Category: ท่องเที่ยว

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีกรกฎ ราศีต้นธาตุน้ำ ผู้ดำเนินชีวิตไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ซึ่งขึ้นกับความรู้สึก ไม่อ้างอิง หรือยึดถือ ตำรา หรือทฤษฎีใด ๆ โลกจะหมุนซ้าย หรือขวาก็ไม่สน แต่ถ้าความรู้สึกบอกว่าถูกต้องก็จะทำ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้านโดยทันที

    การเงิน จากงาน ถึงจะทำให้เกิดรายได้มากขึ้น แต่ถ้าจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อย่าประมาท เพราะอยู่ในระยะไม่แน่นอน ที่อาจจะได้มาก เสียหมด ซึ่งวันที่ 15-17 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน กิจการ งาน ที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ การศึกษาเพิ่มเติม หรือท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ ศรัทธา จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้ได้ลาภ มีผลกำไร แต่ก็ควรระวัง ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ที่ควรหลีกเลี่ยงจะโฆษณา โอ้อวด คุยโม้มากเกินไป เพราะอาจทำให้ถูกเขม่น ถูกอิจฉา ถูกใส่ร้ายป้ายสี นินทาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้

    ความรัก ท่องเที่ยวเดินทางร่วมกัน หรือร่วมกลุ่มคณะทำกิจกรรมด้วยกัน ถ้าความคิดเห็นต่างกันกับคนรัก คู่ครอง หรือกับเพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ ก็ควรอดทน อดกลั้น และหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูด /การแสดงออกที่ bully ก้าวร้าวหยาบคาย เพราะอาจทำให้ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย จน trip หรือกิจกรรมนั้น ๆ พัง! สำหรับคนโสด อาจทำให้พบรัก เจอคนถูกใจ แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะไป..รักคนที่มีเจ้าของอยู่แล้ว!        

    ครอบครัว ใส่ใจ ดูแลบุตร-ธิดาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การคบหาเพื่อน เพราะอาจนำเหตุ/ภัย อันตรายมาให้ตนเองได้

    สุขภาพ ควรระวังการเสพสุรา ยา หรือสารเสพติดใด ๆ เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้

    คำแนะนำ จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2570 ดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง คู่ค้า คู่สัญญา หรือคู่ศัตรูของชาวราศีกรกฎ ได้โคจรไปสถิตร่วมกับดาวเนปจูน ณ เขตราศีมีน ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะแห่งการศึกษาเพื่อ “ตื่นรู้” ที่จะทำให้ได้พบความจริง พบสัจธรรม ที่จะทำให้ได้พบทางสว่าง ที่จะทำให้ไม่..หลงทาง อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325438/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rjQK5Z361VpaXm75QCpSx

  • กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว 

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เมษายน 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ

    มาตรการดังกล่าว ยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ

    การเปิดให้เข้าพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vNMS2wNNVwdz1DTKztLJ3

  • เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉาก “Maha Songkran World Water Festival 2026” สวนเบญจกิติสุดอลังการ ขณะ S2O รัชดา สุดมันส์ นักท่องเที่ยวต่างชาติ แห่เข้าร่วมคับคั่ง

    นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026” โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี ณ ลานอัฒจันทร์ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 69 ณ สวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) เพื่อเน้นย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นมาต่อยอดสู่กิจกรรมท่องเที่ยวที่สอดรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สำหรับไฮไลต์ความสนุก 5 วัน เต็มอิ่มกับเสน่ห์สงกรานต์ไทยที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย โดยในวันเปิดงาน มาพร้อมไฮไลต์ขบวนแห่มหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ 9 ขบวน

    กิจกรรมและโซนความบันเทิง
    การแสดงโดรนแปรอักษร กว่า 1,200 ลำ ถ่ายทอดคุณค่าของ “ประเพณีสงกรานต์ไทย” จำนวน 10 ภาพ เวลา 20.00 น. ทุกวัน

    โซนสงกรานต์ 5 ภูมิภาค สัมผัสศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น, กิจกรรม DIY และสินค้าท้องถิ่น (เวลา 11.00-22.00 น.)

