Category: ท่องเที่ยว

  • IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน ภายในปี 2572  

    วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

    โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

    นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน 

    ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

    ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2880698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16UvWNbF9uik32dDTfj1x4

  • ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    สถิติจากงาน “THAI Talk : Travel Trend and Priceless Experience” ชี้ว่าคนไทยยังรักการเดินทางต่างประเทศ ปี 2568 มีหลายเทรนด์น่าจับตา ทั้งพฤติกรรมและประสบการณ์ใหม่

    จากสถิติของสายการบินที่เปิดเผยในงาน “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนไทยยังคงรักการเดินทางไปต่างประเทศ และมีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ลองมาดูกันว่าในปี 2568 นี้มีเทรนด์อะไรที่น่าจับตามองบ้าง

    โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้มาแรง
    หลายคนคงคุ้นเคยกับความนิยมของญี่ปุ่นมาพักใหญ่ แต่ปี 2568 นี้ โตเกียว ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในใจคนไทย ขณะที่ สิงคโปร์ และ เซี่ยงไฮ้ ก็ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ แซงหน้าฮ่องกงและโอซาก้าไปอย่างน่าสนใจ
     

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    แต่ที่น่าจับตามองสุด ๆ คือเมือง กวางโจว ที่มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากนโยบายฟรีวีซ่าของประเทศจีน ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวกขึ้น และกวางโจวเองก็มีของดีซ่อนอยู่มากมาย ทั้งพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ และสตรีทฟู้ดที่หลากหลาย ซึ่งตอบโจทย์นักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง

    นักท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “ความสบาย”
    นักเดินทางไทยในปัจจุบันไม่ได้เน้นแค่ราคาที่ถูกที่สุดอีกต่อไป แต่หันมามองหาความคุ้มค่าและสะดวกสบายตลอดทริปมากขึ้น ทำให้ Full-Service Airlines กลับมาได้รับความนิยม

    การบินไทยได้เผยว่า ผู้โดยสารยุคใหม่พร้อมจ่ายเงินครั้งเดียวเพื่อให้ได้บริการที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ที่นั่งสบาย ระบบความบันเทิงทันสมัย อาหารพรีเมียม และที่สำคัญคือตารางบินที่ยืดหยุ่น เช่น บินกลางคืนถึงเช้าเพื่อเที่ยวได้เต็มวัน หรือบินเช้าถึงบ่ายเพื่อเข้าโรงแรมได้พอดี ซึ่งเหมาะกับทั้งกลุ่มคนทำงานและกลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือเด็ก ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป” คือเทรนด์ใหม่ที่มาแรง

    ส่วนของพฤติกรรมการใช้จ่าย ผู้เชี่ยวชาญจาก YouTrip ชี้ให้เห็นถึงแนวคิด “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป” หรือการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางให้เป็นในแถบเอเชียแปซิฟิกที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก แต่ยังคงได้เที่ยวหลาย ๆ ครั้งในหนึ่งปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้ลดทริปเที่ยว แต่แค่ปรับเปลี่ยนจุดหมายให้เข้ากับงบประมาณที่ตั้งไว้ และยังมีการใช้ Digital Wallet และ AI เพื่อช่วยวางแผนและบริหารค่าใช้จ่ายในทริปให้คุ้มค่าที่สุดอีกด้วย

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    นอกจากนี้ การบินไทยยังสานต่อความยั่งยืนผ่านแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ที่มุ่งมั่นสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย โดยคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากท้องถิ่นมาใช้ในเมนูอาหารบนเครื่องบิน ทั้งกาแฟดอยตุงและช็อกโกแลตจากกานเวลา ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารแล้ว ยังช่วยสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมอีกด้วย

    สำหรับใครที่วางแผนจะออกเดินทางในช่วงปลายปีนี้ การบินไทยยังมอบโปรโมชันพิเศษร่วมกับ Mastercard มอบส่วนลด 2,000 บาท/ที่นั่ง เมื่อจองบัตรโดยสารไป-กลับทุกเส้นทางในเอเชีย เพียงจองและชำระด้วยบัตร Mastercard ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2568 สำหรับการเดินทางภายในสิ้นปี 2568 นี้

