Category: ท่องเที่ยว

  • ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ! ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    ธุรกิจ

    07 ก.ย. 2025 เวลา 14:32 น.

    ‘อโกด้า’ แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวประกาศอันดับจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมในเอเชีย เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักเดินทางที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ โดยคาเมรอน ไฮแลนด์ (มาเลเซีย) คว้าอันดับ 1 ในฐานะจุดหมายปลายทางชนบทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาค ตามด้วยเขาใหญ่ (ไทย) และปุนจัก (อินโดนีเซีย) ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

    จุดหมายปลายทางในชนบท โดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาและเนินเขา กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและความงดงามของธรรมชาติ จุดหมายปลายทางเหล่านี้เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์สบายตาและวิถีเรียบง่ายแบบชนบท เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน และหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    ข้อมูลของอโกด้า จัดอันดับจุดหมายปลายทางในพื้นที่ชนบทที่มีประชากรไม่เกิน 50,000 คนจาก 8 ประเทศในเอเชีย โดยอ้างอิงจากการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 สิงหาคม 2568 พบว่า เมืองฟูจิคาวากุจิโกะ (ญี่ปุ่น), เขิ่นติง (ไต้หวัน), ซาปา (เวียดนาม), มุนนาร์ (อินเดีย) และพย็องชัง (เกาหลีใต้) ต่างติดอันดับจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชียในปีนี้ด้วย

    ไม่ว่าเป็นผืนป่าเขียวขจีของคาเมรอน ไฮแลนด์ ในมาเลเซีย ไปจนถึงความงดงามของเมืองฟูจิคาวากุจิโกะในญี่ปุ่น จุดหมายปลายทางเหล่านี้ล้วนสะท้อนเสน่ห์เฉพาะตัวของชนบทรอให้นักเดินทางได้มาสัมผัส

    1.คาเมรอน ไฮแลนด์ (มาเลเซีย)

    เป็นเมืองชนบทใจกลางมาเลเซีย มีความโดดเด่นด้วยอากาศที่เย็นสบายตลอดปี มีไร่ชาที่สวยงามตระการตา นักเดินทางสามารถชื่นชมวิวทิวทัศน์เขียวขจี เพลิดเพลินกับสวนดอกไม้สีสันสดใส ลิ้มรสผลไม้สดใหม่จากฟาร์มท้องถิ่น และยังสามารถออกเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของหมู่บ้านเล็ก ๆ อันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    2.เขาใหญ่ (ไทย)

    เขาใหญ่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติ โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย โดดเด่นด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ น้ำตกน้อยใหญ่ และสัตว์ป่านานาชนิด นักเดินทางสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งการเดินป่าชมธรรมชาติ ซาฟารีส่องสัตว์ และชมวิวทิวทัศน์อันงดงามจากจุดชมวิวต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ผสานความงดงามของธรรมชาติเข้ากับการผจญภัยไว้อย่างลงตัว

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    3.ปุนจัก (อินโดนีเซีย)

    ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะชวา ขึ้นชื่อเรื่องวิวภูเขาอันงดงามและไร่ชาที่เรียงรายอย่างสวยงามตามแนวเนินเขา ด้วยอากาศเย็นสบายตลอดปี นักเดินทางสามารถพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ หรือสนุกไปกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการเดินป่า กีฬาร่มร่อน และเดินเล่นชมตลาดท้องถิ่น ปุนจักจึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของผู้ที่มองหาการพักผ่อนใกล้ธรรมชาติในช่วงวันหยุดสั้น ๆ จากเมืองใหญ่

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    4.ฟูจิคาวากุจิโกะ (ญี่ปุ่น)

    เมืองฟูจิคาวากุจิโกะ ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ มอบทัศนียภาพอันงดงามของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการแช่ออนเซ็น ผ่อนคลายกลางธรรมชาติ ชมสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และร่วมกิจกรรมเทศกาลตามฤดูกาลต่าง ๆ ความใกล้ชิดกับภูเขาไฟฟูจิทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวรอบภูเขาไฟฟูจิ

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    5.เขิ่นติง (ไต้หวัน)

    เป็นแหล่งท่องเที่ยวงดงามริมชายฝั่งที่นักเดินทางยังไม่ค่อยรู้จัก ขึ้นชื่อด้วยชายหาดทรายขาวสะอาดและท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลสีสันสดใส นักเดินทางสามารถสนุกกับกีฬาทางน้ำ ดำน้ำชมปะการัง หรือพักผ่อนบนชายหาดอย่างสบายใจ ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติในพื้นที่ยังมีเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิวที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและต้องการการผจญภัย

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    6.ซาปา (เวียดนาม)

    เป็นจุดหมายปลายทางบนภูเขาที่โด่งดังด้วยนาขั้นบันไดและหมู่บ้านชาวพื้นเมือง นักเดินทางสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงาม สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมชมวิวพาโนรามาของเทือกเขาฮวงเหลียงซาน เสน่ห์เฉพาะตัวของซาปาทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้รักการผจญภัย

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    7.มุนนาร์ (อินเดีย)

    เป็นเมืองบนเนินเขาในรัฐเกรละของอินเดีย ขึ้นชื่อด้วยไร่ชาเขียวขจีและขุนเขาที่โอบล้อมด้วยสายหมอก นักเดินทางสามารถเดินชมทิวเขาอันเขียวชอุ่ม แวะเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ชา และสำรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บรรยากาศเย็นสบายและธรรมชาติอันสวยงามของที่นี่มอบความเงียบสงบให้กับนักเดินทางได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    8.พย็องชัง (เกาหลีใต้)

    เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ชอบสัมผัสอากาศหนาว ได้รับความสนใจจากทั่วโลกในฐานะเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2561 นักเดินทางสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางหิมะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี สโนว์บอร์ด หรือสนุกไปกับลานหิมะต่าง ๆ ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม พร้อมแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทำให้พย็องชังเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะทั้งสำหรับสายผจญภัยและผู้ที่ต้องการพักผ่อนตลอดทั้งปี

    ท่องเที่ยวชนบทมาแรง คนอยากฮีลใจ!  ‘อโกด้า’ เผย ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 เมืองชนบทยอดนิยมในเอเชีย

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เขาใหญ่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย เขาใหญ่เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของชาวไทยมายาวนาน และตอนนี้นักเดินทางจากทั่วทั้งเอเชียก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ อุทยานแห่งชาติ หรือบรรยากาศที่ผ่อนคลาย อโกด้ามุ่งมั่นในการทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน และเราภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยให้นักเดินทางได้ออกไปสัมผัสจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่งอย่างเขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้น ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1197710&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Xo47FPZvzeIpQ8Z6hAJ2T

  • ฟีเวอร์!! ช่วงวันหยุดทะเลสาบดอยเต่าเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว

    ฟีเวอร์!! ช่วงวันหยุดทะเลสาบดอยเต่าเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 68 ชึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ และตรงกับ เดือน 12 เป็งเหนือ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชาวล้านนาทำบุญตานก๋วยสลาก เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปยังบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และถือโอกาสท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญไป

    ที่ทะเลสาบดอยเต่า แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ แต่ละเรือนแพเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งใช้บริการเรือนแพริมชายฝั่ง และเรือนแพลากจูงออกไปไกลจากริมฝั่งออกไปเช้าเย็นกลับ หรือนอนพักแรมค้างคืนกลางทะเลสาบ ที่อบอวนไปด้วยบรรยากาศเย็นสบายตามธรรมชาติ เด็ก ๆ พลอยสนุกสนานกับการตกปลาไปด้วย

    ทางลุงยนต์ วัย 70 ปีผู้ประกอบการเรือนแพลูกแม่ปิง เผยว่าปีนี้ได้รับอานิสงส์จากฝนตกหนักและต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนภูมิ หนุนขึ้นมาทำให้ทะเลสาบดอยเต่าอยู่เหนือน้ำ มีปริมาณน้ำเพิ่มใกล้ปริมฝั่งเหมาะแก่การท่องเที่ยว ในระยะยาวถึงปีหน้าด้วย อย่างไรก็ตามขอชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวทะเลสาบดอยเต่า มาลิ้มรสน้ำจืดสด ๆ จากน้ำปิงมีหลายหลากเมนูในราคาย่อมเยา

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3763488/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ykpCddcLUv7qtwC9SaXKG

  • ไม่มีสีเสื้อ! สว.สีน้ำเงิน ท้ารัฐบาลใหม่สอบคดี “ฮั้ว สว.” ต่อให้จบ

    ไม่มีสีเสื้อ! สว.สีน้ำเงิน ท้ารัฐบาลใหม่สอบคดี “ฮั้ว สว.” ต่อให้จบ

    กลุ่ม สว.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ลงพื้นที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ราคาพืชผลการเกษตร การคมนาคม การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว โต้คดีฮั้ว สว.ไม่มีจริงไม่มีสีทางการเมืองท้าให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าสอบหาความจริงให้เสร็จจะได้จบ

    วันที่ 6 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) สว.อีสานใต้ นำโดยนายพรเพิ่ม ทองศรี  สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง ลงพื้นที่โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ มีนายจำเริญ  แหวนเพ็ชร  รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  นายอำเภอประโคนชัย ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวประโคนชัย ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล ต่อ สมาชิกวุฒิสภา

    การลงพื้นที่ดังกล่าวของคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการด้านนิติบัญญัติของวุฒิสภา การกลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ตลอดจนสะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปสู่การแก้ไขโดยอาศัยกลไกของวุฒิสภา และเพื่อให้เกิดความร่วมมืออันดีระหว่างประชาชนทุกภาคส่วน มีตัวแทนผู้นำท้องถิ่น และหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงชาวบ้าน ได้นำเสนอปัญหาในพื้นที่ที่ต้องการการสนับสนุนและแก้ไขปัญหา คือ เรื่องของระบบชลประทานที่ยังขาดการบริหารจัดการ ปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร โดย ฤดูแล้ง ก็แล้งจัด ฤดูฝนก็น้ำท่วม รวมถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ

    นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งที่เสื่อมมโทรมขาดการพัฒนาด้านการจัดการด้านท่องเที่ยว รวมถึงเส้นทางคมนาคามเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว และถนนบางสายที่ไม่สามารถขยายได้และชำรุดทรุดโทรม และปัญหาที่สำคัญ อีกอย่างที่ต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน คือปัญหาด้านยาเสพติดในพื้นที่ด้วย

    นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง กล่าวว่า หลังจากนี้เราจะนำปัญหาในพื้นที่ของท่านไปดำเนินการแก้ไข เรื่องใดที่สามารถทำได้ทันที จะนำเรื่องไปเสนอคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทันที และ หากเรื่องใดที่ต้องอาศัยกลไกของสภา ทางสมาชิกวุฒิสภา จะตั้งมติ ตั้งกระทู้ถาม และปรึกษาประธานสภา เพื่อยื่นเรื่องให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

    ด้าน พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการ สว.พบประชาชนอีสานตอนล่าง โดยจะเวียนกันไปรับฟังปัญหาของประชาชนใน 7 จังหวัด มีชัยภูมิ,นครราชสีมา ,บุรีรัมย์,สุรินทร์ ,ศรีสะเกษ ,อุบลราชธานี,อำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร โดยกลุ่มจะใช้คำว่า”โน้มตัวมาหาประชาชน”จะไม่ให้ห่างไกลประชาชน มารังฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรที่ สว.จะทำได้เพื่อนำปัญหาไปนำเสนอให้รัฐบาลทราบ เพราะ สว.ไม่มีหน้าที่ไปสั่งหน่วยงานต่างๆได้

    ส่วนกรณีที่มีคนพยายามโจมตี สว.กลุ่มของพวกตนว่าเป็นสีน้ำเงินบ้าง ทำงานให้กับกลุ่มการเมืองบ้าง ตนขอย้ำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560 เขาเขียนมาให้พวกตนคือผู้จะสมัครเป็น สว.ในตอนนั้น ให้ทำตามคือการแบ่งกลุ่มอาชีพ มีการแนะนำตัว และให้เลือกกันเองพวกตนก็ปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับที่กลุ่มพวกตนโดนกล่าวหาว่า”ฮั้ว”สว.พวกตนจะทำได้อย่างไร คนเดียวหรือแค่ไม่กี่คนจะไปฮั้วทั่วประเทศเป็นไปไม่ได้

    สำหรับคดีที่เกิดขึ้นพวกตนไม่ตื่นเต้นพร้อมตอบได้ทุกคำถาม  ไม่มีความกังวนใดๆย้ำพวกตนไม่ได้สังกัดสีไหนหรือกลุ่มไหนเราสังกัดตัวแทน 20 กลุ่มอาชีพ เมื่อถามว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้อาจจะมีการเดินหน้าคดีฮั้ว สว.ต่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวว่า ยินดีให้เดินหน้าต่อไปได้เลย สอบให้เสร็จไปเลย ไม่ต้องหยุดให้เสร็จสิ้นกระบวนการได้เลย เพราะพวกตนเข้ามาอยู่สายการเมืองสามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649629&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sgkxVJGixcD6t_tOZs8xL

  • เชียงรายพร้อม! ดัน “โล้ชิงช้าอาข่า” เป็น Soft Power แห่งการท่องเที่ยว

    เชียงรายพร้อม! ดัน “โล้ชิงช้าอาข่า” เป็น Soft Power แห่งการท่องเที่ยว

    โล้ชิงช้าบ่อฉ่องตุ๊” ประเพณีศักดิ์สิทธิ์แห่งแม่ฟ้าหลวง—อบจ.เชียงราย–อบต.แม่สลองใน ผนึกพลังชุมชน ขับเคลื่อน Soft Power ชนเผ่าอาข่าสู่สายตาโลก