    บรรยากาศงานวัดสุดคลาสสิก ก่อพระเจดีย์ทราย, บ้านผีสิง, ชิงช้าสวรรค์ และสรงน้ำพระ

    ลานเล่นน้ำและเวที EDM (เวลา 16.00-22.00 น.) พร้อมทัพดีเจชื่อดัง

    คอนเสิร์ตจากศิลปินไทย (เวลา 17.00-22.00 น.) อาทิ FOOL STEP, ZANI, Zeal, กระแต, ASIA7, The Mousses, LHAM SOMPHOL, INK WARUNTORN, MONICA, Playground, Palmy, MAIYARAP, Clockwork Motionless, 4EVE, Bodyslam, Taitosmith, MEYOU, Getsunova, Tilly Birds และ Joey Boy

    ในการนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

    ส่วน บรรยากาศ งาน Singha Life presents S2O Songkran Music Festival 2026 เทศกาลดนตรีสุดมันส์แห่งปี ที่เนรมิตพื้นที่ “S2O LAND” ถนนรัชดาภิเษก ให้กลายเป็นศูนย์กลางความสนุกแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยวันแรกมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

    ภายในงานเต็มไปด้วยสีสันของ Songkran Party Hub ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว ครบครันทั้งโซนกิจกรรม พื้นที่พักผ่อน และสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งเทศกาล.

    อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือโปรดักชันสุดอลังการ ทั้งแสง สี เสียง และน้ำแบบ 360 องศา ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์สงกรานต์ให้แตกต่างจากทุกปี สร้างความประทับใจและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1021124/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4ug-2fz01Ue_9IeCH7c4

  • “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “หมอลำ นอกจากจะเป็นตัวแทนสื่อถึง “อัตลักษณ์ความเป็นอีสาน” แล้ว ยังเป็นศิลปะการแสดงที่เชื่อมสายสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง สองฝั่งโขง ประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว อีกด้วย” นี่คือบทพิสูจน์ที่ได้เห็นประจักษ์จากการได้ร่วมเดินทางไปสัมผัสกับความม่วนที่งาน “มหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้โครงการ “Art and Creative Industrial Accelerator” ด้วย

    สำหรับโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย ในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมการแสดงของศิลปินชื่อดังในเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ทั้งจาก สปป.ลาว และคณะหมอลำของไทยแล้ว สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้เปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่ได้พานักท่องเที่ยวข้ามพรมแดนไปดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งลุ่มน้ำโขง ณ นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมสัมผัสรากเหง้าศิลปะการแสดงพื้นบ้านกันแบบจัดเต็มอีกด้วย

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการจัดโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย และเปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไทย-สปป.ลาว ว่า

    “โครงการมหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) กำหนดจัดขึ้นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดในภาคอีสาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงเอาเอกลักษณ์และความโดดเด่นของแต่ละพื้นที่ มาจัดแสดงในรูปแบบของ “เทศกาลมหาหมอลำ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ครั้งที่ 1 จัดไปเมื่อวันที่ 13 – 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดสอนหลักสูตรหมอลำมาเป็นเวลานาน ในโอกาสนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน จึงได้รวบรวมทั้งศิษย์เก่า ศิลปินหมอลำชื่อดัง และศิลปินพื้นบ้านของจังหวัดมาร่วมแสดงบนเวทีหมอลำเดียวกัน นับเป็นการเชิดชูและยกระดับให้เป็นเทศกาลมหาหมอลำครั้งแรกของจังหวัดมหาสารคาม พร้อมทั้งมีการจัดการท่องเที่ยว “เส้นทางมหาหมอลำ” เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวัฒนธรรมเมืองตักสิลานครอย่างแท้จริง” 

