Category: ท่องเที่ยว

  • เจาะเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพง เพื่อหาความหมายและตัวตน

    เจาะเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพง เพื่อหาความหมายและตัวตน

    3. Travel to Heal : การเดินทางเพื่อ ‘สุขภาพ’ และ ‘การฟื้นฟู’ 

    เทรนด์นี้เติบโตควบคู่ไปกับความเครียดในชีวิตประจำวัน โดยการเดินทางเพื่อสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อน แต่รวมถึงกิจกรรมที่ท้าทายด้วย เช่นการค้นหา “กอล์ฟและรีสอร์ทสปา” พุ่งถึง 300% ขณะที่แพ็กเกจ “สกีและสปา” เพิ่มขึ้น 250%

    ธุรกิจ Wellness และ Medical Tourism จะโตระเบิด แต่ต้องนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการพักผ่อนเต็มรูปแบบ และการ “Active Wellness” ที่รวมกิจกรรมผจญภัยหรือการออกกำลังกายเข้ากับการดูแลตัวเอง

    4. Travel to Connect : การเดินทางเพื่อ ‘เชื่อมโยง’ ผู้คน

    การเดินทางกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างคอมมูนิตี้และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับเพื่อน, ครอบครัว, และกลุ่มผู้สนใจเดียวกัน โดยเฉพาะคอนเสิร์ตและกีฬา นักท่องเที่ยว 2 ใน 3 ยินดีเดินทางไปต่างประเทศเพื่อชมคอนเสิร์ต ขณะที่ “Endurance Tourism” (การท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมความทนทาน เช่น วิ่งมาราธอน, แข่งปั่นจักรยาน, Hyrox) เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

    แพ็กเกจ “ทัวร์คอนเสิร์ตแบบครบวงจร” อาจเป็นโอกาสทองสำหรับผู้จัดงานอีเวนต์และสถานที่จัดแสดงที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว

    5. Travel of Tomorrow : การเดินทางแห่งอนาคตด้วยพลังของ ‘AI’

    ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี AI ในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น จนกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่ขาดไม่ได้ เทคโนโลยีอย่าง Gemini, AI Mode บน Google Search, และเครื่องมือวางแผนของ Trip.com (Trip.Planner) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ทางเลือก” แต่กำลังจะเป็นนักวางแผนทริปส่วนตัวที่รู้ใจที่สุด

    จากสถิติพบว่าการใช้ AI ค้นหาคำว่า “ช่วยวางแผนการเดินทาง (Help planning my trip)” พุ่งกว่า 190%

    เจาะเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพง เพื่อหาความหมายและตัวตน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/860400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B3xoZ4TEWZBU8tquq7t6m

  • เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ที่ภูหินร่องกล้า “ซากุระญี่ปุ่น” พันธุ์แท้ เบ่งบานเป็นครั้งแรกของปีนี้ จุดเช็กอินใหม่บ้านร่องกล้า ท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน

    เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ที่ภูหินร่องกล้า “ซากุระญี่ปุ่น” พันธุ์แท้ เบ่งบานเป็นครั้งแรกของปีนี้ จุดเช็กอินใหม่บ้านร่องกล้า ท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน

    วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้เริ่มต้นฤดูหนาว นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นไปสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น กางเต้นนอน ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า กันอย่างคึกคัก ท่ามกลางอุณหภูมิ 19 องศาเซลเซียล ซึ่งสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลดีให้ดอกซากุระญี่ปุ่น พันธุ์แท้ ที่ปลูกไว้จำนวน 350 ต้น ที่ “วิสาหกิจชุมชนปลูกซากุระญี่ปุ่นบ้านร่องกล้า” ได้ผลิดอกบานเป็นสีชมเป็นครั้งแรกหลายต้น ซึ่งปกติจะบานในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน

