Category: ท่องเที่ยว

  • ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    บอร์ด EEC ไฟเขียวตั้ง 5 เขตส่งเสริมพิเศษ 3 จังหวัดภาคตะวันออก พื้นที่ EEC หวังดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘กกร.’ เสนอดึง จ.ปราจีนบุรี ลุ้นร่วมพื้นที่ EEC

    จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ บอร์ด EEC ไฟเขียวประกาศเพิ่มเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท พร้อมพัฒนาชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง

    เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับ
    พรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานี LNG มาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดย LNG ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า ใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพ LNG จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอว์เบอร์รี เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4’ และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอระยอง 36’ และขอขยาย เนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหารพัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ยัง เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง

    อีกทั้ง ได้รับทราบ การศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่ EEC

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน สกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 แล้วเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ภาพ: kampee patisena / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/5-new-eastern-economic-zones/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUR1pjCZhjF9mK56X3dpI

  • อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

    อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

    ประชาสัมพันธ์

    29 ส.ค. 2025 เวลา 13:41 น.

    อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก รางวัลชนะเลิศ PATA Grand Award 2025 และ Gold Awards 2025 อีก 5 รางวัล ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม

    องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ดันชุมชนท่องเที่ยว กวาดรางวัล PATA Grand Award 2025 ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ระดับ Grand Award 1 รางวัล และอีก 5 รางวัลระดับ Gold Awards จาก 10 ประเภทรางวัล รวมทั้งสิ้น 6 รางวัล ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม ในปี 2568 เข้าร่วมพิธีรับมอบรางวัลในงาน PATA Travel Mart 2025 จัดโดยสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สะท้อนผลสำเร็จของการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับวงการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และภาพลักษณ์ประเทศไทยผู้นำการพัฒนาท่องเที่ยวยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เปิดเผยว่า ในนามทีมงาน อพท. นักพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบของอพท. ที่ได้รับรางวัลทั้งระดับ Grand และ Gold Awards ของสมาคม PATA ประจำปี 2568 รวมถึงหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่กันมาอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ปีนี้นับเป็นปีแรกของการได้รับรางวัลชนะเลิศ หรือ PATA Grand Award 2025 และได้รับรางวัลระดับ PATA Gold Awards 2025 อีก 5 รางวัลจาก 10 ประเภทรางวัล รวมได้รางวัลทั้งสิ้น 6 รางวัล 

    ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้ร่วมแสดงความยินดีกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่ได้รับ 2 รางวัล PATA Gold Awards 2025 ในด้านการส่งเสริมการตลาด ประเภทการตลาดดิจิทัลแบบบูรณาการที่ดีที่สุด (แหล่งท่องเที่ยว) Best Integrated Digital Marketing Campaign (Destination) “Love Season” Initiative และประเภทสุดยอดภาพถ่ายการท่องเที่ยว Best Travel Photography “The Hidden Romance of Sam Roi Yot”

    นายศิริปกรณ์ กล่าวเพิ่มว่า ถือเป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่ได้รับการยอมรับถึงกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ของการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนของ อพท. ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอพท. ดำเนินงานภายใต้ปรัชญาการทำงาน Co-Creation ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมเป็นเจ้าของ ตามแนวทางเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ติดตามและประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับชุมชนท่องเที่ยวและหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษ กระบวนการทำงานและชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลนี้ จะได้เป็นต้นแบบในการขยายผลองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อพัฒนาจุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวและชุมชนท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มุ่งเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 

    อพท. เข้ารับ 6 รางวัลนานาชาติ ดันชุมชนท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก

