Category: ท่องเที่ยว

  • คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี | TOPNEWS

    คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี | TOPNEWS

    คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี

    • เผยแพร่ : 20/09/2025 12:58

    นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 1 นางสาวภาวนา ว่องอมรนิธิ กรรมมาธิการและที่ปรึกษา พร้อมคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวที่จังหวัดราชบุรี ด้วยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการกีฬาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    โดยเดินทางมายังตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อศึกษาดูงานแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก ลงเรือเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ จากนั้นรับฟังบรรยายสรุปที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก เกี่ยวกับ สถานการณ์การท่องเที่ยวปัจจุบันของตลาดน้ำดำเนินสะดวก แนวทางการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ แนวทางการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว สภาพปัญหาอุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานเพื่อส่งเสริม และพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานราชบุรี นายกเทศมนตรีตำบลดำเนินสะดวก ประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นออกเดินทางไปศึกษาดูงานที่ โรงงานเซรามิก เถ้าฮงไถ่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และศึกษาดูงานการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวของโอลิว่า เดอคาเฟ่

    รังสี ลิมปิโชติกุล ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1322692&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mncrzM0Ui9ip6PuemMrxu

  • ดีเดย์ ก.ย.นี้ ‘คมนาคม’ ลงนามสัญญา 4 หมื่นล้าน อัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดีเดย์ ก.ย.นี้ ‘คมนาคม’ ลงนามสัญญา 4 หมื่นล้าน อัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณมูลค่ากว่า 1.57 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันโครงการด้านคมนาคมขนาดใหญ่ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะสร้างงานและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ อีกทั้งเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเติบโตในระยะยาว

    ก่อนหน้านี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบ อนุมัติแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท

    และให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งข้อสังเกตของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ทั้งนี้ผลการพิจารณาคำขอรับจัดสรรบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน 157,000 ล้านบาท ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์การจัดสรรเพื่อการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจและมีความสำคัญสูง มีโครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์ วงเงินรวม 115,375 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคม ได้รับการจัดสรรงบประมาณ วงเงินรวม 47,395 ล้านบาท ได้แก่ กรมทางหลวง 32,188.33 ล้านบาท , บริษัท ขนส่ง จ้ากัด 14.8 ล้านบาท , กรมท่าอากาศยาน 765.9 ล้านบาท , องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 42 ล้านบาท , การรถไฟแห่งประเทศไทย 1,020.8 ล้านบาท , กรมทางหลวงชนบท 14,725.09 ล้านบาท

    นายสุริยะ กล่าวต่อว่า โดยงบจัดสรรวงเงินดังกล่าวนั้น จะนำมากระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่งเสริมการจ้างงาน เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

    ทั้งนี้โครงการต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรร จะเริ่มดำเนินการภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์สูงสุดทุกโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปจนถึงผลักดันภาพรวมเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    “กรณีที่มีการจัดซื้อจัดจ้างบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่ยื่นประมูลงานรายเดียว รับงานได้เลยนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของกรมบัญชีกลางที่ออกกฎระเบียบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนของกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าการประมูลโครงการต่างๆ เช่น โครงการถนนของกรมทางหลวง (ทล.) ไม่มีการประมูลรายเดียวอยู่แล้ว ปัจจุบันทราบว่าหน่วยงานต่างๆเริ่มดำเนินการเปิดประมูลหาผู้รับจ้างแล้ว” นายสุริยะ กล่าว

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ปัจจุบันแผนลงนามสัญญางกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินรวม 47,395 ล้านบาท จำนวน 6 หน่วยงาน 5,137 รายการ ขณะนี้ได้ตัวผู้รับจ้างแล้ว  57 รายการ  วงเงิน 609.84 ล้านบาท และลงนามในสัญญาแล้ว 2 รายการ  วงเงิน 3.81 ล้านบาท

    โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายในเดือนกันยายนนี้ จำนวน 4,469 รายการ วงเงิน 40,328 ล้านบาท คาดว่าเบิกจ่ายครบ 100% ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 
     

    สำหรับแผนการจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ละหน่วยงาน ดังนี้ กรมทางหลวง (ทล.) จำนวน 3,115 รายการ วงเงิน 30,901 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดการลงนามสัญญาภายในเดือนนี้ ตามแผนได้ตั้งเป้าเบิกจ่ายภายในเดือนกันยายน 2568 จำนวน 2,472 รายการ วงเงิน 24,011 ล้านบาท,กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จำนวน 1,959 รายการ วงเงิน 14,683 ล้านบาท ตั้งเป้าเบิกจ่าย ณ กันยายน 2568 จำนวน 1,955 รายการ วงเงิน 14,644 ล้านบาท
     
    ขณะที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) จำนวน 11 รายการ วงเงิน 764 ล้านบาท ตั้งเป้าเบิกจ่าย ณ กันยายน 2568 ครบทุกรายการภายในเดือนเดียวกัน,การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 50 รายการ วงเงิน 999 ล้านบาท ลงนามแล้ว 2 รายการ วงเงิน 3.81 ล้านบาท ตั้งเป้าเบิกจ่าย ณ กันยายน 2568 จำนวน 29 รายการ วงเงิน 863 ล้านบาท

    ด้านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 1รายการ วงเงิน 32 ล้านบาท,บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 1 รายการ วงเงิน 14 ล้านบาท โดยทั้ง 2 หน่วยงานดังกล่าวได้ตั้งเป้าเบิกจ่าย ณ กันยายน 2568 จำนวน 1 รายการ ภายในเดือนเดียวกัน

    ส่วนของรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ แบ่งตามหน่วยงาน เช่น กรมทางหลวง (ทล.) จะดำเนินโครงการครอบคลุมการแก้ไขปัญหาการจราจรที่เป็นคอขวด เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ปรับปรุงถนนเชื่อมโยงเมืองรอง แหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น 

    ด้านกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เน้นการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง การปรับปรุง-พัฒนาถนนเชื่อมโยงเมืองรอง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การผลิต เป็นต้น ขณะที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการปรับปรุงสนามบินให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เป็นต้น

    นอกจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะดำเนินโครงการโดยมุ่งเน้นการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และแก้ไขปัญหาจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับถนนเสมอระดับ เป็นต้น

    ดีเดย์ ก.ย.นี้ ‘คมนาคม’ ลงนามสัญญา 4 หมื่นล้าน อัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    รวมถึงบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ดำเนินโครงการด้านความปลอดภัย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองด้วยรถโดยสารของ บขส. และปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น

    และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่คอขวด เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เป็นต้น

    เมกะโปรเจ็กต์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,133 วันที่ 21 – 24 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/639167&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tkOD-GnMGt0-FmwmsC2Yn

  • ชวนช็อป ชม ชิม เทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก จัดกลางกรุง ถึง21 ก.ย.นี้

    ชวนช็อป ชม ชิม เทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก จัดกลางกรุง ถึง21 ก.ย.นี้

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.39 น.

    ชวนช็อป ชม ชิม เทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism)  ตามรอยเส้นทางรสล้านนา ถึง 21 ก.ย.นี้

    นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  เป็นประธานเปิดกิจกรรม เทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism) ภายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด  ณ ลาน Work & Play จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19  –  21 กันยายน 2568  ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 เขตห้วยขวาง  กรุงเทพมหานคร  โดยมี นางพรจิตร สุขสมบูรณ์  รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นางวิไลวรรณ บุดาสา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายคุณากร คชหิรัญ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่  พร้อมด้วยส่วนราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน)  ร่วมกิจกรรม       

    นายเสริฐ ไชยยานันตา  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย  กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กำหนดจัดงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism) ในชื่องาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก”  ซึ่งเป็นกิจกรรมกายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด กิจกรรมหลักจัดงานโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอาหารและเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2          

