Category: ท่องเที่ยว

  • “เขาช้างเผือก” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ชวนพิชิตสันคมมีด เริ่ม 1 พ.ย. นี้

    “เขาช้างเผือก” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ชวนพิชิตสันคมมีด เริ่ม 1 พ.ย. นี้

    เสียงเรียกจากผืนป่าแห่งทองผาภูมิดังขึ้นอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วสำหรับนักเดินทางสายผจญภัยที่รอคอยการกลับมาของหนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่สวยและท้าทายที่สุดของเมืองไทย 

    อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกล “เขาช้างเผือก ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมท้าทายให้นักพิชิตยอดเขาได้สัมผัสความงดงามสุดพิเศษเพียง 3 เดือนเท่านั้น

    สิ่งที่ทำให้ “เขาช้างเผือก” กลายเป็นตำนานและเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินป่า คือ “สันคมมีด” สันเขาสุดหวาดเสียวที่ทอดตัวยาว โดยมีทางเดินแคบๆ ขนาบข้างด้วยวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศาที่น่าทึ่ง 

    การก้าวเดินบนเส้นทางนี้เปรียบเสมือนบทพิสูจน์สภาพร่างกายและจิตใจ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง ณ ยอดเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งคุณจะได้ชมทัศนียภาพอันกว้างไกลของผืนป่าตะวันตกจรดชายแดนประเทศเมียนมา และวิวเหนือเขื่อนวชิราลงกรณสุดลูกหูลูกตา

    ฤดูกาลนี้ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จะเปิดเส้นทางเดินป่าระยะทาง 8 กิโลเมตร (ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน) ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 เท่านั้น โดยจะเปิดจองรอบแรก (สำหรับทริปวันที่ 1-15 พ.ย. 68) ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 นี้

    สามารถจองผ่านระบบ Google Form ที่หน้าเพจ Facebook “อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ – Thongphaphum National Park” ซึ่งมีโควต้าจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพียง 60 คนต่อวัน เพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติ

    อุทยานฯ ได้ปรับปรุงระบบการจองให้ทันสมัยและโปร่งใสต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยนักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จองได้แบบ Real-Time ผ่านลิงก์บนหน้าเพจ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสวางแผนและเข้าถึงทริปในฝันได้อย่างเท่าเทียมกัน

    กฎเหล็กสำหรับนักพิชิตเขาช้างเผือก เพื่อความปลอดภัยและร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้

    • คุณสมบัติ: ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุระหว่าง 13 – 70 ปี
    • จองล่วงหน้าเท่านั้น: ไม่มีการรับนักท่องเที่ยวแบบ Walk-in
    • จัดการขยะ: ต้องนำขยะทุกชิ้นที่นำเข้าไป กลับออกมาทิ้งภายนอกอุทยานฯ
    • การขับถ่าย: ให้ใช้ “ถุงขับถ่ายย่อยสลาย” ในจุดที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น
    • เชื่อฟังเจ้าหน้าที่: เนื่องจากเส้นทางมีความสูงชันและอันตราย ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง

    การเปิดเขาช้างเผือกในแต่ละปี ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดประตูสู่ธรรมชาติอันงดงาม แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ ทั้งที่พัก ร้านค้า และผู้ประกอบการในหมู่บ้านอีต่อง นี่คือโอกาสเดียวในรอบปีที่คุณจะได้สร้างความทรงจำครั้งใหม่บนยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งผืนป่าทองผาภูมิ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2889093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G0Gtf8TbW100Xzw9Pahns

  • “คลัง” จ่อชง ครม.ดัน 3 มาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่

    “คลัง” จ่อชง ครม.ดัน 3 มาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่

    วันนี้ (15 ต.ค.2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ว่า มาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการในขณะนี้คือ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งมีการเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนแล้ว

    ส่วนมาตรการที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า เป็นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องออกมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีการชะลอตัวอย่างมาก โดยการท่องเที่ยวในประเทศติดลบร้อยละ 8 ใน 8 เดือนที่ผ่านมา

    กระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะให้สิทธิ์ลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และให้สิทธิ์สำหรับท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568

    2. โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้ว ไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยมีงบประมาณอยู่ราว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท สำหรับการอบรมสัมมนา ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือน ม.ค.2569 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้

    นอกจากนี้ ประธานหอการค้าเสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศ มาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้

    3. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ โดยให้สิทธิ์ใช้จ่ายได้ถึงเดือน มี.ค.2569 โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย

    ขณะเดียวกันยังมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีสถานบริการจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5 โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม

    รมว.คลัง กล่าวอีกว่า ได้หารือเรื่องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้เพียงร้อยละ 65 เท่านั้น ดังนั้นในปีนี้จึงตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ร้อยละ 93 และงบลงทุนไว้ที่ร้อยละ 75 รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการ โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    เสนอแอ็กชันแพลน ครม.เศรษฐกิจ คาดช่วยดัน GDP 0.4%

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญใน 3-4 ประเด็น โดยเชิญภาคเอกชนมาให้ข้อเสนอแนะในการทำแอ็กชันแพลน

    สัปดาห์นี้เริ่มพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงการคลัง ส่วนวันที่ 20 ต.ค.จะพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงพลังงาน และสัปดาห์ถัดไปจะพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ซึ่งคาดว่าจากภาพรวมมาตรการทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึงร้อยละ 0.4 ของจีดีพี

    ทุกนโยบายต่อจากนี้ที่จะใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้วิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Course Benefit) เข้าไปด้วยว่าแต่ละนโยบายใช้งบฯ เท่าไหร่ รายได้ของรัฐจะได้ผลดี ผลเสียเท่าไหร่ และสิ่งที่จะได้ต่อประเทศเป็นอย่างไร

    อ่านข่าว

    นัดแรก! ประชุม ครม.เศรษฐกิจทำโรดแมป-แอ็กชันแพลน 4 เดือน

    สรรพากรพุ่งเป้าเก็บภาษี “อินฟลูเอนเซอร์-คอนเทนครีเอเตอร์”

    โฆษก กห.ยันกัมพูชาต้องยอมรับ 4 เงื่อนไข ก่อนขอเปิดด่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357595&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28E6izTgwcUEGnPgINC8tz

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว บูมท่องเที่ยวเมืองรองลดภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว บูมท่องเที่ยวเมืองรองลดภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท

    เศรษฐกิจ

    15 ต.ค. 2025 เวลา 13:22 น.

    “เอกนิติ” เผยผลประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกภายใต้รัฐบาล “อนุทิน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เดือนรัฐบาลอนุทิน เตรียมเสนอมาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่เข้า ครม. สัปดาห์หน้า ทั้งลดหย่อนภาษีเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาภายใน ม.ค.69

    • “เอกนิติ” เผยผลประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกภายใต้รัฐบาล “อนุทิน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เดือนรัฐบาลอนุทิน
    • เตรียมเสนอมาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่เข้า ครม. สัปดาห์หน้า ทั้งลดหย่อนภาษีเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาภายในม.ค.69
    • และให้สิทธิโรงแรมเมืองรองหักค่าใช้จ่ายปรับปรุง 2 เท่าถึง มี.ค.69
    • พร้อมเดินหน้าเร่งรัดเบิกงบปี 69 กว่า 3.78 ล้านล้าน ตั้งเป้าเบิกจ่ายได้ 93% ทั้งระบบ โฆษกรัฐบาลคาดมาตรการหนุนเศรษฐกิจโตได้ 0.4%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานวันนี้ว่าประชุมครั้งแรกนี้เป็นวาระสำคัญเพื่อทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 4 เดือน โดยในส่วนที่มีการเดินหน้าในวันนี้แล้วคือ การเปิดลงทะเบียนร้านค้าสำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ได้มีการเปิดตัวโครงการไปแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

