Category: ท่องเที่ยว

  • ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP

    ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในเสาหลักที่ 1 ของ “Quick Big Win” ทั้งหมด 5 เสาหลักของนโยบายรัฐบาล

    โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทย หันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พัก และแหล่งท่องเที่ยว ผ่านกลไภภาษี ที่ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง

    ครม.เคาะมาตรการ

    โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    ให้บุคคลธรรมดา นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พัก (ที่ไม่เป็นโรงแรม) และค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    1.1 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    ครม.เคาะมาตรการ

    1.2 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ 1.1 ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด (ตามเอกสารแนบ) สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ 1.1 และ/หรือข้อ 1.2 ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ครม.เคาะมาตรการ

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    ครม.เคาะมาตรการ

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน ไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าว ต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร สำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    (1) อาคารถาวร ที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม

    (2) เครื่องตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรก เป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่า จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิต ได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครอง ให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    • คลัง ลุ้นมาตรการกระตุ้นบริโภค-ท่องเที่ยว ดัน GDP ไตรมาส 4 โต 1%

    ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทั้ง 5 มาตรการย่อยนี้ หวังว่าจะมาช่วยเติมเต็มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งแม้จะเป็นเม็ดเงินที่ลงไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่มากนัก เพราะเป็นเงินเดิม ไม่ใช่เงินใหม่ เช่น กรณี front Load ที่โยกเข้ามาให้ใช้จ่ายได้เร็วขึ้น รวมแล้วประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่สำคัญคือ จะช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงปลายปีให้กลับมาคึกคักมากขึ้น

    “เราหวังว่า 5 มาตรการย่อยนี้ จะมาช่วยเติมเต็ม GDP ในช่วง Q4 ไม่ให้ตกท้องช้าง ซึ่งมีมาตรการอื่นมากระตุ้นแล้ว และมาตรการนี้ จะเข้ามาเสริม มาเติม ที่สำคัญที่สุดคืออยากเห็นบรรยากาศของการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และต่อยอดกิจกรรมอื่น ๆ รวมทั้งเพิ่มการใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากยิ่งขึ้น” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

    ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 0.04% ในช่วงไตรมาส 4/68 (ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569)

    ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ คือ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการคนละครึ่ง พลัส คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 1.1 แสนล้านบาท หรือช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นอีก 0.4% ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้ว คาดว่าจะช่วยดัน GDP ในไตรมาส 4 ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีกราว 0.44-0.45% ซึ่งเมื่อรวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดแล้ว คาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP จะขยายตัวได้ราว 1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12758507&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P7fl0al3mgZn2fwNmobGm

  • เฮ! ครม.คลอดมาตรการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค.นี้

    เฮ! ครม.คลอดมาตรการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค.นี้

    วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งมีด้วยกัน 5 มาตรการย่อย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี

    สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว 
    2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล เพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ 
    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) 
    4. มาตรการขยายระยะเวลา การปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 
    5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุง โรงแรมที่พัก

    สำหรับมาตรการต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    ให้บุคคลธรรมดา” นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พัก ที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวน ไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    (1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป” ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    (1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่ บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 

    โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับในกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัด ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนา ที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2)
    ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่าย ตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณา ดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก 

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ

    พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดย กรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรม ในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คง สภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหัก รายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลา บัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น 

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการ ร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า มาตรการด้านภาษีทั้งหมด จะช่วยกระตุ้น GDP ไตรมาส 4/2568 ได้ 0.04% คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มได้ 0.3-0.4% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641962&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VbbCRjQIR8mgGXDoAQNUE

  • รองผู้ว่าฯพังงาลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง สั่งเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลพร้อมทำความสะอาดเศษขยะบนถนน

    รองผู้ว่าฯพังงาลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง สั่งเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลพร้อมทำความสะอาดเศษขยะบนถนน

    ภูมิภาค

    รองผู้ว่าฯพังงาลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง สั่งเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลพร้อมทำความสะอาดเศษขยะบนถนน

    วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 21 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าสถานการณ์น้ำบริเวณหน้าหนองมูลตะกั่ว ไปจนถึงซอยลุงเท่ง พบว่าน้ำได้เอ่อล้นขึ้นผิวจราจรฝั่งขาเข้าอำเภอตะกั่วป่า 1 ช่องทาง ทำให้รถขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จ.พังงา 