    เชิญชวนร่วมงาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก“ จัดวันนี้ถึง 21 กันยายน 2568  ณ ลาน Work & Play ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 มีกิจกรรมน่าสนใจหลากหลาย การส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 มากกว่า 40  ผลิตภัณฑ์ มีการนำเสนอเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัด โดยเชพตัวแทนจากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2  การสาธิตการทำอาหารพื้นถิ่นและเครื่องปรุงล้านนา กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารล้านนาตะวันออก รวมถึงการแสดงวัฒนธรรมล้านนาการแสดงดนตรีจากศิลปินมีชื่อเสียง และแจกของรางวัลให้ผู้มาร่วมกิจกรรมได้ร่วมสนุกและมีส่วนร่วม

    -037-

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915625&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YpmnvMutEvAlVqF4czbAb

  • สำนักงานขนส่งน่าน เปิดตัวโครงการนำร่อง ส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารที่ปลอดภัย

    สำนักงานขนส่งน่าน เปิดตัวโครงการนำร่อง ส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารที่ปลอดภัย

    สำนักงานขนส่งน่าน เปิดตัวโครงการนำร่อง ส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารที่ปลอดภัย

    20 Sep 68

    น่าน – วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ข่วงเมืองน่าน สำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน ร่วมกับจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมเปิดตัว “โครงการส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางที่ปลอดภัย ใส่ใจผู้เดินทาง” โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน
    โครงการมุ่งยกระดับคุณภาพระบบขนส่งสาธารณะให้ได้มาตรฐาน สะดวกสบาย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการ ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการรถโดยสารมากยิ่งขึ้น
    เชื่อมโยงการท่องเที่ยว – ลดอุบัติเหตุ
    นายชัยนรงค์ กล่าวว่า จังหวัดน่านมีปริมาณยานพาหนะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อการจราจรและอุบัติเหตุ โครงการนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มทางเลือกการเดินทาง โดยปรับปรุงเส้นทางเดินรถหมวด 1 และหมวด 4 เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน
    เสริมภาพลักษณ์–สร้างความมั่นใจ
    นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า โครงการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) โดยตรวจสอบสภาพรถและทักษะคนขับอย่างเข้มงวด พร้อมออกแบบลวดลายรถโดยสารสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการ อีกทั้งยังเป็นสื่อรณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัย
    สำนักงานขนส่งจังหวัดน่านเชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะช่วยลดความแออัด ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะบนเส้นทางลาดชันหรือเส้นทางที่นักท่องเที่ยวไม่คุ้นเคย และยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติของจังหวัดน่านให้เติบโตอย่างยั่งยืน
    สอดคล้องกับแนวทาง “ถนนปลอดภัย ผู้ขับขี่มีวินัย สังคมไทยปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน”

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3773149/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2biOU4-23otv7ERmuw9q6z

  • เปิดศึกเจ้าแห่งสายน้ำ แข่งเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานจ.พิษณุโลก ปี 2568

    เปิดศึกเจ้าแห่งสายน้ำ แข่งเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานจ.พิษณุโลก ปี 2568

    พิษณุโลก – จังหวัดพิษณุโลกจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงเจ้าแห่งสายน้ำน่าน ครั้งที่ 44 ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ มีเรือจากทั่วประเทศเข้าร่วมประลองฝีพายรวม 9 ประเภท ถือเป็นการสืบสานประเพณีเก่าแก่ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 กันยายน 2568 นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดการแข่งขัน ณ บริเวณลำน้ำน่าน หน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร โดยมี นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ นักกีฬา และประชาชนร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ ในนามคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า จังหวัดพิษณุโลกร่วมกับเทศบาลนครพิษณุโลก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชมรมเรือยาว ได้ร่วมกันจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทาน ระหว่างวันที่ 17–21 กันยายน 2568 ซึ่งจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2521 นับเป็นครั้งที่ 44 แล้ว

