Category: ท่องเที่ยว

  • อ่วมถ้วนหน้า! กรมท่องเที่ยว แจ้งจับ ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ-ไกด์เถื่อน’ เซ่นปมบังคับ นทท.จีนซื้อสินค้า

    อ่วมถ้วนหน้า! กรมท่องเที่ยว แจ้งจับ ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ-ไกด์เถื่อน’ เซ่นปมบังคับ นทท.จีนซื้อสินค้า

    กรมการท่องเที่ยว แจ้งจับบริษัททัวร์ศูนย์เหรียญ ย่านร่มเกล้า และซิตติ้งไกด์ไทย ปล่อยให้ไกด์เถื่อนทำหน้าที่แทน ก่อนประสาน ตม.จับกุมไกด์เถื่อนชาวจีนทันทีหากเข้าไทย หลังปรากฏคลิปไวรัลข่มขู่ และบังคับให้นักท่องเที่ยวจีนซื้อสินค้า พร้อมทำหนังสือถึงสถานทูต ให้เอาผิดบริษัททัวร์ในจีนด้วย

    จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่คลิปฉาวชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นไกด์เถื่อนต่างชาติกำลังถือไมค์โวยวายนักท่องเที่ยวชาวจีนบนรถบัส ว่าทำไมไม่ซื้อสินค้าที่ร้าน ซึ่งไม่ให้เกียรติไกด์ พร้อมทั้งข่มขู่นักท่องเที่ยวทั้งคันรถว่า จะทำให้กลับเมืองจีนไม่ได้ ก่อนที่ไกด์เถื่อนต่างชาติรายนี้จะหันไปเห็นว่ามีคนเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเอาไว้ พร้อมทั้งบังคับให้ลบคลิปดังกล่าวทิ้ง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัย และยังเป็นแหล่งอาชญากรรม ตามที่มีข่าวไปก่อนหน้านี้

    ล่าสุด วันนี้ (20 ต.ค.68) เจ้าหน้ากองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 กับบริษัท เฟงรุ้น ทราเวล เทรดดิ้ง จำกัด และ Mr. Zhang Bo อายุ 38 ปี ผู้นำเที่ยวของบริษัท Huiyou ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวจากประเทศจีน

    โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำหนังสือถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจ้งพฤติกรรมของบริษัท เฟงรุ้น ทราเวล เทรดดิ้ง จำกัด อาจเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) พร้อมทั้งแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีกับ Mr. Zhang Bo ในข้อหา “ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต” และได้ประสานข้อมูลไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวของบริษัท Huiyou และขอหลักฐานจากนักท่องเที่ยวจีนอีกด้วย ส่วนนายอาเย แยมือ มัคคุเทศก์ชาวไทยนั้น เจ้าหน้าที่ได้เรียกมาสอบสวน และชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่กรมการท่องเที่ยว ในเวลา 10.30 น. วันพรุ่งนี้ (21 ต.ค.68)

    ทั้งนี้ หากสอบสวนแล้วพบว่า นายอาเย ยินยอมให้ Mr. Zhang Bo ซึ่งไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ทำหน้าที่แทนตน ก็จะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “เป็นมัคคุเทศก์ยินยอมให้บุคคลซึ่งไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์แทนตน” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/250589&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QYi4kXE4Zz046iAwR7PDz

  • “โกลเบล็ก” แนะช้อป 6 หุ้นท่องเที่ยว รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “โกลเบล็ก” แนะช้อป 6 หุ้นท่องเที่ยว รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250–1,320 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง สหรัฐฯ–จีน และความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวจากการ ปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) ที่อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์

    โกลเบล็ก
    “โกลเบล็ก” ชี้ SET แกว่ง 1,250–1,320 จุด แนะช้อป 6 หุ้นท่องเที่ยว รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โดยนักลงทุนยังคงกังวลต่อสถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจีนประกาศใช้มาตรการคุมเข้มการส่งออก “แร่หายาก”   ทำให้เป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอีกด้วย 

