Category: ท่องเที่ยว

  • วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกในปี 2569 เผชิญความผันผวนจากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้โครงสร้างเส้นทางบินระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายงานว่าเที่ยวบินมากกว่า 40,000 เที่ยวทั่วโลกถูกยกเลิกภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ของเดือนมีนาคม 2569 กระทบผู้โดยสารจำนวนมาก และสะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในการเดินทางระหว่างประเทศ

    ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่เชื่อมต่อเส้นทางระหว่างเอเชีย ยุโรป และอเมริกา การปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านการบินในหลายประเทศ ทำให้สายการบินต้องปรับเส้นทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หรือยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน ส่งผลต่อระยะเวลาเดินทาง ต้นทุน และความน่าเชื่อถือของตารางบิน โดยผู้โดยสารที่ต้องต่อเครื่องผ่านเส้นทางหลักได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

    ขณะเดียวกัน ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและการเปลี่ยนเส้นทางบิน ส่งผลให้ค่าโดยสารในบางเส้นทางปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% รวมถึงการยกเลิกเที่ยวบินในบางเส้นทางเพื่อบริหารต้นทุน ทำให้การวางแผนเดินทางมีความซับซ้อนมากขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พฤติกรรมนักเดินทางเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับราคาตั๋วเครื่องบิน มาเป็นการให้ความสำคัญกับความแน่นอนของการเดินทางมากขึ้น โดยความเสี่ยงจากเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิก กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางระยะไกลและนักธุรกิจ

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    ท่ามกลางบริบทดังกล่าว บริษัท Gother ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจองตั๋วเครื่องบินและการท่องเที่ยว ประกาศความร่วมมือกับ Hopper Technology Solutions (HTS) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวระดับโลก เปิดตัวบริการ “Flight Disruption Care” ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการด้านการบริหารความเสี่ยงของนักเดินทาง

    บริการดังกล่าวพัฒนาจากโซลูชัน “Disruption Assistance for Any Reason” ของ HTS โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลเชิงลึก เพื่อช่วยจัดการเหตุการณ์เที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิกแบบเรียลไทม์ และเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการแผนการเดินทาง

    “Flight Disruption Care” ถูกออกแบบเป็นบริการเสริมที่สามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมระหว่างการจองตั๋วผ่านแพลตฟอร์มของ Gother และขยายช่องทางผ่านพันธมิตร เช่น แอปพลิเคชัน K PLUS, Krungthai NEXT และเป๋าตัง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง

    บริการครอบคลุมฟังก์ชันหลัก ได้แก่ การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อเที่ยวบินถูกยกเลิกภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเดินทาง หรือมีความล่าช้าเกิน 2 ชั่วโมง ทางเลือกในการจองเที่ยวบินใหม่จากหลายสายการบินภายใต้วงเงินเดิมโดยไม่ต้องสำรองจ่าย และทางเลือกในการขอคืนเงินเต็มจำนวนของค่าตั๋วและภาษีตามเงื่อนไข

    วิกฤติการบินปี 2569 เปลี่ยนเกมท่องเที่ยว นักเดินทางแห่หาความชัวร์เหนือราคา

    นายอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gother ระบุว่า บริษัทมุ่งพัฒนาบริการเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้มีความต่อเนื่องและลดความไม่แน่นอน โดยต่อยอดบทบาทจากแพลตฟอร์มจองตั๋วสู่การเป็นผู้ช่วยดิจิทัลในการดูแลลูกค้า

    ด้าน Raphael Lanfant รองประธานฝ่าย APAC และ META ของ HTS ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และสนับสนุนประสบการณ์การเดินทางให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น

    ทั้งนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การบริหารจัดการความไม่แน่นอน โดยความยืดหยุ่นและความสามารถในการจัดการความเสี่ยง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเดินทางในปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1shnIIdIvmD1MEYFmz92mn

  • สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ขณะที่บรรยากาศในพื้นทีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience) ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เมษายน 2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8    

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    ททท. เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    สงกรานต์ 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวท่วมท้น คาดสร้างรายได้กว่า 3 หมื่นล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862992&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fYEqlUwL70YAUarbmzJPp

  • นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก

    นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก


    นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก ลบข้อกังขาเศรษฐกิจ-น้ำมันขาด