    ส่วนมาตรการที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้าเป็นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งมีความจำเป็นจะต้องออกมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีการชะลอตัวอย่างมาก โดยการท่องเที่ยวในประเทศติดลบ 8% ใน 8 เดือนที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยวประกอบไปด้วย 3 มาตรการหลักได้แก่ 

    1.มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท โดยมาตรการนี้จะให้สิทธิในการลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิลดหย่อนได้ 1.5 เท่า โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568 

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว บูมท่องเที่ยวเมืองรองลดภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท 2.โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้วไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยภาคมีงบประมาณอยู่ ราว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3,000 ล้านบาท สำหรับการอบรมสัมมนา ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคม 2569 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้

    นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยประธานหอการค้าเสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้
    และ 3.มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก โดยให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ โดยให้สิทธิใช้จ่ายได้ถึงเดือนมี.ค.ปี 2569 โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ กาารติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุน และความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย

    นอกจากนี้ยังมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยประสานกระทรวงมหาดไทย และกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบ และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม 

    นอกจากนี้ได้มีการหารือเรื่องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมา มีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้แค่ 65% เท่านั้น ในปีนี้จึงมีการตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ 93% และงบลงทุนไว้ที่ 75% รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการด้วย โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือน และรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปีของรัฐบาลจะดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% โดยยังไม่รวมกับมาตรการสินเชื่อที่จะลงไปเพิ่มเติมหลังจากนี้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203217&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ypGxISYpaBeOHcMmjw09w

  • ออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สร้างสรรค์ท่องเที่ยววิถีใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเติบโต

    ออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สร้างสรรค์ท่องเที่ยววิถีใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเติบโต

    ออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สร้างสรรค์ท่องเที่ยววิถีใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเติบโต


    15/10/2568 | 50 |

    ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษ กิจให้กับคนในชุมชน

    “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island)” มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101197


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/431872&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qPL3Ga9a3KP8scNb3ltoj

  • ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพคเกจกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี-เร่งภาครัฐใช้งบอบรมสัมมนา : อินโฟเควสท์

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพคเกจกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี-เร่งภาครัฐใช้งบอบรมสัมมนา : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนของการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษี ด้วยการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวไปหักค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่เกินคนละ 20,000 บาท

    ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองหลัก จะสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 เท่า ขณะที่เมืองรอง จะสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 1.5 เท่า ซึ่งจะเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค.นี้

    พร้อมกันนี้ จะมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวในส่วนของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งตามปกติจะมีงบสำหรับใช้จ่ายในการอบรม-สัมมนาประจำปีอยู่แล้ว แต่มักจะเป็นการใช้จ่ายในช่วงปลายปีงบประมาณ หรือในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีงบประมาณ ดังนั้น เพื่อให้เป็นการช่วยเร่งฟื้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ จึงมีนโยบายให้เบิกจ่ายงบเพื่อการดังกล่าวภายในเดือนม.ค.69 อย่างน้อย 60% เพื่อช่วงกระตุ้นดีมานด์ระยะสั้นในช่วงนี้

    ส่วนการกระตุ้นระยะยาวนั้น จะมีมาตรการให้ผู้ประกอบการโรงแรม-ที่พัก สามารถนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพัฒนาโรงแรม-ที่พัก มาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า โดยระยะเวลาโครงการจะยาวไปจนถึงสิ้นมี.ค.69 ขณะเดียวกัน กรมสรรพสามิต จะปรับลดอัตราภาษีสถานบริการลงจาก 10% ให้เหลือ 5% และประสานงานกับกรมการปกครอง และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกันพิจารณาให้สถานบริการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอื่น ๆ จากโครงการของรัฐบาลในระยะถัดไป

    นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ยังเห็นชอบแนวทางเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณโดยจะกำหนด KPI แก่หัวหน้าส่วนราชการ ว่าต้องเบิกจ่ายงบประมาณไม่ต่ำกว่า 93% และงบลงทุน ต้องเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่า 75%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537378&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hAFi_0LfiaJThrHSBQdtV

  • ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเก็จกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 2 หมื่น

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเก็จกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 2 หมื่น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดแรก ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจะเสนอครม.อนุมัติต่อไปใในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีรายละเอียด ได้แก่

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว

    ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท โดยท่องเที่ยวเมืองหลัก ได้รับสิทธิการลดหย่อน 1 เท่า ขณะที่การท่องเที่ยวเมืองรอง ได้รับสิทธิลดหย่อนสูงสุง 1.5 เท่า สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค.68 

    ทั้งนี้ จะนำข้อเสนอจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยไปพิจารณาด้วย ในเรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยวนิติบุคคล โดยให้บริษัทต่าง ๆ ที่เดิมอาจจะพาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศ หันกลับมาเที่ยวในประเทศไทยแทน และสามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดว่าจะหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่

    เร่งส่วนราชการเบิกจ่ายงบอบรมสัมนา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติการกระตุ้นท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยกำหนดให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เลื่อนจัดงานสัมนา อบรมจากเดิมเน้นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ เปลี่ยนเป็นเข้าไปใช้งบประมาณดังกล่าวช่วงต้น (Front load) หรือโดยต้องเบิกจ่ายให้ได้ 60% ภายในม.ค.69 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    “งบประมาณสำหรับราชการมีประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท และรัฐวิสาหกิจประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณสำหรับอบรมสัมมนาอยู่แล้ว ซึ่งตัวเลขการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว 8 เดือนที่ผ่านมาติดลบประมาณ 8% รัฐบาลจึงต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้หน่วยงานภาครัฐเร่งการเบิกจ่าย” 

    ให้สิทธิลดหย่อนโรงแรมรีโนเวทธุรกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้น แต่ได้ผลในระยะยาวนั้น ที่ประชุมได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนโรงแรมปรับปรุง รีโนเวทธุรกิจ โดยเฉพาะในเมืองรอง หากมีการปรับปรุงธุรกิจ จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ทั้งนี้ ยังขยายขอบเขตไปถึงการลงทุนพัฒนาโรงแรม อาทิ การติดโซลาเซลล์ เพื่อความยั่งยืน และลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ซึ่งระยะเวลาโครงการนานถึงเดือนมี.ค.69

    ลดภาษีสถานบริการ เหลือ 5%

    ขณะเดียวกัน ในส่วนของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ยังได้ลดภาษีสถานบริการ จาก 10% เหลือ 5% นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับกระทรวงท่องเที่ยว ให้ไปพิจารณาแนวทางเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังทำธุรกิจไม่ถูกต้อง และต้องเปิดแบบหลบซ่อน ได้เข้าสู่ระบบเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย โดยจะมีการประสานกระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง เข้าไปดูแลด้วย

    นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า ตามกรอบนโยบาย Quick Big Win นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังได้ให้กรอบการทำงาน โดยเน้นให้กระทรวงเศรษฐกิจกำหนดนโยบายที่สามารถทำได้รวดเร็ว (Quick) มีผลกระทบใหญ่เพียงพอ (Big) และประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและกระจายตัว (Win) โดยต้องคิดถึงผลในระยะยาวด้วย

    อัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน คาดกระตุ้นจีดีพี 0.4%

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังเห็นด้วยกับการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยการนำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จากธนาคารออมสินมาใช้กับธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ในการรีโนเวทสถานประกอบการ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลประเมินว่า จากการเดินหน้ามาตรการดังกล่าว รวมถึงโครงการคนละครึ่ง จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.4%