    สำหรับรางวัลที่ อพท. ได้รับในปีนี้ ประกอบด้วย 1.) รางวัลชนะเลิศ PATA Grand Award 2025 ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainability and Social Responsibility: SSR) ในผลงาน “การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise)” 2.) รางวัล PATA Gold Awards 2025 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ 1. ประเภท การริเริ่มด้านการปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดีที่สุด (ระดับแหล่งท่องเที่ยว) (Best Climate Action Initiative (Destination) ในผลงาน “ต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ปลดปล่อยคาร์บอนอย่างสมดุล (Carbon Neutral Community-based Tourism Prototype)” 2. ประเภท การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All: Best Inclusion and Diversity Initiative) ในผลงาน “การริเริ่มด้านการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มและความแตกต่างหลากหลายที่ดีที่สุด (Community-based Tourism for All : CBT for All)” 3.) ประเภท การปรับตัวและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว (ทุกพื้นที่) (Destination Resilience (All Destinations)) ในผลงาน “พื้นที่สร้างสรรค์ สู่การพลิกฟื้นคืนเมืองเก่าสงขลา สู่ย่านเมืองเก่าที่มีชีวิต (Creative Spaces Revitalizing the Old Town into a Lively Heritage District)” 4.) ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทสตรีที่ดีที่สุด (Best Women Empowerment Initiative) ในผลงาน “พลังสตรีกับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน: กรณีศึกษา บ้านสันทางหลวง จังหวัดเชียงราย (Women’s Empowerment in Driving Community-Based Tourism: A Case Study of Ban San Thang Luang, Chiang Rai Province)” 5.) ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทเยาวชนที่ดีที่สุด (Best Youth Empowerment Initiative) ในผลงาน “กลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” (องค์กรสาธารณประโยชน์) SE For Youth in Thailand – Loei Youth Saving Group / SE For Youth in Thailand

    พร้อมกันนี้ อพท. ได้เข้าร่วมนำเสนอนิทรรศการผลการดำเนินงานและเครื่องมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานสากลและเกิดผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติสำหรับหน่วยงานภาคีในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และนำชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบในพื้นที่พิเศษคุ้งบางกะเจ้าเข้าร่วมสาธิตกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การวาดหัวโขนบนพัด การทำเครื่องประดับจากขยะพลาสติก และการนวดด้วยลูกประคบธัญพืช ได้รับความสนใจอย่างดียิ่งจากผู้เข้าร่วมงานซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน PATA Travel Mart 2025 ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมงานทั้งผู้ซื้อและผู้ขายกว่า 1,200 ราย จาก 55 ประเทศ จึงนับเป็นความสำเร็จในการส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สำคัญ ดังนั้น การเข้าร่วมงานดังกล่าวจึงช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นผู้นำการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1196429&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mVgNOJ6UjcobgwNLXYMdb

  • “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    สงขลา, วันที่ 28 สิงหาคม – นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รมต.นร.) เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดสงขลา จังหวัดในภาคใต้ และเครือข่ายพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ ลาน Creative Market (ลานจอดรถเทศบาลฯ) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา โดยมี ผวจ.สงขลา นายกเทศมนตรีนครสงขลา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

    นางสาวจิราพร กล่าวว่า ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยทุนวัฒนธรรมอันโดดเด่น ธรรมชาติที่งดงาม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้หลากหลาย ทั้งการออกแบบ สถาปัตยกรรม แฟชั่น ดนตรี อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้สงขลาและเมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ชั้นนำบนเวทีโลก โดยเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอาเซียนและนานาชาติอย่างเต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้ การจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในชื่องาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 (PTDW2025) ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ เมืองเก่าสงขลาและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการจัดเทศกาลดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของภาคใต้ แต่ยังต่อยอดแนวคิด “South Paradise  มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ที่นำเสนอโมเดล “De-Stress Economy” หรือ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” เปลี่ยนความสุขให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของเมืองและชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตและการท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความสงบ ความผ่อนคลาย และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ซึ่งตอบโจทย์ยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเครียดและความท้าทายรอบด้าน