    เชียงราย, 6 กันยายน 2568 – เหนือยอดดอยแม่สลอง เสียงฆ้องและกระบอกไม้ไผ่กระทบกันเป็นจังหวะกังวาน ณ ลานพระสยามเทวาธิราช บ้านสามแยกอาข่า ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติของชุมชนอาข่า—ชายหญิงแต่งชุดชาติพันธุ์อันวิจิตร สีเงินของเครื่องประดับสะท้อนแดดอ่อนราวประกายแห่งศรัทธา วันนี้คือ “วันสร้างชิงช้า”—วันสำคัญในลำดับพิธีของ เทศกาลโล้ชิงช้า “บ่อฉ่องตุ๊” ที่ชาวอาข่าขนานนามกันมายาวนานว่า “ปีใหม่อาข่า” และพรุ่งนี้ (7 กันยายน) คือวันไคลแมกซ์ที่ทั้งหญิงและชายจะออกมาโล้ชิงช้าอย่างสนุกสนานและสำรวมในคราวเดียวกัน

    พิธีเปิดงานปีนี้ได้รับเกียรติจาก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) เป็นประธาน ท่ามกลางการต้อนรับจากผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ ภาพทั้งหมดสะท้อนพลัง “ร่วมจัด–ร่วมอนุรักษ์–ร่วมภาคภูมิใจ” และกำลังผลักเชียงรายให้โดดเด่นขึ้นในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มี “วิถีชนเผ่า” เป็นหัวใจ

    พิธีกรรมที่มากกว่างานรื่นเริง บูชาพระแม่โพสพ–กตัญญูบรรพชน–ยกย่องบทบาทสตรี

    ตาม ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม เทศกาลโล้ชิงช้าเป็นพิธีกรรมที่จัดปีละครั้งเพื่อบูชา “พระแม่โพสพ” และแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ เป้าหมายลึกซึ้งกว่าการเฉลิมฉลอง คือการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนดินและข้าวปลาอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิต ตลอดจนร้อยสายใยคนในชุมชนให้แน่นแฟ้น

    สัญลักษณ์เด่นที่สุดของงานคือ “การโล้ชิงช้า” ซึ่งถูกมอบความหมายเชิงยกย่องบทบาทของสตรีชาวอาข่า ในเทศกาลนี้หญิงสาวจะสวมชุดประจำเผ่าที่ประดับงานโลหะ ลูกปัด และเครื่องตกแต่งแฮนด์เมดอันละเอียดอ่อน ออกมาโล้ชิงช้าอย่างสง่างาม ถึงพร้อมด้วยความสนุกและกิริยามารยาทที่อยู่บนฐานของมารยาทชุมชน ในสายตาคนนอก นี่คือภาพงดงามทางสุนทรียะ แต่สำหรับชาวอาข่า มันคือ “การประกาศตัวตน”—การสืบสานวิถีชีวิตและบทบาทสตรีที่มีเกียรติในโครงสร้างสังคมของชนเผ่า

    แผนงาน 3 พื้นที่—หนึ่งอัตลักษณ์ร่วม

    เทศกาลปี 2568 มิได้มีเพียง “บ่อฉ่องตุ๊” แห่งแม่ฟ้าหลวงเท่านั้น หากยังจัดต่อเนื่องในพื้นที่ชุมชนอาข่าชื่อดังของอำเภอแม่สาย ตาม กำหนดการในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ดังนี้

    • โล้ชิงช้าอาข่าบ้านผาฮี้ อ.แม่สาย : วันที่ 4–8 กันยายน 2568
    • โล้ชิงช้าอาข่าบ้านผาหมี อ.แม่สาย : วันที่ 6–8 กันยายน 2568
    • โล้ชิงช้า “บ่อฉ่องตุ๊” บ้านสามแยกอาข่า อ.แม่ฟ้าหลวง : วันที่ 6–7 กันยายน 2568

    แม้จะต่างวันและต่างพื้นที่ แต่ทั้งสามต่างยึดแก่นพิธีเดียวกัน—การสำนึกในบุญคุณผืนดินและบรรพบุรุษพร้อมการเฉลิมฉลองชุมชน รายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละชุมชนสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ผสานอยู่ภายใต้ “รากเดียวกัน” ของอาข่า และนี่คือเสน่ห์ซึ่งนักเดินทางสมัยใหม่ที่มองหาประสบการณ์แท้ (authentic) ให้ความสนใจ

    วัตถุประสงค์ชัด 4 ข้อ—โมเดลจัดงานที่วางบนฐานความยั่งยืน

    นายปิยะเดช เชิงพิทักษ์กุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองใน ย้ำถึงแกนกลางของงานว่า เทศกาลนี้มิใช่เพียง “งานรื่นเริง” แต่คือเครื่องมือสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ

    1. ฟื้นฟูประเพณี–พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: ให้คนมา “เห็น–เข้าใจ–เคารพ” วิถีชนเผ่า ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมที่ชุมชนออกแบบ
    2. เสริมความเข้มแข็งและสามัคคี: ทุกเพศวัยมีบทบาทร่วมในงาน เกิดความภูมิใจและเป็นเจ้าของมรดกร่วม
    3. ปลูกจิตสำนึกเยาวชน: ถ่ายทอดความรู้ ขนบธรรมเนียม และบทบาทหน้าที่ทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่
    4. สืบทอดวิถีชนเผ่า: ให้ประเพณียัง “มีชีวิต” ไม่ใช่แค่ “จัดแสดง”

    การกำหนดเป้าหมาย “เชิงสังคม–เชิงวัฒนธรรม–เชิงเศรษฐกิจ” ควบคู่กัน ทำให้งานนี้กลายเป็นต้นแบบการใช้วัฒนธรรมสร้างคุณค่าใหม่ (value creation) โดยไม่ทำลายแก่นแท้—ตรงกับหลักคิด “ท่องเที่ยวรับผิดชอบและยั่งยืน” ที่สังคมไทยและโลกกำลังมุ่งไป

    กิจกรรมแน่นตลอดสองวัน—จากพิธีกรรมสู่เวทีสร้างสรรค์

    ภายในงาน บ่อฉ่องตุ๊ 2568 ชุดกิจกรรมถูกออกแบบให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งพิธีกรรม วิถีชีวิต และความบันเทิงร่วมสมัย (ข้อมูลจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) อาทิ

    • พิธีและการละเล่นโล้ชิงช้า (ไฮไลต์ของงาน)
    • การละเล่นชิงช้าสวรรค์ และ การแสดงกระทุ้งกระบอกไม้ไผ่
    • เดินแบบชุดชาติพันธุ์อาข่า โชว์ศิลปะการแต่งกายอย่างเป็นระบบ
    • ประกวดประกอบอาหารชนเผ่า เปิดพื้นที่ให้สูตรดั้งเดิม–ดัดแปลงร่วมสมัย
    • การแสดงของพี่น้องรวม 7 ชนเผ่า สะท้อนความหลากหลายชาติพันธุ์บนดอย
    • นิทรรศการชุมชน และ ตลาดชนเผ่า” จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น
    • การแสดงจาก ศิลปินดาราชื่อดังชาวอาข่า เพิ่มสีสันยามค่ำคืน (มีการจัดพื้นที่นั่งโต๊ะแบบจองล่วงหน้า เพื่อความเรียบร้อยของงาน)