    นอกจากนี้ ยังมีการวางแผน Action Plan ในแต่ละกระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อหารือในที่ประชุม ก่อนเสนอครม.ต่อไป สำหรับการประชุมครม.เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้านั้น จะมีการหารือถึงมาตรการพลังงานคาดว่าจะมีมาตรการออกมา เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน รวมทั้งจะมีมาตรการภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้รับทราบเพิ่มเติมด้วย 

    “จากนี้จะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจทุกสัปดาห์ ยกเว้นบางสัปดาห์ที่นายกฯ ไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย ซึ่งอาจจะเลื่อนออกไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641468&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OvUuPpZOXIGDBRqlGq3CG

  • สทท.หวัง “คนละครึ่งพลัส” ปลุกท่องเที่ยวปลายปี

    สทท.หวัง “คนละครึ่งพลัส” ปลุกท่องเที่ยวปลายปี

    สทท.หวัง “คนละครึ่งพลัส” ปลุกท่องเที่ยวปลายปี

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะเริ่มใช้ได้ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 เป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงปลายปี ซึ่งอาจมีส่วนหนุนภาคท่องเที่ยวบางส่วน โดยเฉพาะหากประชาชนนำเงินไปใช้จ่ายในร้านอาหาร เครื่องดื่ม บริการนวดสปา ทำผม ทำเล็บ หรือการเดินทางสาธารณะ เช่น แท็กซี่และรถรับจ้าง

    ขณะที่ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังต้องติดตาม เพราะหากประชาชนเลือกใช้สิทธิเพื่อจ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่าการท่องเที่ยว เม็ดเงินอาจไม่ไหลเข้าสู่ภาคท่องเที่ยวเท่าที่คาด ขณะที่วงเงินสนับสนุนของโครงการมีจำกัด อาจไม่ครอบคลุมทุกจังหวัดได้ทั่วถึง

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงไฮซีซั่น (ต.ค.- ธ.ค.) ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวหลัก คาดว่าคนไทยจะเดินทางออกต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้โครงการนี้ช่วยกระจายรายได้สู่เมืองรองได้บางส่วน แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศการเดินทางและความคึกคักของตลาดท่องเที่ยวปลายปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000098434&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LCwIbrYsvGTchHSV7pMYR

  • ททท.มั่นใจกินผักภูเก็ตคึกคัก คาดรายได้ทะลุ 22,000 ล้าน นทท. 6 แสนคนแห่ร่วมงาน – ข่าวภูเก็ต

    ททท.มั่นใจกินผักภูเก็ตคึกคัก คาดรายได้ทะลุ 22,000 ล้าน นทท. 6 แสนคนแห่ร่วมงาน – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Patong Beachfront Tops Land Values, Lifeguards: Phuket’s 1st and last defence || Oct 14

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Patong Beachfront Tops Land Values, Lifeguards: Phuket’s 1st and last defence || Oct 14

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597-%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B8-22-000-%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597-6-%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2-13599.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J4lVBGAwe9JMX76JJZlMi

  • ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตร ีและ รมว.มหาดไทย มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยให้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานให้การเจรจาจบลงในเวลาอันเหมาะสม โดยการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐฯ  ให้เร่งเจรจาลดภาษีให้ต่ำกว่าหรือไม่เกิน 19% เพื่อคุ้มครองภาคส่งออก เกษตร อุตสาหกรรม การจ้างงาน

    นอกจากนี้  ครม.เห็นชอบแนวทางการปรับกรอบเวลาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้การจัดทำกรอบงบประมาณไม่ล่าช้า และทันใช้ตามปฏิทินงบประมาณ โดยในวันที่ 1 ธ.ค. 2568 นี้ นายอนุทิน จะมอบนโยบายให้ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจากไทม์ไลน์ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ประกาศไว้ว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 2569 และการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้เกิดความล่าช้า นายกฯ จึงมีข้อสังการไปยังสำนักงบประมาณให้ไปปรับไทม์ไลน์ของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570  ใหม่ เพื่อให้หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ต้องจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งสำนักงบประมาณก็รับไปพิจารณา