    ล่าสุดนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายพิชญพัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า นายอมรเทพ ปรีคำ รักษาการหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคักเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีน้ำเอ่อล้นท่วมถนนเพชรเกษมสาย อ.ตะกั่วป่า – อ.ท้ายเหมือง จนทำให้รถสัญจรด้วยความยากลำบาก โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการสูบน้ำออกจากถนนเพื่อระบายลงสู่ทะเลบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้รถสัญจรไปมา พร้อมทั้งฉีดน้ำทำความสะอาดถนนจากคราบหินขยะที่ไหลลงมาจนทำให้รถสามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติแล้ว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451285&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s7j95ZMNBqjNxJNncmg-N

  • ครม.เห็นชอบชูเมืองรอง กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    ครม.เห็นชอบชูเมืองรอง กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    ครม.เห็นชอบชูเมืองรอง กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (21 ต.ค.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี

    สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000100632&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c0yC2BKwv6rWze47dlgON

  • ครม.ไฟเขียว กิน-เที่ยว 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5 เท่า

    ครม.ไฟเขียว กิน-เที่ยว 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5 เท่า

    ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ วงเงิน 20,000 บาท ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนภาษีบุคคล เมืองรอง 1.5 เท่า เมืองหลัก 1 เท่า

    วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ 5 มาตรการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะมาช่วยเติมเต็มให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่จะตกท้องช้างนิดหน่อย ที่สำคัญอยากเห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงช่วยต่อยอดตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ

    ครม. เห็นชอบ 5 มาตรการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง แบ่งเป็น

    • ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท
    • ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ได้อีกไม่เกิน 10,000 บาท

    โดยค่าใช้จ่ายที่เมืองหลัก ลดหย่อนได้ 1 เท่า และเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง จึงเท่ากับว่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริงในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง และ 1.5 เท่าในเมืองหลัก

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 คิดเป็นวงเงิน 13,000 ล้านบาท โดยให้พิจารณาจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้น 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1. หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2. ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    5. ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890465&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U0z7vxQagsbrj9zBWdIJp

  • มติ ครม. เคาะมาตรการท่องเที่ยว ลดหย่อยภาษีสูงสุด 20,000 บาท

    มติ ครม. เคาะมาตรการท่องเที่ยว ลดหย่อยภาษีสูงสุด 20,000 บาท

    มติ ครม. เคาะมาตรการท่องเที่ยว ลดหย่อยภาษีสูงสุด 20,000 บาท

    มติ ครม. เคาะมาตรการท่องเที่ยว ลดหย่อยภาษีสูงสุด 20,000 บาท

    21 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการย่อย กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

    (1) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศและสนับสนุน ห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งสนับสนุนการบริโภคและส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 

    •  ให้ผู้มีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนำค่าที่พัก และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท 
    • กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการหักค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้

          – ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารตามที่จ่ายจริงในจังหวัดท่องเที่ยวรอง จำนวน 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
          – ลดหย่อนได้ 1.0 เท่าของค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารตามที่จ่ายจริงในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดท่องเที่ยวรอง

    (2) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) เพื่อให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569 

    • ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่าย ด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก
    • กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI)  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป 
    • มอบหมายให้กระทรววงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง พิจารณาความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พัก และค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่อไป

    (3) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการให้สอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 โดยขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10.0 เป็นร้อยละ 5.0 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01

    (4) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก สำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – วันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมได้ 2 เท่า โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน ร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าวตามจำนวนที่จ่ายจริง 

    โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรม สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่ต้องการแหล่งเงินทุนเสริมสภาพคล่อง โดย กค. อยู่ระหว่างพิจารณาเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ซึ่งได้แบ่งวงเงิน จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว (Renovation) รวมถึง Supply Chain ด้วยแล้ว นอกจากนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จัดทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบกิจการ ดังกล่าว เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการ โรงแรมที่พัก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    โดย ครม. ได้มีมติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
    1. เห็นชอบในหลักการของมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ
    2. เห็นชอบในหลักการของมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) และการกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะ รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมทั้งมอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตรา ค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่อไป
    3. เห็นชอบในหลักการของมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 และร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 1 ฉบับ พร้อมนี้ขอความร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป
    4. เห็นชอบในหลักการของมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. จำนวน 1 ฉบับ
    5. รับทราบการดำเนินโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    โดย กระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศจะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.04 – 0.05 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.03 – 0.04 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/608847&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DhBDC4csYncogV786VyyY

