Category: ท่องเที่ยว

  • ธรรมนัส เคลียร์ซีเกมส์ อุดรอยรั่ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

    ธรรมนัส เคลียร์ซีเกมส์ อุดรอยรั่ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

    ธรรมนัส เคลียร์ซีเกมส์ อุดรอยรั่ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

    ธรรมนัส เคลียร์ซีเกมส์ อุดรอยรั่ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

    “ธรรมนัส-อรรถกร” ลุยเคลียร์ซีเกมส์/พาราเกมส์ กำชับทุกฝ่ายเร่ง “อุดรอยรั่ว” เหลือ 75 วัน ต้องไม่มีข้อผิดพลาด สร้างภาพลักษณ์สมศักดิ์ศรีประเทศ

    • การประชุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อติดตามความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13
    • โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ดำเนินการและประธานในที่ประชุม
    • เน้นย้ำถึงการเดินหน้าแก้ไขทุกจุดบกพร่องตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ

    “ธรรมนัส-อรรถกร” ลุยเคลียร์ซีเกมส์/พาราเกมส์ กำชับทุกฝ่ายเร่ง “อุดรอยรั่ว” เหลือ 75 วัน ต้องไม่มีข้อผิดพลาด สร้างภาพลักษณ์สมศักดิ์ศรีประเทศ

    ที่โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กทม.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมาตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการประชุมติดตามความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ว่า การประชุมครั้งนี้ ได้รับเกีรยติจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.),​ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

    ธรรมนัส เคลียร์ซีเกมส์ อุดรอยรั่ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมได้มีการสอบถามความคืบหน้าและรายละเอียดในการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ จาก กกท. และสมาคม ต่างๆ ซึ่งได้แบ่งงานในการรับผิดชอบ อาทิ การเดินทางของนักกีฬาที่จะเข้าร่วมสนามแข่งขัน และรายละเอียดต่าง ๆ ส่วนเรื่องที่พักของนักกีฬา ยืนยันว่า ตรงนี้มีความพร้อมแล้ว

    ธรรมนัส เคลียร์ซีเกมส์ อุดรอยรั่ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

    นายอรรถกร กล่าวต่อด้วยว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้กำชับในที่ประชุม โดยขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันจัดการแข่งขันในฐานะเจ้าภาพให้ดีที่สุด เนื่องจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งการและเน้นย้ำถึงความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงจะต้องทําให้ไม่มีข้อผิดพลาด เพราะโอกาสแบบนี้อีกนานมากกว่าไทยจะได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งสุดท้ายที่จัดซีเกมส์ในประเทศไทยก็คือ 18 ปีที่แล้ว ส่วนเรื่องการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬานั้น ร.อ.ธรรมนัส กำชับว่า จะต้องมั่นใจว่าคนที่จะมารับหน้าที่ในการถ่ายทอดสด หรือแม้แต่กระทั่งการจัดพิธีเปิด หรือปิดจะต้องทําให้สมศักดิ์ศรีของประเทศไทย 

    ธรรมนัส เคลียร์ซีเกมส์ อุดรอยรั่ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

    “ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 75 วันเท่านั้น มีอีกหลายประเด็นที่เราก็ต้องคํานึงถึง เช่น เรื่องของงบประมาณที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะทําอย่างไรที่จะใช้มาให้อุดรอยรั่วในจุดอ่อนทุกจุด ซึ่งผมได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่ร่วมประชุมในวันนี้เปิดใจคุยกันตรง ๆ เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขร่วมกัน ผมเชื่อว่า เมื่อเราได้พูดคุยกันแล้วการทำงานจะมีความชัดเจน และจะเดินหน้าไปสู่ความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาทุกประเภทในระดับมาตรฐานสากลของประเทศไทย“นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร ยังกล่าวถึง สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย ที่ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติสั่งห้ามส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งกีฬาซีเกมส์ ว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และจะหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อให้นักกีฬาเปตองสามารถแข่งขันในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 นี้ให้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/859933&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BDVASkFiWldK0ZlGSxX1O

  • สกลนคร จัดกิจกรรม “เยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง” สัมผัสมนต์เสน่ห์ก่อนงานใหญ่แห่งปี

    สกลนคร จัดกิจกรรม “เยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง” สัมผัสมนต์เสน่ห์ก่อนงานใหญ่แห่งปี

    เริ่มคึกคัก วันนี้จะพาไปดูบรรยากาศการเตรียมงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดสกลนคร ประจำปี 2568 ในกิจกรรม “เยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–30 กันยายน 2568 เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน

    เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เทศบาลนครสกลนคร นำคณะสำนักศึกษา และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดทำปราสาทผึ้งโบราณและปราสาทผึ้งประยุกต์ของคุ้มวัดสำคัญ 5 แห่งในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้แก่ วัดศรีสุมังคล์, วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร, วัดกกส้มโฮง (สุวรรณนิลจินดาราม), วัดนาเวง (วัดป่าสันติธรรม) และวัดสะพานศรี ซึ่งต่างเร่งสร้างสรรค์ผลงานศิลป์แสดงเอกลักษณ์ชุมชนอย่างวิจิตรตระการตา เพื่อรอต้อนรับนักท่องเที่ยว กิจกรรม “เยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–30 กันยายน 2568 เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน การรวมพลังของชุมชน ตลอดจนขั้นตอนการสร้างสรรค์ “ปราสาทผึ้ง” ที่ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาสำคัญของชาวสกลนครที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

    ไฮไลต์ความยิ่งใหญ่ จังหวัดสกลนคร ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดฯ เทศบาลนครฯ องค์การบริหารส่วนจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวสกลนคร พร้อมใจกันจัดงาน ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดสกลนคร ประจำปี พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ราชการจังหวัดสกลนคร ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สระพังทอง) และวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร  2 ตุลาคม 2568 : พิธีรำเปิดเมืองสู่ขวัญตุ้มโฮม โดยนางรำกว่า 10,000 คน ณ ประตูเมืองสกลนคร และพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลาน ร.5 วันที่ 4–5 ตุลาคม 2568 : การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ ณ หนองหาร (สระพังทอง) 5 ตุลาคม 2568 : การประกวดธิดาปราสาทผึ้ง ณ ลาน ร.5 ทางเข้าศูนย์ราชการ 6 ตุลาคม 2568 : ขบวนแห่ปราสาทผึ้ง แสง สี เสียง ตระการตา ณ บริเวณสี่แยกหอนาฬิกา – วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร 7 ตุลาคม 2568 : พิธีทำบุญตักบาตรออกพรรษา และมอบรางวัลการประกวดปราสาทผึ้ง ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