    โครงสร้างกิจกรรมแบบ “พิธี–เรียนรู้–สร้างสรรค์–แบ่งปันรายได้” ทำให้งานไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังคืนรายได้สู่ครัวเรือนชุมชน ตั้งแต่กลุ่มแม่บ้านเครื่องประดับงานปัก ผู้สูงวัยที่เชี่ยวชาญงานฝีมือ ไปจนถึงเยาวชนที่ได้แสดงความสามารถบนเวทีร่วมสมัย

    Soft Power ชนเผ่าบนฐานความเคารพ—ทางรอดของท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เมื่อคำว่า “Soft Power” กลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติ การผลักดันให้ วัฒนธรรมชนเผ่าอาข่า ก้าวออกสู่สาธารณะโดย เจ้าของวัฒนธรรมเป็นผู้นำ คือคำตอบที่ถูกทาง เทศกาลโล้ชิงช้า ทำให้โลกเห็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่อาหาร เครื่องแต่งกาย พิธีกรรม ดนตรี ไปจนถึงเรื่องเล่าปากต่อปากที่ถ่ายทอดผ่านผู้นำชุมชนและผู้เฒ่าผู้แก่

    อย่างไรก็ดี ความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ต้องเดินคู่กับ หลักการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (intangible cultural heritage) ในเชิงปฏิบัติ—เช่น การกำหนดขอบเขตการถ่ายภาพบางช่วงพิธี การขออนุญาตก่อนบันทึกเสียง–ภาพ การซื้อสินค้า/อาหารจากร้านชุมชนจริง และการแต่งกายสุภาพในการร่วมงาน ทั้งหมดคือ “กติกาแห่งความเคารพ” ที่ทำให้งานเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน

    เส้นทางสู่ความยั่งยืนข้อเสนอเชิงระบบจากบทเรียนพื้นที่

    จากประสบการณ์การจัดงานซ้ำต่อเนื่องในหลายชุมชน ผู้สื่อข่าวสรุป “ข้อเสนอเชิงระบบ” ที่สะท้อนจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม และข้อเท็จจริงหน้างานดังนี้

    1. ปฏิทินท่องเที่ยวร่วมเดียวกัน: รวมทุกงานโล้ชิงช้าในจังหวัดไว้ในหน้าเดียว (ออนไลน์/ออฟไลน์) กำหนดเวลา–สถานที่–ข้อควรรู้ให้เข้าใจง่าย ลดความสับสนของนักท่องเที่ยว
    2. เส้นทางเข้า–ออกและจุดจอดรถชัดเจน: โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขา ทางคดเคี้ยว—ต้องมีแผนผังภาษาไทย–อังกฤษ–จีน พร้อมระบบรถรับ–ส่งจากจุดจอด
    3. มาตรฐานค้าขายชุมชน: ป้ายราคาเดียวกัน ชื่อสินค้า–แหล่งผลิตชัดเจน หนุนให้ “ตลาดชนเผ่า” เป็นหน้าต่างเศรษฐกิจของบ้านตนเองจริง ๆ
    4. พื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชน: จัดมุมเวิร์กช็อปงานฝีมือ/การเล่าเรื่องโดยผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อ “ต่อสายใย” ระหว่างรุ่น
    5. คู่มือผู้เยี่ยมเยือน (Visitor Code): ข้อพึงระวังในพิธี กติกาการถ่ายภาพ การแต่งตัว และการมีส่วนร่วมอย่างเคารพ

    มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพื่อ “ความเรียบร้อย” แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่รักษาสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับศักดิ์ศรีของวัฒนธรรม

    จากลานชิงช้าสู่ความทรงจำร่วมปลายทางของเรื่องเล่า

    เมื่อเสาสูงทั้งสี่ถูกผูกเข้าหากันเป็นชิงช้าขนาดใหญ่ และเชือกเส้นสุดท้ายถูกขึงตึงโดยมือของผู้อาวุโส—เสียงโห่ร้องของเด็ก ๆ คลอไปกับบทสวดสั้น ๆ ในภาษาชุมชน พรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของพิธีในปีนี้ วันที่ทั้งหญิงและชายจะได้ “โล้ชิงช้า” ร่วมกันตามครรลอง เป็นการปิดพิธีอย่างรื่นเริงและสำรวมในคราเดียวกัน

    ในมุมของนักเดินทาง นี่คือเทศกาลที่ “ต้องไปให้เห็นด้วยตา” สักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ในมุมของชุมชนอาข่า มันคือ “ชีวิตประจำปี” ที่กลับมาเติมเต็มความทรงจำร่วมของผู้คน—ยืนยันว่ารากเหง้าที่ยืนหยัดอยู่บนดอยสูงยังคงแข็งแรง และพร้อมส่งต่อสู่สายตาโลกด้วยภาษาวัฒนธรรมของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/bo-chong-tu-akhan-swing-festival-soft-power/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sYiRROgtfOk1p0ZaWI05p

  • อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชวนสายลุยเที่ยว “น้ำตกแม่กระดังลา” | TOPNEWS

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชวนสายลุยเที่ยว “น้ำตกแม่กระดังลา” | TOPNEWS

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชวนสายลุยเที่ยว “น้ำตกแม่กระดังลา”

    • เผยแพร่ : 07/09/2025 09:09

    การเดินทางมายังน้ำตกแม่กระดังลาถือเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะช่วง 2 กิโลเมตรสุดท้ายที่เป็นถนนลูกรัง และมีทางลาดชัน ทำให้ต้องใช้ รถยนต์ 4×4 เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงได้ แต่ความลำบากนี้ก็คุ้มค่า เพราะตลอดทางคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ และเมื่อมาถึงลานจอดรถ คุณจะพบกับแอ่งน้ำใส ๆ ที่รอให้คุณลงไปสัมผัสความสดชื่นได้ทันที

    น้ำตกแม่กระดังลาสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วง ฤดูฝน ที่ธรรมชาติจะยิ่งชุ่มฉ่ำและน้ำตกจะมีปริมาณน้ำมากเป็นพิเศษ ทำให้ความสวยงามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
    ถ้าคุณพร้อมที่จะลุยและเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ กับธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง น้ำตกแม่กระดังลาคือจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง. นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 032772312 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือเพจ facebook อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

    บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จังหวัดเพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303591&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QNW7hu96sxkR8gh_pBEnN