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k74At3P4pb3IbBGGEUJck

  • พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว

    วันที่ 4 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณ ถนนสายป่าแดง–ห้วยบง ที่บ้านเกษตรพัฒนา ต.ต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา ได้กลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม หลังมีต้นสักจำนวนมากขึ้นเรียงรายตลอดสองฝั่งถนน ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร กิ่งก้านสาขาแผ่ปกคลุมเป็นอุโมงค์ต้นไม้ธรรมชาติ สร้างบรรยากาศร่มรื่นและสวยงามน่าประทับใจสำหรับผู้สัญจรไปมา

    ตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านต่างหยุดแวะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น แสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ทำให้เกิดทิวทัศน์งดงาม แปลกตา เสมือนเดินทางอยู่กลางผืนป่าธรรมชาติ ทำให้ผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวรู้สึกผ่อนคลาย เสมือนได้หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่เพื่อสัมผัสความสงบและสดชื่นท่ามกลางความเขียวขจีของผืนป่า ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของต้นสักที่ปลูกมานานหลายสิบปี ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเป็นเสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน
    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและต้องการบรรยากาศสงบเงียบ ถนนอุโมงค์ต้นสักสายป่าแดง–ห้วยบง แห่งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนจังหวัดพะเยา

    ทีมข่าวพะเยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1300509&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A4R7Lg3ptVjMHMisiaZzA

  • TCEB จับมือ ม.เกษตรฯ เปิดหลักสูตรผู้นำการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ชุมชน รุ่นแรก

    TCEB จับมือ ม.เกษตรฯ เปิดหลักสูตรผู้นำการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ชุมชน รุ่นแรก

    4 กันยายน 2568 18:04 น. ปีนะ ทับโทน ข่าวทั่วไทย

    TCEB ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ม.เกษตรศาสตร์ จับมือเปิดหลักสูตร “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ชุมชน” รุ่นแรก เดินหน้าเสริมพลังผู้นำท้องถิ่น ฝั่งอันดามัน เผย อุตสาหกรรมไมซ์ MICE ทำรายได้ให้ประเทศ กว่า 1 แสนล้าน

    เมื่อวันที่ 3 ก.ย.68 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ รุ่นที่ 1หลักสูตร “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน และ MICE ชุมชน” (MICE Community – Tourism Transformation & Change Leader Program) รุ่นที่ 1 จัดขึ้น ณ โรงแรมกระบี่ รอยัล จ.กระบี่ ระหว่างวันที่ 3–5 ก.ย.68 เพื่อเสริมพลังเครือข่ายผู้นำในระดับพื้นที่ของฝั่งอันดามันให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สมดุลและยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมฯ พร้อมด้วยนายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคใต้ (สสปน.) นางสาววิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา รองประธานฝ่ายดิจิทัลและนวัตกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คณะผู้พัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.กิติชัย รัตนะ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางสาวศิราณี อนันตเมฆ คณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนเครือข่ายผู้นำจากจังหวัดกระบี่ พังงา ตรัง และสตูล ประมาณ 70 คนเข้าร่วม

    นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สำหรับจังหวัดกระบี่ ได้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยื่น มีคุณภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ รุ่นที่ 1หลักสูตร “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน และ MICE ชุมชน”(MICE Community – Tourism Transformation & Change Leader Program) จะเป็นการช่วยตอบโจทย์ให้กับจังหวัดกระบี่ ได้อย่างดียิ่ง เพราะผู้เข้าอบรมเหล่าจะได้นำความรู้กลับไปพัฒนาในพื้นที่ให้เข้ากับเทรนด์โลก ที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำหรับจังหวัดกระบี่ก็พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนอย่างเต็มที่

    นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคใต้ (สสปน.) กล่าวเสริมว่า หลักสูตรดังกล่าวนี้ ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มระดับสากล โดยเน้นกลยุทธ์ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่การพัฒนากำลังคนด้านท่องเที่ยวยั่งยืนการจัดทำแผนพัฒนาที่เชื่อมโยงกับกลไกจังหวัดการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนเชิงคุณค่าเนื้อหาหลักสูตรครอบคลุม 6 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมรับแรงขับและแรงกดดันปรับวิสัยทัศน์ใหม่ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากรากฐานท้องถิ่นสู่สากลค้นหาศักยภาพและทุนทางสังคมเพื่อรักษาอัตลักษณ์ การออกแบบเส้นทางและกิจกรรมไมซ์อย่างยั่งยืน การสื่อสารและการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน การบูรณาการขับเคลื่อนพื้นที่ด้วยกลยุทธ์ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ผ่านเวิร์กช็อปแบบลงมือปฏิบัติจริง รับฟังกรณีศึกษาจากพื้นที่ต้นแบบ เพื่อเชื่อมโยงสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการที่สามารถขยายผลได้จริงในพื้นที่