    สำหรับปีนี้ไฮไลต์กิจกรรม  งานแห่ปราสาทผึ้งยังคงความยิ่งใหญ่ด้วยขบวนแห่กว่า 10 ขบวน ทั้งขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทาน ขบวนรำจากชมรมคนรักษ์พระธาตุเชิงชุม ขบวนศิลปวัฒนธรรมจากอำเภอต่าง ๆ และขบวนปราสาทผึ้งของคุ้มวัดที่ร่วมสร้างสรรค์อย่างอลังการ  นอกจากนี้ยังมี “ปราสาทผึ้ง เบิ่งได้ตลอดเดือน” ระหว่างวันที่ 8–31 ตุลาคม 2568 ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และวัดต่าง ๆ ในชุมชน ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความวิจิตรอลังการของปราสาทผึ้งอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2885153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b_tkqa4jqvXNT7fzZ7Urr

  • จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ | TOPNEWS

    จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ | TOPNEWS

    จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

    • เผยแพร่ : 25/09/2025 12:20

    เมื่อวันที่ 20-23 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะ เดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกันนี้ได้ทำการผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย กลับไปรับโทษยังสาธารณรัฐเกาหลี

    ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 2 รายดังกล่าว จากผู้ต้องหาทั้งหมด 19 รายที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 จับกุมและทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายคิมดูซง กงสุลตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยฝ่ายภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ร่วมผลักดันผู้ต้องหากลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้องมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป โดยผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีอีก 17 คนนั้น ได้ถูกผลักดันส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังสาธารณรัฐเกาหลีไปก่อนหน้านี้แล้ว

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. ได้รับการประสานจาก คุณลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือชายสัญชาติเกาหลี อายุ 31 ปี หลังบิดาในประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า บุตรชายถูกบังคับให้ทำงานและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมเตรียมถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวรับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลเบื้องต้น บริเวณซอยชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ที่บ้านหลังหนึ่งโดยปลอดภัย

    ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. จากการสั่งการขยายผลพบว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีและจีนประมาณ 20 คน พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลี เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย เป็นชายสัญชาติเกาหลี 6 ราย หญิงสัญชาติเกาหลี 1 ราย และชายชาวจีน 1 ราย ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนประเทศเกาหลีใต้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำงานที่อาคารพาณิชย์ หมู่ 1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่าเป็นสำนักงานปิดทึบ ชั้น 1 และ 2 ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน พร้อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ได้แก่ โน้ตบุ๊ก 14 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมรายงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    13

    11

    “ธนกร” ร่วมงานวันเกิด “ฐาปกรณ์ กุลเจริญ” พร้อมรับฟังความเห็นชาวพระประแดง เผยชาวบ้านชื่นชมนายกฯ สานต่อโครงการคนละครึ่ง มอบกองทัพแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) Haier ลงทุนครั้งใหญ่ในไทย เปิด ‘โรงงานผลิตแอร์’ แห่งใหม่

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สะพานสูงสุดในโลกในกุ้ยโจว เตรียมเปิดจราจร 28 ก.ย.

    รวบหนุ่มรัสเซียเปิดเช่ารถพะงัน แย่งอาชีพคนไทย

    แตกตื่นทั้งโรงเรียน! ไฟไหม้บ้านลุงวัย 67 ปี

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘ภูเขาหมิงซาซาน-ทะเลสาบจันทร์เสี้ยว’ ในตุนหวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1329451&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NS5hK4XQmenKPndzkIu2A

  • แมริออท บอนวอย ขยายโปร ทริปท่องเที่ยวท้ายปีในไทย “Member First” ลด 10%

    แมริออท บอนวอย ขยายโปร ทริปท่องเที่ยวท้ายปีในไทย “Member First” ลด 10%

    สมาชิกแมริออท บอนวอยเที่ยวไทยคุ้มกว่า! รับส่วนลด 10% พร้อมสะสมคะแนน ได้ทั้งโรงแรมและรีสอร์ตในเครือกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ถึง 26 ธ.ค. 2568

    แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy®) โปรแกรมและมาร์เก็ตเพลสด้านการท่องเที่ยวของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย มอบโอกาสและสิทธิพิเศษอีกระดับให้กับสมาชิกคนสำคัญ เพื่อเพลิดเพลินกับการเดินทางพักผ่อนช่วงสิ้นปีในประเทศไทย ด้วยโปรโมชัน “Members First”
     

    แมริออท บอนวอย ขยายโปร ทริปท่องเที่ยวท้ายปีในไทย “Member First” ลด 10%

    ข้อเสนอพิเศษนี้ได้ขยายระยะเวลาออกไปจนถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 โดยสมาชิก แมริออท บอนวอย ทุกท่านจะได้รับส่วนลด 10% เมื่อเข้าพักที่โรงแรมและรีสอร์ทในพอร์ตฟอลิโอของแมริออท บอนวอย ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และยังได้รับคะแนนสะสม แมริออท บอนวอย จากทุกการจองอีกด้วย

    โปรโมชัน Member First ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติส่งท้ายปี 2568 ด้วยทริปท่องเที่ยวพักผ่อนที่คุ้มค่าในประเทศไทย ไม่ว่าแขกจะต้องการไปช้อปปิ้งช่วงคริสต์มาสในกรุงเทพฯ จิบค็อกเทลรับชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในภูเก็ตหรือเขาหลัก สัมผัสบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาในพัทยา เยือนเชียงราย เมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรมและขุนเขาอันงดงาม ตะลอนเที่ยวเกาะต่าง ๆ ในกระบี่ หรือเพลิดเพลินกับการผจญภัยในรูปแบบอื่น ๆ แมริออท บอนวอย ให้สมาชิกคนสำคัญได้มีเวลาสร้างสรรค์ความทรงจำที่น่าอัศจรรย์ได้ยาวนานยิ่งขึ้น แมริออท บอนวอย ขยายโปร ทริปท่องเที่ยวท้ายปีในไทย “Member First” ลด 10%

    แมริออท บอนวอย คือพาร์ทเนอร์การเดินทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ ด้วยโรงแรมและรีสอร์ทในเครือมากกว่า 60 แห่งในประเทศไทย เพียงเลือกโรงแรมที่ใช่แล้วจองเพื่อเข้าพักก่อนวันที่ 26 ธันวาคม 2568!