    การแข่งขันปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ฟื้นฟูและสืบสานประเพณีแข่งเรือยาว ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมการทอดผ้าป่าหัวเรือ และการถวายผ้าห่มพระพุทธชินราช 2. สร้างความรักและความภาคภูมิใจในขนบธรรมเนียมท้องถิ่นแก่ประชาชนและเยาวชน 3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก

    สำหรับประเภทการแข่งขันเรือยาวทั้งหมด 9 ประเภท ได้แก่ เรือยาวใหญ่ (41–55 ฝีพาย) เรือยาวพื้นบ้าน (41–55 ฝีพาย)เรือยาวกลาง (31–40 ฝีพาย) เรือยาวเล็ก ประเภท ก. (ไม่เกิน 30 ฝีพาย) เรือยาวเล็ก ประเภท ก.2 (ไม่เกิน 30 ฝีพาย) เรือจิ๋ว (ไม่เกิน 12 ฝีพาย) เรือท้องถิ่น (ไม่เกิน 3 ฝีพาย) เรือสิงห์สองแคว 7 ฝีพาย (เพื่อความสามัคคี) เรือยาวเล็กภายในจังหวัดพิษณุโลก (ไม่เกิน 30 ฝีพาย)

    พิธีเปิดงานมีขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทานทางบกและทางน้ำ การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ขบวนแห่ผ้าห่มพระพุทธชินราช และพิธีทอดผ้าป่าหัวเรือ โดยชาวบ้านท่าโรงและชาวบ้านลุ่มน้ำน่าน ร่วมสร้างบรรยากาศคึกคักก่อนเริ่มการแข่งขัน เรือและฝีพายนับร้อยต่างลงชิงชัยประชันความเร็วบนสายน้ำอย่างดุเดือด

    ……………………………………

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/09/20/191061&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XU60ioXwxEtndlW6XdVrs

  • อพท.เลยหนุน ตำบลปวนพุ 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก | เดลินิวส์

    อพท.เลยหนุน ตำบลปวนพุ 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ห้องประชุมชั้น 5 รร.ใบบุญเพลส ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย  นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในงานนำเสนอผลการขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ ตำบลปวนพุ ตามเกณฑ์ GSTC มีหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชน 1 สวน 3 ผา และสมาชิกเครือข่ายร่วมกิจกรรม

    นายธรรมนูญ ภาคธูป ผู้จัดการ อพท.เลยกล่าวรายงานว่า อพท.เลย ได้นำแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) มาประยุกต์ใช้ และพัฒนาเป็นการประเมินสถานะความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทาง เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก GSTC Version 2.0 ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสู่การเป็นต้นแบบด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาคี และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และ อพท.เลย ได้คัดเลือกพื้นที่ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย เป็นพื้นที่ต้นแบบ (n) การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามเกณฑ์ GSTC นั้น        

    การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตามเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) พื้นที่ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลยพื้นที่ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูนสลับพื้นที่ราบ และเป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่ สภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งน้ำ ทรัพยากร ธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า ป่าต้นน้ำลำธาร เนื่องจากลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่น ทำให้พื้นที่ตำบลปวนพุ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเลยอยู่หลายแห่ง เช่น สวนหินผางาม ภูป่าเปาะ วนอุทยานผางาม วัดถ้ำโพธิสัตว์ เป็นต้น ด้วยความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวทรัพยากรธรรมชาติจากลักษณะภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา เต็มไปด้วยเส้นทางเดินสลับซับซ้อน ซอกหลืบและโพรงที่เชื่อมโยงกันอย่างน่ามหัศจรรย์หลายจุด จึงเป็นที่มาให้เกิดการพัฒนาให้พื้นที่ปวนพุภายใต้ตรีม The Wonder of Maze Mountain มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ และภูผา และมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาคือ “การเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การจัดการพื้นที่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า และพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    ในการดำเนินงานที่ผ่านมา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 อพท. ได้ขยายผลการขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตามเกณฑ์ GSTC จากพื้นที่ตำบลเชียงคานเพิ่มมาอีก 1 แห่ง คือพื้นที่ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ และเกิดการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การกระจายรายได้ และส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่นานขึ้น ตลอดจนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความน่าสนใจดึงดูงนักท่องเที่ยวมากขึ้น และพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกไว้สำหรับให้บริการและรองรับนักท่องเที่ยวให้ได้อย่างมีมาตรฐาน พร้อมทั้งการจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดในพื้นที่ป่าไม้

