Category: ท่องเที่ยว

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ จ่อเก็บ “ค่าเดินทางออกนอกประเทศ” คนไทย 1,000 บาท สมทบทุนเที่ยวคนละครึ่ง

    รมว.ท่องเที่ยวฯ จ่อเก็บ “ค่าเดินทางออกนอกประเทศ” คนไทย 1,000 บาท สมทบทุนเที่ยวคนละครึ่ง

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแนวคิดฟื้น พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 เตรียมจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) อัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง คาดโกยรายได้ 10,000 ล้านบาทต่อปี เล็งนำเม็ดเงินสมทบทุนโปรเจกต์ “เที่ยวคนละครึ่ง” 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ มั่นใจไม่กระทบการตัดสินใจเที่ยวนอกของคนไทย

    เล็งฟื้น “ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ” เก็บคนไทย 1,000 บาท

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการนำ พระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาพิจารณาบังคับใช้อีกครั้ง โดยจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) สำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ในอัตรา 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง

    จากการคาดการณ์ฐานข้อมูลคนไทยเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 10 ล้านคน มาตรการนี้จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่รัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในรูปแบบการร่วมจ่าย หรือ Co-pay (เที่ยวคนละครึ่ง) จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี เพื่อสกัดเม็ดเงินไหลออกและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    แอตต้าหนุนเก็บค่าเหยียบแผ่นดินต่างชาติ 300 บาท

    นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกับคณะกรรมการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย (ค่าเหยียบแผ่นดิน) คนละ 300 บาท ซึ่งทางแอตต้าไม่ได้คัดค้าน เนื่องจากรายได้ส่วนนี้จะถูกนำเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    อย่างไรก็ตาม แอตต้าได้แสดงความกังวลต่อแนวคิดการเก็บภาษีขาออก 1,000 บาท ว่าจะมีการเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในขาออกด้วยหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ชาวต่างชาติต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งขาเข้าและขาออก ประเด็นนี้ รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “มาตรการภาษีขาออก 1,000 บาท จะเรียกเก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น” พร้อมอธิบายวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการนำเงินไปอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้แอตต้าคลายความกังวลลง

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา
    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

    มั่นใจไม่กระทบการตัดสินใจเดินทางของคนไทย

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการ นายสุรศักดิ์ ระบุว่า ต้องหารือกับกระทรวงการคลังในรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว หากนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก็สามารถมีผลบังคับใช้ได้ทันที โดยในอดีตมาตรการนี้เคยถูกนำมาใช้แล้วในอัตรา 500 บาท ก่อนจะถูกยกเลิกไป

    “ถ้าคนไทยตั้งใจจะไปเที่ยวต่างประเทศจริงๆ การถูกเก็บเพิ่ม 1,000 บาท คงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทาง แต่ถ้าค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 20% ตรงนี้คนไทยน่าจะคิดหนักมากกว่า อีกทั้งการเก็บเงินส่วนนี้ มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนคือการนำเงินมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศด้วย” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2929185&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw260-KQCDWZqF1lcZwZbAXn

  • C

    C

    New Entry at No.52, marking the only Koh Samui venue recognised in this year’s ranking

    CLUB SEEN Koh Samui Debuts in DJ Mag's Top 100 Clubs 2026

    CLUB SEEN Koh Samui has entered the DJ Mag Top 100 Clubs 2026 ranking, widely regarded as one of the industry’s most influential global club polls, as announced on 15 April. The venue debuts as a new entry at No.52, marking the only Koh Samui venue recognised this year. CLUB SEEN Koh Samui Debuts in DJ Mag's Top 100 Clubs 2026

    Set on Chaweng Beach, the open-air venue has quickly become a defining part of Koh Samui’s evolving music scene, known for bringing international talent to the island. Through global DJ line-ups, brand partnerships and a steady calendar of events, CLUB SEEN has evolved beyond its origins as a beachfront party spot into a venue with growing international recognition.

    More than a beach club, CLUB SEEN reflects a shift in Koh Samui, where laid-back island energy meets a more considered approach to music programming. The experience moves from day to night with intent, beginning at SEEN Eatery, where long, social lunches and early evening sessions set the tone, before transitioning into late-night sets across the main stage and the more intimate UNSEEN Club Room.