    ด้านนายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก พร้อมชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าม้งบ้านใหม่ร่องกล้า และนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้า ได้ร่วมกันสำรวจและชมแปลงปลูกดอกซากุระญี่ปุ่น เนื่องจากไม่คิดว่าปีนี้จะบานเร็วกว่าปกติ บางต้นเริ่มออกดอกสีชมพูตามกิ่งต่าง ให้ชมความงามแล้ว แม้จะยังไม่บานเต็มต้น เนื่องจากเป็นซากุระญี่ปุ่นที่เพาะเนื้อเยื่อและปลูกมาเพียง 3 ปี แต่สีชมพูเข้มของดอกที่เริ่มผลิบานก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชม โดยคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แปลงซากุระแห่งนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่ง “จุดไฮไลท์การท่องเที่ยวใหม่” ของบ้านร่องกล้าใจกลางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งดอกซากุระญี่ปุ่นจะบานในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ต่อเนื่องจากช่วงซากุระเมืองไทยหรือดอกนางพญาเสือโคร่งที่ภูลมโล

    นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนร่วมมือกับภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้ชาวไทยภูเขาในพื้นที่ โดยชาวบ้านในชุมชนได้ช่วยกันดูแลแปลงซากุระญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด คาดว่าอีก 2 ปีข้างหน้า ซากุระญี่ปุ่นกว่า 350 ต้นจะบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของบ้านใหม่ร่องกล้า นักท่องเที่ยวไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ก็สามารถชมซากุระแท้ได้ที่นี่ เพราะอากาศของหมู่บ้านที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,500 เมตร ใกล้เคียงกับสภาพอากาศของประเทศญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ การปลูกซากุระญี่ปุ่นในพื้นที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ระบบรากที่ไม่หยั่งลึกทำให้เสี่ยงต่อความชื้นในฤดูฝน และปัญหาหนอนด้วงแก้วกัดกินรากจนต้นไม้ตายบางส่วน แต่ด้วยความร่วมมือของชุมชนและการดูแลต่อเนื่องทำให้ส่วนใหญ่ยังคงรอดและเติบโตดี

    ด้านนายเชษฐ์ ลีชานนท์ ผู้ใหญ่บ้านใหม่ร่องกล้า เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการปลูกซากุระญี่ปุ่น และเริ่มเห็นความงามมากกว่าปีก่อน คาดว่าอีก 2–3 ปีข้างหน้า ซากุระญี่ปุ่นจะบานเต็มต้นทั้ง 350 ต้น บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของศูนย์สงเคราะห์ชาวเขา การปลูกซากุระญี่ปุ่นไม่เพียงเพิ่มความสวยงามให้หมู่บ้าน แต่ยังเป็น “ต้นทุนทางธรรมชาติ” ที่ช่วยต่อยอดอาชีพและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

    ตอนนี้พวกเราเปลี่ยนจากการทำเกษตรเป็นการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะการส่งเสริมท่องเที่ยวทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้และชีวิตดีขึ้น เราช่วยกันดูแลแปลงซากุระโดยการตัดหญ้า ใส่ปุ๋ยเดือนละ 1–2 ครั้ง และรดน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้เติบโตสมบูรณ์ คาดว่า ฤดูกาลท่องเที่ยวจะเริ่มคึกคักตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงกุมภาพันธ์ โดยซากุระญี่ปุ่นจะบานต่อจากดอกนางพญาเสือโคร่ง

    ดอกซากุระญี่ปุ่นบ้านใหม่ร่องกล้าจึงไม่เพียงสร้างความงดงามทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือของชุมชน และเป็นความหวังใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในจังหวัดพิษณุโลก

    /////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/10/24/191656&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mCb3_e3x89lEcdArELbtK

  • นายกฯ เปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    นายกฯ เปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    วันนี้ (24 ต.ค.) เวลา 16.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลคนกินเจ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 19” ณ บริเวณศาลหลักเมืองกระบี่ โดยแสดงความยินดีที่ได้มาร่วมในเทศกาลกินเจ เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่ออิ่มบุญ อิ่มใจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจนี้ด้วย โดยขอให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมนี้ และหากมีผู้ตกหล่นจะเร่งดำเนินการเพิ่มเติมในต้นปีหน้า เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนเสียสิทธิ์