    “มาในครั้งนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ต้องการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เราจึงเลือกจัด “เทศกาลมหาหมอลำ” ที่จังหวัดหนองคาย (วันที่ 5 – 6 เมษายน 2569) สำหรับการจัดงานที่หนองคาย เป็นการจัดเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” งานนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินหมอลำทั้งจากประเทศไทย “ปลาย กนกพร” และคณะหมอลำ “รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์” และศิลปินจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เช่น จิมมี่ สิทธิพร รวมถึงสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมสร้างสีสันความบันเทิงตลอดคืนในเทศกาลหมอลำริมฝั่งแม่น้ำโขง”

    “โดยโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้นพร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทริปสุดท้ายที่ จังหวัดนครพนม ในธีม “สัมผัสวัฒนธรรมนาคาวิถี” โดยจะดึงเอาความโดดเด่นและอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนมมาเชิดชูและนำเสนอผ่านเทศกาลมหาหมอลำอย่างยิ่งใหญ่”

    ถอดบทเรียน การใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็นสื่อ เชื่อมความสัมพันธ์ สร้างรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทย-สปป.ลาว

    อาจารย์ทม ยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญในการใช้ วัฒนธรรมหมอลำ ซึ่งเป็น Soft power ที่ทั้งประเทศไทย และ สปป.ลาว มีเหมือนกันมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมความสัมพันธ์และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกันว่า

    “เราสามารถใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวลาว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายัง 2 ประเทศได้ เพราะ “หมอลำและเสียงแคน” เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยไม่ต้องมีกำแพงทางภาษา”

    “ดังนั้น การจัดเทศกาลหมอลำจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือดึงดูดคนให้มาสัมผัสวิถีชีวิตของทั้งทางอีสานฝั่งไทย และทางฝั่งลาวได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่มีคนจากฝั่งลาวข้ามมาดูหมอลำคณะใหญ่ของไทยซึ่งหาดูได้ยากในฝั่งลาว โดยยอมรอจนด่านเปิดตอนเช้าถึงจะเดินทางกลับ”

    “และการใช้เทศกาลหมอลำและการจัดทริปท่องเที่ยวสองฝั่งโขงนี้ ยังเป็นการทำให้เกิดร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะผู้จัดงานได้เชิญศิลปินหมอลำที่มีชื่อเสียงจากฝั่งลาว เช่น จิมมี่ สิทธิพล และศิลปินจากสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมแสดง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรร”ม

    “ส่วนการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น แน่นอนว่าสำหรับการจัดเส้นทางท่องเที่ยวหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์ ครั้งล่าสุดนี้ เราต้องการเชื่อมโยง “วัฒนธรรมสองฝั่งโขง” โดยนักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ในเวียงจันทน์ สปป.ลาว ในแบบ One day trip จากนั้นกลับมาพักและดูหมอลำที่ฝั่งไทยได้อย่างสบายๆ”

    นอกจากนั้น ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ เราได้วางวัตถุประสงค์อีกด้านไว้ด้วย นั่นคือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าถึง “วิถีหมอลำ” ได้ลึกซึ้งกว่าแค่ความสนุกสนาน จึงมีการปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในเทศกาล เช่น

    • เทคโนโลยี VR (Virtual Reality): เพื่อจำลองบรรยากาศหมอลำ 3 รูปแบบ คือ นิทรรศการเสมือนจริง, หมอลำแบบดั้งเดิม (หมอลำหมู่-หมอลำกลอน) และหมอลำสมัยใหม่ ให้คนได้เรียนรู้ก่อนชมการแสดงจริง
    • Projection Mapping: การยิงแสงสีเล่าเรื่องราวลงบนพื้น อาคาร หรือแม่น้ำ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและดึงดูดความสนใจของผู้คน
    • การจัด Workshops: สาธิตดนตรี ลายแคน และท่าเต้นบนเวที เพื่อให้คนดูเข้าใจที่มาและศิลปะของหมอลำมากขึ้น