  • สว.อีสานใต้ลุยประโคนชัย ฟังปัญหาชาวบ้าน จ่อขึ้นทะเบียนผู้เสพเข้าบำบัด

    สว.อีสานใต้ลุยประโคนชัย ฟังปัญหาชาวบ้าน จ่อขึ้นทะเบียนผู้เสพเข้าบำบัด

    ภูมิภาค

    สว.อีสานใต้ลุยประโคนชัย ฟังปัญหาชาวบ้าน จ่อขึ้นทะเบียนผู้เสพเข้าบำบัด

    วันเสาร์ ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อำเภอประโคนชัย / กลุ่ม สว.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ลงพื้นที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ราคาพืชผลการเกษตร การคมนาคม การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว ของประชาชนในพื้นที่พร้อมนำแนวทางบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไปเสนอต่อส่วนที่เกี่ยวข้องตามกลไกวุฒิสภา

    วันที่ 6 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) สว.อีสานใต้ นำโดยนายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง ลงพื้นที่โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายอำเภอประโคนชัย ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวประโคนชัย ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล ต่อ สมาชิกวุฒิสภา 

    สำหรับการลงพื้นที่ของคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการด้านนิติบัญญัติของวุฒิสภา การกลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ตลอดจนสะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปสู่การแก้ไขโดยอาศัยกลไกของวุฒิสภา และเพื่อให้เกิดความร่วมมืออันดีระหว่างประชาชนทุกภาคส่วน

    โดยในวันนี้ ผู้นำท้องถิ่น และชาวอำเภอประโคนชัย ได้นำเสนอปัญหาในพื้นที่ที่ต้องการการสนับสนุนและแก้ไขปัญหา คือ เรื่องของระบบชลประทานที่ยังขาดการบริหารจัดการ ปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร โดย ฤดูแล้ง ก็แล้งจัด ฤดูฝนก็น้ำท่วม ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งที่เสื่อมมโทรมขาดการพัฒนาด้านการจัดการด้านท่องเที่ยว รวมถึงเส้นทางคมนาคามเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว และถนนบางสายที่ไม่สามารถขยายได้และชำรุดทรุดโทรม และปัญหาที่สำคัญ อีกอย่างที่ต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน คือปัญหาด้านยาเสพติดในพื้นที่ด้วย

    นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อมาติดตามการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงาน และรับฟังข้อคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยหลังจากนี้เราจะนำปัญหาในพื้นที่ของท่านไปดำเนินการแก้ไข เรื่องใดที่สามารถทำได้ทันที จะนำเรื่องไปเสนอคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทันที และ หากเรื่องใดที่ต้องอาศัยกลไกของสภา ทางสมาชิกวุฒิสภา จะตั้งมติ ตั้งกระทู้ถาม และปรึกษาประธานสภา เพื่อยื่นเรื่องให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

    พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาในทุกจังหวัด โดยเฉพาะเรื่องที่ให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วย โดยความเห็นเบื้องต้น คือการขึ้นบัญชีผู้เสพ โดยให้ ปกครอง สาธารณสุข ตรวจสอบบุคคลในพื้นที่ และติดตามบำบัดรักษา หากบำบัดรักษาได้ และเลิกเสพ ก็ดีไป แต่หากบำบัดไม่ได้ และเสพซ้ำหรือ ก่อเหตุจากการเสพยาเสพติด ก็ต้องมีมาตรการในการจัดการเอาผิดต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445456&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1liFFNO7op2fFJ8geaAldF

  • เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    K-Food เติบโตคู่กับกระแส K-Pop และ K-Drama เช่น ซีรีส์เกาหลีที่แทรกฉากกินอาหาร เช่น Crash Landing on You ทำให้เมนูอย่าง “ชาบูเกาหลี-ต๊อกบกกี” โด่งดัง ขณะที่ไอดอล K-Pop โปรโมตอาหารผ่านคอนเทนต์ ทำให้แฟนคลับทั่วโลกอยากลิ้มลองและอยากไปเยือนแดนโสมสักครั้งในชีวิต

    อาหารเกาหลีจึงถูก “บรรจุ” อยู่ในแพ็กเกจความบันเทิง ทำให้เป็น Soft Power ที่แพร่หลายโดยไม่รู้ตัว

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” จับมือกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ (ECONMASS) เปิดเวที “K-Taste Press & Plate” ร้อยเรียงเรื่องราวอาหารเกาหลี (K-Food) ให้กลายเป็นพลัง Soft Power ที่ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินทางอย่างมีความหมายมากกว่าเดิม

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    นายคิม จงฮุน รักษาการรองประธานบริหารฝ่ายการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ KTO เผยว่า ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้กว่า 323,000 คน สะท้อนถึงพลังของ K-Culture ทั้ง K-Drama และ K-Pop ที่ปลุกกระแสความนิยมในอาหารเกาหลีอย่างต่อเนื่อง

    K-Food จึงไม่ใช่แค่อาหาร หากแต่เป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่พาผู้คนทั่วโลกสัมผัสเอกลักษณ์สี่ฤดูกาล วัตถุดิบที่แตกต่าง และภูมิภาคที่หลากหลาย โดย KTO ได้คัดเลือกเมนูท้องถิ่นกว่า 33 รายการ เพื่อให้การเดินทางไปเกาหลีเต็มไปด้วยรสชาติที่บอกเล่าประสบการณ์เชิงลึก

    รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์

    คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์โลก อธิบายว่า อาหารเกาหลีคือ “หน้าต่างแห่งกาลเวลา” แต่ละเมนูคือเรื่องเล่าของสังคมและการปรับตัว

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    “กิมจิ” สัญลักษณ์แห่งความอดทนและภูมิปัญญา

    กิมจิคืออาหารที่มีอายุยืนยาวนับพันปี นักวิชาการคาดว่ากำเนิดมาตั้งแต่สมัย สามก๊ก (ค.ศ. 37–668) ในช่วงที่ชาวเกาหลีหาวิธีถนอมผักให้อยู่รอดในฤดูหนาวอันโหดร้าย เดิมทีเป็นเพียงผักดองธรรมดา แต่หลังศตวรรษที่ 16 เมื่อ พริกแดงจากโลกใหม่ เดินทางเข้าสู่เกาหลี กิมจิจึงเปลี่ยนโฉมเป็นอาหารรสจัดและกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน

    กิมจิไม่ใช่แค่อาหารประจำโต๊ะ แต่เป็น “DNA วัฒนธรรม” ของเกาหลี เพราะสะท้อนทั้ง ภูมิอากาศ การเกษตร และวิถีชีวิตชุมชน ทุกครอบครัวมีสูตรกิมจิที่ไม่เหมือนกัน และการทำกิมจิยังถูกยกให้เป็น ประเพณีคิมจาง (Kimjang) ที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    “คิมบับ” เรื่องเล่าแห่งครอบครัวและการเดินทาง