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แมริออท บอนวอย และการจองแพ็กเกจสำหรับวันหยุดพักผ่อนในประเทศไทย กรุณาเข้าไปที่ https://www.marriott.com/offers/member-first-save-10-off-163058

    แมริออท บอนวอย ขยายโปร ทริปท่องเที่ยวท้ายปีในไทย “Member First” ลด 10%

    ข้อกำหนดและเงื่อนไข:
    – ข้อเสนอนี้ใช้ได้สำหรับการเข้าพักเฉพาะห้องพัก (room-only) ในโรงแรมที่ร่วมรายการในประเทศไทยเท่านั้น
    – ข้อเสนอนี้ไม่สามารถใช้ได้กับการจองเป็นหมู่คณะ (10 ห้องขึ้นไป)
    – ข้อเสนอนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชัน แพ็กเกจ หรือส่วนลดอื่น ๆ บางรายการได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/730939&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07c82MfIiKqeQH_79mC8Qp

  • เป็นไปได้ไหม?ถ้าประเทศไทยจะเป็นฮับ“ความบันเทิงระดับโลก”มุมมองจากเบอร์ 1 เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

    เป็นไปได้ไหม?ถ้าประเทศไทยจะเป็นฮับ“ความบันเทิงระดับโลก”มุมมองจากเบอร์ 1 เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

    นักท่องเที่ยวลดลง โจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเผชิญ

    แม้การท่องเที่ยวจะยังเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ตัวเลขล่าสุดกลับสะท้อนความกังวลที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวลง 9% จากปีก่อน และลดลงกว่า 17.5% จากจุดสูงสุดในปี 2562 ที่เคยแตะ 40 ล้านคน

    ขณะที่ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ นักท่องเที่ยวลดลงถึง 7% โดยเฉพาะจากตลาดหลักอย่างอาเซียนและเอเชียตะวันออก ที่ดิ่งลงเกือบ 10-26% สวนทางกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่ต่างฟื้นตัวและโตแรงแบบสองหลัก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ทำไมเพื่อนบ้านฟื้น แต่ไทยยังโตติดลบ?

    Pain Point ของไทย ภาพลักษณ์, ความปลอดภัย หรือ โครงสร้างพื้นฐาน?

    เควิน เคลย์ตัน (Kevin Clayton) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านรีสอร์ตและเอนเตอร์เทนเมนต์ ตอบตรงไปตรงมา ในการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุด (24 ก.ย.) ว่า  “Amazing Thailand ยังไม่พอ! ”

    “การท่องเที่ยวไทยยังขาดความคมชัดและเจาะลึก เราพูดซ้ำในเรื่องวัฒนธรรม สุขภาพ แพทย์ แต่ไม่ได้สร้าง ประสบการณ์ใหม่ ที่จะดึงดูดให้คนอยากบินมาโดยเฉพาะ” 

    เขามองว่า Pain Point ใหญ่ของไทยตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องค่าเงินบาท แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อมและความปลอดภัยที่ยังถูกตั้งคำถาม เช่น คอนเสิร์ต G-DRAGON ที่ถูกยกเลิกเพราะข้อจำกัดสถานที่และสภาพอากาศ ทั้งที่ประเทศคู่แข่ง มีอารีน่าและ Entertainment Complex รองรับเต็มรูปแบบ

    บทเรียนจากเพื่อนบ้าน สิงคโปร์- ญี่ปุ่น- เวียดนาม

    สิงคโปร์ ถือเป็นตัวอย่างชัดที่สุด เทียบกรณี รัฐบาลลงทุน ดึง Taylor Swift มาเปิดแสดง และทำให้ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็น “Global Entertainment Stop” ที่แฟนเพลงทั่วเอเชียต้องบินไปชม หรือ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ต่างก็ใช้การสร้างกิจกรรมและประสบการณ์ใหม่ ๆ เป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ขณะที่เวียดนาม ก้าวหน้ารวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ไทยเคยครอง แต่ตอนนี้ถูกแย่งไปเกือบหมด

    “ถ้าถามว่าใครคือคู่แข่งของไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่รวมถึงตะวันออกกลาง ที่กำลังทุ่มสร้าง Entertainment Complex แบบครบวงจร ภายในปี 2027 จะมีไม่ต่ำกว่า 3 แห่งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้” 

    คอนเสิร์ตและความบันเทิง “เกมใหม่” ของการท่องเที่ยว

    “ เควิน เคลย์ตัน” ชี้ให้เห็นความจริงเพิ่มเติมว่า ในอดีตประเทศไทยขาย “เดสติเนชัน” แต่วันนี้นักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทาง เพราะหาดสวยหรือวัดดังเพียงอย่างเดียว พวกเขาเดินทางตาม “ศิลปินและประสบการณ์เฉพาะตัว” นี่คือเหตุผลที่ กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ตัดสินใจเป็นผู้สนับสนุนหลักในการนำคอนเสิร์ต Jackson Wang “MAGICMAN 2 World Tour” มาเปิดเอเชียที่กรุงเทพฯ เดือนตุลาคม 2568 ก่อนที่ไปจัดต่อที่กาแล็กซีอารีน่า – สถานที่จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมบันเทิงระดับโลกขนาด 16,000 ที่นั่ง อันโอ่อ่าทันสมัย ซึ่งตั้งอยู่ใน กาแล็กซี รีสอร์ต   มาเก๊า

    “นี่ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่มันคือโชว์เคสว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพจะเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกได้ ถ้าได้รับการลงทุนและสนับสนุนที่เหมาะสม” 

    เขาย้ำว่า คอนเสิร์ตระดับโลกไม่ได้สร้างแค่รายได้จากบัตร แต่คือการยกระดับแบรนด์ประเทศ สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกพูดถึงไทย และทำให้ศิลปินระดับโลกเชื่อมั่นที่จะกลับมาซ้ำ

    ทำไม Entertainment Complex ถึงคือ “คำตอบ”

    เคลย์ตัน อธิบายว่า โมเดลที่พิสูจน์แล้วจากมาเก๊า สะท้อนชัดว่า Entertainment Complex สามารถสร้าง เม็ดเงินจากกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง ได้จริง เพราะมันรวมทั้ง…

    • อารีน่าขนาดใหญ่ทันสมัย
    • โรงแรมหรูระดับลักซ์ชัวรี
    • พื้นที่จัด MICE (Meeting, Incentive, Convention, Exhibition)
    • แพลตฟอร์มที่สามารถจัดอีเวนต์ต่อเนื่องได้ตลอดปี

    “ไทยมีจุดแข็งด้าน Hospitality อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การจัดอีเวนต์ไม่ต้องกังวลเรื่องฝน เรื่องความปลอดภัย หรือข้อจำกัดด้านเทคนิค ถ้าเรามี Entertainment Complex จริง ไทยจะไม่ใช่แค่จุดแวะ แต่จะกลายเป็น Hub ของเอเชีย”

    รัฐบาลต้องทำอะไร มองยาวเป็นยุทธศาสตร์ 10 ปี

    อีกจุดอ่อนใหญ่ของไทยคือ “การเมือง” ที่ทำให้ทุกโครงการยักษ์สั่นคลอนเสมอเคลย์ตันเปรียบว่า “ถ้าอยากมี F1 แต่รัฐบาลพูดแค่ในสภา ไม่เคยทำงานกับเอกชน มันก็ไม่เกิด” 