    นายพัฒนชัย กล่าวด้วยว่า หากดูภาพรวมผลการดำเนินงานอุตสาหกรรมไมซ์ MICE (MICE Community – Tourism Transformation & Change Leader Program)ในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2567) จะพบว่ามีจำนวนนักเดินทางไมซ์ทั้งสิ้น 25.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 43.47% แบ่งเป็นนักเดินทางไมซ์ภายในประเทศ 24.1 ล้านคน และนักเดินทางไมซ์นานาชาติ 1.16 ล้านคน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศรวมมูลค่า 1.48 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.27% แบ่งเป็นรายได้จากนักเดินทางไมซ์ในประเทศ 7.8 หมื่นล้านบาท และรายได้จากนักเดินทางไมซ์นานาชาติ 6.9 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลเดือนเมษายน 2568 ) สำหรับภาคใต้ พบว่ามีจำนวนนักเดินทางไมซ์ในประเทศ อยู่ที่ประมาณ 10-15% ส่วน ตปท. อยู่ที่ประมาณ 20-25% 

    นางสาววิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา รองประธานฝ่ายดิจิทัลและนวัตกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเพื่อพัฒนา Change Leader ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ระดับชุมชนเสริมสร้างทักษะและกรอบคิดใหม่ให้กับผู้นำชุมชน นักพัฒนาพื้นที่ ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย ให้สามารถเชื่อมโยงแนวทางการท่องเที่ยวฐานรากกับการจัดกิจกรรมไมซ์ (MICE) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649069&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dqUccEACJkwqDqtsbsgz_

  • สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.39 น.

    ‘มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด’ จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรหลักสูตร ‘พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรดิจิทัล’ ดันท่องเที่ยวเชิงเกษตรสู่การสร้างเครือข่าย

    วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม โครงการหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้านการเกษตรในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Non-degree) รุ่นที่ 2 ณ วิทยาเขตหัวหิน/ชะอำ โดยมีคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

    โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดจึงร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจัดหลักสูตร Non-degree ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกระทรวงการอุดมศึกษาฯ

    สำหรับหลักสูตรนี้มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 35 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนกระทั่งจบหลักสูตร

    ผู้สำเร็จการอบรมจะร่วมกันสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912004&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5YMhSE7skEWFQ1ujC1zQ

  • ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    การท่องเที่ยวผ่านปรากฏการณ์ใหม่ของงานศิลปะและวัฒนธรรมไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ล่าสุด The Hop Bangkok สตูดิโอสอนเต้นสวิงแจ๊สแห่งแรกของไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน จัดงาน “ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน: Golden Mount Swing 2025”

    โดยนำเสนอแนวคิด “การผสมผสานวัฒนธรรมไทยและตะวันตก” อย่างสร้างสรรค์ ผ่านดนตรี การเต้นรำ และวิถีชีวิตของชุมชนในรูปแบบ ตลาดวินเทจ ซึ่งเป็นการต่อยอดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัยได้สัมผัสความสนุกสนาน และพร้อมจ่ายใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ

    ไฮไลท์ของงาน เป็นการแสดงของวง The STRUMBLRS วงดนตรีแจ๊สไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 1930s พวกเขานำเสนอเพลงแจ๊สคลาสสิก เช่น Fly Me to the Moon, Tea for Two, Benny’s Bugle, Shout Sister Shout, และ Take the A Train ในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ผ่านการผสมผสานกับ จังหวะหมอลำไทย และใช้เครื่องดนตรีแจ๊สร่วมกับเครื่องดนตรีไทย การ Improvisation ทำให้บทเพลงคลาสสิกเหล่านี้กลายเป็นประสบการณ์ดนตรีใหม่ที่เข้าถึงผู้ชมทุกกลุ่มได้ง่าย