    ผลการประเมินแหล่งท่องเที่ยวตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) ในพื้นที่ต้นแบบตำบลปวนพุ ประจำปี พ.ศ. 2568 ตามเกณฑ์ทั้ง 38 ด้านของ GSTC ซึ่งในเบื้องต้นพบว่า ณ ปัจจุบันมีสถานภาพอยู่ในระดับสีเหลือง (มีตัวอย่างของการนำไปปฏิบัติโดยกลุ่มเป้าหมาย) จำนวน 11 ด้าน อยู่ในระดับสีชมพู (มีมาตรการรองรับ) จำนวน 20 ด้าน และอยู่ในระดับสีแดง (มีความเสี่ยง) จำนวน 7 ด้าน

    จากผลการประเมิน จึงนำไปสู่การกำหนดเป็นกรอบและแนวทางในการพัฒนาและขับเคลื่องแหล่งท่องเที่ยวตำบลปวนพุ ในปี 2567 เป็นต้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การกระจายรายได้ และการส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่นานขึ้น การที่สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ขาดการประชาสัมพันธ์ และการขาดการให้ข้อมูลสถานที่ในเชิงคุณค่าทางธรรมชาติ รวมไปถึงปัญหาด้านการเข้าถึง (Accessibility) เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก และโครงสร้างพื้นฐาน

    ในแหล่งท่องเที่ยวยังไม่ได้มาตรฐาน ตลอดจนการแก้ปัญหาการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าไม้ของคนในชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ และมุ่งสู่การเข้าระบบรับรองมาตรฐานในระดับสากลเพื่อประเมิน TOP100 และวัดความสำเร็จในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5129337/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SFSjLMvLdhg7fQAcB7Avi

  • ชวนช็อป ชม ชิม! เทศกาลอาหาร ‘ล้านนาตะวันออก’ เสิร์ฟรสแท้จาก 4 จังหวัดเหนือ ถึง 21 ก.ย.นี้ ที่เซ็นทรัลพระราม 9

    ชวนช็อป ชม ชิม! เทศกาลอาหาร ‘ล้านนาตะวันออก’ เสิร์ฟรสแท้จาก 4 จังหวัดเหนือ ถึง 21 ก.ย.นี้ ที่เซ็นทรัลพระราม 9

    20 กันยายน 2568 09:54 น. สยามรัฐออนไลน์ ข่าวทั่วไทย

    นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรม เทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism) ภายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด ณ ลาน Work & Play จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน 2568 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยมี นางพรจิตร สุขสมบูรณ์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พร้อมด้วยส่วนราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) ร่วมกิจกรรม

               

    นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กำหนดจัดงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism) ในชื่องาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก” ซึ่งเป็นกิจกรรมกายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด กิจกรรมหลักจัดงานโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอาหารและเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 

               

    เชิญชวนร่วมงาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก“ จัดวันนี้ถึง 21 กันยายน 2568 ณ ลาน Work & Play ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 มีกิจกรรมน่าสนใจหลากหลาย การส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 มากกว่า 40 ผลิตภัณฑ์ มีการนำเสนอเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัด โดยเชพตัวแทนจากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 การสาธิตการทำอาหารพื้นถิ่นและเครื่องปรุงล้านนา กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารล้านนาตะวันออก รวมถึงการแสดงวัฒนธรรมล้านนาการแสดงดนตรีจากศิลปินมีชื่อเสียง และแจกของรางวัลให้ผู้มาร่วมกิจกรรมได้ร่วมสนุกและมีส่วนร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652506&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NLC08_uwhr3YwMnNJCCsF

  • “เดอะโป้ง”นำทัพวิทยากรฝึกอบรมอาสาสมัคร อำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัย นทท.