    UNSEEN offers a more immersive after-dark environment, designed for closer interaction with the music, where deeper sets and international artists take the programme into the early hours. Together, the spaces create a rhythm that feels aligned with the island while introducing a more defined nightlife offering.

    The debut in the DJ Mag ranking also points to a broader change for Koh Samui. Long associated with relaxed island stays, the destination is beginning to build a more defined nightlife identity, with CLUB SEEN playing a central role in that progression.

    The upcoming season will build on this momentum with an expanded international line-up, new creative partnerships and a continued focus on music-led experiences shaped by the destination.

    Discover more at www.seenbeachclubsamui.com or follow @clubseenkohsamui on social media.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/en/ieo8ajuwllyh6immmvyqvtwchgs2wgov&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CgP9bDTovQw5qqS03LMKB

  • แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    วันนี้ (วันที่ 27 เมษายน 2569) นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ( ATTA ) หรือ แอตต้า นำทีมเข้าพบนาย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้หารือการสนับสนุนภารกิจมาตรการรองรับผลกระทบวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    1. งบประมาณสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ Character Flights 3,000 เที่ยวบิน 1,000 ล้านบาท
    2.  สนับสนุน ไทยเที่ยวไทย แบบ Co-Pay จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ไม่เกินรายละ 3,000 บาท วงเงิน 3,000ล้านบาท
    3. พิจารณาชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางต่างประเทศ คนละ 1,000 บาทตาม พรบ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ปี 2526 กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง  เพราะจะมีผลกระทบต่อฐานการเดินทางของคนไทย และ มีผลกระทบต่อการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต

    แอตต้า วอนรัฐบาลชะลอเก็บภาษีคนไทยเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท หวั่นสายการบินลดเที่ยวบิน

    ทั้ง 3 มาตรการนั้น ทางสมาคม มองว่า ตลาดอินบาวด์ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงขึ้น และ ตลาดระยะไกลต้องหดตัว จำเป็นต้องใช้ตลาดระยะใกล้มาทดแทน เช่น จีน อินเดีย และ อาเซียน ซึ่งการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ต่อจากปีที่แล้ว

    จะทำให้ ลดการหดตัวของตลาดทดแทนได้เป็นอย่างดี และ การทำ Co-Pay เป็นสนับสนุนคนไทยเดินทางในประเทศถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญของภาคการท่องเที่ยว และ การชะลอคนไทยไปต่างประเทศ จะช่วยสนับสนุนปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้มีผลกระทบน้อยลง อีกทั้งยังเป็น พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มองการเดินทางในต่างประเทศเป็นการพัฒนาบุคลากรที่สำคัญในปัจจุบัน

    นอกจากนี้นายกแอตต้า ยังได้เชิญรัฐมนตรีฯสุรศักดิ์ ร่วมเดินทางไปโรดโชว์จีน 28/5-4/6 ที่ซินเกียง อูรุมุฉี – ตุนหวง – หลานโจว ที่ทางสมาคมฯได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเดินหน้ามาตรการ Two Way Tourism ตลาดเป้าหมายที่สำคัญและมีศักยภาพทั้ง จีน อินเดีย อาเซียน เกาหลีใต้ ที่จะมาทดแทนตลาดระยะไกลในปีนี้  ซึ่งเป็นการทำงานของ แอตต้าและสมาชิกร่วมกับ ททท. คิงเพาเวอร์  ภาควิชาการ ที่เข้ามามีส่วนสนับสนุนในภารกิจครั้งนี้ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

    โดยรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวถึง นโยบายรัฐบาล ที่จะขับเคลื่อนตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และ การแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาไปสู่ กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม รวมถึงการออกนโยบายปรับลดวีซ่าฟรี 60 วันให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา เผยถึง นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย โดยมีแนวคิดว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมขาออก สำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรืออาจเรียกว่า Exit Fee เพื่อนำรายได้ส่วนนี้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    ยกตัวอย่างเช่น เก็บ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง แต่ละปีมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 10 ล้านคน-ครั้ง จะมีเงินมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 10,000 ล้านบาท สามารถนำไปอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศจำนวน 1,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี หรือจะดำเนินงานในรูปแบบอื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม เป็นต้น