    เขาแนะนำว่า รัฐบาลควรมองการท่องเที่ยวเป็น Long-term Strategy ระดับ 10 ปี ที่ไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนขั้วการเมือง และต้องเปิดพื้นที่ให้คนในอุตสาหกรรมเอกชนเข้ามาช่วยออกแบบจริง ไม่ใช่พึ่งแต่นักวิชาการหรือการโฆษณาเชิงวัฒนธรรมแบบเดิม ๆ

    แม้วันนี้ไทยจะตามหลังคู่แข่งไปไกล แต่เคลย์ตันยังเชื่อว่า ประเทศไทยยังมี “ทุนเดิม” ที่แข็งแรง ทั้งชื่อเสียงระดับโลกในฐานะประเทศท่องเที่ยว ความเป็นมิตร และการบริการที่โดดเด่น สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ

    1. ลงทุนใน Entertainment Complex และ Arena มาตรฐานโลก
    2. สร้างกิจกรรมระดับ Global Event ที่ต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับฤดูกาลหรือการเมือง
    3. ผสมผสานความบันเทิงเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้เกิดประสบการณ์ใหม่ที่คนอยากมา

    “ถ้าอยากเป็นประเทศชั้นนำของโลก ถ้าไม่ทำ…มันก็ไม่เกิดขึ้น” 

    จาก Amazing Thailand สู่ Hub บันเทิง 

    จะเห็นได้ว่า เมื่อการท่องเที่ยว คือ หัวใจของเศรษฐกิจไทย แต่การรักษาหัวใจดวงนี้ ดูเหมือนจะต้องอาศัย “จังหวะใหม่” ที่โลกกำลังเล่นอยู่ เช่น การสร้าง ฮับความบันเทิงระดับโลก ไม่ได้เป็นเพียงความฝัน แต่เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ ที่อาจกลายเป็น “เกมใหม่” ที่จะปลุกการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง คำถามคือ ไทยจะกล้าลงสนามแข่งขันใหม่นี้จริงหรือไม่? และมีความพร้อมไหม 

    ทั้งนี้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล ผู้บริหารกาแลคซี่ ประเมินความเป็นไปได้ ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไทยกำลังจะมี “อาวุธใหม่” ที่ช่วยเปลี่ยนโฉมจาก Tourist Destination เป็น Entertainment Hub ซึ่งจะสร้าง เหตุผลใหม่ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยได้ ในหลายโปรเจ็กต์ เช่น 

    • Bangkok Land กำลังลงทุนสร้าง สนามกีฬา–สเตเดียม 45,000 ที่นั่ง ที่ Thunder Dome พร้อมแผน Entertainment Hub ขนาดใหญ่ จะมี Impact Arena 12,000 ที่นั่ง และ โรงแรม 5,000 ห้อง เปิดให้บริการในอีก 8 ปีข้างหน้า
    • Bangkok Land (บริษัทย่อย) ยังทำ JV กับ Live Nation เช่า Impact Arena ระยะเวลา 20 ปี เพื่อดึงคอนเสิร์ต–กีฬา–อีเวนต์ระดับโลกเข้ามาจัดต่อเนื่อง
    • AEG จับมือ The Mall Group พัฒนา Bangkok Arena 18,000 ที่นั่ง ใจกลางกรุงเทพฯ กำหนดเปิดปี 2028 (แม้เลื่อนจากปี 2023 แต่หากเสร็จจะเป็นอารีน่าใหญ่สุดในไทย)

    “หากอารีน่าเหล่านี้เปิดใช้จริง จะช่วยให้ไทยรองรับนักท่องเที่ยวสายบันเทิงได้มากขึ้น โดยประเมินว่า 1 คอนเสิร์ตระดับโลกสามารถสร้างรายได้จาก โรงแรม–ร้านอาหาร–ช้อปปิ้ง–ขนส่ง ไม่ต่ำกว่า 2,000–3,000 ล้านบาท/อีเวนต์” 

    • ททท. ยืนยันการจัด Tomorrowland Pattaya ธันวาคม 2026 (2–3 วัน)
    • กำลังเจรจาขยายสัญญาอีก 4 ปี หากสำเร็จ ไทยจะเป็นเจ้าภาพ เทศกาลดนตรี EDM ใหญ่ที่สุดในโลก ระยะยาว

    “ นักท่องเที่ยวสาย Music Festival ใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 1.7 เท่า (ราว 8,000–9,000 บาท/วัน) และสร้าง Occupancy rate โรงแรมพัทยาแตะ 95% ช่วงจัดงาน” 

    • โครงการ Jurassic World: The Experience เปิดในไทย ด้วยรูปแบบ family cinematic storytelling + immersive dining เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวและ Gen Z/Millennials ที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ไม่ใช่แค่เที่ยว landmark

    “ผลทางเศรษฐกิจ ตลาด Family Entertainment Tourism โตเฉลี่ย +12% ต่อปี ในเอเชีย หากไทยดึงกลุ่มนี้ได้ จะช่วยยกระดับ “คุณภาพรายได้ต่อหัว” ให้สูงขึ้นจากเฉลี่ย 5,500 → 7,000 บาท/วัน “

    สุดท้าย สิ่งที่ไทยกำลังสร้าง ไม่ใช่แค่สนามกีฬา คอนเสิร์ต หรือเฟสติวัล แต่คือ New Infrastructure of Tourism ที่จะเปลี่ยนโมเดลทั้งอุตสาหกรรมได้  หากโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ไทยจะมี “โครงสร้างรองรับ” ที่คู่แข่งในอาเซียนยังไม่มี  เปิดทางให้ไทยเป็น Global Entertainment Hub ของเอเชีย แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐ–เอกชนทำงานร่วมกัน และวางกลยุทธ์การท่องเที่ยวระยะยาวที่ชัดเจนเกินกว่า “Amazing Thailand”   

    พร้อมประกาศ ว่าบริษัทพร้อมที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของเอเชีย ดึงดูดนักเดินทางระดับโลกที่มีกำลังซื้อสูง พัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืน และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางชั้นนำสำหรับการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับโลก

    เควิน เคลย์ตัน กล่าวปิดท้าย

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2884972&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bpm2fPZ1NGwREE2mjQzLA

  • ไทยเร่งเคลียร์ทุกจุดบกพร่อง เดินหน้าเจ้าภาพซีเกมส์ หาทางจัดแข่งเปตองหลังถูกแบน

    ไทยเร่งเคลียร์ทุกจุดบกพร่อง เดินหน้าเจ้าภาพซีเกมส์ หาทางจัดแข่งเปตองหลังถูกแบน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.ย. 68)