    นายอนุทิน ยืนยันว่า รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้จังหวัดกระบี่มีความเจริญรุ่งเรือง พร้อมสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับทุกคน โดยจะผลักดันให้จังหวัดกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความคึกคัก ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาจับจ่ายใช้สอย สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น เพื่อให้ลูกหลานมีอาชีพ มีงานทำอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101719&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QkBaEmkLmoHL-W_dhw9rw

  • คปภ. ล่องใต้! จุดประกาย “ประกันภัยท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่จังหวัดกระบี่

    คปภ. ล่องใต้! จุดประกาย “ประกันภัยท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่จังหวัดกระบี่

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) นำโดย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เปิดโครงการส่งเสริมประกันภัยเชิงรุก ภายใต้แนวคิด “กิน เดิน เที่ยวท่อง ล่องใต้อย่างยั่งยืน ด้วยการประกันภัย” ณ โรงแรมกระบี่ รีสอร์ท ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

    เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า จังหวัดกระบี่เป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวหลักของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้น ๆ จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2568 จังหวัดกระบี่มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 77,917 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมกว่า 4.7 ล้านคน สะท้อนถึงศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่ความเติบโตดังกล่าวก็มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุจากการเดินทางทั้งอุบัติเหตุทางรถยนต์ อุบัติเหตุจากการใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงอุบัติเหตุทางน้ำและทางเรือ ซึ่งจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่มีจำนวนเที่ยวเรือโดยสารมากที่สุดในประเทศถึง 204,179 เที่ยวต่อปี และนักท่องเที่ยวใช้บริการเรือ จำนวน 4,226,913 คนต่อปี

    สำนักงาน คปภ. มุ่งผลักดันให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนอย่างเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงด้วยประกันภัย ภายใต้กรอบความร่วมมือยังได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “บริหารความเสี่ยงด้วยการประกันภัย สร้างโอกาสสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจากผู้แทน 6 หน่วยงาน ได้แก่

    1. นายวิภุช วิเศษสิงห์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กล่าวถึง “แนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และย้ำความสำคัญของประกันภัยในมาตรฐานความปลอดภัยการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว”

    2. นางสาวมลิวัลย์ จริตงาม นักวิชาการขนส่งชำนาญการ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขากระบี่ กล่าวถึง “มาตรการควบคุมความปลอดภัยทางน้ำ พร้อมเสนอให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารเข้าใจประกันภัยทางทะเลเพื่อคุ้มครองทั้งผู้โดยสารและผู้ประกอบการ”

    3. นางสาววิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำเสนอแนวคิด “การยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยมาตรฐานความปลอดภัย และการใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นต่อ ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ”

    4. นายประสาน โลหะจรีกุล รองประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดกระบี่ กล่าวถึง “บทบาทของภาคเอกชน ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น”

    5. ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย ให้มุมมองเกี่ยวกับ “บทบาทของภาคธุรกิจประกันภัยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยว ทั้งประกันภัยเดินทางและประกันภัยเรือโดยสาร”

    6. นายอมรศักดิ์ มาลา ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการประกันภัย สำนักงาน คปภ. กล่าวสรุป “แนวทางการส่งเสริมประกันภัยเชิงรุก พร้อมย้ำความสำคัญของการสร้าง “วัฒนธรรมประกันภัย” ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่”

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม CSR มอบเสื้อชูชีพ ให้แก่ ชมรมผู้ประกอบการเรือโดยสารอ่าวนาง สหกรณ์เรือหางยาวอ่าวนาง และชมรมผู้ประกอบการเรือโดยสารหาดนพรัตน์ธารา พร้อมรณรงค์ “5 เช็กอุ่นใจ ลงเรือปลอดภัย มีประกันภัยคุ้มครอง” ได้แก่

    1. เช็กสภาพเรือ สภาพดีไม่ชำรุด ไม่บรรทุกเกินกำหนด

    2. เช็กความพร้อมของผู้ขับเรือ มีใบอนุญาตถูกต้อง ไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมา มีการแนะนำความปลอดภัย

