Category: ท่องเที่ยว

  • ตลท.รับหุ้น ONSENS เริ่มเทรดวันแรก 7 ต.ค.ด้วยมาร์เก็ตแคป 615 ลบ. : อินโฟเควสท์

    ตลท.รับหุ้น ONSENS เริ่มเทรดวันแรก 7 ต.ค.ด้วยมาร์เก็ตแคป 615 ลบ. : อินโฟเควสท์

    นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับ บมจ. ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “ONSENS” ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เพื่อใช้ประโยชน์จากการระดมทุนในการขยายธุรกิจลงทุนในโครงการ Social Wellness Space ตอบรับนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของภาครัฐเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการท่องเที่ยวระดับโลก

    ONSENS ประกอบธุรกิจให้บริการออนเซ็นและสปาเพื่อสุขภาพ ภายใต้ 2 แบรนด์ ได้แก่ “ยูโนะโมริ ออนเซ็น แอนด์ สปา” (Yunomori) และ “คลาย สปา” (KLAI) โดยแบรนด์ Yunomori ถือเป็นผู้ให้บริการออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นแห่งแรกของประเทศไทย มีความโดดเด่นด้วยประเภทบ่อออนเซ็นที่มีความหลากหลาย ภายใต้มาตรฐานการบริหารจัดการด้านความสะอาดและระบบการหมุนเวียนน้ำที่มีประสิทธิภาพ และให้บริการโดยพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมด้านเทคนิคและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 สาขา แบ่งเป็น ในประเทศไทย 3 สาขา ได้แก่ สุขุมวิท 26, สาทร 10 และพัทยา และในประเทศสิงคโปร์ 1 สาขา สำหรับแบรนด์ KLAI มุ่งเน้นให้บริการนวดเพื่อสุขภาพด้วยศาสตร์การนวดแผนไทยโบราณ เปิดให้บริการสาขาแรกซึ่งเป็นสาขา Flagship Store ที่เยาวราชเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

    นอกจากธุรกิจหลักแล้ว ONSENS ยังต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ประกอบด้วย 1) ธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มภายใต้ชื่อร้าน “Happy Rice” เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมด ตั้งอยู่ในสาขาของ Yunomori ทุกสาขา และ 2) ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ประเภทของใช้ในชีวิตประจำวันที่ออกแบบร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์สวยงามและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น ชุดยูกาตะ ผ้าพันคอ ร่ม แก้วกาแฟ เป็นต้น

    นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หุ้น ONSENS จะได้เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเชื่อมั่นว่าจะสนับสนุนให้ ONSENS ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจ Wellness & Spa แบบครบวงจร (Holistic Wellness) เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ด้านการดูแลสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากกระแสผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น การระดมทุนในครั้งนี้ จึงเป็นการเสริมความแข็งแรงด้านเงินทุนให้บริษัท ใช้สำหรับลงทุนในโครงการ Social Wellness Space สาขาทองหล่อ ประกอบด้วยพื้นที่สำหรับให้บริการออนเซ็นและสปาและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

    ONSENS มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก จำนวน 80 ล้านหุ้น โดยเสนอขายให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณของบริษัท พนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย และบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัท ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 ในราคาหุ้นละ 2.05 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 164 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 615 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 29.21 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (Fully Diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.07 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ

    ONSENS มีผู้ถือหุ้น 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ 1) กลุ่มนายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ถือหุ้น 23.05% 2) นายไตรรัตน์

    ธนารุ่งโรจน์ ถือหุ้น 13.43% และ 3) นายวรเวช ไตรกิศยเวช ถือหุ้น 10.72% โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR950IQ4P1DGDKBC60DKXW6YLFSA2NHL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZSD6sAWiaM7Pu0Xhr3Wpa

  • ทรู เสริมสัญญาณความสุข 5G/4G งานชักพระ สุราษฎร์ฯ

    ทรู เสริมสัญญาณความสุข 5G/4G งานชักพระ สุราษฎร์ฯ

    บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพิ่มสัญญาณ 5G/4G สนับสนุนการสื่อสารงานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2568 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-12 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณริมแม่น้ำตาปีและสะพานนริศ