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการประชุมติดตามความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานประชุม

    ที่ประชุมได้มีการสอบถามความคืบหน้า และรายละเอียดในการดำเนินงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ จากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และสมาคมต่าง ๆ ซึ่งได้แบ่งงานในการรับผิดชอบ อาทิ การเดินทางของนักกีฬาที่จะเข้าร่วมสนามแข่งขัน และรายละเอียดต่าง ๆ ส่วนเรื่องที่พักของนักกีฬา ยืนยันว่าในส่วนนี้มีความพร้อมแล้ว

    นายอรรถกร กล่าวด้วยว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้กำชับในที่ประชุม โดยขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันจัดการแข่งขันในฐานะเจ้าภาพให้ดีที่สุด เนื่องจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการและเน้นย้ำถึงความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงจะต้องทำให้ไม่มีข้อผิดพลาด เพราะอีกนานมากกว่าที่ไทยจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งสุดท้าย ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ คือเมื่อ 18 ปีที่แล้ว

    ส่วนเรื่องการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬานั้น ร.อ.ธรรมนัส กำชับว่า จะต้องมั่นใจว่าคนที่จะมารับหน้าที่ในการถ่ายทอดสด หรือแม้แต่กระทั่งการจัดพิธีเปิด หรือพิธีปิด จะต้องทำให้สมศักดิ์ศรีของประเทศไทย

    “ขณะนี้ เหลือเวลาอีกเพียง 75 วันเท่านั้น มีอีกหลายประเด็นที่เราก็ต้องคำนึงถึง เช่น เรื่องของงบประมาณที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะทำอย่างไรที่จะใช้มาให้อุดรอยรั่วในจุดอ่อนทุกจุด ซึ่งผมได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่ร่วมประชุมในวันนี้ เปิดใจคุยกันตรง ๆ เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขร่วมกัน ผมเชื่อว่าเมื่อเราได้พูดคุยกันแล้ว การทำงานจะมีความชัดเจน และจะเดินหน้าไปสู่ความพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาทุกประเภทในระดับมาตรฐานสากลของประเทศไทย” นายอรรถกร กล่าว

    ส่วนกรณีสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติสั่งห้ามส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งกีฬาซีเกมส์ นายอรรถกร กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และจะหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อให้นักกีฬาเปตองสามารถแข่งขันในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 นี้ให้ได้

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน/กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8O0IQ7AZT52UOS5RKBQ7NOT4VX7WK1&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pfpVXH58z6Zqs-nldFprl

  • โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้าร้านกาแฟ Common ชั้น G ศูนย์การค้า Terminal 21 Korat อ.เมือง จ.นครราชสีมา หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา , การท่องเที่ยวและกีฬา จ.นครราชสีมา ร่วมจัดงานแถลงข่าว “30 Cafés 30 Artists”  โดยมีนายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย คุณแสงเพชร ลำไธสง วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา , นายจิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ เลขานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา , นางสาวปพิชญา ณ นครพนม ผู้อำนวยการศูนย์การค้า Terminal 21 Korat , นางสาวนิสา ชาภู่พวง ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช , นายพงศกร พิศิษฐวานิช กรรมการฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม หอการค้าฯ , นายรัตนพงศ์ แซ่ลิ้ม ผู้ริเริ่มโครงการ 30 Cafés 30 Artists , คณะกรรมการหอการค้าฯ เยาวชน นักศึกษา กลุ่มคนรุ่นใหญ่ เข้าร่วมงานคึกคัก โดยมีนางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมาร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ มีกิจกรรม Evens Talk การจัดงาน โดย คุณพงศกร พิศิษฐวานิช กรรมการฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม หอการค้าฯ และ คุณรัตนพงศ์ แซ่ลิ้ม ผู้ริเริ่มโครงการ 30 Cafés 30 Artists นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมโชว์ผลงานศิลปินต้นแบบของกิจกรรม “30 Cafés 30 Artists”

    สำหรับโครงการ “30 Cafés 30 Artists” ครั้งที่ 4 โดยหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ สมาคมศิลปะและสื่อสร้างสรรค์โคราช ห้างสรรพสินค้า ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน มีระยะเวลาจัดกิจกรรม ตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 รวม 60 วัน โดยจับคู่ 30 ศิลปิน กับ 30 คาเฟ่ชื่อดัง ทั่วเมืองโคราช เพื่อนำผลงานศิลปะมาตกแต่งและจัดแสดงในร้านกาแฟ เปลี่ยนบรรยากาศเมืองให้เต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปะ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916586&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AxFCerYvgeExqYldfF0-s

  • อรรถพล อธิบดีกรมอุทยานฯ ร่วมสัมมนา “Tourism Synergy” ดันการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน | TOPNEWS

    อรรถพล อธิบดีกรมอุทยานฯ ร่วมสัมมนา “Tourism Synergy” ดันการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 25/09/2025 09:39

    วันที่ 24 กันยายน 2568 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง “Tourism Synergy : พลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

    การสัมมนาครั้งนี้มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิด และนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาและกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยให้มีความยั่งยืน และการบรรยายพิเศษ หัวข้อ TOURISM SYNERGY สำคัญอย่างไร โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการก่องเที่ยวและกีฬา และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ตลอดจนการอภิปรายจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน รวมถึงร่วมระดมความคิดเห็นในกลุ่มย่อยเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขด้านการบังคับใช้กฎหมาย การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์เชิงบวก และการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33

    เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมีทิศทางเดียวกัน และพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น “Thailand Tourism Destination” อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ
    วุฒิเดช ก้อนทองคำ TOPNEWSทั่วไทย ภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1329282&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nTGKnhGgCYonHlDFRxM0_

  • ยอดผลิตยานยนต์หดตัว 6.11% จากกฎเข้มต่างประเทศ แต่ EV ไทยยังขยายตัวแรง

    ยอดผลิตยานยนต์หดตัว 6.11% จากกฎเข้มต่างประเทศ แต่ EV ไทยยังขยายตัวแรง

    อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือน ส.ค. 68 ชะลอจากกฎต่างประเทศ แต่ EV ในประเทศยังพุ่ง—ภาคเหนือ–เชียงรายถือฐานรถจดทะเบียนใหญ่ รัฐถูกจี้ออก “กองทุนค้ำประกันกระบะ” อัดกำลังซื้อปลายปี