    คิมบับ (Gimbap) ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 20 ได้แรงบันดาลใจจากการผสมผสานข้าวเกาหลีดั้งเดิมกับ โนริมากิ (Norimaki) ของญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม แต่ชาวเกาหลีได้ปรับรสชาติและส่วนผสมให้สะท้อนวัฒนธรรมของตนเอง

    ข้าวสวยราดน้ำมันงา ห่อด้วยสาหร่าย แล้วใส่ไส้ผัก เนื้อสัตว์ หรือไข่ในแบบที่แต่ละครอบครัวเลือกเอง ทำให้คิมบับกลายเป็นอาหารที่สื่อถึง ความอบอุ่นในครอบครัว การปิกนิก และการเดินทาง

    ปัจจุบันคิมบับถูกยกระดับเป็นหนึ่งในอาหาร Street Food ที่นักท่องเที่ยวต้องลิ้มลองเมื่อไปเยือนเกาหลีใต้

    หรือในอาหารที่พัฒนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ล้วนบอกเล่าการปรับตัวของสังคมเกาหลีต่อบริบทโลก การเข้าใจรากเหง้าเหล่านี้ทำให้การชิมอาหารไม่ใช่แค่รสอร่อย แต่เป็นการสัมผัสประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ และยังต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีความหมายยิ่งขึ้น

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    พันธมิตรเพื่อประสบการณ์ที่มีความหมาย

    นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร KTC กล่าวว่า การเดินทางยุคใหม่ไม่ใช่เพียงเพื่อพักผ่อน แต่เพื่อ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” (Experience with Purpose) ซึ่งเชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจและวัฒนธรรม

    KTC จึงทำหน้าที่เป็น “สะพานพันธมิตร” ที่รวมพลังทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงสมาคมวิชาชีพ เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่ทรงอิมแพคต่อสังคม กิจกรรม “K-Taste Press & Plate” ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการโปรโมต K-Food แต่คือการขับเคลื่อน Soft Power ที่สอดประสานเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสื่อสารมวลชนอย่างกลมกลืน

    นางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวเสริมว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแสดงพลังของความร่วมมือ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สื่อมวลชนสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโอกาสทางธุรกิจ

    ภายในงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับฟังเรื่องเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์อาหารเกาหลี พร้อมร่วมเวิร์กช็อปทำ กิมจิสูตรดั้งเดิม และ คิมบับตำรับชาววัง ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองผลิตภัณฑ์ได้ที่ KTC WORLD 02 123 5050 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่  https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์  www.ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729997&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HrOYeIKTWqvEG1234MDx3

  • อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.

    นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า กรมฯได้พัฒนาโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ ช่วงบ้านเขาบันได – บ้านน้ำพุร้อน อำเภอหนองหญ้าปล้อง, เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทางดำเนินการ 37.240 กิโลเมตร ใช้งบประมาณรวม 714.288 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ วางแนวเส้นทางก่อสร้าง และงานถางป่า โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 ต่อไป

    สำหรับโครงการดังกล่าว แบ่งงานก่อสร้างเป็น 4 ช่วง ดังนี้ 

    • ช่วงที่ 1 บ้านเขาบันได – บ้านน้ำพุร้อน เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 21+600 ถึง กม.ที่ 43+730 โดยก่อสร้างถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3 – 3.5 เมตร มีไหล่ทาง พร้อมงานก่อสร้างสะพาน จำนวน 3 แห่ง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
    • ช่วงที่ 2 ถนนทางหลวงชนบทสาย พบ.1015 (ทล.4 ถึง บ้านพุตะเคียน) เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 0+000 (บริเวณ ทล.4 กม.ที่ 136+850) ถึง กม.ที่ 13+767 ซึ่งช่วง กม.ที่ 0+000 ถึง กม.ที่ 4+000 ก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง และช่วง กม.ที่ 4+000 ถึง กม.ที่ 13+767 ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง พร้อมท่อระบายน้ำ และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
       
    • ช่วงที่ 3 กม.ที่ 37+655 ถึง กม.ที่ 38+453 (ถนนทดแทนถนนช่วงที่ 1) เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ 0+000 (บริเวณถนน ช่วงที่ 1 กม.ที่ 37+655 ถึง กม.ที่ 38+453) ก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3 เมตร มีไหล่ทาง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย
    • ช่วงที่ 4 ถนนเชื่อมต่อ ทล.3510 เริ่มก่อสร้างจาก กม.ที่ .0+000 (บริเวณ กม.ที่ 33+005) ถึง กม.ที่ 1+100 ทางเชื่อม ทล.3510 โดยก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีไหล่ทาง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม. นอกจากนี้ยังมีงานก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์ (LANDSCAPING WORK) จำนวน 1 แห่ง พร้อมดำเนินการก่อสร้างจุดพักรถ จุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ บริเวณสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ กม.ที่ 36+800 ด้านขวาทางของโครงการอีกด้วย
     

    ที่ผ่านมา ทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนเพื่อการท่องเที่ยวและเส้นทางชมทิวทัศน์ (Scenic Route) เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคมและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทยอย่างยั่งยืน 

    ทั้งนี้เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้มีความต่อเนื่อง ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน/นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทาง

    อัปเดตแผนคืบหน้า ‘ถนนไทยแลนด์ริเวียร่า’ จ.เพชรบุรี ยาว 37 กม.  

    อย่างไรก็ดีเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาปริมาณการจราจรบนถนนสายหลัก (ถนนเพชรเกษม หรือ ทล.4) ในช่วงเทศกาล และยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/637909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SKbLA_1-WNx80Wu6bIfo5

  • ททท. ชี้เชียงรายโอกาสทองปลายปี ด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    ททท. ชี้เชียงรายโอกาสทองปลายปี ด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงราย โอกาสทองปลายปี ขับเคลื่อนด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

    เชียงราย, 6 กันยายน 2568 – เชียงรายกำลังเปลี่ยนผ่านจากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันอย่างเต็มรูปแบบ ททท.สำนักงานเชียงรายประเมินว่าตลาดยัง “เป็นบวกและมีแรงส่ง” จากทั้งปัจจัยอากาศ ชุดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และภาพลักษณ์เมืองปลอดภัยสำหรับนักเดินทาง โดยเฉพาะผู้หญิงและดิจิทัลโนแมด ขณะเดียวกัน เมืองเดินเกมเชิงรุกด้วย “สินค้าท่องเที่ยว” ที่แตกต่าง ได้แก่ ชา–กาแฟ งานศิลปะร่วมสมัย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทเชียงรายจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองปลายทาง” สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    จากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันตัวเลขบวกและจังหวะเร่งเครื่อง

    นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเชียงราย อธิบายว่า ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา อัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ราว 55% สอดคล้องฤดูกาลฝน และเมื่อมองตั้งแต่ต้นปีถึงสิงหาคม ตัวเลขการท่องเที่ยว เติบโตประมาณ 5% แม้ไม่หวือหวา แต่ “เป็นบวกและน่าพอใจ” โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศช่วงต้นปีที่เป็นใจ และ ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ เช่นบางปีที่ผ่านมา