    “รัฐบาลมีนโยบายในการกระจายโอกาสและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงทุกภูมิภาค ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกเสริมศักยภาพนักออกแบบ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยในภาคใต้จะมี TCDC แห่งใหม่ 2 จังหวัด ได้แก่ TCDC ภูเก็ต และ TCDC ปัตตานี คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 นี้“ นางสาวจิราพร กล่าว

    ปัจจุบัน CEA จัดเทศกาลงานออกแบบประจำปีใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ 1) เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) 2) เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) 3) เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) และ 4) เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ซึ่งทุกเทศกาลล้วนเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ โดยเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยว การลงทุน และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับปี 2568 มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) และเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) มีมูลค่าสูงถึง 2,913.2 ล้านบาท และคาดว่าการจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 และเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ในระหว่างวันที่ 6 – 14 ธันวาคม 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,469.2 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238259&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O6pHTlETiPpzK0mAjck7y

  • พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ชื่ออย่างเป็นทางการของสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดใช้งาน ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. เริ่ม 3 กันยายน 2568

    ชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวเตรียมปักหมุดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ เมื่อโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) ได้ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยว่า “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” พร้อมเปิดให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสความมหัศจรรย์ในวันที่ 3 กันยายนนี้

    สวนดำเนินการโดย บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ผู้พัฒนา Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok และผู้พัฒนา The Residences at Dusit Central Park โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ที่ดีที่สุดใน Super Core CBD ตั้งใจปั้นสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)” เป็นสัญลักษณ์แห่งแสงรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ และประเทศไทย

    ชื่อ “สวนดุสิตอรุณ” ได้รับการคัดเลือกจากผู้ส่งเข้าประกวดกว่า 2,200 ชื่อ โดยมีความหมายที่ลึกซึ้ง คำว่า “ดุสิต” ไม่เพียงสื่อถึงโรงแรมดุสิตธานีที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขที่สงบและร่มเย็น ส่วนคำว่า “อรุณ” หมายถึงแสงแรกของวัน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่และความสดใส

    ชื่อนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของ “วัดอรุณราชวราราม” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ โดยแรงบันดาลใจนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในโครงการที่ถอดแบบมาจากยอดพระปรางค์วัดอรุณอีกด้วย

    เซ็นทรัลพาร์ค สวนดุสิตอรุณ ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 7 ไร่ พร้อม 8 ไฮไลต์น่าสนใจ ชวนคุณมาสัมผัสธรรมชาติและวิวเมืองมุมใหม่ เปิด 3 ก.ย. นี้

    สำรวจ 8 ไฮไลต์ สวนดุสิตอรุณ ที่ไม่ควรพลาด

    ภายในพื้นที่สวนขนาดใหญ่ถึง 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) ได้รับการออกแบบให้มีมุมพักผ่อนและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย

    1. จุดชมวิวระเบียงรังนก (Bird Nest Viewpoint): ชวนคุณมานั่งชมวิวเมืองแบบพาโนรามา เชื่อมต่อทิวทัศน์ระหว่างสวนดุสิตอรุณกับสวนลุมพินีได้อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติสีเขียว

    2. ม่านน้ำ 2513 (Cascade 2513): นำสัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513 กลับมาอีกครั้ง ม่านน้ำตกแห่งนี้จะถูกล้อมรอบด้วยพรรณไม้น้ำนานาชนิด สร้างความสงบและร่มเย็น

    3. อัฒจันทร์ดุสิตพินี (Dusitpini Amphitheatre): พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม นั่งพักผ่อน หรือเป็นจุดนัดพบ เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ให้คุณสัมผัสความเขียวขจีของสวนทั้งสองแห่งและความเป็นเมืองได้พร้อมกัน

    4. จุดชมวิวสวัสดีบางกอก (Sawasdee Bangkok Viewpoint): เปลี่ยนบรรยากาศมาชมความสวยงามของสวนดุสิตอรุณจากมุมสูง มองเห็นเส้นสายทางเดินที่ทอดยาวท่ามกลางต้นไม้นานาพันธุ์ และเปิดมุมมองใหม่ของกรุงเทพฯ