    กรุงเทพฯ, 25 กันยายน 2568 — ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเดือนสิงหาคม 2568 สะท้อนความท้าทายสองแรงพร้อมกัน: ด้านหนึ่ง ยอดผลิตรวม 112,366 คัน ลดลง 6.11% เมื่อเทียบปีก่อนจากแรงกดดันกฎสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า ทำให้การผลิตเพื่อส่งออกหดตัว 10.67% ขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศยังขยายตัวโดดเด่น โดย BEV จดทะเบียนใหม่ 11,486 คัน (+30.46% YoY) และ PHEV 1,049 คัน (+22.83% YoY) สวนทาง HEV ที่ลดลงเล็กน้อย 3.86%

    ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดย นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งย้ำว่าแม้เดือนสิงหาคมจะเผชิญแรงต้านจากตลาดต่างประเทศ แต่ทั้งปี 2568 ยังคงเป้าผลิต 1.45 ล้านคัน โดยเชื่อแรงส่งไตรมาสสุดท้ายจะช่วยประคองโมเมนตัมการผลิต

    มาตรฐานโลกเข้ม—เมื่อความปลอดภัยและคาร์บอนเป็นตัวแปรใหม่

    ด้าน โครงสร้างการผลิต เดือนสิงหาคม ผลิตเพื่อส่งออก 73,956 คัน คิดเป็น 65.82% ของยอดผลิตทั้งหมด แต่ลดลงจากปีก่อนจากสองแรงกดดันหลัก

    1. รถยนต์นั่ง ลดลง 21.27% หลังหลายรุ่นยุติสายการผลิตเพื่อทำตามข้อกำหนด อุปกรณ์ช่วยขับและความปลอดภัย (Advanced Driver Assistance Systems: ADAS) ของประเทศปลายทาง
    2. รถกระบะเพื่อส่งออก ลดลง 6.36% เพราะข้อกำหนด การปล่อยคาร์บอน เข้มงวดขึ้น

    ฝั่งการค้า ระบุว่า ส่งออกรถสำเร็จรูป 71,179 คัน ลดลงทั้ง MoM (-1.74%) และ YoY (-17.30%) โดยเฉพาะรถกระบะและรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมันได้รับผลกระทบตรงจากเกณฑ์สิ่งแวดล้อมใหม่ ขณะที่ มูลค่าส่งออกรถสำเร็จรูป อยู่ที่ 45,553.26 ล้านบาท และเมื่อนับรวมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ ยอดเดือนสิงหาคมมีมูลค่า 67,917.28 ล้านบาท (สะสม 8 เดือนมูลค่ารวม 581,307.35 ล้านบาท)

    ดีมานด์ในประเทศ EV คือ “กันชน” ของอุตสาหกรรม

    ในทางกลับกัน การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนสิงหาคมอยู่ที่ 38,410 คัน (34.18% ของการผลิตรวม) เพิ่มขึ้น 4.11% โดยมีสาเหตุสำคัญจาก การผลิต EV ในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าปีก่อน (2565–2566) สอดคล้องกับภาพ การจดทะเบียนใหม่ของ EV ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

    • BEV: 11,486 คัน (+30.46% YoY)
    • PHEV: 1,049 คัน (+22.83% YoY)
    • HEV: 10,575 คัน (-3.86% YoY)

    การขยายตัวของ EV ทำให้ห่วงโซ่การผลิตในประเทศเริ่มขยับ ทั้งการประกอบรถ การผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้าบางรายการ และบริการหลังการขายที่ต้องอัปสกิลแรงงานด้านไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเป็น “กันชน” ที่ช่วยซับแรงกระแทกจากฝั่งส่งออก

    สะสม 8 เดือน ภาพรวมยัง “ทรงตัวเชิงลบ” แต่มีสัญญาณหนุนปลายปี

    ยอดผลิตสะสม ม.ค.–ส.ค. 2568 จำนวน 947,697 คัน ลดลง 5.77% จากช่วงเดียวกันปีก่อน—สะท้อนแรงกดดันด้านนอกประเทศต่อเนื่อง ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยโลก (เฟดส่งสัญญาณลด) และแนวโน้มนโยบายการเงินในประเทศที่มุ่ง เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและลดดอกเบี้ย อาจช่วยบรรเทาภาระผ่อนรถของครัวเรือนและกระตุ้นยอดขายปลายปีตามที่ ส.อ.ท. ประเมิน

    นายสุรพงษ์ให้ความเห็นว่า “หากผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ผลักดันให้คนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น พร้อมปรับลดดอกเบี้ยตามจังหวะที่เหมาะสม ปัญหา หนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะทยอยปรับดีขึ้น และส่งผลบวกต่อ ดีมานด์รถใหม่ ในประเทศ”

    ภาคเหนือ–เชียงราย “ฐานรถจริง” ใหญ่ โอกาสธุรกิจบริการ–ชาร์จ–ซัพพลายเชน

    มองในระดับพื้นที่ ภาคเหนือ มีรถจดทะเบียนสะสม 7,718,847 คัน ขณะที่ จังหวัดเชียงราย มี 843,615 คัน (ณ สิ้น ส.ค. 2568) ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าแม้เชียงรายจะเป็นจังหวัดชายแดน แต่ “ขนาดตลาดยานยนต์จริง” ใหญ่และหลากหลาย ยิ่งเมื่อ EV เติบโต โอกาสธุรกิจในพื้นที่—ตั้งแต่สถานีชาร์จ ร้านซ่อมที่อัปทักษะ EV ชิ้นส่วน/อุปกรณ์เสริม ไปจนถึงบริการประกัน–ไฟแนนซ์เฉพาะทาง—จะชัดเจนขึ้น

    สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคธุรกิจในเชียงราย “ลูกศร” ชี้ไปที่สามวงจรสำคัญ

    1. โครงสร้างพื้นฐานชาร์จ ครอบคลุมเมือง–ชานเมือง–เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมพิษณุโลก–แพร่–พะเยา–เชียงใหม่–เชียงราย
    2. Upskill/Reskill ช่าง–ครูอาชีวะ–ชุมชน ให้คุ้นเคยงานไฟฟ้าแรงสูง มาตรฐานความปลอดภัย และอุปกรณ์วิเคราะห์สมัยใหม่
    3. ส่งเสริม e-Mobility ภาครัฐท้องถิ่น (รถโดยสารไฟฟ้า–รถขยะไฟฟ้า–ฟลีทสาธารณะ) เพื่อเป็นดีมานด์ตั้งต้นและโมเดลธุรกิจนำร่อง

    กองทุนค้ำประกันกระบะ” กับโจทย์คาร์บอน: เร่งดีมานด์–เร่งเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน

    ฝั่งมาตรการรัฐ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาล ตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถกระบะแล้วขายขาดทุน (ไม่เกิน 50,000 บาท/คัน) เพื่อจูงใจสถาบันการเงิน ปล่อยกู้เพิ่มยอดขายรถกระบะอย่างน้อย 30% เทียบปีก่อน พร้อมเห็นชอบมาตรการ คนละครึ่ง” เพื่อพยุงกำลังซื้อฐานราก

    ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศต้อง “เดินสองขา”

    • ขาแรก รักษาฐานการผลิต–ส่งออกรถกระบะ (ที่ยังเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ) ด้วยเครื่องมือการเงินที่ลดความเสี่ยงระบบ
    • ขาสอง ขยับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอนให้ ทันประเทศคู่ค้า ควบคู่การเร่ง EV Transition เพื่อไม่ให้ไทยเสียความสามารถแข่งขันจาก Carbon Border/Green Procurement ในอนาคต

    จากกรอบกฎสากล สู่การเปลี่ยนผ่านของไทย

    เมื่อกฎสิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยของโลกขยับ ไทยที่พึ่งพาการส่งออกย่อม “สัมผัสแรงสั่น” ก่อนใคร เดือนสิงหาคมจึงเป็นภาพจำลองว่า กฎ–มาตรฐาน กำลังกลายเป็น ตัวกำหนดเศรษฐกิจดิจิทัล–สีเขียว มากพอ ๆ กับอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยน

    • จุดเปิดเรื่อง: ยอดผลิตลดลงจากแรงกดดันกฎใหม่
    • จุดกลางเรื่อง: ดีมานด์ในประเทศ—โดยเฉพาะ EV—รับไม้ต่อ ช่วยประคองโรงงาน–ซัพพลายเชน
    • จุดคลี่คลาย: นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น + มาตรการรัฐเชิงเป้าหมาย (กองทุนค้ำประกัน–คนละครึ่ง) + ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานคาร์บอน–ความปลอดภัยในประเทศ = เส้นทาง “รักษาฐานส่งออก พร้อมเร่งไฟฟ้า”

    ตัวเลขที่ต้องคิดต่อ (Key Stats & Watchlist)

    • ผลิต ส.ค. 68: 112,366 คัน (-6.11% YoY)
    • ผลิตเพื่อส่งออก: 73,956 คัน (65.82% ของผลิตรวม) / ส่งออกรถสำเร็จรูป 71,179 คัน (-17.30% YoY)
    • มูลค่าการส่งออก (ส.ค.): รถสำเร็จรูป 45,553.26 ลบ. / รวมเครื่องยนต์–ชิ้นส่วน–อะไหล่ 67,917.28 ลบ.
    • สะสมผลิต ม.ค.–ส.ค.: 947,697 คัน (-5.77% YoY) / มูลค่าส่งออกสะสม (รวมเครื่องยนต์–ชิ้นส่วน–อะไหล่) 581,307.35 ลบ.
    • EV จดทะเบียนใหม่ (ส.ค.): BEV 11,486 (+30.46%), PHEV 1,049 (+22.83%), HEV 10,575 (-3.86%)
    • ภาคเหนือ: รถจดทะเบียนสะสม 7,718,847 คัน / เชียงราย 843,615 คัน

    เสียงจากอุตสาหกรรม

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ กล่าวโดยสรุปว่า “แม้การผลิตเดือนสิงหาคมจะลดลงตามแรงกดดันภายนอก แต่ทั้งปีเรายังเชื่อว่า แตะเป้า 1.45 ล้านคัน ได้ หากรัฐส่งสัญญาณหนุนเศรษฐกิจและเข้าถึงเครดิตมากขึ้น ขณะที่ฝั่งตลาดภายในประเทศ EV ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ และควรเร่งสร้างความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรไปพร้อมกัน”

    นัยต่อเชียงราย เมืองชายแดน—ฐานยานยนต์—โหนคลื่น EV

    เชียงรายในฐานะ เมืองด่านหน้าการค้า และมีฐานรถจดทะเบียนสะสมกว่า 8 แสนคัน กำลังยืนอยู่หน้าคมมีดแห่งการเปลี่ยนผ่านยานยนต์ไฟฟ้า

    • ธุรกิจบริการ ต้องเร่งอัปสกิลและมาตรฐานความปลอดภัยงานไฟฟ้าแรงสูง
    • อปท./จังหวัด สามารถจุดประกายด้วยโครงการฟลีทรถสาธารณะไฟฟ้าและสถานีชาร์จสาธารณะในจุดท่องเที่ยว–จุดพักรถ
    • สถาบันการศึกษา จับมือผู้ผลิต–ดีลเลอร์ สร้างหลักสูตร EV Technician เชื่อมงานจริง
    • ผู้บริโภค ได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง–บำรุงรักษาที่ลดลง หากมีโครงข่ายชาร์จครอบคลุมและเงื่อนไขไฟแนนซ์เหมาะสม

    ในระยะสั้น “กองทุนค้ำประกันรถกระบะ” หากเดินหน้าตามข้อเสนอ จะช่วยพยุงตลาดเชิงโครงสร้าง ในพื้นที่ที่ยังพึ่งพารถกระบะเพื่อการพาณิชย์และเกษตร ขณะเดียวกัน EV เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก–กลาง (เช่น รถส่งของในเมือง รถเชื่อมท่องเที่ยว) มีโอกาสแจ้งเกิดในเชียงราย หากรัฐ–เอกชนพัฒนาโมเดลความเป็นเจ้าของและต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (TCO) ให้แข่งขันได้

    เส้นทางข้างหน้า นโยบายที่ “เกาให้ถูกที่คัน”

    1. เข้าถึงสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ: จูงใจไฟแนนซ์ปล่อยกู้กลุ่มอาชีพอิสระ/SMEs ด้วยกรอบค้ำประกันที่วัดผลชัดเจน (ดีลเลอร์–ไฟแนนซ์–ผู้ใช้)
    2. มาตรฐานความปลอดภัย–คาร์บอนในประเทศ: ขยับตามมาตรฐานคู่ค้า เพื่อลดช่องว่างการยกเลิกสายการผลิต–สั่งระงับนำเข้าในอนาคต
    3. เร่ง EV Ecosystem ระดับจังหวัด: ตั้ง “แผนที่ชาร์จ” (Charging Map) เชื่อมเมือง–แหล่งท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ พร้อมแรงจูงใจติดตั้งหัวชาร์จเอกชน
    4. Upskill บุคลากร: ทุนฝึกอบรมช่าง EV แกนกลางจังหวัดชายแดน—เริ่มจากเชียงรายเป็น Pilot
    5. ข้อมูลโปร่งใส–รายงานรายเดือนระดับพื้นที่: เปิด Dashboard จดทะเบียน EV–เครือข่ายชาร์จ–อัตราใช้ไฟ เพื่อดึงดูดเอกชนลงทุน