    “ส่วนในด้านการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น เราตั้งใจที่จะทดลองทำ “ทริปนำร่อง” เพื่อส่งต่อโมเดลให้ภาคธุรกิจนำไปต่อยอดบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เช่น การออกแบบแพคเกจท่องเที่ยวโดยอิงกับเทศกาลมหาหมอลำ ที่ในทริปสองฝั่งโขงนี้ เราได้พาผู้เข้าร่วมทริปไปทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวที่พาข้ามไปนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญ กินเฝอ แล้วหลับมาเที่ยวงานเทศกาลมหาหมอลำ พักค้างคืนที่โรงแรมในตัวเมืองหนองคาย จากนั้นปิดทริปด้วยการพาไปทำกิจกรรมที่ชุมชนบ้านปะโคเหนือ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนในท้องถิ่น โดยทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวจ่ายเพียง 3,999 บาท เท่านั้น”

    “และในอนาคต เราได้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรฯ-หนองคาย โดยในทรืปนี้จะมีการจัดโปรแกรมเสริม (Add-on) สำหรับผู้ที่ต้องการข้ามไปฝั่งลาวเป็นทางเลือกด้วย”

    ดังนั้น ในมุมมองของอาจารย์ทม มองว่า การแสดงหมอลำ เป็นมากกว่าการแสดงบนเวที แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ผ่านการท่องเที่ยว ที่มีการนำเนื้อหา (Storytelling) และเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และรักษาวัฒนธรรมสองฝั่งโขงให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

    แชร์มุมมองจากศิลปินหมอลำ สปป.ลาว กับความประทับใจในฐานะ “บ้านพี่เมืองน้อง” ที่ผูกร้อยด้วย “หมอลำและเสียงแคน”

    .ในเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่จัดขึ้นที่จังหวัดหนองคายในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ศิลปินหมอลำจากทางฝั่ง สปป.ลาว ที่มาสะท้อนมุมมอง 2 ด้าน หมอลำรุ่นใหม่และหมอลำแบบดั้งเดิม ท่านแรก คือ จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้” จากฝั่งลาวที่คลุกคลีกับการร้องเพลงมาเกือบ 10 ปี โดยจิมมี่เริ่มร้องเพลงตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4 และเชื่อว่าพรสวรรค์นี้มาทาง “สายเลือด” เนื่องจากแม่และลุงเป็นคนชอบร้องเพลง แม้จะไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพก็ตาม

    จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้”

    “ผมฝึกฝนการร้องมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาชีพหลักในปัจจุบันครับ ตอนนี้ผมมีฐานแฟนคลับกว้างมาก โดยผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอ (MV) ในช่อง YouTube มียอดวิวประมาณ 60-70 ล้านวิว ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในลาวที่มีประมาณ 7-8 ล้านคน และในการแสดงตอนนี้ ผมได้นำศิลปะดั้งเดิมมาเข้ากับการร้องหมอลำด้วย อย่าง “ลำตั้งหวาย” ซึ่งดั้งเดิมจะมีจังหวะช้าและใช้แคนเพียงอย่างเดียว แต่เรามาเพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นและใส่ดนตรีร่วมสมัยเข้าไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย”

    “โดยส่วนตัวมองว่าหมอลำทางฝั่งไทยและลาวแทบไม่ต่างกันทั้งสำเนียงและลักษณะกลอนลำ เพลงจากฝั่งไทย คนลาวก็ฟังรู้เรื่อง ขณะที่เพลงจากฝั่งลาว คนไทยก็ฟังรู้เรื่องได้โดยไม่ต้องแปล ดังนั้น “เสียงเพลงจึงไม่มีพรมแดน” และในปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คนทั้งสองฝั่งสื่อสารและเข้าใจกันง่ายขึ้น และงานเทศกาลมหาหมอลำที่จัดขึ้นนี้ ยังเป็นโอกาสให้ ไทย-สปป.ลาว ได้แลกเปลี่ยนศักยภาพศิลปิน และการที่ผมได้รับเชิญมาแสดงที่หนองคาย ถือเป็นการให้ความสำคัญและให้โอกาสศิลปินหมอลำลาวอย่างผมได้มาแสดง เป็นตัวแทนศิลปินลาวที่ได้มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย”

    ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว

    ด้าน ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว สะท้อนมุมมองน่าสนใจในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ในศาสตร์ “หมอลำ” โดยแม่ดาหวันเริ่มเล่าประวัติการมาเป็น “หมอลำ” ของตนเองก่อนว่าเริ่มเป็นหมอลำตั้งแต่อายุเพียง 6 ปี เพราะเห็นคุณแม่ร้องลำในฐานะหมอลำ จึงซึมซับและมีสำนึกรักในศิลปะแขนงนี้มาตั้งแต่เด็กโดยธรรมชาติ และพรสวรรค์ของแม่ดาหวันก็เปล่งประกายในสมัยเรียน โดยสามารถนำบทเรียนมาเล่าเป็นกลอนลำได้โดยไม่ต้องแต่งล่วงหน้า

    และมักจะใช้ความสามารถด้านการลำไปแสดงในโรงเรียนเพื่อขอคะแนน ซึ่งท่านก็มักจะได้คะแนนดีจากความกล้าแสดงออกนี้นอกจากนั้น ในปัจจุบัน นอกจากจะมีอาชีพเป็นหมอลำแล้ว ยังเป็นคณะบริหารสมาคมเสียงแคนลาว ซึ่งเป็นตัวแทนศิลปินหมอลำและหมอแคนจากทั่วประเทศที่มีสมาชิกเป็นพันคน

    “ที่ประเทศลาว เราร้องหมอลำทั้งในงานบุญ งานมงคล งานอวมงคล อย่างงานศพ โดยกลอนลำที่ร้องก็จะมีเนื้อหาที่เข้ากับงานนั้นๆ ซึ่งรูปแบบการร้อง การลำ และภาษาที่ใช้จะเปลี่ยนไปตามแต่ละภูมิภาคในลาว เช่น การลำทางภาคเหนือ เรียกว่า “ขับ” เช่น ขับทุ้มหลวงพระบาง ขับซำเหนือ และลำทางภาคกลางและภาคใต้ อย่าง ลำสาละวัน”

    “สายสัมพันธ์ระหว่างหมอลำและหมอแคน ไทย-สปป.ลาว มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากมีต้นกำเนิดและรากเหง้าเดียวกัน โดยเฉพาะวิถีชีวิตสองฝั่งโขงที่ไม่ต่างกัน ทั้งไทยและลาวต่างร้องหมอลำเพื่ออวยพรงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ หรือไว้อาลัยในงานศพ ศิลปะแขนงนี้จึงสามารถสืบสานรักษาต่อไปได้อย่างยั่งยืนโดยคนทั้ง 2 ประเทศ และยังสามารถต่อยอดจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดหนองคายและนครหลวงเวียงจันทน์ได้ด้วย”

    “โดยในฐานะคณะกรรมสมาคมเสียงแคนลาว เรามีการวางแผนว่าจะเปิดโครงการสอนเป่าแคนและขับลำให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบัน “แคน” ได้รับการรับรองเป็น มรดกโลก และมีการบรรจุเข้าสู่หลักสูตรการเรียนในโรงเรียนของลาวแล้ว”

    “และในวันนี้ในงานเทศกาลมหาหมอลำ เป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่ได้เห็น หมอลำคนรุ่นใหม้อย่าง จิมมี่ สิทธิพล ที่นำหมอลำดั้งเดิมมาประยุกต์เพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และแน่นอนว่าตัวแม่เอง ก็จะยังคงรักษาการร้องเพลงหมอลำแบบ ดั้งเดิมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังยังได้เห็นการแสดงที่เป็นรากเหง้าของ หมอลำลาว อย่างแท้จริง”

    การใช้ Soft power ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

    ‘มหาหมอลำเฟสติวัล’ เพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. จับมือ มมส. ยกระดับ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. ขับเคลื่อน Isan Wellness Soundscape ใช้เสียงดนตรีท้องถิ่นเยียวยาชีวิตยุคใหม่

    Post Views: 207

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/04/12/maha-morlum-festival-nongkhai-laos-msu/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kvaAwcvTEiQAd56wceYC7

  • ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ตรวจจุดบริการสงกรานต์ เข้มบังคับใช้กฎหมาย ด้านเขื่อนรัชชประภานักท่องเที่ยวคึกคัก

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ตรวจจุดบริการสงกรานต์ เข้มบังคับใช้กฎหมาย ด้านเขื่อนรัชชประภานักท่องเที่ยวคึกคัก

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี นำหัวหน้าส่วนราชการตรวจเยี่ยมจุดตรวจ/จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เน้นย้ำมาตรการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวเขื่อนรัชชประภาคึกคัก

    วันนี้ (12 เม.ย.69) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง ออกตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประจำจุดอำนวยความสะดวกและจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ในพื้นที่ 3 อำเภอ 4 จุดบริการ จุดแรกตรงข้ามปั๊มน้ำมัน ปตท. ก กิจ ทางหลวงสาย 41 ขาล่องใต้ อ.พุนพิน จุดที่สองหน้าที่พักสายตรวจ กม.43 บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จุดที่สามหน้าวัดบ้านตาขุน อ.บ้านตาขุน และจุดที่สี่ บริเวณท่าเรือท่องเที่ยวเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ภายในเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน

    ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มอบสิ่งของและพบปะพูดคุย พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนจิตอาสา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมกำชับทุกจุดให้ปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในเรื่องของเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัยทั้งคนขับขี่และคนซ้อนท้าย ไม่ขับรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ขับรถย้อนสร ขอให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยว ให้มีความปลอดภัย เดิน ทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    ขณะที่บรรยากาศด้านการท่องเที่ยว ณ บริเวณท่าเรือท่องเที่ยวเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ภายในเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน พบว่า ชาวต่างชาติชาย-หญิง เดินทางมาพักผ่อนและท่องเที่ยว ลงเรือหางยาวเพื่อชมความงามทางธรรมชาติภายในอ่างเก็บน้ำ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อย่าหนาตา ทั้งมาแบบหมู่คณะ แบบคนเดียว และครอบครัว ซึ่งตลอดทั้งวันบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เน้นย้ำในเรื่องมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนเมื่อลงเรือต้องสวมใส่ชูชีพ หากฝ่าฝืนปรับ 5,000 บาท พร้อมกำชับเจ้าท่าให้ตรวจสอบความปลอดภัยของท่าเทียบเรือ จำนวนคนต้องไม่เกินที่กำหนด และให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายต่างๆ อย่างเคร่งครัด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/141232&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_rIOxsaapTuVAAdNom35p

  • ชวนเที่ยวสงกรานต์ “แก่งเกาะใหญ่” สัมผัสมนต์เสน่ห์ธรรมชาติ เชื่อมสองจังหวัดกำแพงเพชร-นครสวรรค์ | TOPNEWS

    ชวนเที่ยวสงกรานต์ “แก่งเกาะใหญ่” สัมผัสมนต์เสน่ห์ธรรมชาติ เชื่อมสองจังหวัดกำแพงเพชร-นครสวรรค์ | TOPNEWS

    กำแพงเพชรจับมือนครสวรรค์ เปิดตัวแหล่งท่องเที่ยว “แก่งเกาะใหญ่” แลนด์มาร์คใหม่รับมหาสงกรานต์ 2569 ชูจุดขายลำน้ำแม่วงก์ใสสะอาดกลางป่าชุมชน พร้อมขยายพื้นที่เปิดแก่งแห่งที่ 2 กระจายรายได้สู่ฐานรากแบบไร้รอยต่อ

    นายเสน่ห์ ไชยมงคล นายอำเภอขาณุวรลักษบุรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันแบบไทย สุขไกลทั่วโลก” ณ แหล่งท่องเที่ยวแก่งเกาะใหญ่ 1 ตำบลปางมะค่า อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร โดยมีนายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ สส.กำแพงเพชร และนายประสาท ตันประเสริฐ สส.นครสวรรค์ พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่นร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อผลักดันให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญในช่วงเทศบาลสงกรานต์ปี 2569

