    +++ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    +++ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    +++ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

              ก่อนหน้านี้ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%เ มื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

              สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160772&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1451v55LVV7tUH78q11VRL

  • รอบวันทันเหตุการณ์   15-04-69

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    เผยแพร่:

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/QMY8Gq0VUuw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2frtLJMjgZkgyhswL7sbz1

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    ท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6%…๐ แล้วก็เป็นเหมือนเงาตามตัวในเทศกาลหยุดยาวของไทย นั่นคือเทศกาลนับศพ 7 วัน ซึ่งล่าสุด “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 หรือ ศปถ. ก็ได้แถลง สถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ ว่าเกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย อุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วัน (10-14 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ 45 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ 47 คน ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดไม่เกินคาดคือ กรุงเทพมหานคร 16 ราย ซึ่ง ดูเหมือนตลอดเวลา 4 ปีในยุค “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ ก็ครองแชมป์ตายหรือไม่ก็แชมป์เจ็บมาอย่างมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปีใหม่ไทยและปีใหม่เทศ แต่ก็ดูเหมือนคนกรุงหรือใครต่อใครต่างก็ไม่เคยกล่าวโทษ “ผู้ว่าฯ ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” เลย ต้องบอกว่าชาติที่แล้วทำบุญมาอย่างดีเสียจริงๆ

    ต้องบอกว่าปีนี้ “นางสงกรานต์” ทรงนามว่า “รากษสเทวี” เสวยโลหิตเป็นอาหาร จึงไม่แปลกที่หลังสงครามยังมีคำเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนออกมาอีก โดย “สุกันยาณี ยะวิญชาญ” อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16-20 เมษายน 2569) ฉบับที่ 3 ย้ำว่า 16-20 เม.ย.นี้ ไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ก็เรียกว่าสาดน้ำกันมา 3 วันแล้วก็เจอฟ้าสาดน้ำอีก 4 วันต่อ แต่มีของแถมที่ต้องระวังกันให้ดี มิเช่นนั้นอาจหัวร้างข้างแตกและถึงชีวิตกันได้

    หันมาดูความเคลื่อนไหวของนายกฯ หนูกันบ้าง เพราะเมื่อวันพุธ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมประชุมทางไกลในการประชุมประชาคมเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ AZEC ซึ่งหลังประชุมเสร็จก็ได้ให้สัมภาษณ์แบบยาวๆ ครั้งแรกในสัปดาห์ และเจ้าตัวก็บอกว่าต่อไปอาจแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น แหม! เรียกว่าเล่นบทเตมีย์ใบ้จนติดใจกันไปแล้วแน่นอน..

    ที่น่าสนใจในการให้สัมภาษณ์ของ “นายกฯ อนุทิน” คือการแย้มถึงโครงการคนละครึ่งพลัสว่าจะทำให้เร็วที่สุด เพราะรัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เม.ย. พร้อมระบุด้วยว่า น่าจะพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว รวมทั้งยังมีมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาทที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย พร้อมทั้งมองแง่ดีที่ “เจ๊ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เห็นด้วยในโครงการคนละครึ่งพลัสว่าเป็นเรื่องปกติ เขาต้องทำหน้าที่ท้วงติง แต่ก็เหมือนที่ “วิมล ไทรนิ่มนวล” นักเขียนรางวัลซีไรต์ชื่อดัง โพสต์กราฟิกท้วงติงนั่นแหละว่า นี่หรือพรรครักประชาชน เพราะค้านทุกเรื่อง แต่ที เรื่องอาหารฟรีจากเงินภาษีมื้อละ 1,000 บาท และเงินบำนาญเดือนละเป็นหมื่นเป็นแสนกลับเงียบกริบ! แหม! ก็นี่มันเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวมของทั่นผู้แทนฯ จะไปโวยวายทำไมละจ๊ะพ่อคุณ…