    3. เช็กอุปกรณ์เรือและเสื้อชูชีพ เสื้อชูชีพครบ สภาพดี มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต

    4. เช็กเอกสาร มีใบอนุญาต และทะเบียนเรือถูกต้องไม่หมดอายุ

    5. เช็กการทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสาร มีกรมธรรม์คุ้มครองผู้โดยสารตามกฎหมาย คุ้มครองกรณีเสียชีวิต บาดเจ็บ และค่ารักษาพยาบาล

    โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่จำนวนมาก อาทิ โรงแรม รถเช่า เรือโดยสาร และธุรกิจบริการท่องเที่ยวอื่น ๆ

    เลขาธิการ คปภ. กล่าวย้ำว่า “สำนักงาน คปภ. มุ่งผลักดันให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของพื้นที่ ช่วยสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ พร้อมสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวคุณภาพ ประกันภัยจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือชดเชยความเสียหาย แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966628&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FAKgrbhiJZ2CU1pEjl6G9

  • “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” สร้างสุข กระตุ้นท่องเที่ยวชุมชนบางปู | TOPNEWS

    “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” สร้างสุข กระตุ้นท่องเที่ยวชุมชนบางปู | TOPNEWS

    วันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่แหล่งชุมชนท่องเที่ยวตำบลบางปู (จุดลงเรือ Amazing Bangpu) ม.3 ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี นายอภินันท์ หมวดแก้ว นายอำเภอยะหริ่ง เป็นประธานเปิดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ประจำปี 2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ลุกมาน สะอะ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มแห่งความสุข โดยเริ่มต้นด้วยกิจกรรมวิ่งนำโดยนายอำเภอยะหริ่ง ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน พร้อมแวะถ่ายภาพเช็กอินตามจุดต่าง ๆ จากนั้นผู้เข้าร่วมได้ล่องเรือชมความงดงามของ “อุโมงค์ป่าโกงกางบางปู” หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชื่อดังของจังหวัดปัตตานี สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง

    นายอภินันท์ หมวดแก้ว กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจของประชาชนและสมาชิกแม่บ้านมหาดไทย ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอยะหริ่งให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดปัตตานีในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ปัตตานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1367466&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S2wR4cdamvlGtVA3Df4hj

  • อุทยานฯ แก่งกระจาน ประกาศ “ห้ามเข้า” น้ำตกแม่กระดังลา หลังมีคนลื่นล้ม ย้ำ! พื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างพัฒนาก่อนเปิดท่องเที่ยว | TOPNEWS

    อุทยานฯ แก่งกระจาน ประกาศ “ห้ามเข้า” น้ำตกแม่กระดังลา หลังมีคนลื่นล้ม ย้ำ! พื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างพัฒนาก่อนเปิดท่องเที่ยว | TOPNEWS

    อุทยานฯ แก่งกระจาน ประกาศ “ห้ามเข้า” น้ำตกแม่กระดังลา หลังมีคนลื่นล้ม ย้ำ! พื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างพัฒนาก่อนเปิดท่องเที่ยว

    • เผยแพร่ : 24/10/2025 15:36

    23 ต.ค. 68 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ออกประกาศสั่งห้ามบุคคลเข้าพื้นที่น้ำตกแม่กระดังลา หลังเกิดเหตุชายวัย 23 ปี ลื่นล้มได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถขยับตัวได้ โดยการช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ถนนเป็นทางลูกรัง และห่างไกลชุมชน โดยล่าสุดได้นำส่งผู้บาดเจ็บถึงมือแพทย์อย่างปลอดภัยแล้ว พร้อมย้ำ น้ำตกดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสำรวจและพัฒนา เพื่อให้มีความพร้อมและถูกต้องตามระเบียบก่อนเปิดรับนักท่องเที่ยว

    นายอรรถพงษ์ เภาอ่อน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 14.24 น. ของวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ได้รับรายงานจากหัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ.5 (เขาพุพลู) ว่ามีประชาชนลื่นล้มบริเวณน้ำตกแม่กระดังลา จึงได้สั่งการให้ชุดกู้ภัยและค้นหาของอุทยานฯ ประสานงานกับอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญสถานจังหวัดเพชรบุรี เข้าให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน

    จากการตรวจสอบพบว่าผู้บาดเจ็บเป็นชายอายุ 23 ปี ภูมิลำเนาในท้องที่ ได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถขยับตัวได้ การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพพื้นที่จุดเกิดเหตุอยู่ห่างไกลจากชุมชน สภาพถนนเป็นทางลูกรัง และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เข้าถึง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยสามารถให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บรายดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย และนำส่งโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ออกประกาศห้ามบุคคลเข้าไปในพื้นที่น้ำตกแม่กระดังลาอย่างเด็ดขาด เนื่องจากปัจจุบันน้ำตกแห่งนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการสำรวจและจัดทำข้อมูลเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ถูกต้องตามระเบียบ จึงยังไม่มีความพร้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับการท่องเที่ยว อีกทั้งระยะทางจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ.5 (เขาพุพลู) ไปยังน้ำตกแม่กระดังลา มีระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัย อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ รวมถึงจำนวนเจ้าหน้าที่ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลและอำนวยความสะดวกต่อประชาชาชนที่จะเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

    หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แจ้งเพิ่มเติมว่า ทางอุทยานฯ จะเร่งดำเนินการพัฒนา เพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัยและถูกต้องตามระเบียบฯ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต
    วุฒิเดช ก้อนทองคำ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย ภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1367121&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VsWTZZTHf-WMRWj7rjYTK

  • ตร.ท่องเที่ยวจับมัคคุเทศก์ไทยยอมให้ต่างด้าวทำหน้าที่แทน วัดใหญ่ชัยมงคล

    ตร.ท่องเที่ยวจับมัคคุเทศก์ไทยยอมให้ต่างด้าวทำหน้าที่แทน วัดใหญ่ชัยมงคล

    ภูมิภาค

    ตร.ท่องเที่ยวจับมัคคุเทศก์ไทยยอมให้ต่างด้าวทำหน้าที่แทน วัดใหญ่ชัยมงคล

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 11.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.1 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ ผกก.2 บก.ทท.1 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้ร่วมกันจับกุม นายสิรภพ อายุ 67 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร ขณะอยู่บริเวณ หน้าวัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา

    จากการตรวจสอบพบว่า นายสิรภพ ยินยอมให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ทำหน้าที่แทนตน ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451658&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gXqt_3frP2EBlJ7KBHNJX

  • เปิดฮาวทู ‘ท่องเที่ยวไทย’ คัมแบ็กปี 69  ‘ยุทธศักดิ์’ แนะสูตรแกร่ง-อบอุ่น-เร้าใจกว่าเดิม!

    เปิดฮาวทู ‘ท่องเที่ยวไทย’ คัมแบ็กปี 69 ‘ยุทธศักดิ์’ แนะสูตรแกร่ง-อบอุ่น-เร้าใจกว่าเดิม!

    เมื่อพัฒนาการของตลาด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ชะลอตัวในปี 2568 หลัง “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) คาดการณ์ว่าตลอดปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 33 ล้านคน จากประมาณการเดิม 37 ล้านคน โดยเป็นการลดลงจากกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญ สร้างรายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปี 2567 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดมีจำนวน 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% สร้างรายได้ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%

    ส่วนใน ปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้ท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ตลาดในประเทศมีจำนวน 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% สร้างรายได้ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1%

    ยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวในฐานะอดีตผู้ว่าการ ททท. ว่า “Thailand’s Grand Comeback” เป็นแนวทางการฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเหมือนในช่วงที่ผ่านมา มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง บนแนวคิด “Stronger, Warmer, More Amazing ท่องเที่ยวไทยแกร่งขึ้น อบอุ่นกว่าเก่า เร้าใจกว่าเดิม”