    “จากการพิจารณาตามแผนการจัดทำงบประมาณแต่ละปี หากมีการยุบสภาในช่วงต้นปี อาจจะทำให้งบประมาณที่ต้องดำเนินการในช่วงกลางปีอาจจะสะดุดในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. ซึ่งทางสำนักงบประมาณ ก็รับไปพิจารณา เพื่อให้ทันต่อการใช้ตามปฏิทินงบประมาณปี 2570 โดยเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

     โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 15 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดยจะเริ่มจากกระทรวงการคลังเสนอโรดแมปและแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามโรดแมป ซึ่ง รมว.คลังต้องการเน้นย้ำและทางกระทรวงการคลัง หวังว่าทุกกระทรวงจะทำโรดแมปและแผนปฏิบัติการในระยะเวลา 4 เดือนนี้ ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ครั้งนี้ เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจนัดแรกในวันที่ 15 ต.ค.ก่อน  

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันที่ 15 ต.ค.นี้ กระทรวงคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้ง มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วงไตรมาส 4ปีนี้ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2% 

    นางแพตริเซีย  มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 320,000 ล้านบาท โดยกรมบัญชีกลาง จะเน้นกาคกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้  ยังเร่งดำเนินการตามนโยบาย Quick Big Win ของนายเอกนิติ ปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด โดยจะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรมว.คลัง พิจารณาอีกครั้ง 

    สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568  เบิกได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10V1oieMSAgcTjqs1LESCL

  • ธุรกิจดัน ‘ไทย’ ผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพในเอเชีย  ‘สมุย’ เกาะเทรนด์ ‘ลองจีวิตี้’ หนุนท่องเที่ยวโต

    ธุรกิจดัน ‘ไทย’ ผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพในเอเชีย ‘สมุย’ เกาะเทรนด์ ‘ลองจีวิตี้’ หนุนท่องเที่ยวโต

    ธุรกิจ

    ธุรกิจดัน ‘ไทย’ ผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพในเอเชีย ‘สมุย’ เกาะเทรนด์ ‘ลองจีวิตี้’ หนุนท่องเที่ยวโต

    อุตสาหกรรม “สุขภาพ” ของประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทในปี 2566 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเติบโตของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” และหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอย่าง “สมุย” กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอันน่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

    จากเดิมที่เป็นเกาะหรูสำหรับการพักผ่อน ปัจจุบันสมุยได้ปรับภาพลักษณ์ให้สอดรับกับเทรนด์ระดับโลกที่ผสานแนวคิดเรื่องสุขภาพ การใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ และการดูแลสมรรถนะร่างกาย จนกลายเป็นนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญทั้งกับสุขภาพและการผ่อนคลาย

    ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้าน “เศรษฐกิจสุขภาพ” ในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ตั้งแต่รีทรีตโยคะ รีสอร์ตสปา คลินิกสุขภาพ ไปจนถึงศูนย์ส่งเสริมอายุยืน จากปัจจัยภาคธุรกิจสุขภาพของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง และท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ “สมุย” กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น ผสานความสงบของทะเลเมืองร้อนเข้ากับนวัตกรรมด้านสุขภาพและกีฬา

    อินโก ชเวเดอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โกโค ฮอสพิทาลิตี้ (GOCO Hospitality) และกรรมการผู้จัดการ โฮร์เวิธ เอชทีแอล เฮลธ์ แอนด์ เวลเนส (Horwath HTL Health & Wellness) กล่าวในงาน C9 Sessions – Koh Samui Wellness Tourism “Beyond the Spa” ซึ่งเป็นเวทีรวมผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเกาะสมุยให้ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและไลฟ์สไตล์แอคทีฟในเอเชียว่า 