    ผศ.ดร. วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ว่า  เป็นไปอย่างคึกคักเกินความคาดหมาย และสะท้อนภาพรวมเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างชัดเจน

    โดยระบุว่า ตลอดช่วงเทศกาล นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้หยุดพัก แต่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ทั้งในลักษณะไม่เป็นทางการและทางการ อาทิ การร่วมกิจกรรมกับประชาชน การตรวจจุดท่องเที่ยว และการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งช่วยสะท้อนภาพรวมการใช้ชีวิตและการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวได้อย่างใกล้ชิด

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สะท้อนว่าความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตราคาพลังงานไม่ได้ส่งผลให้การเดินทางหรือการท่องเที่ยวหยุดชะงักตามที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

    “ภาพรวมสงกรานต์ปีนี้ ถือเป็นการลบข้อกังขาที่ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวจนคนไม่เดินทาง หรือกังวลน้ำมันขาดแคลน จนคนไม่ออกต่างจังหวัด ถือเป็นข่าวที่ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลแก้เกมอย่างหนัก กระทั่ง สงกรานต์ กลับมาคึกคัก และคึกคักกว่าที่หลายคนคิด ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนยังเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน ก็ต้องให้เครดิตรัฐบาลด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เทศกาลสงกรานต์ของไทยในปีนี้ได้ยกระดับสู่ “มหกรรมระดับโลก” อย่างชัดเจน โดยหลายพื้นที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด พระนครศรีอยุธยา อำเภอสะเดา จังหวัด สงขลา หรือจังหวัด พะเยา ที่มีการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับนานาชาติอย่าง BamBam ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    ขณะที่พื้นที่ยอดนิยมอย่าง ถนนข้าวสาร และ สีลม ยังคงเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองอย่างหนาแน่น

    ผศ.ดร.วันวิชิต ยังระบุด้วยว่า การจัดกิจกรรมที่คึกคักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น โดยมองว่า “สงกรานต์” เปรียบเสมือนแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก

    ส่วนประเด็นราคาพลังงาน มองว่าเป็นผลจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ขณะที่ภายในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบการกักตุนและการค้าผิดปกติ ซึ่งมีการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

    ท้ายที่สุด แสดงความเชื่อมั่นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จะสามารถออกมาได้อย่างทันท่วงที และช่วยสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41991&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2arSj2xpKuVyXzCYoloSPZ

  • หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    นายอัฐพล สัมพันธ์วงศ์ รักษาการประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้สรุปภาพรวมสงกรานต์โคราชปีนี้ ตนขอใช้คำว่า “คึกคักแบบกระจุกตัว” แม้บรรยากาศตามหัวเมืองจะดูสนุกสนาน แต่ในเชิงเศรษฐกิจเราพบสัญญาณที่น่าสนใจและต้องเฝ้าระวังอยู่หลายประเด็น ดังนี้

    1. สถานการณ์ คนเน้น เย็น-ค่ำ และมาแบบ “เซฟงบ”

    ปีนี้ในเขตอำเภอเมือง บริเวณลานย่าโม ถนนราชดำเนิน และตามห้างสรรพสินค้า ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่คนแน่นในช่วงเย็นถึงค่ำครับ แต่ที่น่าสังเกตคือ

    -พฤติกรรมเปลี่ยน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่เน้นเดินทางระยะใกล้ ส่วนใหญ่เลือกซื้อของจากตลาดสดหรือห้างไปล้อมวงกินข้าวกัน ที่มากกว่าการออกไปจับจ่ายข้างนอกแบบเต็มตัวเหมือนปีก่อนๆ

    -เสน่ห์ Soft Power: จุดที่ต้องชื่นชมคือการนำวัฒนธรรมอย่าง “ประเพณีแห่พระคันธารราฐ” มาชูโรงคู่กับความบันเทิงสมัยใหม่ ซึ่งดึงดูดกลุ่มคนใจบุญและคนรุ่นใหม่ให้มาอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว

    2. เปรียบเทียบปี 68

    เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความคึกคักโดยรวมดู ดรอปลง

    -เน้นพึ่งทางใจ ปีนี้คนเข้าวัดทำบุญ สะท้อนว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจควบคู่ไปกับการรื่นเริง

    -ระมัดระวังการใช้จ่าย: ยอดต่อหัวค่อนข้างนิ่งครับ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนคิดเยอะก่อนควักเงินจ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น

    3. ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลัก?