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในประเทศยังคงหนุนตลาด จากหลายด้าน ทั้งนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงาน เพื่อผลักดันโครงการอนุรักษ์พลังงานในพื้นที่ห่างไกล, ความคืบหน้าของ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปี 2569 และการปรับปรุงเกณฑ์ของ กองทุน Thai ESG Fund โดย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเปิดทางให้ลงทุนใน REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นความยั่งยืน

    ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุน “หุ้นท่องเที่ยว” รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว 4 มาตรการใหญ่ ที่ครม. อนุมัติในสัปดาห์ นี้ ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนภาษีและการสนับสนุนการเดินทางเมืองรอง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ปี 2568 ประมาณ 0.05–0.06% สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

    ทั้งนี้ โกลเบล็กแนะนำ 6 หุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA และ AAV

    พร้อมระบุว่าหากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวมีผลจริง จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น และช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/259706&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F85YLq5cQ8qTZSy89Hzbk

  • ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP โค้งสุดท้ายไม่ตกท้องช้าง : อินโฟเควสท์

    ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP โค้งสุดท้ายไม่ตกท้องช้าง : อินโฟเควสท์

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในเสาหลักที่ 1 ของ “Quick Big Win” ทั้งหมด 5 เสาหลักของนโยบายรัฐบาล

    โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทย หันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พัก และแหล่งท่องเที่ยว ผ่านกลไภภาษี ที่ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง

    โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    ให้บุคคลธรรมดา นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พัก (ที่ไม่เป็นโรงแรม) และค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    1.1 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    1.2 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ 1.1 ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด (ตามเอกสารแนบ) สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ 1.1 และ/หรือข้อ 1.2 ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน ไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าว ต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร สำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    (1) อาคารถาวร ที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม

    (2) เครื่องตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรก เป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่า จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิต ได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครอง ให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    คลัง ลุ้นมาตรการกระตุ้นบริโภค-ท่องเที่ยว ดัน GDP ไตรมาส 4 โต 1%

    ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทั้ง 5 มาตรการย่อยนี้ หวังว่าจะมาช่วยเติมเต็มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งแม้จะเป็นเม็ดเงินที่ลงไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่มากนัก เพราะเป็นเงินเดิม ไม่ใช่เงินใหม่ เช่น กรณี front Load ที่โยกเข้ามาให้ใช้จ่ายได้เร็วขึ้น รวมแล้วประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่สำคัญคือ จะช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงปลายปีให้กลับมาคึกคักมากขึ้น

    “เราหวังว่า 5 มาตรการย่อยนี้ จะมาช่วยเติมเต็ม GDP ในช่วง Q4 ไม่ให้ตกท้องช้าง ซึ่งมีมาตรการอื่นมากระตุ้นแล้ว และมาตรการนี้ จะเข้ามาเสริม มาเติม ที่สำคัญที่สุดคืออยากเห็นบรรยากาศของการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และต่อยอดกิจกรรมอื่น ๆ รวมทั้งเพิ่มการใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากยิ่งขึ้น” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

    ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 0.04% ในช่วงไตรมาส 4/68 (ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569)

    ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ คือ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการคนละครึ่ง พลัส คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 1.1 แสนล้านบาท หรือช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นอีก 0.4% ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้ว คาดว่าจะช่วยดัน GDP ในไตรมาส 4 ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีกราว 0.44-0.45% ซึ่งเมื่อรวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดแล้ว คาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP จะขยายตัวได้ราว 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eIlFURluveE1M0xg4bsrd

  • ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 ผู้ประกอบการได้ลดหย่อนด้วย

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 ผู้ประกอบการได้ลดหย่อนด้วย

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำ รองรับกินเที่ยว “เมืองรอง” ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง ขณะหน่วยงานราชต้องเร่งเบิกจ่ายงบปี 69 ไม่น้อยกว่า 60 % เป็น KPI ชี้วัดผู้บริหาร เฮต่อ ผู้ประกอบการ ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พักด้วย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงมติครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล

    โดยภาษีบุคคลธรรมดา สนับสนุนการท่องเที่ยว นำค่าที่พัก ค่าบริการร้านอาหาร ลดหย่อนภาษี ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคมถึง 15 ธันวาคม 2568 ลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง ในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ในรอบแรกไม่เกิน 10,000 บาท ส่วน 10,000 บาทที่สอง ได้เฉพาะอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวเมืองรอง สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท

    ขณะที่ มาตรการภาษีนิติบุคคลสำหรับการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ นำไปลดหย่อนภาษี เมืองรอง ลดได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ส่วนพื้นที่อื่นได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณปี 69 สำหรับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และอปท. ให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60 % นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ จนถึง 31 มกราคมปี 2569 โดยเน้นเมืองรองเป็นลำดับแรก ซึ่งการเบิกจ่ายจะเป็นเคพีไอสำหรับผู้บริหารด้วย

    ขณะเดียวกันมาตรการภาษีปรับปรุงโรงแรมที่พัก บริษัทหรือผู้ประกอบการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายพื้นที่ ได้ 2 เท่า ของรายจ่ายจริง โดยเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคมปีนี้ จนถึง 31 มีนาคมปี 2569

    สำหรับมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ โดยลดจาก 10 % เป็น 5 % ขยายออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/450018&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19twf3VSqPrCob6kLAScWM

  • ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000

    ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000

    โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับในกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    1. หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัด ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง
    2. หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนา ที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)
    3. ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่าย ตามที่จ่ายจริง

      3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณา ดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก 

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ

    พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดย กรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรม ในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

      4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คง สภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    1. อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
    2. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหัก รายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลา บัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

      5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น 

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการ ร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zM8XwHv7hylvuWVj8oLNP

  • 5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ (มาตรการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 

    ในด้านเศรษฐกิจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี 

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 

    (1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    (2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    (3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    (4) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    (5) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยมีรายละเอียดมาตรการฯ ดังนี้ 

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    (1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป  ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    (1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) และ/หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย 

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-encourages-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FbKnwZVe5AdQ-oz_R4_Bo

  • สแกมเมอร์เขย่าท่องเที่ยว “แอตต้า” จี้รัฐยกระดับไทย “ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน”

    สแกมเมอร์เขย่าท่องเที่ยว “แอตต้า” จี้รัฐยกระดับไทย “ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน”

    กระแสข่าว “แก๊งสแกมเมอร์” ในกัมพูชา ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก “แอตต้า” จี้รัฐแสดงภาวะผู้นำเร่งประกาศ “มาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องไป CLMV”

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า กระแสข่าวเรื่อง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Scammer Centers)” ในกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ความไม่มั่นใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลายทางในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมต่อ เช่น ไทย ลาว และ เวียดนาม โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้ประเทศไทยเป็นจุดต่อเครื่อง (Transit Hub) ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) แต่กลับยังไม่มีมาตรการหรือระบบดูแลที่ชัดเจนจากภาครัฐไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักเดินทางเหล่านี้

    “ในยุคที่ภัยไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยว โลกต้องการผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับบทบาทของตนเองจากประเทศท่องเที่ยว สู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน”

    นายอดิษฐ์ กล่าวว่า สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน” แต่ยังอาจกระทบต่อรายได้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเชิงรุก ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเร่งประกาศ “มาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องไป CLMV” ดังนี้

    1.ไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทาง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “Joint Safety Protocol” หรือมาตรการเฝ้าระวังร่วมกัน ในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงและการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

    2. ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น “Tourist Safety Acknowledgement” ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐานและได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป

    3. ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองและสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานใน CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง

    4. เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศ CLMV เช่น ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทาง ทั้งภาครัฐและเอกชน