    “โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบนี้เราจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรองบประมาณภาครัฐ รวมทั้งยังสามารถวางแผนการดำเนินงานในระยะยาวได้ด้วย เพราะมีงบฯ ดำเนินงานที่ชัดเจน” นายสุรศักดิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657661&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yHZRa_r56mliwmJcZqt8x

  • รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน’เที่ยวคนละครึ่ง’

    รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน’เที่ยวคนละครึ่ง’

    รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน'เที่ยวคนละครึ่ง'

    วันนี้(วันที่ 27 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังถึงความเป็นไปได้ในการนำพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร .. 2526 กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) จากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง

    โดยคาดการณ์ว่าจากฐานข้อมูลคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 10 ล้านคน จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่รัฐได้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี

    ทั้งนี้เม็ดเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและสกัดเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ

    รัฐบาลจ่อเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 1,000 บาท หนุน'เที่ยวคนละครึ่ง'

    โดยภาษีขาออกนี้จะเรียกเก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น ไม่รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดความกังวลเรื่องการจัดเก็บซ้ำซ้อนทั้งขาเข้าและขาออก และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทย

    ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีกฎหมายรองรับอยู่เดิมแล้ว หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันที

    ทั้งนี้ในอดีตประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวในอัตรา 500 บาท ก่อนจะยกเลิกไป โดยรัฐมนตรีฯ ระบุว่าหากเปรียบเทียบกับการปรับขึ้นของค่าตั๋วเครื่องบิน ภาษีจำนวน 1,000 บาทถือว่ามีผลต่อการตัดสินใจน้อยกว่า และเป็นการระดมทุนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการกลับมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศต่อไป

    “โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบนี้เราจะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรองบประมาณภาครัฐ รวมทั้งยังสามารถวางแผนการดำเนินงานในระยะยาวได้ด้วย เพราะมีงบฯ ดำเนินงานที่ชัดเจน” นายสุรศักดิ์กล่าว

    ขณะที่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท ก็เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวและจัดทำประกันภัย

    นายธนพล ชีวรัตนพร และ คณะกรรมการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ( ATTA ) หรือ แอตต้า นำทีมเข้าพบนาย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่เสนอ คือ ขอให้พิจารณาชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางต่างประเทศ คนละ 1,000 บาทตาม พรบ.ปี พ.ศ.2526

    เพราะจะมีผลกระทบต่อฐานการเดินทางของคนไทย และ มีผลกระทบต่อการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657678&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ojswjvBBrRUUPInFCIu5y

  • ท่องเที่ยวฯ ปิ๊งไอเดียฟื้น ‘Exit Fee’ เก็บค่าธรรมเนียม ‘คนไทยเที่ยวนอก’ 1,000 บาท/คน/ครั้ง

    ท่องเที่ยวฯ ปิ๊งไอเดียฟื้น ‘Exit Fee’ เก็บค่าธรรมเนียม ‘คนไทยเที่ยวนอก’ 1,000 บาท/คน/ครั้ง

    ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ปิ๊งไอเดียฟื้น ‘Exit Fee’ เก็บค่าธรรมเนียม ‘คนไทยเที่ยวนอก’ บินไปต่างประเทศจ่าย 1,000 บาท/คน/ครั้ง มั่นใจคนไทยยอมจ่าย หวังสร้างรายได้เข้ารัฐ 10,000 ล้านบาทต่อปี อุดหนุนโครงการกระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’ แบบ Co-pay จำนวน 10 ล้านสิทธิ กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจากได้หารือกับคณะกรรมการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เกี่ยวกับการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ ทางแอตต้าไม่ได้คัดค้าน เพราะเงินที่ได้มาจะนำเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว สำหรับใช้ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และดูแลจัดทำประกันให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    สำหรับประเด็นที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้หารือกันเกี่ยวกับการนำพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้ง เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออกสำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาท/คน/ครั้ง โดยคาดการณ์จากฐานจำนวนคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 10 ล้านคนต่อปี จะสร้างรายได้เข้ารัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี ทางแอตต้าได้แสดงความกังวล และตั้งคำถามว่าจะจัดเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางออกจากไทยด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับนักท่องเที่ยวต่างชาติจะถูกเก็บทั้งขาเข้า และขาออก

    “ตนจึงบอกไปว่าจะจัดเก็บเงินจากเฉพาะคนไทย และเงินที่เก็บมาจะนำมาใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบคนละครึ่งหรือ Co-payment จำนวน 10 ล้านสิทธิต่อปี ทำให้แอตต้าคลายกังวลลง”