    การเต้นสวิงแดนซ์และแทปแดนซ์ ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย การเต้นสวิงในงานนี้ไม่เพียงเป็นการแสดง แต่ยังเป็น กิจกรรมสร้างเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience Tourism) ที่ช่วยกระตุ้นผู้เข้าชมให้ใช้จ่ายในตลาดวินเทจ เสื้อผ้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ และอาหารเครื่องดื่มไทยแบบย้อนยุค

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับคณะรำวงไทยจากเพชรบุรี ที่จะสร้างสรรค์การเต้นรำแบบผสมผสานกับสวิงแดนซ์ ทำให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถทดลองเต้นรำไปพร้อมกัน เพิ่มการมีส่วนร่วมและความสุขให้ผู้ชม ขณะเดียวกันก็เป็น ช่องทางกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ทั้งจากการขายสินค้าพื้นบ้านและบริการต่าง ๆ รอบวัดภูเขาทอง

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ทั้งนี้วัดสระเกศราชวรมหาวิหารหรือวัดภูเขาทอง เป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอยู่แล้ว การจัดงานครั้งนี้ยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาชม ศิลปวัฒนธรรมและสินค้าชุมชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินภายในพื้นที่และส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

    การผสมผสานวัฒนธรรมดังกล่าวยังสะท้อนถึง แนวโน้มการท่องเที่ยวในยุค Experience Economy ที่ผู้คนไม่ได้มองเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วม งานนี้จึงเป็นการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งความสนุกและความสร้างสรรค์

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025 ยังเป็นการสร้าง Branding สำหรับกรุงเทพฯ ในการเป็นเมืองที่สามารถจัดกิจกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัยได้หลากหลาย ทำให้ชุมชนรอบภูเขาทองเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และบริการเชิงวัฒนธรรม

    สำหรับงานภูเขาทอง สวิงพาเพลิน: Golden Mount Swing 2025 จะมีขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2568 ณ ภูเขาทอง วัดสระเกศ กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637951&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U0Iw0ThG-yrgpLVdbRIow

  • รถรางท่องเที่ยวโปรตุเกสตกราง คร่า 15 ชีวิต บาดเจ็บอีก 18 รัฐบาลประกาศไว้อาลัยวันนี้ : อินโฟเควสท์

    รถรางท่องเที่ยวโปรตุเกสตกราง คร่า 15 ชีวิต บาดเจ็บอีก 18 รัฐบาลประกาศไว้อาลัยวันนี้ : อินโฟเควสท์

    สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติโปรตุเกส รายงานว่า รถรางกลอเรีย (Gloria Funicular) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังของกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ได้เกิดอุบัติเหตุตกรางและพลิกคว่ำเมื่อช่วงเย็นวันพุธ (3 ก.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย และบาดเจ็บอีก 18 ราย โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 ราย

    เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เคราะห์ร้าย ประธานาธิบดีมาร์เซโล เรเบโล เด ซูซา ของโปรตุเกส จึงสั่งยกเลิกงานเทศกาลหนังสือที่เดิมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ (4-7 ก.ย.) โดยแถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อ “ระลึกถึงเหยื่อจากอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงของรถรางกลอเรียในลิสบอน และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับครอบครัวผู้สูญเสีย”

    ด้านผู้นำพรรคการเมืองทุกฝ่ายต่างแสดงความเสียใจ และรัฐบาลได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันไว้อาลัยแห่งชาติ ขณะที่คาร์ลอส โมเอดาส นายกเทศมนตรีกรุงลิสบอน กล่าวว่าเมืองนี้กำลัง “ต่อสู้อย่างหนัก” และเรียกวันนี้ว่าเป็น “วันที่ยากลำบาก”

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับถนนอเวนิดา ดา ลิเบอร์ดาด (Avenida da Liberdade) ณ ใจกลางกรุงลิสบอน โดยตัวรถรางได้รับความเสียหายอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดกั้นพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง พร้อมทั้งมีตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีกหลายสิบนายกำลังเร่งกู้ภัย

    สื่อท้องถิ่นระบุว่า รถรางนี้เคยตกรางมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2561 แต่ขณะนั้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

    อนึ่ง รถรางกลอเรียสร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีจุดเด่นอยู่ที่ตัวรถสีเหลืองสดใสที่วิ่งขึ้น-ลงบนทางลาดชันเพื่อเชื่อมระหว่างจตุรัสเรสเตาราดอเรส (Restauradores Square) กับย่านปรินซิเป เรอัล (Principe Real) และเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526826&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZtpsaNnAl-Ikl79WXhIuk