    Stronger แกร่งขึ้น เจาะกลุ่ม Quality Mass

    ในมุม “Stronger แกร่งขึ้น” ด้วยต้นทุนการบริโภคในไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น ค่าที่พัก และค่าอาหาร เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ความได้เปรียบด้านราคาในฐานะจุดหมายปลายทางที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงของไทยลดลง จากข้อมูลดัชนี Travel & Tourism Development (TTDI) ปี 2567 พบว่าดัชนีการแข่งขันด้านราคาของไทยอยู่อันดับ 48 ของโลก ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้า 3 อันดับและเป็นอันดับรองสุดท้ายของกลุ่มอาเซียนในการแข่งขันด้านราคา ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยถูกกว่าสิงคโปร์แค่ประเทศเดียว ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการทำการตลาดใหม่ หันไปเน้น “ความคุ้มค่า” เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันในฐานะจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่า

    นอกจากนี้ ต้องเพิ่มการทำตลาดกับนักท่องเที่ยวกลุ่ม “Quality Mass” เช่น กลุ่มไมซ์ (MICE : การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในระยะสั้น ขณะเดียวกันต้องเร่งส่งเสริมการขาย นำเข้า “กลุ่มนักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูง” (Big Spender) เช่น กลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Health and Wellness) และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (Bleisure) นอกจากนี้ ให้เร่งสื่อสารการตลาดกับทั้งกลุ่มเดินทางซ้ำ (Re-visit) ให้กลับมาฟื้นความทรงจำ และกลุ่มเดินทางครั้งแรก (First Visit) ให้มาสร้างประสบการณ์ที่จะกลายเป็นความทรงจำสุดประทับใจ รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีหนังสือเดินทางครั้งแรก (First Time Passport Holder)

    ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น “สายการบิน” มุ่งเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศไทยให้อัตราฟื้นตัวกลับมาเพิ่มขึ้น หากสามารถเพิ่มทั้งจำนวนเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งให้กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ ก็จะไม่ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงเกินไป เพราะถ้าราคาตั๋วเครื่องบินสูง อาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางมาไทย แล้วเลือกไปที่อื่นที่มีต้นทุนในการเดินทางต่ำกว่า ดังนั้นต้องเร่งเปิดเส้นทางบินทั้งเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมของเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งมากเพียงพอที่ไม่ส่งผลกระทบด้านราคาตั๋วเครื่องบิน

    Warmer อบอุ่นกว่าเก่า สมเกียรติ “ประเทศแห่งรอยยิ้ม”

    “Warmer อบอุ่นกว่าเก่า” ต้องเปลี่ยนแปลงสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รับรู้และยอมรับในฐานะ “ประเทศแห่งรอยยิ้มของคุณภาพและความปลอดภัย” เน้นสร้างเชื่อมั่นในระบบการรักษาความปลอดภัย โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการยกระดับปัจจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security) โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตำรวจท้องที่ และการเดินคนเดียวอย่างปลอดภัยในยามวิกาล สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัย ปัญหาอาชญากรรมต่อทรัพย์สินส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยว อุบัติเหตุ ตลอดจนปัญหาการเอารัดเอาเปรียบและหลอกลวงนักท่องเที่ยว และด้านคุณภาพการบริการ (แท็กซี่)

    More Amazing เร้าใจกว่าเดิม เติมความสนุก

    “More Amazing เร้าใจกว่าเดิม” สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวบนความรู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น หรือมีความสุขที่ได้เดินทางท่องเที่ยวด้วย “ความสนุก” โดยมุ่งกระตุ้นความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศกลับมาเที่ยวไทยด้วยมุมมองใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พร้อมสร้างการจดจำภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในสายตาของคนทั้งโลก ประเทศไทยต้องถูกจดจำในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “สนุก” ที่เกิดจากประสบการณ์เดินทางผ่านวัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิต และธรรมชาติ และเป็น “Amazing Thailand” บนพื้นฐานของความสนุกและปลอดภัย

    จับตามาตรการรัฐกระตุ้น “ไทยเที่ยวไทย”