    โดยติดตั้งติดตั้งเสาสัญญาณเฉพาะกิจที่เกาะลำพูใกล้บริเวณจัดงาน เพื่อเพิ่มสัญญาณทั้ง 5G และ 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ และชุมชนในพื้นที่ ทั้งนี้สัญญาณมือถือไม่ใช่แค่เชื่อมต่อความสุขของผู้มาเยือน แต่รวมถึงเป็นสัญญาณดิจิทัลที่ร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ประเพณีชักพระ–ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว ถือเป็นเทศกาลทางประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของภาคใต้ โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก อีกทั้งกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวภาคใต้

    การรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตและเครือข่าย 5G/4G จึงมีความสำคัญยิ่ง ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เพิ่มโซลูชันในการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร 5G/4G เพื่อสร้างความมั่นใจในบริการเชื่อมต่อการสื่อสารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของผู้เข้าร่วมงาน เพื่อเพิ่มประสบการณ์ใช้งานมือถือดียิ่งขึ้น

    ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดเต็มโซลูชันเสริมสัญญาณ 5G, 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ดังนี้

    • เพิ่มเสาสัญญาณเฉพาะกิจ (Temporary cell site)
    • ปรับพารามิเตอร์สัญญาณ (Event Parameter) ตามพฤติกรรมการใช้งาน
    • จัดทีมวิศวกรเน็ตเวิร์กประจำสนามตลอดการจัดงาน
    • เพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G รองรับเส้นทางคมนาคม และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ จ. สุราษฎร์ธานี
    • BNIC ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ พร้อม AI พร้อมดูแลและบริหารเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถใช้งานวิถีดิจิทัล เชื่อมต่อได้ทุกที่อย่างต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมตอกย้ำความสำคัญกับการพัฒนาชุมชนและการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/true-corporation-boosts-5g-4g-to-connect-happiness-at-surat-thanis-chak-phra-festival/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15Pzuz_BgjO6ljHDqOqWoN

  • 💎✨️สัมผัสความมหัศจรรย์แห่งเมืองไทยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม! 💎✨️

    💎✨️สัมผัสความมหัศจรรย์แห่งเมืองไทยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม! 💎✨️

    💎✨️สัมผัสความมหัศจรรย์แห่งเมืองไทยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม! 💎✨️


    6/10/2568 | 95 |

    ✨️การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสิงคโปร์ ร่วมมือกับสายการบินเซบูแปซิฟิก เปิดเส้นทางบินตรงจากฟิลิปปินส์สู่ประเทศไทย พร้อมมอบโอกาสสุดพิเศษให้คุณสัมผัสความงามของดินแดนสยาม ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ชายหาดสวยงาม อาหารรสเลิศ หรือการต้อนรับที่อบอุ่นจากใจคนไทย ด้วยการสนับสนุนจาก Key Opinion Leaders ชื่อดังที่ได้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจและแชร์เรื่องราวดีๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีผู้เห็นมากกว่า 500,000 ครั้ง เข้าถึงนักท่องเที่ยวกว่า 7,000 คน และได้รับความสนใจโต้ตอบกว่า 400 ความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย

    ✨️ความร่วมมือในครั้งนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทาง Facebook Official ของสายการบินเซบูแปซิฟิก ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6,300,000 คน พร้อมทั้งเปิดจำหน่ายตั๋วราคาพิเศษสำหรับการเดินทางในช่วงระหว่างวันที่ 24 กันยายน 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 โครงการความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ และคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักท่องเที่ยวชาวฟิลิปปินส์กับประเทศไทย

    #ททท #กรมประชาสัมพันธ์

    ข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/429264&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u7X7Sz1Y0Mm6k_Atmn3lM

  • เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล DEIIT คาดว่า การเกิด US Government Shutdown ครั้งนี้มีโอกาสยืดเยื้อสูง ประกอบกับระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดดันทางการค้าอยู่แล้ว 

    หากมีการปิดทำการของหน่วยงานของรัฐเกิน 1 ไตรมาสจะทำให้ จีดีพีสหรัฐฯ ลดลงไม่ต่ำกว่า 1% โดยการลดลงของจีดีพีสหรัฐฯในระดับดังกล่าว จะส่งแรงกดดันต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยยสำคัญ 