  • ครม. เคาะ 5 มาตรการ เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. 68

    ครม. เคาะ 5 มาตรการ เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. 68

    ครม. เคาะ 5 มาตรการ เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี ลดหย่อนภาษีสูงสุด 1.5 เท่า สูงสุด 30,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. 68

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายนประเทศ โดยมี 5 มาตรการย่อย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง พร้อมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงที่พัก โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกทางภาษี

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศมีดังนี้

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว
    2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล เพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ
    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2569
    4. มาตรการขยายระยะเวลา การปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิง หรือหย่อนใจ
    5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุง โรงแรมที่พัก

    ซึ่งแต่ละมาตรการต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม หรือที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 ลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    (1.1) ใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท
    (1.2) ใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    มาตรการนี้ให้สิทธิลดหย่อนสำหรับท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า ส่วนเมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอใน 15 จังหวัด สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง หรือลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท


    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว

    ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)

    เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    1. หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)
    2. หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)
    3. ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย

    การฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท.

    โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป

    พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน


    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 68-31 มี.ค. 69

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป


    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

    สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    “กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944351/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07fvUttiWyas9ncvfGCfJ5

  • ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ผู้ประกอบการได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พัก หน่วยงานราชการต้องเร่งเบิกจ่ายงบปี 69 ไม่น้อยกว่า 60%

    วันนี้ (21 ต.ค. 68) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มติ ครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ มุ่งให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการระยะยาว เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง

    สำหรับภาษีบุคคลธรรมดา สนับสนุนการท่องเที่ยว นำค่าที่พัก ค่าบริการร้านอาหาร ลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง ในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ รอบแรกไม่เกิน 10,000 บาท ส่วน 10,000 บาทที่สอง ได้เฉพาะอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท

    มาตรการภาษีนิติบุคคลสำหรับการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ นำไปลดหย่อนภาษี เมืองรองลดได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ส่วนพื้นที่อื่นได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณปี 69 สำหรับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. ให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60% นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 เน้นเมืองรองเป็นลำดับแรก ซึ่งการเบิกจ่ายจะเป็นเคพีไอสำหรับผู้บริหาร

    มาตรการภาษีปรับปรุงโรงแรมที่พัก บริษัท หรือผู้ประกอบการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายพื้นที่ได้ 2 เท่า ของรายจ่ายจริง เริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิง หรือหย่อนใจ ลดจาก 10% เป็น 5% ขยายออกไปอีก 1 ปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59558&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_8zQAmey0UQ3sTZdrNh_w

  • ฟ้าเปิด! ‘6 ราศี’ รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ฟ้าเปิด! ‘6 ราศี’ รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ฟ้าเปิด! '6 ราศี' รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ฟ้าเปิด! ‘6 ราศี’ รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    เตรียมเฮให้สุดเสียง! “หมอบอย เคลียร์ชัด” เปิดดวงฟ้าเปิด 100% สำหรับ 6 ราศีสุดปัง เงินหล่นใส่แบบไม่ทันตั้งตัว มีโชคใหญ่ งานเข้า ธุรกิจรุ่ง กิจการปัง เทวดาซัพพอร์ตทุกฝีก้าว ดันดวงให้พุ่งแรงจนฉุดไม่อยู่

    วงการโหราศาสตร์คึกคักอีกครั้ง เมื่อ “หมอบอย เคลียร์ชัด” นักพยากรณ์ชื่อดัง ออกมาเปิดดวงสุดแม่นยำ พร้อมทำนายแรงส่งปลายเดือนตุลาคมนี้ว่า จะมี “ฟ้าเปิด 100%” ให้กับ 6 ราศี ที่กำลังจะกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเรื่องการเงิน การงาน และโชคลาภแบบไม่ทันตั้งตัว

    ฟ้าเปิด! '6 ราศี' รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    โดย “หมอบอย” เผยว่า ผู้ที่เกิดในราศี