    หันมาเรื่อง Work From Home ทำงานจากที่บ้าน Work From Anywhere หรือทำงานที่ไหนก็ได้ ที่รัฐบาลกำชับเป็นนโยบายหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจในช่วงราคาน้ำมันแพงนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมทั้งขอความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย บรรดาขาเมาธ์มอยก็พากันนินทากันให้แซ่ดว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่หลายประเทศก็ทำ แต่ที่ สงสัยกันมากคือระบบอินเทอร์เน็ตและไวไฟทั้งหลายต้องเอื้ออำนวยด้วย จึงทั้งให้ WFH-WFA เป็นผล แต่ดูเหมือน “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)” กลับไม่เคยเอ่ยอ้างหรือมีมาตรการใดๆ เลย ทั้งที่เป็นผู้คุมเกมและควบคุมดูแลค่าบริการของแก่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย จึงหวังว่าในการประชุม ครม.นอกจากเรื่องคลอดมาตรการเรื่องค่าครองชีพแล้ว ก็น่าจะดูแลเรื่องราคาอินเทอร์เน็ตที่แพงหูฉี่กันด้วย..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980487/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PWjoYh9rLUrTkXNjgccUu

  • เริ่มแล้ว “รมว.ซาบีดา” เปิดสงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี สืบสานวิถีไทย ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นท่องเที่ยววัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งยกระดับประเพณีไทยสู่เทศกาลระดับโลก | TOPNEWS

    เริ่มแล้ว “รมว.ซาบีดา” เปิดสงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี สืบสานวิถีไทย ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นท่องเที่ยววัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งยกระดับประเพณีไทยสู่เทศกาลระดับโลก | TOPNEWS

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ประเพณีสงกรานต์มิได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่

    อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป สำหรับจังหวัดอุทัยธานีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่งดงาม

    มีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ พิธีสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ขบวนแห่วัฒนธรรม

    การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด

    ซึ่งนอกจากจะช่วยสืบสานประเพณีอันดีงามแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ในระดับพื้นที่

    นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกำหนดการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก”(Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand)

    โดยมุ่งถ่ายทอดคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทยในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของโลก สร้างความประทับใจและแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาเยือนซ้ำ

    ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมมีแนวทางยกระดับการจัดประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพสูง จำนวน 18 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งเมืองอัตลักษณ์และเมืองน่าเที่ยว

    เพื่อสร้างจุดขายใหม่ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยยังคงรักษาคุณค่า ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทร่วมสมัย

    “ที่สำคัญเป็นการต่อยอดหลังจากประเพณี ‘สงกรานต์ในประเทศไทย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity)

    โดยยูเนสโก เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สมัยประชุมครั้งที่ 18

    ณ เมืองคาซาเน สาธารณรัฐบอตสวานา ภายใต้ชื่อรายการ ‘Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival’” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนกว่า 30 หน่วยงาน ในการขับเคลื่อนการจัดงานสงกรานต์ใน 4 มิติ

    ได้แก่ มิติด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่าน 7 มาตรการ 17 แนวทาง อาทิ การส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม การต่อยอดกิจกรรมทางวัฒนธรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    การใช้สื่อดิจิทัลเผยแพร่ภาพลักษณ์สงกรานต์ไทยสู่ระดับนานาชาติ การรณรงค์ด้านความปลอดภัย และการจัดงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Zero Waste

    “ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของประเพณีสงกรานต์ วิถีไทยในปี 2569 ซึ่งเป็นเทศกาลที่ผสมผสานความงดงามของวัฒนธรรมไทย

    เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจ และตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมของโลกอย่างยั่งยืน ”นางสาวซาบีดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k7lBygp6b2dqrb2S2YC34

  • วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

    สำหรับ ประเทศไทย ซึ่งมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก มีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2568 และจากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก

    แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทาง รวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทาง และจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2.ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3.ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

    ทั้งนี้ SCB EIC ได้ประเมินว่า หากวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์ อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคน จากประมาณการเดิมในเดือน ธ.ค.2568 ที่ 34.1 ล้านคน แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น หลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทาง และหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย

    แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1.นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2.นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ที่บางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังกังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และประเด็นด้านความปลอดภัย ก็มีโอกาสปรับแผนยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป

     ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย แต่อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบในประเทศอีกด้วย

    อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนว่า “ธุรกิจท่องเที่ยว” มีแนวโน้มที่จะเผชิญผลกระทบอย่างชัดเจนจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง และต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/980446/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KzaGjvdS9mEy_HL5GIwdw

  • สงกรานต์ไทย 69 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! ผู้ว่าฯ ททท. ปลื้มคนไทย-ต่างชาติเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ

    สงกรานต์ไทย 69 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! ผู้ว่าฯ ททท. ปลื้มคนไทย-ต่างชาติเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้างทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

    ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569

    มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน 

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว 

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นทีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน

    ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติโดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลกที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2926795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E7qLkvTkUPxHKeZUnKYc-