    “เดอะโป้ง”นำทัพวิทยากรฝึกอบรมอาสาสมัคร อำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัย นทท.

    19 กันยายน 2568 14:43 น. สยามรัฐออนไลน์ อาชญากรรม

    เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่สมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6 พ.ต.อ.เอกรัตน์ เปาอินทร์ รอง ผบก.น.6 มอบหมายให้ พ.ต.อ.สืบสด สิงหเสนี ผกก.ฝอ.บก.น.6 พ.ต.ท.วันชัย ศรีชัยปลูก รอง ผกก.ฝอ.บก.น.6 พ.ต.ท.สมนึก แสงสุวรรณดีเลิศ สว.ฝอ.บก.น.6 พร้อมข้าราชการตำรวจ ในสังกัด บก.น.6 และคณะวิทยากร เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมอาสาสมัคร เพื่อช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ของศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว บก.น.6 (ศปทท.บก.น.6)

    พ.ต.อ.สืบสด  กล่าวว่าโครงการอบรมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ตำรวจท่องเที่ยว เพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลนักท่องเที่ยว ​​เสริมกำลังเจ้าหน้าที่ เนื่องจากกำลังพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวมีจำกัด โครงการนี้จึงเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีจิตอาสาเข้ามาเป็นกำลังเสริม เพื่อช่วยดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น มีอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมคอยให้ความช่วยเหลือ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจในความปลอดภัยขณะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ เช่น ​การให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ​การปฐมพยาบาลเบื้องต้น​การประสานงานกับเจ้าหน้าที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน​การสังเกตการณ์และแจ้งเบาะแสเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ​สร้างภาพลักษณ์ที่ดี

    พ.ต.อ.สืบสด กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และเป็นมิตร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดย​มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างความประทับใจที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652365&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Gt4oXV5mpqKGu2kUuDQWH

  • ดีอีหนุนอโกด้าใช้เอไอ

    ดีอีหนุนอโกด้าใช้เอไอ

    นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครบรอบ 9 ปี ภายใต้ชื่องาน “9 Years of DE: Building the Digital Future” เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 ว่า กระทรวงดีอีได้ประกาศสนับสนุนความร่วมมือกับบริษัท อโกด้า (Agoda)พัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวระดับโลกเป็นแห่งแรกในโลก  โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ AI ในด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    นอกจากนั้น ยังได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 4 ฉบับ เพื่อเดินหน้าการขับเคลื่อนการใช้งานดิจิทัลให้กับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐ และเอกชน  อาทิ การพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้บริการบัตรอัตโนมัติ (Easy Pass) ,การตรวจสอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Office ,การพัฒนาแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้งานบนระบบ e-Office  ภายใต้งานบริหารคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)   และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล การรู้เท่าทันภัยออนไลน์ และการเตือนภัยพิบัติ 

     “กระทรวงดีอีได้สร้างสรรค์บทบาทการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลมาตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา และต่อจากนี้จะยังคงเดินหน้าการสร้างความตระหนักรู้ ความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนต่อไป โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกัน การป้องกันและปรามปราบอาชญากรรมออนไลน์ ที่ต้องขับเคลื่อนการทำงานควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเพื่อมั่นคงและยั่งยืน” 

    ขณะที่ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ในปี69 กสทช. มีแผนปรับปรุงและพัฒนากฎหมายในส่วนที่ กสทช. รับผิดชอบให้ทันสมัย สอดรับกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายที่จะช่วยป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ภัยร้ายของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีคุณภาพ ให้สามารถแข่งขันในกิจการสื่อสารได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันไม่ให้นำเอาใบอนุญาตประกอบกิจการไปแสวงหาผลประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2883898&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zrSdxsDlGfDtZlPFogg-l

  • ททท.จัดโรดโชว์“ตุรกี-โปแลนด์”หนุนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเติบโต 2 หลัก