    • กันย์ 
    • มีน
    • ธนู
    • พฤษภ
    • กรกฎ
    • มังกร

    เตรียมตัวรับทรัพย์แบบลับ ๆ เงินจะเข้ากระเป๋าแบบฉ่ำ ๆ มีรายได้ใหม่ หรือผลกำไรจากสิ่งที่ลงทุนไว้ก่อนหน้าอย่างไม่คาดคิด แถมยังมี โชคใหญ่มาแบบงง ๆ บางคนอาจได้รับข่าวดีเรื่องงานใหญ่ หรือได้โปรเจกต์ที่ทำให้ฐานะพลิกขึ้นในพริบตา

    นอกจากนี้ “หมอบอย” ยังเผยว่า ใครที่ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าชีวิตติดขัด เจออุปสรรค ให้ใจเย็นไว้ เพราะช่วงนี้ “แต้มบุญกำลังขึ้น” เทวดา ครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์กำลังช่วยส่งพลังหนุนหลังอย่างแรง ทำให้เรื่องที่เคยพังกลับมาราบรื่น เรื่องที่รอคอยมานานกำลังจะสมหวัง และดวงกำลังจะเปลี่ยนจากมืดเป็นสว่างจ้า

    นี่คือช่วงเวลาทองของ 6 ราศี ฟ้าเปิดแบบเต็มร้อย ใครค้าขายจะรุ่ง ใครลงทุนจะรวย ใครตกงานจะมีงานใหญ่เข้ามาแบบฟ้าประทาน” — หมอบอย เคลียร์ชัด กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจ พร้อมย้ำว่า นี่คือสัญญาณจากฟ้าที่มาพร้อม “ดวงทะลุขีดจำกัด” ของจริง

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    ‘6 ราศี’ ที่ดวงปังขั้นสุด ฟ้าเปิด 100% ได้แก่ กันย์ – มีน – ธนู – พฤษภ – กรกฎ – มังกร เตรียมรับทรัพย์ก้อนโต เงินไหลเข้ากระเป๋าแบบเงียบ ๆ แต่หนักแน่น โชคลาภ งานใหญ่ และความสำเร็จรออยู่ตรงหน้า ฟ้าเปิดทางให้โชคชะตาพลิกขึ้นแท่นคนดวงดีแห่งปี!

    #หมอบอยเคลียร์ชัด #เปิดดวง6ราศี #ฟ้าเปิด100เปอร์เซ็นต์ #ดวงรุ่งรับทรัพย์ #คมชัดลึก

    ฟ้าเปิด! '6 ราศี' รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/608840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C4iIw0skbiExLCi4C5voW

  • &

    &

    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250-1,320 จุด ท่ามกลางแรงกดดันความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ประกอบกับเศรษฐกิจส่อชะลอตัวจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง จับตามารตการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายพลังงาน “Quick Big Win” การขนส่งทางราง และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว แนะกลยุทธ์ช้อป 6 หุ้นเด่น MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA, AAV

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในสัปดาห์นี้ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,250-1,320 จุด ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทางโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับกฎระเบียบของจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการควบคุมการส่งออกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอีกด้วย

    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงชะลอตัวจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ โดยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อเริ่มส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

    ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 36 จุด สู่ระดับ -12.8 ในเดือนตุลาคม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ +9.5 โดยดัชนีที่มีค่าเป็นลบสะท้อนถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงดัชนี โดยล่าสุด ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ยืนยันความพร้อมในการเดินหน้าตามนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงานและรัฐบาล โดยจะจัดสรรงบประมาณปี 2568 เพื่อสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พลังงาน โดยเน้นพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนทุรกันดาร

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund: Thai ESG) โดยขยายประเภททรัพย์สินที่สามารถลงทุนได้ ให้ครอบคลุมถึงหน่วยลงทุนของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Funds) ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 14-21 ต.ค. หุ้นกลุ่มธนาคารส่งงบการเงินงวดไตรมาส 3/68, สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและ วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 21 ต.ค. สหรัฐ รายงานยอดขายของห้างสรรพสินค้าในสหรัฐฯ,22 ต.ค. ญี่ปุ่น รายงานยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนก.ย.,สหรัฐ รายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, 23 ต.ค. สหรัฐ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนก.ย. และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย., 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งที่ 7/68

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้แก้ MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA, AAV โดยในสัปดาห์นี้จับตาการประชุมครม.จะพิจารณา “4 มาตรการใหญ่” กระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มการเดินทางเมืองรอง ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ปี 2568 ราว 0.05-0.06% สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iez0kpeanqosjgoarl49b9wezhkkgg8c&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_YRD448fFupC3CFxzJOQH