    สาระสำคัญคือ ไทยต้องทำให้ การเปลี่ยนผ่าน” (Transition) เป็น การอัปเกรด” (Upgrade) ไม่ใช่แค่การทนแรงกดดันจากภายนอก หากทำได้ ฐานการผลิต–ส่งออก และตลาดภายในจะเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน

    เดือนสิงหาคม 2568 บอกเราว่าเกมยานยนต์โลกกำลัง ขยับกติกา ประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยจึงต้อง ขยับวิธีเล่น การผลิตรวมชะลอเพราะกฎสิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยต่างประเทศเข้มขึ้น แต่ในประเทศ EV ยังก้าวแรง เป็นกันชนของอุตสาหกรรม ภาคเหนือและเชียงรายมี “ฐานรถจริง” ใหญ่—พร้อมรองรับโอกาสใหม่ หากโครงสร้างพื้นฐาน–ทักษะ–การเงิน ได้รับการเติมเต็มตรงจุด ควบคู่การยกระดับมาตรฐานคาร์บอนในประเทศให้ทันโลก

    เป้าหมาย 1.45 ล้านคันทั้งปีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของยอดผลิต แต่คือ บทพิสูจน์ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย ที่จะพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเข้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างมีศักดิ์ศรีและแข่งขันได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-auto-industry-slowdown-ev-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bJzC-WOq2yPG9RjrNzE_O

  • อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เปิดท่องเที่ยว 2568 สัมผัสมนตร์เสน่ห์ทะเลใต้

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เปิดท่องเที่ยว 2568 สัมผัสมนตร์เสน่ห์ทะเลใต้

              อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เปิดการท่องเที่ยว 2568 บริเวณเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน ชวนออกผจญภัย ท่องทะเลใส ชมหน้าผาหินปูนตระการตา

              อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงากลับมาเปิดให้ท่องเที่ยวในปี 2568 อีกครั้ง สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติและทิวทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมชวนผู้มาเยือนได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของทะเล เหมาะสำหรับใครที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายและเติมเต็มช่วงเวลาพักผ่อนด้วยธรรมชาติ ใครที่ชอบเที่ยวทะเล เตรียมจัดทริปชวนก๊วนเพื่อนเที่ยวกันได้เลย

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
    เปิดการท่องเที่ยว 2568

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

    อุทยานแห่งชาติพังงา เปิดการท่องเที่ยว 2568

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา – Ao Phang Nga National Park แจ้งประกาศเปิดการท่องเที่ยวบริเวณเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568

    รู้จักเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน

              ถ้าใครชอบเที่ยวทะเลแบบสงบ ๆ ไม่พลุกพล่าน เกาะแถวอ่าวพังงาก็มีมุมสวย ๆ ที่น่าสนใจอย่างเกาะละวะใหญ่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาว น้ำใส และบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการนั่งพักผ่อน เดินเล่นชิล ๆ ริมหาด และไม่ไกลกันมากยังมีเกาะโบยใหญ่ แหล่งอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด รอบเกาะมีชายหาดที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยผุพังขนาดเล็ก แม้จะไม่เหมาะกับการลงเล่นน้ำ แต่ความอุดมสมบูรณ์ของป่าบนเกาะก็ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์เฉพาะตัว นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นนกแก๊ก นกออก รวมถึงนกชายเลนอพยพที่เข้ามาอาศัยในช่วงฤดูหนาวได้อยู่เสมอ

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เกาะละวะใหญ่

    เกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน วิธีเดินทาง

              สำหรับวิธีการเดินทางไปยังเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน แต่ละแห่งสามารถเดินทางได้แตกต่างกันไป 

    • เกาะละวะใหญ่ การเดินทางเริ่มจากฝั่งภูเก็ต สามารถไปขึ้นเรือที่ท่าเรืออ่าวปอ หรือท่าเรือบางโรง ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเกาะละวะใหญ่ เหมาะกับการนั่งเรือหางยาวหรือสปีดโบ๊ทไปแบบเช้า-เย็น

    • เกาะโบยใหญ่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะยาวน้อย วิธีสะดวกที่สุดคือไปถึงเกาะยาวน้อยก่อน (โดยเรือจากภูเก็ตหรือกระบี่) แล้วค่อยเช่าเรือหางยาวจากชาวบ้านในพื้นที่เพื่อไปเกาะโบยใหญ่ ใช้เวลาเดินทางไม่นาน บรรยากาศระหว่างทางก็ดีมาก

    • อ่าวเคียน อยู่บริเวณเกาะยาวน้อยเช่นกัน นักท่องเที่ยวมักจะเหมารถหรือเช่าเรือหางยาวพาเที่ยวรอบ ๆ อ่าว น้ำทะเลเขียวมรกตตัดกับภูเขาหินปูนสวยมาก

    เกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน เที่ยว One Day Trip ได้ไหม

              จริง ๆ แล้วนักท่องเที่ยวที่อยากเที่ยวเกาะละวะใหญ่ เกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน ในวันเดียวสามารถทำได้ แต่ใด ๆ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ น้ำขึ้นน้ำลง และจังหวะเรือด้วย ถ้าออกเรือเช้า ๆ จากเกาะยาวน้อย จะสะดวกที่สุด เพราะทั้งเกาะโบยใหญ่ และอ่าวเคียน อยู่ไม่ไกลจากเกาะยาวน้อย ส่วนเกาะละวะใหญ่ จะอยู่ค่อนไปทางภูเก็ต แต่ก็ยังพอจัดรวมในทริปเดียวได้ โดยปกติเรือหางยาวหรือสปีดโบ๊ทที่ให้เช่า สามารถจัดเส้นทางวนให้ครบได้ใน 1 วัน

              ตอนเช้าออกเรือจากเกาะยาวน้อย แวะเกาะโบยใหญ่ พอสาย ๆ ล่องเรือไปอ่าวเคียน บ่ายค่อยมุ่งหน้าไปเกาะละวะใหญ่ แล้วพอตกเย็นกลับเข้าฝั่งเกาะยาวน้อย หรือถ้าอยากตรงเข้าภูเก็ตก็ได้เช่นกัน 

              *** ถ้าเลือกสปีดโบ๊ท จะย่นเวลาเดินทางเยอะมาก ทำให้เที่ยวได้สบาย ๆ แต่ถ้าเป็นเรือหางยาว อาจต้องเลือกตัดบางจุด หรือเที่ยวแบบไม่รีบแต่ได้ฟีล Local มากกว่า

    อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เกาะละวะใหญ่

              อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในปี 2568 มาสัมผัสธรรมชาติสุดอลังการ ทะเล หาด เกาะ ครบจบในที่เดียว ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวทะเลพังงา ที่เที่ยวทะเลใต้ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295258.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VbYfwkaUwlY_C3GNMSET5