    “เศรษฐกิจด้านสุขภาพของโลกในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นหรืออุตสาหกรรมยา แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความจริงใจ ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความจริงแท้และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ ทำให้เกาะสมุยมีโอกาสในการยกระดับมาตรฐานใหม่ ผ่านการพัฒนาโครงการที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนทั้งด้านสุขภาพ การยืดอายุขัย และสมรรถนะของร่างกาย”

    ทั้งนี้ การแพทย์เพื่อการยืดอายุ (Longevity Medicine) สุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Precision Health) และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Wellbeing) คือ 3 แกนหลักของการเติบโตในอนาคต ขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวซึ่งมองหาประสบการณ์ด้านสุขภาพที่มีความหมาย และให้ผลลัพธ์จริงในทุกมิติของการบริการด้านการท่องเที่ยว

    มาร์เซโล ฟอนเซกา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต (Maraleina Sports Resort) ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ ผสานแนวคิดหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ฟุตบอล ว่ายน้ำ ฟิตเนส กีฬาแร็กเกต และกิจกรรมสำหรับครอบครัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของ “มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต” มาจากความหลงใหลในกีฬา และความเชื่อมั่นในศักยภาพของเกาะสมุย สิ่งที่เริ่มต้นจากความฝันในการสร้างโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นผ่านสโมสร “สมุย ยูไนเต็ด” (Samui United) ได้ขยายกลายเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสุขภาพ ชุมชน และครอบครัวเข้าด้วยกัน

    “นักท่องเที่ยวมิลเลนเนียลและเจนซีไม่ได้มองหาการพักผ่อนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการขยับร่างกาย สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยกีฬาได้กลายเป็นประตูสำคัญที่เปิดเส้นทางสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน”

    ความร่วมมือของ มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต กับโครงการฝึกอบรมฟุตบอล ปารีส แซ็ง แฌร์แม็ง อะคาเดมี (Paris Saint-Germain Academy) ได้ยกระดับเกาะสมุยให้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกีฬาระดับนานาชาติ มอบโอกาสให้เยาวชนไทยได้ฝึกซ้อมตามมาตรฐานระดับโลก พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ของสมุยให้โดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

    มิก้า ชูนวลศรี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ต กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงกีฬา” คือเรื่องของผู้คนและเป้าหมาย และที่สโมสร สมุย ยูไนเต็ด กำลังสร้างโอกาสให้ผู้เล่นท้องถิ่น พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วเกาะ อีกทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนแบบทั่วไป ให้ได้ฝึกซ้อม เล่นกีฬา และฟื้นฟูร่างกายในสถานที่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเดียวกัน

    เมื่อการท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เปลี่ยนวิธีที่จุดหมายปลายทางต่างๆ ใช้ในการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยว แนวคิดแบบ “ไฮบริด” ที่รวมการฟื้นฟูร่างกายเข้ากับการพัฒนาศักยภาพ และเชื่อมโยงการมีสติ (Mindfulness) เข้ากับการเคลื่อนไหว กำลังกลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับแต่ละจุดหมาย

    บิล บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการ ซีไนน์ โฮเทลส์เวิร์คส์ (C9 Hotelworks) กล่าวว่า การผสานระหว่างสุขภาพและกีฬาได้เติมพลังให้สมุยมีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้มาเพียงตามฤดูกาล แต่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดึงดูดผู้เดินทางจากทั่วโลก และยกระดับสมุยให้ก้าวข้ามจากจุดหมายแห่งการพักผ่อนแบบเดิมๆ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นและโครงการใหม่ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ เกาะสมุยจึงอยู่ในจุดที่พร้อมจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์แอคทีฟของเอเชีย

    “จากรีสอร์ตหรูที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพและยืดอายุขัย ไปจนถึงสถาบันฟุตบอลระดับเยาวชน การเปลี่ยนแปลงของเกาะสมุยสะท้อนให้เห็นถึงกระแสการท่องเที่ยวระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ชุมชน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1203127&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bR6iHH2SMpMaNL3K94Y_d