    ททท.จัดโรดโชว์“ตุรกี-โปแลนด์”หนุนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเติบโต 2 หลัก

    น.ส.สุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าททท.ได้จัดงาน Amazing Thailand Roadshow to Istanbul and Warsaw 2025 ณ เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี และเมืองวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยมาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวระยะไกลที่กำลังเติบโตแรง หลังสถิติ 8 เดือนแรกของปี 2568 แสดงให้เห็นความฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวยุโรปอย่างต่อเนื่อง      

     “ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวระยะไกลในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มีการเติบโตอย่างน่าพอใจ โดยนักท่องเที่ยวระยะไกลทั้งหมดประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 ก.ย.2568 มี 7.23 ล้านคน เติบโต 12.43% คิดเป็น 70% ของเป้าหมาย11.96 ล้านคนในปี 2568  ขณะที่ตลาดยุโรปมีการเติบโต 14.73% โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาแล้วไทยแล้ว 5.48  ล้านคน  จากที่ตั้งเป้าหมาย 8.45 ล้านคน เมื่อปัจจุบันได้แล้วกว่า 70% ของเป้าหมาย และช่วง 3 เดือนสุดท้ายเป็น ไฮท์ซีซั่น จึงคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายได้ ตลาดยุโรปยังคงแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดดาวรุ่งอย่างตุรกีและโปแลนด์ที่เป็นเป้าหมายหลักของการจัดงานโรดโชว์ครั้งนี้”   

     ทั้งนี้ ตลาดตุรกีในช่วง 8 เดือนแรกเติบโตถึง 23% และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากตุรกีเดินทางมาไทย 120,000 คนภายในสิ้นปีนี้ สูงกว่าเป้าหมายเดิม 100,000 คน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ เนื่องจากตุรกีมีประชากรที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 11.4 ล้านคน และไทยยังได้ส่วนแบ่งเพียง 1% จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตคือการได้รับสิทธิพิเศษวีซ่าฟรี และการมีเที่ยวบินเชื่อมต่อที่หลากหลาย ส่วนตลาดโปแลนด์เติบโตแรงถึง 30% ในช่วง 8 เดือนแรก และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวถึง 250,000 คนภายในปลายปีนี้    น.ส.สุลัดดา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตของตลาดยุโรปคือการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินและการเข้าถึงที่ดีขึ้น ถือเป็นความสำเร็จของการดำเนินยโบบาย Airline Focus ของ ททท.โดยในช่วง Winter Schedule คาดว่าจะมีที่นั่งเพิ่มขึ้นประมาณ 500 กว่าที่นั่งต่อวันจากการเพิ่มความถี่และเส้นทางบินใหม่ ขณะที่ตลาด Million Market ประกอบด้วยรัสเซีย ปีนี้คาดว่าจะถึง 2 ล้านคนแน่นอน ส่วนอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ต้องผลักดันให้ถึงตลาดละ 1 ล้านคนให้ได้

    ตุรกีตลาดดาวรุ่งขยายตัว23%

    น.ส.นันทาศิริ รณศิริ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงโรม กล่าวถึงตลาดตุรกีว่าถือเป็นหนึ่งในตลาดดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงมากสำหรับประเทศไทย เราเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 23% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเดินทางท่องเที่ยวมาประเทศไทยของชาวตุรกีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องข้อได้เปรียบที่สำคัญของตลาดตุรกีคือการเข้าถึงที่ดีเยี่ยม โดยสายการบิน Turkish Airlines มีเที่ยวบินเข้ากรุงเทพฯ ถึง 17 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเข้าภูเก็ตอีก 3 เที่ยวบิน โดยมี Load Factorหรืออัตราบรรทุกผู้โดยสาร สูงถึง 90% นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้วยวีซ่าฟรี ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชาวตุรกีเดินทางมาไทยได้ง่ายขึ้น    ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ตุรกีมีประชากรที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 11.4 ล้านคน แต่ประเทศไทยยังได้ส่วนแบ่งเพียง 1% จึงมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 120,000 คนภายในสิ้นปี 2568 จากเป้าหมายเดิม 100,000 คน โดย ททท.ได้มุ่งเจาะตลาดไฮเอนด์ของตุรกีเป็นหลัก