    สำหรับ แก่งเกาะใหญ่ ถือเป็นอัญมณีเม็ดงามทางธรรมชาติของตำบลปางมะค่า ตั้งอยู่ในเขตป่าชุมชนบ้านใหม่ธงชัยที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงสุด โดดเด่นด้วยลำน้ำแม่วงก์ที่ไหลผ่านโขดหินน้อยใหญ่สลับกันอย่างสวยงาม กลายเป็นแก่งน้ำที่ใสสะอาดและเย็นสบาย เหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นท่ามกลางแมกไม้และสายธาร

    การจัดงานในครั้งนี้ เทศบาลเมืองปางมะค่ามุ่งหวังที่จะยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยใช้ประเพณีสงกรานต์เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน พร้อมทั้งเปิดตัว แก่งเกาะใหญ่แห่งที่ 2 เพื่อขยายพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นับเป็นการบูรณาการระหว่างการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

    สิ่งสำคัญที่สุดของปีนี้คือความร่วมมือแบบ “บ้านพี่เมืองน้อง” ระหว่างแก่งเกาะใหญ่ฝั่งกำแพงเพชรและฝั่งนครสวรรค์ ที่ร่วมกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ โดยมีแผนการใหญ่ในอนาคตที่จะสร้าง สะพานแขวนเชื่อมแหล่งท่องเที่ยว ทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามของลำน้ำแม่วงก์ได้จากทั้งสองจังหวัด เสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคให้เข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ภายในงานยังเต็มไปด้วยกลิ่นไอความสุขจากกิจกรรมแบบไทยๆ ทั้งการแสดงทางวัฒนธรรมที่สนุกสนานจากคนในชุมชน พิธีสู่ขวัญตามประเพณีพื้นถิ่น และการรดน้ำดำหัวขอพรผู้สูงอายุเพื่อความเป็นสิริมงคล จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านมาร่วมสาดความสุขและสัมผัสความเย็นฉ่ำของสายน้ำที่แก่งเกาะใหญ่ สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนที่อบอุ่นและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในช่วงสงกรานต์ปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1545811&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pC3IzU_DuO1_1yyhIIFmB

  • อช.พีพี พร้อมรับนทท.ช่วงเทศกาลสงกรานต์ จัดกำลังเข้มดูแลความปลอดภัย

    อช.พีพี พร้อมรับนทท.ช่วงเทศกาลสงกรานต์ จัดกำลังเข้มดูแลความปลอดภัย

    ภูมิภาค

    อช.พีพี พร้อมรับนทท.ช่วงเทศกาลสงกรานต์ จัดกำลังเข้มดูแลความปลอดภัย

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อช.พีพี พร้อมรับนทท.ช่วงเทศกาลสงกรานต์ จัดกำลังเข้มดูแลความปลอดภัยทางทะเล พร้อมเชิญชวน 14 เมษาฯคนไทยฟรีค่าเข้าอุทยานฯ ด้านผู้ว่าฯนำทีมลงพื้นที่สร้างความเชื่อมัน

    วันที่ 12 เมษายน 2569 นายแสงสุรี ซองทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ เป็นจำนวนมาก โดยจุดหมายยอดนิยมยังคงเป็นอ่าวมาหยา เกาะไม้ไผ่ และทะเลแหวก

    ทั้งนี้ อุทยานฯ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือ รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การจอดเรือในจุดที่กำหนด ไม่ทิ้งขยะลงชายหาดหรือทะเล เก็บขยะใส่ภาชนะที่จัดไว้ให้ งดนำทรัพยากรทางทะเลหรือซากสัตว์กลับออกจากพื้นที่ และเล่นน้ำเฉพาะบริเวณที่กำหนด

    พร้อมกันนี้ อุทยานฯ ยังเชิญชวนประชาชนร่วมท่องเที่ยว โดยในวันที่ 14 เมษายนนี้ เปิดให้คนไทยฟรีค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ
    ขณะเดียวกัน นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปภ.กระบี่ กอ.รมน.กระบี่ อบจ.กระบี่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด กรมเจ้าท่า และอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อตรวจความพร้อมของเรือโดยสารและเรือท่องเที่ยว ในเส้นทางหาดนพรัตน์ธารา–เกาะพีพี รองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือและศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ พร้อมพบปะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดกระบี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการให้บริการในช่วงเทศกาลอีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472634&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jHRCdEgT9kYjf1Le3WpY0

  • ‘รัฐบาล’ ตีปี๊บ เที่ยวป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ ‘วันครอบครัว’ 14 เม.ย.