  • SKY ICT ชี้อุตสาหกรรมการบิน-ท่องเที่ยวคือหัวใจ ฟื้นเศรษฐกิจ

    SKY ICT ชี้อุตสาหกรรมการบิน-ท่องเที่ยวคือหัวใจ ฟื้นเศรษฐกิจ

    4 ก.ย. 2568

    100 views

    ขนาดตัวอักษร

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ภาคเอกชนเห็นว่า “รัฐบาลที่มั่นคง” คือปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยให้โครงการด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าได้จริง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกนโยบายสนับสนุนการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    “ปรับกฎหมายการบิน–เพิ่มขีดความสามารถสู้คู่แข่งกฎหมายการบินอากาศที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนปี 2500 ควรปรับให้เข้ากับการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ขั้นตอนอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินใหม่ควรถูกเร่งรัด ลดระยะเวลาจากหลายเดือนลง เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีฝูงบินมากกว่าไทยหลายเท่า ขอเสนอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) จาก 730 บาท ให้ใกล้เคียงสิงคโปร์ (1,300 บาท) และฮ่องกง (1,500 บาท) เพื่อนำรายได้ไปลงทุนพัฒนาสนามบินและเทคโนโลยี โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐ”

    พลิกกลยุทธ์การท่องเที่ยว มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ แม้ไทยเผชิญปัญหาด้านความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 30% แต่ยังมีจุดแข็งด้าน Wellness เช่น สปา นวดไทย อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม SKY เสนอให้ไทยเปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณ” สู่การเจาะกลุ่มคุณภาพ มีกำลังซื้อสูง ใช้แอปฯ Windows Thailand เป็นเครื่องมือหลักในการนำเสนอข้อมูลและบริการท่องเที่ยว

    สนามบินไทยก้าวสู่ Transit Hub สนามบินสุวรรณภูมิจะเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้าน เป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี ผ่านโครงการ Satellite 1 และ East Expansion มีรันเวย์ 3 เส้น รองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทัดเทียมฮับระดับโลก เช่น ดูไบ โดฮา และอิสตันบูล การบินไทยตั้งเป้าเพิ่มฝูงบินเป็น 90 ลำในปี 2569 เพื่อแข่งขันกับ Singapore Airlines ที่มีเกิน 177 ลำ และกำลังขยายสู่ 200 ลำ

    เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับประสบการณ์เดินทาง ระบบ Facial Recognition เริ่มใช้ในทุกสนามบิน AOT ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2567 ซอฟต์แวร์ Smart Flow  บริหารการไหลของผู้โดยสาร ลดเวลารอคิวจาก 45 นาที เหลือ 35–40 นาที และโครงสร้าง IT สมัยใหม่เสริมความสะดวกและปลอดภัย

    ความท้าทายไทยยังขาดโครงการขนาดใหญ่ แม้ไทยมีศักยภาพสูง แต่การฟื้นฟูเศรษฐกิจยัง “ไร้โครงการใหญ่” ที่ขับเคลื่อนชัดเจน ขณะที่เวียดนามเร่งเครื่องทั้งการบิน-ท่องเที่ยว และพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยี SKY จึงมองว่าบทบาทและงบประมาณภาครัฐมีความสำคัญยิ่งในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/VS63K4y1&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I9-aHpFkXLN8ZPyHazqoI

  • ชี้เทรนด์ท่องเที่ยว 68 ฟูลเซอร์วิสตอบโจทย์นทท.ไทย : อินโฟเควสท์

    ชี้เทรนด์ท่องเที่ยว 68 ฟูลเซอร์วิสตอบโจทย์นทท.ไทย : อินโฟเควสท์

    บมจ.การบินไทย [THAI] ร่วมกับ Mastercard จัดเวทีทอล์กครั้งใหญ่ “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” เปิดอินไซต์เทรนด์ท่องเที่ยวล่าสุดของคนไทยปี 2568 สู่ตลาดในเอเชีย เจาะลึกสถิติเส้นทางยอดนิยม หมุดหมายใหม่น่าจับตา และพฤติกรรมผู้โดยสารยุคใหม่ มุ่งต่อยอดผลตอบรับที่ดีในหลายเส้นทางด้วยบริการเหนือระดับที่รองรับดีมานด์ได้ตรงจุด

    นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ THAI เปิดเผยว่า จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10″

    “ส่วนเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรอบรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น”

    นายกิตติพงษ์ เผยต่อว่า ที่น่าจับตาคือ กวางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน คนไทยไม่เพียงแต่ไปชอปปิ้ง แต่ยังสนใจพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ ชมเมือง และชิมสตรีตฟูดที่มีให้เลือกหลากหลาย ความนิยมนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นภายหลังมาตรการฟรีวีซ่าของประเทศจีน ที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

    ประเทศจีนถือเป็น Hidden Gem ของนักเดินทางไทย ที่ครบเครื่องทั้งค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้และแหล่งท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ตั้งแต่ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ไปจนถึงสวนสนุกชื่อดังอย่าง Disneyland ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการประสบการณ์แปลกใหม่แตกต่างจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี อีกทั้ง การบินไทยยังให้บริการครอบคลุมเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน เพื่อมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดแก่ผู้โดยสาร

    “นักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

    สำหรับเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทางระยะสั้น การบินไทย มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น คุ้มค่า และใส่ใจทุกรายละเอียด นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน และออกแบบตารางบินให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์นักเดินทางมากที่สุด เช่น เลือกออกเดินทางกลางคืนถึงเช้าเพื่อเที่ยวต่อได้แบบเต็มวัน หรือบินเช้าถึงบ่ายสำหรับคนที่อยากเช็กอินเข้าโรงแรมได้พอดี เหมาะทั้งกลุ่มคนทำงานที่อยากประหยัดวันลาและครอบครัวที่เดินทางพร้อมเด็กหรือผู้สูงอายุที่ต้องการความสะดวกสบาย ตอกย้ำว่า การบินไทย คำนึงถึงความราบรื่นและคุ้มค่าในทุกมิติของการเดินทางเสมอ” นายกิตติพงษ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526980&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gw_vMZLCMg83vYXKLs7Vj

  • กรมการท่องเที่ยวเปิดแผนยั่งยืน สู่เป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวโลก

    กรมการท่องเที่ยวเปิดแผนยั่งยืน สู่เป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวโลก

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานเปิดตัวภารกิจ “Thailand Green Tourism Plan 2030” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Igniting the Path to Global Green Success” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนตามกรอบการพัฒนาประเทศและเป้าหมายสากลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ

    พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาว โดยในโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก

    และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand)  ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน  และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 49 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน 

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เราไม่เพียงแต่เผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องปรับตัวให้ทันต่อกติกาใหม่จากเวทีโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์

    การเปิดตัวแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือการยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก เรามุ่งยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทยให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม

    เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป และด้วยแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่เน้นความยั่งยืน ครอบคลุมและทั่วถึง จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้”

    ภายในงานได้มีการเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนของประเทศไทย “Thailand Good Travel” ที่เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 ห้อง) และธุรกิจนำเที่ยว ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช

    โดยกลไกนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่าการเดินทางในประเทศไทยเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเข้ากับมาตรฐานระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “เพื่อให้การดำเนินงานตามแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมการท่องเที่ยวได้วางกิจกรรมสำคัญหลายด้านภายใต้โครงการฯ โดยได้เปิดรับสมัคร ‘Thailand Green Coach’ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้คำปรึกษาและสนับสนุนแก่สถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้เข้าใจและสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กรมการท่องเที่ยวเปิดแผนยั่งยืน สู่เป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวโลก

    โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road show) ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงในระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกันเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเองและรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบที่ได้ออกแบบเพื่อแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเองและสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายการเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากล พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป

    “การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งสู่การได้รับรองมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากลและโอกาสในการเข้าร่วมชิงรางวัล Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition

    ซึ่งในปีนี้กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าส่งแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ 30 รายเข้าประกวด และจะมีการมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อเป็นการรับรองและสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก นำไปสู่การสร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว” 

    การเปิดตัวภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย ในการยืนยันบทบาทเชิงรุกด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวและคู่ค้าในระดับโลกว่า “การท่องเที่ยวไทย” พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่อนาคตที่เติบโตไปพร้อมกับการรักษ์โลกอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_tfjz3YSwlxObkfd5zb-d