    5. ดี การ์เด้น (D Garden): พื้นที่สำหรับคนรักดอกไม้ ที่รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ให้คุณได้พักผ่อนท่ามกลางความสดชื่นและกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

    6. เดอะ เทอเรส (The Terrace): พื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อระหว่างสวนและศูนย์การค้า ตั้งอยู่บริเวณ Food Passage เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างวัน

    7. เดอะ พลาซ่า (The Plaza): สนามหญ้าสีเขียวเปิดโล่งสำหรับทำกิจกรรมและพักผ่อนหย่อนใจ อยู่ใกล้กับบริเวณม่านน้ำ 2513 จึงให้ความรู้สึกเย็นสบาย

    8. เดอะ คอร์ดยาร์ด (The Courtyard): อีกหนึ่งพื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์ ตั้งอยู่บริเวณ D Garden เปิดให้สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างลงตัว

    “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)” สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยของเราจะเปิดให้บริการในวันที่ 3 กันยายน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. สำหรับท่านที่ต้องการใช้บริการสวนดุสิตอรุณสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง

    Facebook: www.facebook.com/dusitcentral และ Instagram: www.instagram.com/dusitcentralpark

    สำรวจ 8 ไฮไลต์ สวนดุสิตอรุณ ที่ไม่ควรพลาด

    เปิดเบื้องหลังจากปากผู้บริหาร กว่าจะเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวแห่งใหม่

    คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงที่มาของชื่อสวนลอยฟ้าแห่งใหม่ว่า มาจากการจัดแคมเปญประกวด “The Landmark of Thai Pride: Roof Park Naming Campaign” ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ โดยมีผู้ส่งชื่อเข้าร่วมประกวดมากกว่า 2,200 ชื่อ

    ชื่อ “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย

    • กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
    • บริษัท วิมานสุริยา จำกัด
    • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
    • กรุงเทพมหานคร
    • ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์
    • บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)
    • บริษัท Landscape Collaboration จำกัด

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

    ความหมายของชื่อ “สวนดุสิตอรุณ”

    คุณศุภจี อธิบายเพิ่มเติมว่า ชื่อนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง ดุสิต ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อโรงแรม แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขที่สงบ ร่มเย็น และงดงามเหมือนสรวงสวรรค์ อรุณ คือแสงแรกของวัน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ช่วงเวลาที่ธรรมชาติและผู้คนตื่นขึ้นมารับชีวิตที่สดใส

    ดังนั้น ‘สวนดุสิตอรุณ’ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่สีเขียว แต่เป็นพื้นที่แห่งชีวิตที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ความสดใส และความหวัง ให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสความสงบและเติมพลังใจเพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีพลัง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Aindravudh

    Aindravudh

    นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1449189/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AOPx5_DtEo734EgAEvOOR

  • ‘นครนนท์’ เตรียมแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 16 | เดลินิวส์

    ‘นครนนท์’ เตรียมแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 16 | เดลินิวส์

    วันที่ 29 ส.ค. นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี นาวาเอก สุธี มาเกิด รองเลขาธิการสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย ดร.มนัส ชูผกา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำสายบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ร่วมกันแถลงข่าวโครงการงานแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 โดยมีคณะผู้บริหาร ที่ปรึกษา สมาชิกสภาเทศบาล ประชาชน ร่วมพิธี ณ บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี

    เทศบาลนครนนทบุรี ร่วมกับ สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 6 – 7 กันยายน 2568 บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น รณรงค์ปลูกจิตสำนึกและร่วมกันอนุรักษ์สายน้ำเจ้าพระยา และเป็นการสร้างกิจกรรมที่สร้างความผูกพัน ความเป็นหนึ่งน้ำใจเดียวของคนทุกกลุ่มวัย ที่สามารถมารวมตัวกันเพื่อร่วมชม และเชียร์ ให้กำลังใจทีมเรือในดวงใจที่เดินทางมาจากทั่วประเทศมาแข่งขันกันในสนามนี้