    -ยังคงเป็น “คนโคราชคืนถิ่น” และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงเป็นหลัก

    -กลุ่มที่น่าสนใจ: คือกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมาเยี่ยมญาติในโคราชและครอบครัวที่มีเขยต่างชาติ (ยุโรป) ที่เริ่มหันมาสัมผัสสงกรานต์ในหัวเมืองใหญ่อย่างโคราชแทนการไปเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ

    4. เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ: “รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า”

    นี่คือจุดที่น่ากังวลครับ เม็ดเงินหมุนเวียนปีนี้ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    -โรงแรมอ่วม อัตราเข้าพัก (Occupancy Rate) ทั้งในเมืองและเขาใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 40-50% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับเทศกาลใหญ่ขนาดนี้

    -ต้นทุนกินกำไร แม้ร้านอาหารจะพอขายได้ แต่กำไรหดเพราะค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่พุ่งสูงในช่วงหน้าร้อน บวกกับค่าน้ำมันและวัตถุดิบที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ประกอบการแทบแบกไม่ไหว

    5. ปัจจัยบวกและอุปสรรคที่ต้องเจอ

    -ตัวช่วยสำคัญ ถนน M6 ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก รวมถึงกิจกรรมดึงดูดอย่าง “การแข่งขันขั่วหมี่โคราช” “การแข่งกินจุ” ที่กลายเป็นสีสันใหม่ที่คนให้ความสนใจ มีนักแข่งมาจากจากทางไกลอีกด้วย

    -อุปสรรคตัวสำคัญ คืออากาศที่ร้อนจัดจนคนไม่อยากออกจากบ้านในช่วงกลางวัน และสถานการณ์โลกที่กระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย รวมถึงความขัดแย้งและการสู้รบ ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง

    ข้อเสนอแนะและทางออก หลังจบสงกรานต์ ผมเกรงว่าเศรษฐกิจจะซบเซาลงอีก หอการค้าฯ จึงมีข้อเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ

    1. ต้องมี Event ต่อเนื่อง รัฐต้องเร่งทำ “Event Calendar” ทันที ไม่ใช่จบแค่สงกรานต์แล้วเงียบหาย เน้นดึงกลุ่ม MICE และการท่องเที่ยววันธรรมดามาช่วยพยุงธุรกิจ

    2. ช่วยลดภาระต้นทุน: ขอมาตรการดูแลราคาน้ำมันและค่าไฟสำหรับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

    3. เติมสภาพคล่องรายย่อย: ผลักดัน Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ให้พ่อค้าแม่ค้าและ SME เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงการ “งดหรือลดค่าเช่าแผง” ในพื้นที่ของรัฐสัก 6 เดือน เพื่อให้เขาได้ลืมตาอ้าปากได้

    4. ปรับตัวด้านโลจิสติกส์ เสนอแนวคิด “รวมเที่ยวรถ” และพัฒนา Logistics Hub ในจังหวัด เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า

    สุดท้ายนี้ หอการค้าฯ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของโคราชครับ หากเราผลักดันเรื่อง “พลังงานสะอาด” ควบคู่ไปกับการรักษาฐานวัฒนธรรมและธรรมชาติ เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้เศรษฐกิจโคราชกลับมาแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784777/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20UMiUAfJIENSw_j2xqkrd

  • ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    “ททท.” เดินหน้าบริหารความเสี่ยงวิกฤติ “ตะวันออกกลาง” ฝ่าข้อจำกัดเส้นทางบินและน้ำมันแพง หลัง“สงครามอิหร่าน” ฉุดนักท่องเที่ยวมิดเดิลอีสต์หาย คาดลดลง 50% ช่วงสถานการณ์ยังไม่นิ่ง มุ่งเก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้ ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงทดแทน ลุ้นคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน ประเมินต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านในคนปี 69 ลดลง 18% จากเป้าเดิม

    “สงครามอิหร่าน” กินเวลานานกว่า 1 เดือนครึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวจาก “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเดิมเป็นความหวังในการปั้นรายได้ตลาดต่างประเทศปี 2569 ให้เติบโตในยุคพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ด้วยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ใช้จ่ายในไทยเฉลี่ยเกือบ 1 แสนบาท/คน/ทริป สูงสุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ และเข้ามามีบทบาทในการทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมเท่าปี 2562 ก่อนโควิดระบาด

    จากการรายงานสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทย 7.52 แสนคน เพิ่มขึ้น 1.4% เทียบกับปีก่อน (ไม่รวมอิสราเอล จำนวน 4.1 แสนคน เพิ่มขึ้น 45.5%)

    ขณะที่ 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางสะสม 8.13 หมื่นคน ลดลง 20% เทียบช่วงเดียวของปีที่แล้ว เฉพาะเดือน มี.ค. หลังสถานการณ์สู้รบปะทุเมื่อ 28 ก.พ. ตรงกับช่วงถือศีลอดซึ่งถือเป็นโลว์ซีซันของตลาดนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทย จำนวน 1.24 หมื่นคน ลดลง 33% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม ซึ่งมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบินและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    “ททท.ติดตามสถานการณ์ในเดือน เม.ย. อย่างต่อเนื่อง ถ้ายืดเยื้อและมีปัญหาราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ อาจส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    จับตาผล “น้ำมันแพง” กระทบแอร์ไลน์

    หลังจากช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสม 9.31 ล้านคน ลดลงแค่ 2.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพราะยังได้นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ ซึ่งต้องดูว่าถ้ายังมีปัญหาราคาน้ำมันแพง อาจจะส่งผลต่อการเดินทาง ทำให้สายการบินไม่สามารถทำการบินได้ แต่ถ้าปัญหาน้ำมันแพงมีแนวโน้มเริ่มคลี่คลาย อย่างน้อยยังมีนักท่องเที่ยวจากพื้นที่ที่เดินทางได้ ทำให้ไม่เสียหายมากนัก

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าปีนี้จะสร้างรายได้รวมจากทั้งตลาดในและต่างประเทศประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    “การปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีแน่นอน เพราะในสถานการณ์แบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งเป้าสูง ด้วยข้อจำกัดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่จุดที่จะเน้นคือการเพิ่มรายได้ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ยาวขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    ข้อจำกัดการบินฉุดแนวโน้ม “มิดเดิลอีสต์” ร่วง 50%

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งนิ่งก่อน ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยเท่าไร หลังจากปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางดี รวมประมาณ 8 แสนคน ขณะเดียวกันต้องบริหารความเสี่ยง เก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้

    “เมื่อสถานการณ์นิ่ง ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าสายการบินยังไม่สามารถทำการบินได้แบบนี้ ก็น่าจะติดลบประมาณ 50% ในช่วงที่ยังไม่นิ่ง”

    ดึงตลาดอื่นชดเชย “มิดเดิลอีสต์” เปย์หนักแสนบาทต่อทริป

    สำหรับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเฉลี่ย 9 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท/คน/ทริป และใช้จ่ายสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยนิยมเดินทางมารักษาพยาบาลในไทย แม้ปัจจุบันจะยังมีอยู่ แต่ก็ลดลงค่อนข้างมาก จุดนี้ถือเป็นความท้าทายของ ททท. ในการดึงตลาดอื่นมาทดแทน ต้องมีกิจกรรมท่องเที่ยวน่าสนใจและสามารถสร้างการใช้จ่ายคุณภาพ เพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงจากตลาดเดิมเข้ามาเติมเต็ม

    “ททท.จึงได้เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน มาเลเซีย อินเดีย ซึ่งเป็นฐานตลาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตดีเพื่อเป็นตลาดทดแทน โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีสัญญานการเติบโตเชิงบวกอย่างเห็นได้ชัดถึง 38% ในเดือน มี.ค. 2569 เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    “แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    เดือน มี.ค. “ซาอุดีฯ-โอมาน” ยังเป็นบวก

    สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. ตามการรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่ามีจำนวนสะสม 9,316,909 คน ลดลง 2.43% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 453,810 ล้านบาท ลดลง 1.96%

    โดยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค. – มี.ค.) ปี 2569 ได้แก่ 1.จีน 1,488,713 คน 2.มาเลเซีย 959,023 คน 3.รัสเซีย 725,958 คน 4.อินเดีย 625,598 คน 5.เกาหลีใต้ 412,151 คน 6.สหราชอาณาจักร 353,527 คน 7.เยอรมนี 346,016 คน 8.สหรัฐ 320,071 คน 9.ญี่ปุ่น 307,580 คน และ 10.ฝรั่งเศส 305,448 คน