    ‘รัฐบาล’ ตีปี๊บ เที่ยวป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ ‘วันครอบครัว’ 14 เม.ย.

    “รัฐบาล” ชวนเที่ยวป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ “วันครอบครัว” 14 เม.ย.นี้ ให้คนไทยสัมผัสธรรมชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย.น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เม.ย. นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดให้ประชาชนชาวไทย ท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ
    โดยยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน และขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป“น.ส.ลลิดา กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1229412&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L5-3PHYETujmSBfIwvd93

  • “นายกฯอนุทิน” ร่วมแจม เป่าขลุ่ย ที่สนามบินเชียงราย ต้อนรับนักท่องเที่ยว

    “นายกฯอนุทิน” ร่วมแจม เป่าขลุ่ย ที่สนามบินเชียงราย ต้อนรับนักท่องเที่ยว

    “อนุทิน” บินตรวจท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่จ.เชียงราย  แจม เป่าขลุ่ย ร่วมวงดนตรีไทยที่สนามบิน

    วันที่ 12 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สวมเสื้อลายดอก เข้ากับเทศกาลสงกรานต์ เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง บริเวณพื้นที่แสดงความสามารถ ใกล้จุดประชาสัมพันธ์ ได้ชมการแสดงของ “ชมรมดนตรีพื้นเมืองวัดเชตวัน” (พระนอน)2522 ที่บรรเลงเพลงไทย ให้ผู้โดยสารได้รับฟัง บริเวณท่าอากาศแม่ฟ้าหลวง ก่อนจะเข้าไปร่วมวง เป่าขลุ่ย ให้ผู้โดยสารได้รับฟังอย่างเพลิดเพลิน จากนั้นได้จะถ่ายรูปกับนักดนตรี เป็นที่ระลึก

    ขณะที่เพจ Anutin Charnvirakul ของนายอนุทิน โพสต์คลิปเป่าขลุ่ย พร้อมเขียนข้อความระบุว่า ถ้านับอายุก็ใกล้ครบคุณสมบัติที่พอจะเข้ากลุ่ม สว. กลุ่มนี้ได้แล้ว นี่แหละเรียกว่า ฮั้ว สว. ของจริงเพราะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926389&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z8Wd0aWgBYooBjj-SSAa7

  • ตั๋วเครื่องบินแพง – น้ำมันเครื่องบินขาดแคลน ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยไตรมาส 2 หดตัว 9.2%

    ตั๋วเครื่องบินแพง – น้ำมันเครื่องบินขาดแคลน ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยไตรมาส 2 หดตัว 9.2%

    ไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวมากขึ้น จากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางมีความไม่แน่นอนสูง ความเชื่อมั่นการเดินทางลดลง ราคาน้ำมันเครื่องบินเร่งตัวสูงขึ้นมากกว่า 100% จากสิ้นปี 2568 กระทบราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น ขณะเดียวกับความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินในบางประเทศสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวยังพอมีปัจจัยจากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ จีน อินเดีย น่าจะยังโตได้ และไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวทดแทน สำหรับผู้ที่ต้องการหลบภัยสงคราม

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ไตรมาส 2 ปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยคาดหดตัว 9.2% (YoY) หรือมีจำนวน 6.49 ล้านคน 

    ตั๋วเครื่องบินแพง - น้ำมันเครื่องบินขาดแคลน ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยไตรมาส 2 หดตัว 9.2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976056&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tjlYE6rthSDtxCowtUzSK