    โดยในปีนี้ เทศบาลนครนนทบุรีได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานถ้วยรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเภท 55 ฝีพาย ก.1 และถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประเภท 30 ฝีพาย ก.1 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การแข่งขันเรือยาวประเพณีจังหวัดนนทบุรี และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน ตลอดจนคณะกรรมการจัดการแข่งขัน และประชาชนชาวจังหวัดนนทบุรี

    นอกจากนี้ วันที่ 5 – 7 กันยายน 2568 มีการจัดตลาดถนนคนเดิน โดยจะปิดการจราจรในบริเวณถนนประชาราษฎร์ ตั้งแต่แยกศรีพรสวรรค์ ถึงท่าน้ำนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 18.00 เป็นต้นไป เอาใจสายช๊อป กับอาหารอร่อย ของดีของเด็ด สินค้าราคาถูก ผลิตภัณฑ์ OTOP สินค้าชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5065916/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w4wK7s8-8JMRy7naSCdj0

  • หอการค้าฯวอนเร่งฟอร์มรัฐบาลใหม่ที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับโดยเร็ว

    หอการค้าฯวอนเร่งฟอร์มรัฐบาลใหม่ที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับโดยเร็ว


    หอการค้าไทยห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว  ย้ำครม.ใหม่ต้องมืออาชีพพร้อมบริหารประเทศ    

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เปิดเผยภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัย ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

     “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว”

    อย่างไรก็ตามขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่ 

    สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34788&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HftGEagtkwoH6cP4RbZj9

  • หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลชี้ “แพทองธาร” ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

    • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองหลังนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่
    • ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การลงทุนและการท่องเที่ยวชะลอตัวลง
    • ภาคเอกชนเรียกร้องให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญและการเบิกจ่ายงบประมาณไม่หยุดชะงัก

    หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลชี้ “แพทองธาร” ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

    วันที่ 29 สิงหาคม ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว

    ประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    “เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว

    แม้ว่าว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IFt4vKnn4HUd4cXn7t9f6

  • มาเลเซียปราบปรามแท็กซี่โก่งราคา หวังกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    มาเลเซียปราบปรามแท็กซี่โก่งราคา หวังกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลมาเลเซียประกาศปราบปรามแท็กซี่โกงค่าโดยสาร ชี้เป็นการหลอกลวงนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี และกำลังทำลายชื่อเสียงของประเทศ

    แอนโทนี โลค รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การโก่งราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ เป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปีแล้ว และกำลังบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศ

    รมว.คมนาคมกล่าวว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อสำรวจมาเลเซียอย่างกระตือรือร้น แต่กลับต้องถูกหลอกตั้งแต่ทางออกสนามบิน โดยคิดค่าโดยสารไปกัวลาลัมเปอร์ 300-400 ริงกิต (2,300-3,000 บาท) ในขณะที่ค่าโดยสารจริงไม่ถึง 100 ริงกิต (ราว 750 บาท)

    “เมื่อนักท่องเที่ยวเหล่านั้นไม่พอใจและโพสต์ประสบการณ์ลงบนโซเชียลมีเดีย สุดท้ายภาพลักษณ์ของประเทศก็แปดเปื้อน และนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ อาจลังเลที่จะมาเที่ยวมาเลเซีย” โลคกล่าว พร้อมเผยว่า ตนได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการกับแท็กซีโกงค่าโดยสารด้วยการออกหมายเรียก ยึดรถ และดำเนินคดีตามกฎหมาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KrceaD3sC81guXR4aoDgj

  • ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    ภูมิภาค

    ททท.เผยท่องเที่ยวตะวันออกพุ่ง 7 เดือน นักท่องเที่ยว 51 ล้านคน รายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน

    วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวภาคตะวันออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 51.02 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 10.08% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สร้างรายได้กว่า 534,053 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 58.87%

    ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะการท่องเที่ยว (TAT Intelligence Center) ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สร้างรายได้กว่า 405,904 ล้านบาท เติบโตถึง 105.82% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยสร้างรายได้ 128,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.77% โดยมีนักท่องเที่ยวไทยรวม 34 ล้านคน-ครั้ง และต่างชาติ 17 ล้านคน-ครั้ง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70.90% จากจำนวนห้องพักรวมกว่า 137,000 ห้อง

    ชลบุรีครองแชมป์ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ เนื่องจากมีพัทยาเป็นจุดหมายยอดนิยม รองลงมาคือ ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และนครนายก ขณะที่ต่างชาตินิยมมากที่สุดได้แก่ สมุทรปราการ ระยอง ตราด และจันทบุรี โดยตราดยังคงเป็นจุดหมายเด่นจากเกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งได้รับความนิยมสูงขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ตราดมีนักท่องเที่ยวรวม 1.27 ล้านคน-ครั้ง (ไทย 1.07 ล้าน ต่างชาติ 2 แสน) สร้างรายได้รวมกว่า 18,820 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนคนไทยส่วนใหญ่เดินทางมาจากจันทบุรี กรุงเทพมหานคร และชลบุรี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E359_cZ4U-ntZpBrMGgTD

  • ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวส่อวิกฤต หลังนายกฯหลุดเก้าอี้ ไร้รัฐบาล มาตรการกระตุ้นศก.

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง  สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและกำลังซื้อจากผู้บริโภคภายในประเทศ

    หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถตั้งเสร็จและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนภายใน 60 วัน หรือไม่ทำการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทยและธุรกิจบริการที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและ SMEs ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไตรมาสสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงทองของเศรษฐกิจท่องเที่ยว แต่ถ้าไม่มีมาตรการออกมา ธุรกิจรากหญ้าและ SMEs จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก รายได้จะลดลงกว่า 50% ในขณะที่ภาระหนี้สินยังคงอยู่ การฟื้นตัวในช่วงหลังการปรับเปลี่ยนรัฐบาลจะยากขึ้น เพราะทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นใหม่” 

    หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ไม่ต่างจากปีที่แล้ว ซึ่งได้ประสบกับการชะลอตัวในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและ SMEs

    การขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาเช่นนี้ จะทำให้ธุรกิจในภาคการบริการและการท่องเที่ยวประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังซื้อจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งภาระหนี้สินที่ยังคงสูง และรายได้ที่ลดลงจากการขาดตลาด

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    ในระยะสั้น หากยังไม่มีรัฐบาลใหม่และไม่มีการออกมาตรการ กระทบต่อภาคธุรกิจจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นซีซันท่องเที่ยวที่สำคัญ ส่วนในระยะกลางและระยะยาว หากรัฐบาลใหม่ไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการที่จะออกมาอาจจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อไป

    “ธุรกิจรากหญ้าเช่นร้านอาหารได้รับผลกระทบโดยตรงจากการไม่มีมาตรการสนับสนุน เพราะไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบมากพอที่จะให้ผู้บริโภคใช้จ่าย การขาดมาตรการเช่นนี้จะยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น” นายสรเทพกล่าว

    ข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการ 

    นายสรเทพยังได้ยกข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการร้านอาหารที่หวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากนี้ โดยมีข้อเรียกร้องหลักๆ ดังนี้

    • ลดหย่อนภาษีให้กับลูกค้าร้านอาหาร – เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจร้านอาหาร
    • ควบคุมราคาค่าไฟและวัตถุดิบ – ลดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาไฟฟ้าและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบทั้งธุรกิจและประชาชน
    • ลดภาระประกันสังคม – สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
    • กระตุ้นการท่องเที่ยว – วางแผนระยะยาวเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/637427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0erwkT7mn8d8BfbJUkh5nU