    และแน่นอนย่อมซ้ำเติมต่อภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะเดียวกันได้เพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนต่อตลาดการเงินทั่วโลก กรณียืดเยื้อจะเพิ่ม ความผันผวน ความเสี่ยงที่สหรัฐอเมริกาอาจถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อลงได้อีกในอนาคต และทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯลดลงอีก 

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    ภาวะดังกล่าวจะทำให้การใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจมีข้อจำกัดมากขึ้น 

    นายภัทรพงษ์ มาลาวัลย์ นักวิจัย DEIIT มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเกิด government shutdown ไม่ได้สะท้อนว่าสหรัฐล้มละลาย แต่เป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองในคองเกรส ที่ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณหรือมาตรการขยายเวลา (Continuing Resolution) ได้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ30 ก.ย. 2025 ทำให้หน่วยงานรัฐ ที่ไม่ได้มีภารกิจสำคัญหรือภารกิจหลักต้องหยุดชั่วคราว 

    ขณะที่บริการหลัก เช่น กลาโหม ความมั่นคง และการแพทย์ฉุกเฉินยังคงดำเนินต่อ และ มองว่า ปัญหาหนี้สาธารณะจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและตลาดการเงินโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640722&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a2SqwA1dlHbDbfP0SK24z

  • อ.ท่าลี่ จัดมหกรรม เดิน-วิ่ง ชมสองฝั่งลำน้ำเหือง จ.เลย

    อ.ท่าลี่ จัดมหกรรม เดิน-วิ่ง ชมสองฝั่งลำน้ำเหือง จ.เลย

    อ.ท่าลี่ จัดมหกรรม เดิน-วิ่ง ชมสองฝั่งลำน้ำเหือง จ.เลย

    วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ แก่งโตน อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้มีการจัดกิจกรรม “มหกรรมเดิน-วิ่งสองฝั่งลำน้ำเหือง อำเภอท่าลี่ – เมืองแก่นท้าว” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้การสนับสนุนจากงบพัฒนาจังหวัด โดยมี นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วย นางสาวรุจาภา วีสเพ็ญ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย นางสาวจุฑามาศ จิเจริญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย นายพศิน นาชัยโชติ นายอำเภอท่าลี่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนและนักวิ่งเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

    กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างอำเภอท่าลี่ และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Soft Power: 5F) ของรัฐบาลและของจังหวัดเลย กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับสู่การเป็น Tourism Hub ของประเทศ สร้างความร่วมมือของชุมชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนมีวิถีชีวิตที่เน้นการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ และป้องกันปัญหายาเสพติดในระดับชุมชน

    มหกรรมเดิน-วิ่งในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน พร้อมยกระดับอำเภอท่าลี่ให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและประเทศได้อย่างมั่นคง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/918941&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27B1YJ8S2kxt38sIeenU01

  • พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    สำนักข่าวของทางการจีนรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นแมตโม ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 21 ของฤดูกาลไต้ฝุ่นแปซิฟิกปี 2025 ได้พัดถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจีนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เที่ยวบินและกิจกรรมจำนวนมากในมณฑลไห่หนานถูกยกเลิก สร้างความโกลาหลในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวสูงสุด

    พายุไต้ฝุ่นแมตโม ซึ่งก่อให้เกิดน้ำท่วมในฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตะวันออกของเขตซวีเหวิน มณฑลกวางตุ้ง โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า พายุมีความเร็วลมสูงสุดถึง 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (94 ไมล์ต่อชั่วโมง) ขณะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งจีน

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างช่วงวันหยุดยาว 8 วัน เนื่องในวันชาติที่เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าประชาชนจะเดินทางรวมกันกว่า 2.36 พันล้านครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ตามรายงานของสื่อทางการจีน

    ทั้งนี้ ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางการได้สั่งยกเลิกเที่ยวบินและเรือข้ามฟากในเกาะไห่หนาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเตรียมรับมือกับลมแรงและฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นลูกนี้.

    พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย ระบุว่า เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันนี้ (6 ต.ค. 68) พายุไต้ฝุ่น“แมตโม” (MATMO) ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกว่างซี ทางตอนใต้ประเทศจีนแล้ว กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วตามลำดับ โดยพายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ขณะที่กรุงเทพและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731456&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1etbCKfS3e80GlsRWz1fMX

  • ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว: ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุมเร้า และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ รัฐบาลเมียนมาน่าจะมีความต้องการให้การเปลี่ยนถ่ายมือทางการบริหารประเทศ ไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารอย่างราบรื่น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจนับเป็นหัวใจในการส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลใหม่ ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้ ที่มีเวลาเหลือจากนี้ไปไม่มากนัก (ประมาณไม่เกิน 6-8 เดือน) รัฐบาลต้องใช้อาวุธสุดท้ายทางเศรษฐกิจอะไร? ที่ได้ผลมากที่สุด

    นี่คือความท้าทายของรัฐบาลเมียนมาในวันนี้ครับ “การท่องเที่ยว” น่าจะเป็นคำตอบ แต่ต้องมีกระสุนมาช่วยด้วย กระสุนดังกล่าวคือ “ฟรี-วีซ่า” ที่ ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรีอู โญ ซอ (U Nyo Saw) ได้ประกาศจะผ่อนปรนการขอวีซ่า เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นกระสุน (ฟรี-วีซ่า) ที่นำไปใช้กับอาวุธ (การท่องเที่ยว) ที่เหมาะสมที่สุดครับ

    เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในเมียนมานับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศเมียนมาได้ประสบปัญหาโรคระบาด COVID-19 ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และความขัดแย้งภายในประเทศที่ขยายวงกว้างเป็นต้นมา ประเทศเมียนมาได้อยู่ในสภาวะวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก

    สมการรายได้ประชาชาติ (GDP) Y=C+G+I+(X−M) แทบจะหยุดนิ่งในทุกองค์ประกอบหลัก การบริโภค (C) ถูกบั่นทอนจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการอ่อนค่าของเงินจ๊าต การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ถูกจำกัดและมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคง การลงทุน (I) ทั้งในและต่างประเทศหดตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยง การส่งออก (X) แม้ยังดำเนินการอยู่ แต่ก็เผชิญปัญหาการขนส่งและการขาดแคลนเงินดอลลาร์ในประเทศ

    อีกทั้งมีการออกนโยบายควบคุมการนำเข้า(M) ในภาวะที่องค์ประกอบภายในประเทศแทบจะไร้พลังขับเคลื่อน การพึ่งพาการดึง “เงินตราต่างประเทศ” เข้าสู่ระบบผ่านการส่งออกบริการ (การท่องเที่ยว) จึงกลายเป็น “อาวุธและความหวัง”หรือ “อาวุธทางเศรษฐกิจสุดท้าย” ที่รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มากนัก

    การประกาศผ่อนคลายมาตรการขอวีซ่า (เช่น E-Visa หรือ Free Visa) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงเป็นเสมือนการเปิดประตูฉุกเฉิน เพื่อดึงดูดกระแสเงินดอลลาร์ที่เป็นเงินด่วน (Quick Cash) เข้าสู่ธุรกิจบริการในพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้ การดึงเงินด่วน (Quick Cash) ผ่านการท่องเที่ยวนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะประคองเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสภาพคล่องของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในการส่งมอบภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่หนักหน่วงเกินไปสู่รัฐบาลชุดใหม่  นี่จึงเป็นการเปลี่ยน “วิกฤตให้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์” ที่เหมาะสมที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการความสำเร็จที่รวดเร็ว ผมคิดว่ารัฐบาลเมียนมาต้องมีการวางกลไกเซฟโซน (Safe Zone) ในการที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมา การให้แค่ผ่อนปรนการขอวีซ่าอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ “ฟรี-วีซ่า” เหมือนดังประเทศเพื่อนบ้านทำ เพราะบริบทของเมียนมาวันนี้ ไม่ได้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกมาก เช่น ความปลอดภัยที่เป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด ดังนั้นเมียนมาต้องมีกลยุทธ์การจำกัดพื้นที่ (Safe Zone Strategy) ที่ชัดเจน เนื่องจากประเด็นเรื่อง ความปลอดภัย ยังคงเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากตะวันตก ยังคงมีความกังวลสูงและมีปัจจัยด้านจริยธรรมมาเกี่ยวข้อง