    “หากช่วงสี่เดือนสุดท้ายไม่มีเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะน้ำท่วม และเมื่อเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว เราคาดว่า ตัวเลขจะดีขึ้นต่อเนื่อง” นายวิสูตรระบุ พร้อมย้ำว่าไฮซีซันซึ่งเริ่มกลางตุลาคมเป็นหัวใจสำคัญในการเร่งจังหวะการฟื้นตัวของทั้งที่พัก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการนำเที่ยว

    Soft Power เชียงราย ชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness

    แม้ภาคเหนือจะมีทรัพยากรธรรมชาติใกล้เคียงกัน แต่เชียงราย “สร้างความต่าง” ผ่านสามแกนหลัก

    1. ชา–กาแฟ: เชียงรายเป็นแหล่งปลูกสำคัญและกำลังยกระดับสู่ Specialty Coffee อย่างเป็นระบบ เส้นทางเรียนรู้ตั้งแต่ไร่ถึงแก้วช่วยยืดระยะเวลาพำนักและเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป
    2. การท่องเที่ยวเชิงศิลปะ: เมืองศิลปะร่วมสมัยของศิลปินแถวหน้าสร้างแลนด์มาร์กและอีเวนต์ที่ “ดึงกลุ่มใหม่” โดยเฉพาะผู้แสวงหาแรงบันดาลใจและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    3. Wellness Tourism: จังหวัดเดินนโยบาย Wellness อย่างจริงจัง เชื่อมทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่สีเขียว กิจกรรมโยคะ–สมาธิ กับบริการสปามาตรฐาน เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบองค์รวม

    แกน Soft Power ดังกล่าวถูกออกแบบให้ “ทำงานร่วมกัน” ทั้งในเชิงเส้นทาง ทริป 2–3 วัน และคอนเทนต์สื่อสารเชิงเรื่องเล่าที่ชัดเจน

    ความปลอดภัยคือใบเบิกทาง เมืองที่ผู้หญิงมั่นใจ

    ความมั่นใจเรื่อง ความปลอดภัย คือปัจจัยตัดสินใจสำคัญ นายวิสูตรชี้ว่าเชียงรายเพิ่งถูกจัดอันดับให้เป็น เมืองปลอดภัยอันดับ 2 ของโลกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง รองจากไทเป สะท้อนมาตรการดูแลทั้งเชิงป้องกันและการให้ความช่วยเหลือจริงจังในพื้นที่ ทั้งการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวและศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

    “ปีที่ผ่านมา เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6.1 ล้านคน แต่ แทบไม่มีเหตุรุนแรง ที่กระทบชีวิตและทรัพย์สิน แม้เรามีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและเส้นทางภูเขาจำนวนมาก” ผู้บริหารททท.กล่าว นัยสำคัญคือ รีวิวเชิงบวกและการบอกต่อ ซึ่งสร้างผลทวีคูณต่อการกลับมาเยือนซ้ำ

    แผนพร้อมรับไฮซีซัน ทั้งพื้นที่ เอกชน และการเดินทาง

    เพื่อรองรับช่วงพีกซีซัน จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ “เข้าจังหวะ” เตรียมพร้อมในสามชั้น

    • พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว: ทุกอำเภอและอุทยานแห่งชาติเร่งจัดการความพร้อม ทั้งความปลอดภัย เส้นทางเดิน–ชมวิว ป้ายสื่อความหมาย ห้องน้ำ และการจัดจุดถ่ายภาพที่เป็นระเบียบ
    • ภาคเอกชน: ททท.ประสานสมาคม–ชมรมท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ โรงแรม–ที่พักทบทวนระบบจองหลายภาษา ร้านอาหารปรับเมนูฤดูกาล บริษัทนำเที่ยวเติมแพ็กเกจใหม่และโปรจับคู่ เช่น ที่พัก + สปา + เส้นทางชากาแฟ
    • การเดินทาง: ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงและสายการบินเตรียม เพิ่มเที่ยวบิน ช่วงปลายปี ขณะเดียวกัน Scoot เตรียมเปิด ไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงราย 1 มกราคม 2569 เปิดประตูสู่ตลาดอาเซียนโดยตรง และเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่พักนาน–ใช้จ่ายสูง

    สื่อสารเชิงรุก คอนเทนต์จริง พาเห็นหน้างาน

    ในกรีนซีซันที่ผ่านมา ททท.สำนักงานเชียงรายพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ “ตอนบน” และเชื่อมโยงกับ ประเพณีโล้ชิงช้า เพื่อสร้างคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ “จับต้องได้” วิธีการนี้ทำให้ผู้ชมเห็นภาพจริง รีแอคต์ต่อบรรยากาศ และเปลี่ยนใจสู่การจองทริปได้รวดเร็วกว่าแคมเปญภาพรวม

    ยุทธศาสตร์คอนเทนต์ต่อไปคือ Wellness Storytelling ที่มีเส้นเรื่องชัดเจน เช่น “พักร้อน–พักใจ–พักกาย” เชื่อมคาเฟ่ไร่กาแฟกับออนเซ็นธรรมชาติ และเวิร์กช็อปชุมชน เพื่อเพิ่มเวลาพำนักเฉลี่ยและรายได้ให้คนในท้องถิ่น

    เศรษฐกิจมหภาคในพื้นที่ เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง

    นอกเหนือจากตัวเลขท่องเที่ยวที่เป็นบวก รายงานเชิงวิเคราะห์ที่จัดทำจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชี้ให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 ว่า เติบโตเด่นในระดับมหภาค ทั้งรายได้ท่องเที่ยวและการลงทุนธุรกิจใหม่ แต่เกิดปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสองขั้ว” รายย่อยในตลาดดั้งเดิมยอดขายลดลงจากค่าครองชีพและการแข่งขันจากทุนใหญ่ ช่องว่างรายได้จึงกว้างขึ้น

    ด้านการท่องเที่ยว ครึ่งปีแรก 2568 เชียงรายขึ้นแท่น เมืองรองอันดับ 1 รายได้รวมเกือบ 26,000 ล้านบาท แนวโน้มต่อเนื่องจากปี 2566 ที่มีรายได้กว่า 46,773.91 ล้านบาท และปี 2567 ราว 38,493 ล้านบาท (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและแผนการตลาดที่เน้นความต่างอย่างได้ผล

    พลวัตการค้า ผ่านแดนพุ่ง ชายแดนชะลอ เสี่ยงพึ่งพาตลาดเดียว

    ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า กรกฎาคม 2568 มูลค่า การค้าผ่านแดน อยู่ที่ 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% โดยจีนเป็นแรงขับหลัก สินค้าเด่นคือ ทุเรียนสด มูลค่าส่งออก 22,949 ล้านบาท โต 135.6% ขณะที่ การค้าชายแดน ชะลอลงมาที่ 66,220 ล้านบาท ติดลบ 20% และส่งออกติดลบ 29.5% สะท้อนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบฝั่งเพื่อนบ้าน