    “ตลาดในความรับผิดชอบของ ททท.สำนักงานกรุงโรม ที่ดูแลตลาดยุโรปใต้ 7 ประเทศ  ได้แก่ อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส, อิสราเอล, กรีซ,ตุรกี และไซปรัส กำลังมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอิตาลีและสเปนที่แสดงผลงานโดดเด่น เราคาดว่าในปีนี้ 7 ตลาดรวมกันจะสามารถส่งนักท่องเที่ยวมาประเทศไทยได้ถึง 1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่เราตั้งใจจะบรรลุผลสำเร็จ การใช้กลยุทธ์ Airline Focus ร่วมกับการจูงใจสายการบินต่างๆ ให้เปิดเส้นทางบินใหม่ และการทำ Joint Promotion อย่างต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายล้านคนนี้ได้”

    ยุโรปตะวันออกเที่ยวไทยโต24%

    น.ส.ชลลดา สิทธิวรรณ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกรุงปราก ซึ่งดูแลตลาดยุโรปตะวันออก กล่าวว่า ในปี 2568 ยุโรปตะวันออก ตั้งเป้าไว้ที่ 870,900 คน เพิ่มขึ้น 17% สถานการณ์ตั้งแต่  1 ม.ค.- 14 ก.ย.2568 นักท่องเที่ยวยุโรปตะวันออก เดินทางมาแล้ว 331,322 คน เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สถานการณ์โดยรวมเป็นบวกอย่างมาก ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าไทยจากทุกตลาดในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นทั้งหมด แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน แต่กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อยังคงเดินทางออกนอกประเทศ เห็นได้จากชาวยูเครนที่ไปเที่ยวไทยในช่วงของปีนี้แล้ว 33,491 คน เพิ่มขึ้น 13.69% ด้านตลาดโปแลนด์ ที่จัดโรดโชว์นับเป็นดาวรุ่งที่เติบโตไม่หยุด โดยตั้งแต่ต้นปีถึง 14 ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 142,912 คน เพิ่มขึ้นถึง 30.95% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    “ในพื้นที่นี้ยังไม่มีเที่ยวบินตรงไปไทย ททท.จึงเข้าไปสนับสนุน Charter Flight หรือเครื่องบินเช่าเหมาลำ เป็นปัจจัยสำคัญในช่วงฤดูหนาว ที่จะเริ่มเดือนต.ค.นี้ โดยมีเที่ยวบินจากโปแลนด์, เช็ก และสโลวาเกีย ลงที่กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และกระบี่ และบริษัท เรนโบว์ (Rainbow) จากโปแลนด์ จะเพิ่มที่นั่งอีก 7,000 ที่นั่ง และขยายเวลาให้บริการถึงเดือนเม.ย. ทำให้สามารถเจาะตลาดช่วงสงกรานต์ได้ และปีนี้มีการเพิ่มเส้นทางบินเช่าเหมาลำใหม่ 2 เส้นทางจากโปแลนด์ คือ เมืองพอซแนน-กรุงเทพฯ และเมืองคาโตวิเซ-ภูเก็ต”    

    อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวเกือบ 80% ยังคงเดินทางด้วยเที่ยวบินปกติ โดยเป็นการต่อเครื่องผ่านฮับต่างๆ เช่น ตะวันออกกลาง ที่ดูใบ, ตุรกี และเวียนนา และททท. กำลังผลักดันอย่างหนักให้มีเที่ยวบินตรงจากวอร์ซอ (โปแลนด์) มายังประเทศไทย แต่ยังติดปัญหาเรื่องจำนวนเครื่องบินที่ไม่เพียงพอของสายการบิน คาดว่าอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2883858&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R8d8gTbxZqqSi49W2tkaN