    “จุดยืนของไทยในอาเซียนต้องชัด ไม่เพียงเป็นทางผ่าน แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน และจะต้องประกาศมาตรการเชิงรุกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์ แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือประเทศศูนย์กลางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบต่อภูมิภาค”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2890406&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g9i-1HQymVbJ7Wn3aL4Wq

  • นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน


    21/10/2568 | 134 |

    วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) เวลา 09.40 น. ณ บริเวณโถงอาคารตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเจ้าหน้าที่ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน Maha Loi Krathong World Event ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดสุโขทัยและพระนครศรีอยุธยา และงาน Vijit Chao Phraya 2025 ในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี รับฟังวัตถุประสงค์ของการจัดงานกิจกรรมและการประชาสัมพันธ์ “งานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี 2568” และ “งาน Vijit Chao Phraya 2025” โดยงาน Maha Loi Krathong @Sukhothai จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณวัดชนะสงครามและตระพังตะกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดยเนรมิตพื้นที่วัดชนะสงครามให้เปล่งประกายด้วยแสงไฟ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรุ่งเรืองของอารยธรรมสุโขทัย ผสานบรรยากาศย้อนยุคกับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน และงาน Maha Loi Krathong @Ayutthaya ในวันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอความงดงามและมนต์เสน่ห์ของประเพณีลอยกระทง เพื่อตอกย้ำการได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นเมืองเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีเทศกาลลอยกระทง ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดแสดงแสง สี เสียง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่อัตลักษณ์ทั่วประเทศ ได้แก่ ประเพณีเดือนยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองตามครรลองวิถีพอเพียง จังหวัดสมุทรสงคราม และประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป จังหวัดร้อยเอ็ด

    ทั้งนี้ สำหรับงาน Vijit Chao Phraya 2025 มีการจัดแสดง 45 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สร้างบรรยากาศและสีสันให้แก่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยแสงไฟผสมผสานกับเทคโนโลยี แสง เสียง ในยามค่ำคืน และสร้าง Landmark อัตลักษณ์ของประเทศไทย ผ่าน 15 จุดแสดงสำคัญ ประกอบด้วย สะพานพระราม 8, บริเวณปากคลองบางกอกน้อย-ปากคลองดุสิต (โรงพยาบาลศิริราช), พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน (โรงพยาบาลศิริราช), ท่าพระจันทร์), อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา (กองทัพเรือ), บริเวณหน้าสวนนาคราภิรมย์, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, ป้อมวิไชยประสิทธิ์ (กองทัพเรือ) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ,สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), สะพานพระปกเกล้า, ตึกร้าง (ซอยล้ง 1919) ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน, วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์),ไอคอนสยาม และ ปั้นจั่น/เครนก่อสร้างทางน้ำ (บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด) โดยไฮไลท์สำคัญได้แก่ การแสดงโดรน 500  ลำประกอบการแสดง แสง สี เสียง บริเวณสะพานพระราม 8 ทุกวันศุกร์และการจุดพลุประกอบเอฟเฟกต์ และนวัตกรรม แสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่อลังการ บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดการจัดงาน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433435&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw101DKKWhiCT0Jntto3sYPe

  • ครม. ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทย รับไฮซีซั่น

    ครม. ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทย รับไฮซีซั่น

    เศรษฐกิจ

    21 ต.ค. 2025 เวลา 13:47 น.

    ครม. อนุมัติ 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ คาดหนุน GDP ไตรมาส 4 โตเพิ่ม 0.04% สร้างบรรยากาศใช้จ่ายปลายปีช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    วันที่ 21 ต.ค.2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ 5 มาตรการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวเพิ่ม 0.04% โดยคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ในการจัดเก็บภาษีราว 5,000 ล้านบาท

    “มาตรการดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเติมเต็มในจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่จะตกท้องช้างนิดหน่อยจึงต้องมีมาตรการช่วยเสริม และที่สำคัญอยากเห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงช่วยต่อยอดตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ แม้เม็ดเงินจะไม่เยอะแต่เราแลกกับบรรยากาศที่คักคักขึ้น”

    สำหรับมาตรการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ ครม. เห็นชอบ ดังนี้ 

    1.มาตรการทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท แยกเป็น 10,000 บาทแรก ต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน 10,000 บาท ที่สองต้องเป็นใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น  โดยมาตรการนี้จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิ์ได้ 1.5 เท่า โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 สามารถใช้ควบคู่กับมาตรการคนละครึ่งพลัสได้

    2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนา เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าว

    โดยสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง 

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 – 31 ม.ค. 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก 

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2.ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี

    เริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย  1. อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม  2. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม 

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ  ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น โดยกระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204084&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09g0O0mUqrd6XXa175u88S

  • ครม. เคาะ แพ็คเกจบูมท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค. นี้

    ครม. เคาะ แพ็คเกจบูมท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค. นี้

    วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการ “แพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี” ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี หลังตัวเลขการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว 8 เดือนแรกติดลบประมาณ 8%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า มาตรการนี้มุ่งกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง พร้อมจูงใจภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวผ่านมาตรการภาษี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความยั่งยืนของธุรกิจท่องเที่ยว โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวครอบคลุมบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ได้แก่

    1.มาตรการภาษีบุคคลธรรมดา
    ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวภายในประเทศ หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท ตั้งแต่ 29 ต.ค.–15 ธ.ค. 2568

    • เมืองหลัก ลดหย่อนได้ 1 เท่าของค่าใช้จ่าย
    • เมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย สูงสุด 30,000 บาท

    2.มาตรการภาษีนิติบุคคล
    บริษัทที่จัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่าย ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หากจัดในเมืองรอง และ หักลดหย่อยภาษีได้ 1.5 เท่าในพื้นที่อื่น ตั้งแต่ 29 ต.ค.–15 ธ.ค. 2568

    3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ (Front Load)
    ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. ต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอบรมสัมมนาในปีงบประมาณ 2569 ให้ได้อย่างน้อย 60% ภายใน ม.ค. 2569 งบประมาณรวมกว่า 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจฝ่ายละประมาณ 3,000 ล้านบาท

    4.มาตรการสนับสนุนปรับปรุงโรงแรมที่พัก
    ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถหักค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทได้ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง ตั้งแต่ 29 ต.ค. 2568 ถึง 31 มี.ค. 2569

    นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจำนวน 100,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสินเพื่อช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว

    5.ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีกิจการบันเทิง
    ลดอัตราภาษีจาก 10% เหลือ 5% ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.–31 ธ.ค. 2569 สำหรับกิจการไนต์คลับ ดิสโก้ ผับ และบาร์

    “มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มการเดินทางสู่เมืองรอง ผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้และจ้างงานเพิ่มขึ้น พร้อมกระตุ้นการลงทุนใหม่ในโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยว สร้างรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนทั่วประเทศ ตามนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล” นายเอกนิติ กล่าว

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การออกมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลง เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวคิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชนและ 14% ของ GDP รัฐบาลจึงคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยให้ GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ไม่ตกต่ำหนัก แม้มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มจีดีพีไม่มากนักแต่จะเพิ่มความคึกคักให้เศรษฐกิจโดยรวมในช่วงปลายปี ซึ่งเหตุผลที่มาตรการนี้ยาวไม่ถึงสิ้นสุดช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากช่วงปลายเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอยู่แล้ว

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประเมินว่ามาตรการจะช่วยกระตุ้น GDP เพิ่มประมาณ 0.04% โดยรวมกับโครงการอื่นอาจเพิ่มได้ถึง 0.44-1% ขณะที่รัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากการลดหย่อนภาษีราว 5,000 ล้านบาท

    ครม. เคาะ แพ็คเกจบูมท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค. นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732174&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dbHw0FSlzJW8twB7qAs61