    ส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง 3 เดือนแรกปีนี้ ในภาพรวมทุกตลาด (ไม่รวมอิสราเอล) ติดลบ มีจำนวนรวม 81,346 คน ลดลง 19.76% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    เฉพาะเดือน มี.ค. หลังเกิดเหตุสู้รบ มีจำนวนสะสม 12,485 คน ลดลง 33.26% โดยติดลบเกือบทุกตลาด อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1,853 คน ลดลง 46.31% ส่วนคูเวต 348 คน ลดลง 83.15% ขณะที่กาตาร์ 401 คน ลดลง 78.34% ยกเว้นตลาดซาอุดีอาระเบียที่มีจำนวนเดินทางเข้าไทย 4,783 คน เพิ่มขึ้น 7.03% และตลาดโอมาน 2,129 คน เพิ่มขึ้น 75.52%

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    “ทีเอชเอ” มองครึ่งปีหลังทัวริสต์ Wait & See

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาด และผลกระทบรายภูมิภาค พบว่าภาพรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ปิดตัวได้ดีตามเป้าหมาย แต่มีความกังวลอย่างมากต่อไตรมาส 2 เนื่องจากยอดจองล่วงหน้าชะลอตัว และน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนไตรมาส 3-4 ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait & See)

    เฉพาะตลาดตะวันออกกลาง พบว่าผลกระทบด้านการบินสูญเสียศักยภาพการขนส่ง (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือประมาณ 120,000 ที่นั่ง เนื่องจากสายการบินหลักอย่างเอมิเรตส์, กาตาร์ แอร์เวย์ส และเอทิฮัด ได้รับผลกระทบโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229804&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eor9RlmAw_R0ET7WrexxB

  • ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    วันนี้(วันที่ 16 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดเบื้องต้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสะสมกว่า 10.4 ล้านคน

    โดยเทศกาลสงกรานต์ 2569 เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ และสะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่

    • อันดับ 1 จีน จำนวน 1,676,260 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย จำนวน 1,103,045 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย จำนวน 796,612 คน
    • อันดับ 4 อินเดีย จำนวน 722,061 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ จำนวน 441,075 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 99,840 คน โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย รวมถึงกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short Haul) อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน เมียนมา และเวียดนาม

    สงกรานต์ 2569

    ททท. คาดว่าเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 500,000 คน

    ขณะเดียวกัน การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศยังช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยคาดว่าจะเกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 5.9 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,350 ล้านบาท

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลและต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิตความเป็นไทย ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม

    ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย และการป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    รวมถึงการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่ด้วยความเข้มแข็งของภาคการท่องเที่ยวไทย อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

    ประเทศไทยยังมีความพร้อมและความเชื่อมั่นในการก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่เป้าหมายปี 2569 ด้วยรายได้กว่า 2.80 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน และการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 212 ล้านคน-ครั้ง อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bdbe6HVI1CcrNLqHo_JJy

  • นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก เวิลด์อีเว้นท์ สะท้อนพลังวัฒนธรรม

    นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก เวิลด์อีเว้นท์ สะท้อนพลังวัฒนธรรม

    นานาชาติยกย่อง ‘สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์’ สะท้อนพลังวัฒนธรรม ททท.คาดสงกรานต์ปีนี้ สร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท

    วันนี้ 15 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค เยอรมนี อินเดีย เบลเยี่ยม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรียเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

    รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters Euronews และ Xinhua เน้นรายงานและภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย 

    ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย 

    นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดย The Straits Times ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.) ได้คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    “ ท่านนายกรัฐมนตรี ชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/qg9b6RJBe&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jsIz3vvtFyaTc3Gg19Aoe

  • ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    วันนี้ (16 เม.ย.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พุทธศานิกชนนิยมเข้าวัดทำบุญในช่วงวันพระหรือวันหยุดยาวโดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ เป็นต้น และยังมีเทศกาลอื่น ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปทำบุญ เช่น ทำบุญวันคล้ายวันเกิด การขอพรพระให้หายจากอาการเจ็บป่วย การสอบแข่งขัน งานบวช การทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ไปจนถึงการจัดงานศพ