    ส่วนโครงการนี้จะเริ่มเมื่อใด นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คงต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เรื่องนี้มีกฎหมายอยู่แล้วเพียงนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีผลบังคับใช้ได้โดยไว

    “ผมจำได้ว่าตอนนั้น ผมเองก็ถูกเก็บตอนเดินทางออกนอกประเทศ 500 บาท ในตอนนั้นไม่ได้เก็บเต็ม 1,000 บาทตามที่กฎหมายกำหนด แต่ได้หยุดเก็บไป ส่วนถามว่าถ้านำมาตรการนี้มาใช้อีกครั้งจะส่งผลให้คนไทยไม่เดินทางออกนอกประเทศแล้วมีผลกระทบต่อการลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต ที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้คนต่างประเทศมาไทยน้อยลงไปด้วย ผมมองว่าถ้าคนไทยตั้งใจจะไปเที่ยวต่างประเทศจริงๆ การถูกเก็บเพิ่ม 1,000 บาทคงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทาง แต่ถ้าค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 20% ตรงนี้ผมว่าคนไทยคิดหนักมากกว่า อีกทั้งการเก็บเงินนี้มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าเอาเงินมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศด้วย”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1231434&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QuV_QzOxSpXxbcYl67BfZ

  • แอตต้า ชง รมว.ท่องเที่ยว อัดงบ 4 พันล้าน ผุดคนละครึ่ง-หนุนเที่ยวบิน สู้วิกฤตสงครามอ่าว

    แอตต้า ชง รมว.ท่องเที่ยว อัดงบ 4 พันล้าน ผุดคนละครึ่ง-หนุนเที่ยวบิน สู้วิกฤตสงครามอ่าว

    สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เข้าหารือ รมว.ท่องเที่ยวฯ เสนอ 3 มาตรการด่วนรับมือวิกฤตสงครามอ่าวพ่นพิษ ชงรัฐอัดงบ 4,000 ล้านบาท ลุยโครงการ “คนละครึ่ง” ท่องเที่ยว และหนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ พร้อมเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท หวั่นกระทบฐานการบิน ด้าน รมว.ท่องเที่ยวฯ เร่งเครื่องดันวีซ่าฟรี 60 วัน หวังดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าไทยต่อเนื่อง

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้เข้าหารือกับ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนำเสนอมาตรการรองรับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตสงครามอ่าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ทางสมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับกลยุทธ์ หันมามุ่งเน้นทำตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ที่ยังมีศักยภาพสูง เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาทดแทนและพยุงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม

    แอตต้า ชง 3 มาตรการด่วน อัดฉีด 4,000 ล้าน อุ้มท่องเที่ยวไทย

    ในการหารือครั้งนี้ ATTA ได้นำเสนอ 3 ประเด็นหลักต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาเป็นมาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. หนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flights) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเที่ยวบินเช่าเหมาลำจำนวน 3,000 เที่ยวบิน หวังลดผลกระทบจากการหดตัวของตลาดระยะไกล

    2. ผุดโครงการไทยเที่ยวไทย เสนอโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศรูปแบบ Co-Pay (“คนละครึ่ง”) จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุนไม่เกินรายละ 3,000 บาท ภายใต้วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานราก

    3. ชะลอเก็บภาษีเดินทางต่างประเทศ ขอให้รัฐบาลพิจารณาชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร คนละ 1,000 บาท (ตาม พ.ร.ก. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526) เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อฐานการบินของไทย และอาจส่งผลให้สายการบินยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต รวมถึงมองว่าการเดินทางไปต่างประเทศของคนรุ่นใหม่คือการพัฒนาบุคลากรที่ไม่ควรมีกำแพงภาษีมาขัดขวาง

    ลุยโรดโชว์จีน ดันนโยบาย Two Way Tourism

    นอกจากมาตรการในประเทศ นายกสมาคม ATTA ยังได้เชิญ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมกิจกรรมโรดโชว์ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2569 ในเส้นทาง ซินเจียง อูรุมชี ตุนหวง และหลานโจว

    กิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Two Way Tourism เน้นเจาะตลาดเป้าหมายหลัก ได้แก่ จีน อินเดีย อาเซียน และเกาหลีใต้ โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง แอตต้า, ททท., คิง เพาเวอร์, สกสว. และ บพข. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ย้ำเป้าดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ-เร่งจัดการวีซ่าฟรี

    ทางด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า นโยบายหลักของรัฐบาลในขณะนี้ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพเป็นอันดับแรก

    พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดเผยความคืบหน้าเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงไปสู่ “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” รวมถึงการเร่งบริหารจัดการนโยบาย “วีซ่าฟรี 60 วัน” ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยตามเป้าหมายที่วางไว้

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2929154&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H-qxbQnLA3J30qU69zqGl

  • จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด

    จากกรณี 2 คนร้าย บุกเข้าไปในร้านทองแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ก่อนใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานในร้าน พร้อมทั้งใช้ของแข็งทุบตู้กระจกภายร้านทองแตกเสียหาย และกวาดเอาแหวนทองคำไปประมาณ 30 วง มูลค่ากว่า 300,000 บาท ก่อนขับรถยนต์เก๋ง สีขาว หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 10.21 น. ที่ผ่านมา
     

    ล่าสุดเย็นวันนี้ (27 เม.ย. 2569) ตำรวจจับกุม 2 คนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้ว โดยคนร้ายเป็นชาวสัญชาติจีน ชื่อนายโจว ฉินเทา อายุ 27 ปี ชาวมณฑลกวางตุ้ง และนายซ่ง ห่าวหลง อายุ 19 ปี ชาวมณฑลเสฉวน ถูกจับกุมตัวได้ที่ร้านเช่ารถยนต์แห่งหนึ่ง ในเขตประเวศ กรุงเทพฯ
     

    หลังชุดสืบสวนได้ทำการแกะรอย จนทราบว่าก่อนก่อเหตุ คนร้ายทั้งสองคนได้ไปเช่ารถยนต์ เพื่อนำไปก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงประสานไปยังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจพื้นที่เฝ้าดู กระทั่งจับกุมตัวได้ดังกล่าว พร้อมของกลางแหวนทองคำที่คนร้ายชิงทรัพย์มา แต่ยังไม่พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ โดยคนร้ายอ้างว่าทิ้งไประหว่างทางหลบหนี
     

    เบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย และมีแฟนเป็นหญิงชาวไทย จากนั้นได้ท่องเที่ยวจนเงินหมดจึงวางแผนก่อเหตุชิงทองดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กำลังเดินทางไปรับตัวกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด จับแล้ว 2 วัยรุ่นจีน บุกชิงทองโคราช จนมุม กทม. อ้างสาเหตุ เที่ยวจนเงินหมด  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/616436&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CrHWF6JXxvW9VZcsxA2X

  • ก.ท่องเที่ยวชงเก็บ Exit Fee ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

    ก.ท่องเที่ยวชงเก็บ Exit Fee ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา กล่าวว่า กระทรวงเตรียมปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใหม่ โดยเน้นเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมูลค่าสูง ซึ่งก็คือการเน้นรายได้จากการท่องเที่ยว มากกว่าปริมาณการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้แผนงานเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเบื้องต้น คือการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เข้มงวดมากขึ้น โดย กระทรวงท่องเที่ยวฯ มีแผนทบทวนเรื่องมาตรการวีซ่ามาเป็นกลไกในการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหา และมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการท่องเที่ยว โดยเสนอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการตรวจลงตรา หรือฟรีวีซ่า 60 วัน (ประเภท ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ ดินแดน ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2567

    ให้กลับไปใช้ระเบียบเดิม เหลือเพียง 57 ประเทศ/ ดินแดน ที่จะได้รับสิทธิฟรีวีซ๋าดังกล่าว แต่หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มรายชื่อประเทศ/ ดินแดนใหม่ จะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป

    พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเดินหน้ามาตรการ จัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยว (Thailand Tourism Fee : TTF) หรือที่ก่อนหน้านี้เรียกกันว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน ซึ่งเป็นการเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ ตามมติของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) เมื่อปี 2564

    เพื่อนำเงินรายได้มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บริหารจัดการ ปรับปรุง และสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้มีความสะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมทั้งซื้อประกันอุบัติเหตุให้นักท่องเที่ยว เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐบาล ในการเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในไทย

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญอีกเรื่อง ที่เป็นนโยบายร่วมกับกระทรวงการคลัง และอยู่ในแผนดำเนินการคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย โดยมีแนวคิดว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมขาออกสำหรับคนไทย ที่เดินทางออกนอกประเทศ หรืออาจเรียกว่า Exit Fee เพื่อนำรายได้ส่วนนี้ มาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ยกตัวอย่างเช่น เก็บ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง แต่ละปีมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 10 ล้านคน-ครั้ง จะมีเงินมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 10,000 ล้านบาท สามารถนำไปอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศจำนวน 1,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี หรือจะดำเนินงานในรูปแบบอื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม เป็นต้น

    อ่านข่าว

    “ภูแลนคา” พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ค.นี้ หลังปิดฟื้นฟูป่า 2 เดือน

    จ่อยกเลิกฟรีวีซา 60 วัน ท่องเที่ยวฯ ทบทวนหนัก หวังคุมคุณภาพนักท่องเที่ยว

    จับทัวร์เถื่อนคาสนามบิน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505163&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gjRvgBsM0ZRy4s-0kwLHb

  • “ศุภมาส” จี้ สคบ. เร่งติดตามคดี “ทัวร์ล่ม” ซ้ำซาก ยอดเสียหายพุ่งกว่า 100 ลบ. : อินโฟเควสท์

    “ศุภมาส” จี้ สคบ. เร่งติดตามคดี “ทัวร์ล่ม” ซ้ำซาก ยอดเสียหายพุ่งกว่า 100 ลบ. : อินโฟเควสท์

    นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึง สถานการณ์ปัญหาการให้บริการธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามสัญญา หรือ กรณี “ทัวร์ล่ม” ซึ่งยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งด้านทรัพย์สินและแผนการเดินทาง โดยได้สั่งการให้ สคบ. คุมเข้มการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งการป้องกันความเสียหาย การให้ความช่วยเหลือผู้บริโภค และการติดตามความคืบหน้าคดีอย่างใกล้ชิด

    นางสาวศุภมาส ระบุว่า ได้กำชับให้ สคบ. เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการท่องเที่ยว ในการตรวจสอบใบอนุญาตและพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ควบคู่กับการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที พร้อมติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด

    พร้อมกับย้ำให้ สคบ. ยกระดับการแจ้งเตือนภัยผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยเผยแพร่ข้อมูล ข้อควรระวังในการเลือกซื้อแพ็กเกจทัวร์ โดยเฉพาะการตรวจสอบใบอนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว และการหลีกเลี่ยงข้อเสนอราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการหลอกลวง

    ทั้งนี้ นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลในช่วงปี 67 – 68 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแทนผู้บริโภคในกรณีซื้อบริการทัวร์ท่องเที่ยวหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 100,000,000 บาท

    สำหรับปัญหาที่พบส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับการโฆษณาขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำผิดปกติ การไม่ดำเนินการตามโปรแกรมที่ตกลงไว้ การยกเลิกการเดินทางโดยไม่แจ้งล่วงหน้า รวมถึงการไม่คืนเงินให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งล้วนส่งผลกระทบในวงกว้าง และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม

    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจนำเที่ยว ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนทำสัญญา และไม่หลงเชื่อโฆษณาที่เสนอราคาต่ำเกินจริง หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัยหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFQ0IQ2TZ7RLW6PNV4R1C0N25EABG0V&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XwezQ7IrWKQeCLumLyA2i