    ข้อค้นพบสำคัญคือ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จากการพึ่งพาสินค้าหรือ “ตลาดเดียว” สูงเกินไป หากอุปสงค์จีนชะลอ อาจ “ส่งแรงสั่นสะเทือน” ผ่านห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ชาวสวนจนถึงโลจิสติกส์และค้าปลีกในเมือง

    ความท้าทายคาบเกี่ยว PM2.5 ภัยธรรมชาติ และการแข่งขันภูมิภาค

    รายงานผู้ใช้ยังสะท้อน “จุดเปราะบาง” หลายด้าน ได้แก่

    • ฝุ่นควัน PM2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์และสุขภาพ แม้มีนโยบาย “งดเผา 92 วัน” ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานในบางช่วง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลื่อนหรือยกเลิกแผน
    • เหตุภัยธรรมชาติชายแดน เช่น แผ่นดินไหวฝั่งเมียนมา กระทบการเดินทางบางเส้นทางชั่วคราว
    • การแข่งขันภูมิภาค จากประเทศปลายทางยอดนิยมกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่มีต้นทุนทริปต่ำกว่า

    ทางออกเชิงระบบคือ ความร่วมมือข้ามพรมแดน ในการจัดการไฟป่า–การเผา และการสื่อสารคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมกับการยกระดับบุคลากรบริการและภาษา เพื่อชดเชยและสร้างสมดุลต่อแรงกดดันภายนอก

    งบประมาณภาครัฐ ลงทุนมาก แต่การกระจายยังท้าทาย

    ข้อมูลผู้ใช้ชี้ว่า งบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกปี 2568 ที่จัดสรรให้เชียงรายรวม 1,876.1 ล้านบาท กระจุกตัวในหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะ กรมทางหลวง (713.9 ล้านบาท หรือ 38%) ขณะที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ได้รับจัดสรรโดยตรง แม้งบซ่อมฟื้นฟูหลังน้ำท่วมปลายปี 2567 อีก 363 ล้านบาท จะช่วยโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังมีคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงกระตุ้น” ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    ข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงานผู้ใช้คือ เพิ่มสัดส่วนงบตรงถึง อปท. และออกแบบเครื่องมือช่วย SME–ชุมชน ให้เข้าถึงง่าย ทั้งอบรมดิจิทัล มาร์เก็ตเพลส และสินเชื่อรายย่อย เพื่อ เชื่อมเศรษฐกิจบน–ล่าง ให้ไหลเวียนจริง

    ยุทธศาสตร์เชื่อมการท่องเที่ยวกับชุมชน รายได้ไหลสู่ท้องถิ่น

    เพื่อให้การเติบโต “ทั่วถึง” เชียงรายควรเดินหน้า แพ็กเกจร่วม ระหว่างโรงแรม–คาเฟ่–สปา–ชุมชน สร้างเส้นทาง “เรียนรู้–ลงมือทำ” เช่น เวิร์กช็อปชา–กาแฟ หัตถกรรม และอาหารท้องถิ่น เชื่อมบริการขนส่งท้องถิ่น ลดการรั่วไหลของรายได้ พร้อมมาตรฐาน ความปลอดภัย–ความสะอาด–ความเป็นมิตร โดยเฉพาะมุมบริการสำหรับนักเดินทางหญิง อาทิ ไฟส่องสว่าง ทางหนีไฟ กล้องวงจรปิด และบุคลากรที่ผ่านการอบรมปฐมพยาบาล

    มาตรการเหล่านี้ช่วยสร้าง รีวิวดี–กลับมาเยือนซ้ำ–การบอกต่อ ซึ่งเป็น “ทุนทางสังคม” สำคัญของเมือง

    โอกาสปลายปีและสมการความยั่งยืน

    เมื่อรวมภาพทั้งหมด เชียงรายมี แรงส่งเชิงโครงสร้าง จากสินค้าท่องเที่ยวที่ต่าง วาระความปลอดภัยที่เด่น และไฟลต์ใหม่เชื่อมอาเซียนโดยตรง แต่ความยั่งยืนยังพึ่งพา “สามสมการ” ที่ต้องเดินพร้อมกัน

    1. Diversify – กระจายพอร์ตทั้งสินค้า–ตลาด (ท่องเที่ยวและการค้า) ลดเสี่ยงพึ่งพิงแหล่งเดียว
    2. Deconcentrate – คลายความกระจุกของงบและโอกาส สู่ อปท.–ชุมชน–SME เพื่อให้รายได้ไหลทั่วพื้นที่
    3. Decarbonize – เร่งมาตรการสิ่งแวดล้อม ลดควัน–ขยะ พร้อมสื่อสารข้อมูลคุณภาพอากาศโปร่งใส สร้างความมั่นใจนักเดินทางระยะยาว

    หากทำได้พร้อมกัน เมืองจะ “ล็อกอิน” สถานะ เมืองปลายทางคุณภาพสูง ที่นักท่องเที่ยวพักนาน ใช้จ่ายสูง และกลับมาเยือนซ้ำในทุกฤดูกาล

    ข้อเสนอสำหรับผู้ประกอบการในฤดูกาลนี้

    • ยกระดับระบบจอง รองรับหลายภาษา–มือถือ และเชื่อมแชต–ชำระเงิน
    • ทำแพ็กเกจร่วม ที่พัก + Wellness + เส้นทางชากาแฟ + รถรับส่งสนามบิน
    • สื่อสารความปลอดภัย ชัดเจนบนหน้าร้านและแพลตฟอร์ม พร้อมจุดติดต่อฉุกเฉิน
    • เก็บรีวิวคุณภาพ เน้นรูป–วิดีโอจริง สร้าง Social Proof ก่อนพีกซีซัน
    • อบรมบุคลากร ด้านภาษาที่สอง–บริการเชิงลึก ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ไฮซีซันปลายปี 2568 คือ “จังหวะเร่งเครื่อง” ของเชียงราย ตัวเลขพื้นฐานบวก ความปลอดภัยเด่น และ Soft Power ชัดเจน ทั้งชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness ขณะที่ไฟลต์ใหม่จากสิงคโปร์จะเปิดประตูตลาดอาเซียนโดยตรง ภาพความท้าทายยังมี ทั้ง PM2.5 การแข่งขันภูมิภาค และเศรษฐกิจสองขั้ว แต่ด้วยแผนเตรียมพร้อมของพื้นที่ ภาคเอกชน และการสื่อสารเชิงรุก เชียงรายมีศักยภาพจะ เปลี่ยนฤดูกาล ให้เป็น โอกาส และเปลี่ยน นักเดินทางครั้งแรก เป็น ผู้มาเยือนซ้ำ ที่หลงรักเมืองเหนือปลายทางแห่งนี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-high-season-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MOsNmDrBSozD_9ewjfoLy