    ปัจจุบันการจัดกิจกรรมทางศาสนามีรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตมากขึ้น จากการทำบุญแบบเดิมที่ต้องซื้อของใช้ทำบุญถวายสังฆทาน การเดินทางไปที่วัดหรือศาสนสถานต่าง ๆ เพื่อบริจาคเงิน หรือปล่อยสัตว์ตามความเชื่อ เปลี่ยนเป็นการทำบุญรูปแบบใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการทำบุญผ่านช่องทางออนไลน์ที่สอดรับกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ชาวพุทธส่วนใหญ่นิยมทำบุญ โดยการถวายสังฆภัณฑ์ หรือเครื่องสังฆทาน ทำให้ธุรกิจในหมวดหมู่ธุรกิจร้านขายปลีกสินค้าใหม่อื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ได้รับอานิสงส์จากการทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ ของชาวพุทธด้วย

    ข้อมูล วันที่ 31 มี.ค.2569 พบว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเกี่ยวกับสายบุญ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลและดำเนินกิจการอยู่มีจำนวน 2,736 ราย ทุนจดทะเบียน 8,282.76 ล้านบาท หากวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล พบว่า ธุรกิจที่ระบุถึงการจำหน่ายสังฆทาน จำนวน 42 ราย ทุนจดทะเบียน 99.32 ล้านบาท

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    แม้ตัวเลขอาจดูไม่สูง เพราะธุรกิจจำหน่ายสังฆทาน ส่วนใหญ่จัดตั้งในรูปแบบร้านค้าทั่วไป และไม่นิยมมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล หากธุรกิจกลุ่มนี้สามารถพัฒนาและจัดระบบการบริหารให้เข้าสู่การดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบนิติบุคคลได้ จะทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ และมีโอกาสต่อยอดขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไปอีกได้

    อย่างไรก็ตาม การทำบุญในรูปแบบออนไลน์ได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีภารกิจมากหรือไม่สะดวกไปทำบุญด้วยตนเอง ก็อาจใช้บริการให้ผู้อื่นทำแทน ตั้งแต่การเลือกชุดสังฆทานที่มีสินค้าหลากหลายผ่านทางออนไลน์ ไปจนถึงการนำชุดสังฆทานไปถวายวัดโดยใช้บริการของร้าน การบริการปล่อยปลา หรือแม้กระทั่งธุรกิจการทำบุญเลี้ยงพระ ก็มีบริการให้เลือกหลากหลายขนาดตามกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล

    การทำบุญออนไลน์นับเป็นช่องทางการขายประเภทหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยม และยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเสนอขายสินค้าของตนเองในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น การจัดแพกเกจสินค้าให้มีความน่าสนใจ เช่น ชุดสังฆทานอุปกรณ์ห้องน้ำของบริษัทผลิตอุปกรณ์ในห้องน้ำ ชุดสังฆทานเครื่องมือแพทย์ของบริษัทเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวอีกว่า ธุรกิจทัวร์แพกเกจท่องเที่ยวสายบุญ มีแนวโน้มเติมโตเช่นกัน จากการที่ชาวพุทธใช้เวลานี้ไปกับการเดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ ในโอกาสต่าง ๆ โดยปัจจุบันมีธุรกิจจัดนำเที่ยว ที่ดำเนินกิจการอยู่ 10,305 ราย ทุนจดทะเบียน 37,482.76 ล้านบาท หากมีการจัดทัวร์สายบุญ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท ทำให้ผู้ท่องเที่ยวอิ่มบุญ และยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ลงลึกไปยังธุรกิจท้องถิ่นทั้งการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกประจำท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นรายได้ให้แก่ชุมชน สร้างงานในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อ่านข่าว:

    รัฐบาลเผยสื่อนอกยก “สงกรานต์ไทย” เป็น World Water Festival

    “แอตแลนตา” ครองแชมป์สนามบินพลุกพล่านสุดในโลก 2568 ต่อเนื่องร่วม 30 ปี

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504679&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21KlnbDEcLN91tgNcEjsW3

  • รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    วันนี้, 08:15น.

            ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ

    +++กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    +++ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    +++ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    +++ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    +++ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    +++ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

              ก่อนหน้านี้ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%เ มื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

              สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160772&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1451v55LVV7tUH78q11VRL

  • รอบวันทันเหตุการณ์   15-04-69

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    เผยแพร่:

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/QMY8Gq0VUuw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2frtLJMjgZkgyhswL7sbz1