  • ฮือต้าน “ทุนน้ำเมา” กดดันจังหวัด ให้ออกประกาศสวนสาธารณะเป็นพื้นที่ขายเหล้า

    ฮือต้าน “ทุนน้ำเมา” กดดันจังหวัด ให้ออกประกาศสวนสาธารณะเป็นพื้นที่ขายเหล้า

    นายสุชีพ พัฒน์ทอง ประธานประชาคมเครือข่างองค์กรงดเหล้าจังหวัดระนอง กล่าวว่า หลายสิบปีที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมกับภาคีสุขภาพในจังหวัดระนอง รณรงค์และประสานขับเคลื่อน ขอให้หน่วยงานรัฐหรือ เอกชนเปิดพื้นที่เป็นพื้นที่ปลอดเหล้า-ปลอดบุหรี่-ยาเสพติด เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเยาวชนและครอบครัว มาอย่างต่อเนื่อง ก่อนมี พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2551 และเมื่อมี พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ประสานงานง่ายขึ้น ด้วยหน่วยงานราชการ และ ผู้บริหารจังหวัดมีแนวคิดการ ปกป้องเด็กเยาวชนให้ห่างไกลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบทุกสมัย ในจังหวัดระนอง จึงมีหลายพื้นที่ ประกาศปลอดเหล้า-ปลอดปัจจัยเสี่ยง ในช่วงเทศกาล หรือ ในพื้นที่ เช่น งานอาบน้ำแร่แลระนอง , บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน รวมถึง ภูเขาหญ้า ที่มีความสวยงามและเป็นท่องท่องเที่ยวพักผ่อนของ เด็ก-เยาวชนและครอบครัว ทั้งคนในจังหวัดระนองและนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่การที่ใช้กลไกช่องทางกฎหมายเพื่อให้ ภูเขาหญ้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้นั้นเป็นเพียงการหาประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะตัว  เครือข่ายองค์กรงดเหล้าและภาคีเครือข่ายรวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนในจังหวัดระนองจึงไม่เห็นด้วยและขอสนับสนุน ผู้ว่าฯให้ยึดมั่นในหลักการเดิมที่เป็นมา  ไม่อมุมัติให้ใช้พื้นที่ภูเขาหญ้า ในการจัดงานที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงบุหรี่และ สารเสพติดอื่นทุกรูปแบบ

    ฮือต้าน

    ด้านนางกัญญานันท์  ตาทิพย์  ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมกับภาคีสุขภาพใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการรณรงค์ ขับเคลื่อนงานลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดผลกระทบและยังเน้นบูรณาการความร่วมมือ ขอให้หน่วยงานรัฐที่เป็นกลไกบูรณาการให้มีการให้ความรู้ การประชาสัมพันธ์ ออกตรวจเตือน และบังคับใช้กฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551 เพื่อเกิดพื้นที่ เทศกาลและงานบุญประเพณีที่ปลอดภัยให้เด็กเยาวชนและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลายพื้นที่ ประกาศปลอดเหล้า-ปลอดปัจจัยเสี่ยง ในช่วงเทศกาล หรือ ในพื้นที่ เช่น งานปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ โซนนิ่งบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่ (ท่าแพ) ,เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ ,สงกรานต์ถนนข้าวแต๋น จังหวัดน่าน, การแข่งเรือปลอดเหล้าจังหวัดน่าน

    กรณี สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแลนด์มาร์คที่สวยงาม เป็นจุดเช็คอินสุดฮิต เพราะ บรรยากาศ เหมาะในการเดินเล่น หรือนั่งพักผ่อนสบายๆ จนเป็นที่รับความสนใจของประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่พักผ่อนของเด็ก- เยาวชนและครอบครัว แต่การที่ใช้ผู้รับผิดชอบสถานที่ทำปบบนี้  เป็นการจงใจปล่อยให้มีกิจกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย ท้าทายเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) ให้กับเด็ก-เยาวชนและครอบครัว  ซึ่งสวนสาธารณะ ควรเป็นที่พักผ่อน การมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงในทุกมิติอยู่แล้ว รวมถึง เจ้าหน้าสวนสาธารณะหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง  จังหวัดน่านที่ ฝ่ายปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย ก็จะทำงานได้ยากลำบาก

    อีกกรณีคือ ที่มีการจัดกิจกรรม “งานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ตำบลม่วงตึ๊ด ซี่งการเขียนข้อความ “สโมสร” จัดบู๊ธ งานรำวง ขบวนแห่และจัดให้มีการขาย – การดื่มในสวนสาธารณะ ทั้งๆที่ควรเป็นพักผ่อน ออกกำลังกายและจัดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน ครอบครัวและประชาชน นั้น  เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน และภาคีเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ ภาคเหนือตอนบน จึงไม่เห็นด้วยและขอสนับสนุนหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ  ยึดมั่นในหลักการเดิมที่เป็นมาไม่อมุมัติให้ใช้สวนสาธารณะ จัดงานหรือกิจกรรม ที่มีการส่งเสริมการขาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าและ สารเสพติดอื่นในทุกกรณี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378976628&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03kai11rcawCQ-5YEA792Q