    ดังนั้นการตลาดของรัฐบาลเมียนมา จึงต้องปรับเป้าหมายและจำกัดขอบเขตการนำเสนอ ดังนี้

    1. การกำหนดพื้นที่ท่องเที่ยวที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทางการเมียนมาควรจำกัดการประชาสัมพันธ์ ไปที่พื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและมีเสถียรภาพสูง โดยให้การรับรองด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งได้แก่

    กรุงย่างกุ้ง (Yangon) ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และที่ตั้งของมหาเจดีย์ ชเวดากอง และวัดสำคัญอื่นๆ เป็นจุดหมายปลายทางแรกที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมที่สุด เมืองพุกาม (Bagan) ที่มีมรดกโลกด้านอารยธรรมโบราณ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะสามารถจัดการพื้นที่ได้ง่าย เมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) และทะเลสาบอินเล (Inle Lake) ซึ่งจุดหมายรองที่เน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีธรรมชาติที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ การรับรองความปลอดภัยใน “สามเหลี่ยมทองคำ ทางท่องเที่ยว”นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับผู้ประกอบการทัวร์ต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเที่ยว

    2. การเลือกตลาดเป้าหมายที่ “เหมาะสมกับสถานการณ์” การพุ่งเป้าไปที่ตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งภายในประเทศน้อยกว่า และมีแรงจูงใจในการเดินทางที่เข้มแข็งกว่า เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด โดยมีการตั้งตลาดเป้าหมาย ที่มีจุดแข็งและแรงจูงใจในการเดินทางผลประโยชน์ต่อเมียนมา เช่น ตลาดไทย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Pilgrimage Tourism) และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม เดินทางง่ายและระยะสั้น สามารถฟื้นฟูปริมาณนักท่องเที่ยวได้เร็ว ดึงดูดเงินบาทเข้าสู่พื้นที่ชายแดนและย่างกุ้ง

    ต่อมาคือ ตลาดจีน (China) เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และปริมาณนักท่องเที่ยวมาก ซึ่งมักจะเดินทางเป็นกลุ่มทัวร์ ที่จัดการด้านความปลอดภัยได้ง่าย อีกทั้งดึงดูดเงินดอลลาร์ได้ในปริมาณที่มาก และช่วยฟื้นฟูธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีตลาดอินเดีย (India) ที่มีการเชื่อมโยงทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงการเดินทางเพื่อธุรกิจ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ และดึงดูดกลุ่มนักธุรกิจที่มีการใช้จ่ายสูงด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ และข้อจำกัดของกลยุทธ์ แม้จะมีการผ่อนคลายวีซ่าและการจำกัดพื้นที่ท่องเที่ยวจะเป็นความพยายามที่ชาญฉลาด แต่ “อาวุธ” นี้ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ คือความไม่แน่นอนของเงินจ๊าต แม้การท่องเที่ยวจะนำเงินดอลลาร์เข้าประเทศ แต่ความผันผวนของค่าเงินจ๊าต อาจทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่าย และทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน อีกทั้งภาพลักษณ์ประเทศ แม้ว่าการตลาดที่พยายามนำเสนอความสวยงามของวัฒนธรรม ก็อาจถูกบดบังด้วยรายงานข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆของภายในประเทศ

    นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อจำกัดเชิงปริมาณ การท่องเที่ยวที่จำกัดอยู่ในเพียง “เซฟโซน” จะไม่สามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลพอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ และไม่สามารถทดแทนการลงทุน (I) หรือการบริโภคภายในประเทศ (C) ที่หายไป ดังนั้นการใช้ “ผ่อนปรนการขอวีซ่า” และการเน้นการตลาดเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ควบคุม เป็นความพยายามที่สมเหตุสมผล และจำเป็นอย่างยิ่งของรัฐบาลเมียนมา เพื่อสร้างรายได้ต่างประเทศฉุกเฉิน (เงินด่วน) ในยามที่ช่องทางเศรษฐกิจอื่นๆที่ยังมีข้อจำกัดที่เข้มข้น จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ และมีการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวจะยังคงเป็น มาตรการบรรเทาวิกฤต (Mitigation Measure) แต่ไม่ใช่ มาตรการฟื้นฟู (Recovery Measure) ที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศได้อย่างมั่นคง ภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนส่งมอบงานให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง เพื่อเปิดทางให้ “มาตรการฟื้นฟู” ซึ่งต้องการการลงทุนและความเชื่อมั่นในระยะยาว จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหลังการเลือกตั้งเมียนมา ยังคงต้องพยายามกันต่อไป เราคนไทยทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ครับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/640715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Wxavv9WxvL7suoGstSO2

  • สัมผัสเสน่ห์ปลายฝนต้นหนาว เชียงใหม่จัดใหญ่ครั้งแรก 3-12 พ.ย.นี้

    สัมผัสเสน่ห์ปลายฝนต้นหนาว เชียงใหม่จัดใหญ่ครั้งแรก 3-12 พ.ย.นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/101686&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38EUhfirxtJ2pidb4rel1H

  • ชวนสัมผัสแสงแรกแห่งวันใหม่ ภายใต้อุณหภูมิ 18 °C ช่วงวันหยุดชมความงามของทะเลหมอกหลังฝนตกบนยอดภูเรือยามเช้า | TOPNEWS

    ชวนสัมผัสแสงแรกแห่งวันใหม่ ภายใต้อุณหภูมิ 18 °C ช่วงวันหยุดชมความงามของทะเลหมอกหลังฝนตกบนยอดภูเรือยามเช้า | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 05/10/2025 22:50

    บรรยากาศท่องเที่ยวที่จังหวัดเลยเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติภูเรือ แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของทะเลหมอกหลังฝนตก และความสดชื่นจากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์

    ในช่วงเช้าตรู่ นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างพากันเดินทางขึ้นมาบนยอดภูเรือยามเช้า เพื่อชมแสงแรกของวันท่ามกลางทะเลหมอกสีขาวโอบล้อมขุนเขา เกิดเป็นภาพงดงามตระการตาที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนอย่างไม่รู้ลืม ขณะเดียวกันอากาศที่เย็นสบายภายใต้ร่มไม้และกลิ่นดินหลังสายฝน ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความสุขสงบ

    นักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาปลายทางแห่งการพักผ่อนท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์และธรรมชาติอันสวยงาม ยอดภูเรือ จังหวัดเลย คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดในฤดูกาลนี้อย่างยิ่ง
    วุฒิเดช ก้อนทองคำ TOPNEWSทั่วไทย ภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1344140&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kGDPvYRf00kya6gh2msH5

  • ท่าลี่คึกคัก! นักวิ่งร่วมงานสองฝั่งลำน้ำเหือง กระตุ้นเศรษฐกิจ หนุน Soft Power เลย

    ท่าลี่คึกคัก! นักวิ่งร่วมงานสองฝั่งลำน้ำเหือง กระตุ้นเศรษฐกิจ หนุน Soft Power เลย

    ภูมิภาค

    ท่าลี่คึกคัก! นักวิ่งร่วมงานสองฝั่งลำน้ำเหือง กระตุ้นเศรษฐกิจ หนุน Soft Power เลย

    วันอาทิตย์ ที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 06.30 น. ที่บริเวณแก่งโตน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย มีการจัดกิจกรรม “มหกรรมเดิน-วิ่งสองฝั่งลำน้ำเหือง อำเภอท่าลี่-เมืองแก่นท้าว” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้การสนับสนุนจากงบพัฒนาจังหวัด


    โดยมี นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวรุจาภา วีสเพ็ญ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย นางสาวจุฑามาศ จิเจริญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย นายพศิน นาชัยโชติ นายอำเภอท่าลี่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และนักวิ่งเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

    กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างอำเภอท่าลี่ และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Soft Power: 5F) ของรัฐบาลและของจังหวัดเลย กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับสู่การเป็น Tourism Hub ของประเทศ สร้างความร่วมมือของชุมชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนมีวิถีชีวิตที่เน้นการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ รวมถึงช่วยป้องกันปัญหายาเสพติดในระดับชุมชน

    กิจกรรม “มหกรรมเดิน-วิ่งสองฝั่งลำน้ำเหือง” นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน พร้อมยกระดับอำเภอท่าลี่ให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและประเทศได้อย่างมั่นคง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449247&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3liRYpy7SFVopJ1GG4aWG-