    สำหรับตลาด “ไทยเที่ยวไทย” มีแนวโน้มใช้จ่ายปรับตัวลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศและภาวะหนี้ครัวเรือน ดังนั้นการคาดหวังที่จะให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมาช่วยสนับสนุนการสร้างรายได้การท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศนับเป็นเรื่องท้าทาย อย่างไรก็ดี หากเน้นการตลาดเพิ่มความถี่การท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยลดต้นทุนการเดินทาง มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะใกล้ภายในภูมิภาคมากกว่าการเที่ยวข้ามภาคที่มีต้นทุนในการเดินทางสูงกว่า และใช้ “เมืองรอง” เป็นสนามแม่เหล็กดึงดูดและกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยการสร้างกิจกรรมใหม่ๆ เป็นจุดขายใหม่กระตุ้นให้คนไทยเปลี่ยนมาเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น แทนการท่องเที่ยวในต่างประเทศ ประกอบกับโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าก็อาจทำให้ตลาดไทยเที่ยวไทยช่วยสร้างรายได้ในภาพรวมของประเทศ บรรลุเป้าหมายการสร้างรายได้ที่วางไว้

    Quick Win สร้างภาพลักษณ์ใหม่ เที่ยวไทยสนุก-ปลอดภัย

    ยุทธศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ “Quick Win” ด้านการท่องเที่ยว ภายใต้ Thailand’s Grand Comeback เร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว วางรากฐานเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง เป็น Quick Win เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เที่ยวไทยสนุกและปลอดภัย ประเทศไทยใส่ใจคุณภาพนักท่องเที่ยว นำเสนอประเทศไทยในมิติใหม่ ประเทศที่ไม่เพียงแต่เป็นมิตร ยิ้มแย้ม และต้อนรับอบอุ่นเท่านั้น แต่ยังมีมาตรฐานคุณภาพระดับสากล ความปลอดภัยที่เชื่อมั่นและตรวจสอบได้ และประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่ากับทุกการเดินทาง

    “Sanook Siam – Unseen Pure Local” เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองและชนบท ผ่านการกำหนด Value Prepositions ใหม่ สร้างจุดขายใหม่ที่สะท้อน “เสน่ห์แท้จากถิ่นไทย” “ความสนุกแบบไทย” และ “เปิดมุมมองใหม่” (Unseen) ให้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติได้สัมผัสความงดงาม วิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังคงเอกลักษณ์ไว้อย่างแท้จริง เน้นให้เกิดประสบการณ์เชิงลึกและสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้าน “HOPE – Wellness Journeys to Thailand” สร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงให้เข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Health and Wellness ทั้งนี้จากข้อมูลของ Global Wellness Institute มูลค่าของ “เศรษฐกิจสุขภาพ” (Wellness Economy) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากตลาด 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563 เป็นตลาด 7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568

    ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในปัจจุบันคิดเป็น 4.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐของยอดรวมนี้ แต่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์การเติบโตเกือบ 20% ต่อปี โดยตลาดการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพคาดว่าจะเป็นอุตสาหกรรมมูลค่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568

    เปิดฮาวทู ‘ท่องเที่ยวไทย’ คัมแบ็กปี 69  ‘ยุทธศักดิ์’ แนะสูตรแกร่ง-อบอุ่น-เร้าใจกว่าเดิม!

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1204509&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g0_RLgvsOIXG-9qwdFNQt

  • ททท.อุดรฯ จัดคอนเสิร์ตสร้างสีสันการท่องเที่ยวบนถนนมิตรภาพแห่งเสียงเพลง | เดลินิวส์

    ททท.อุดรฯ จัดคอนเสิร์ตสร้างสีสันการท่องเที่ยวบนถนนมิตรภาพแห่งเสียงเพลง | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5235010/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ama-oDDtLCeSQw8mmydfG

  • ดอยผ้าห่มปก ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว เช้าวันนี้อุณหภูมิ 11 องศาฯ ทะเลหมอกสวยงามดั่งภาพวาด

    ดอยผ้าห่มปก ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว เช้าวันนี้อุณหภูมิ 11 องศาฯ ทะเลหมอกสวยงามดั่งภาพวาด

    ดอยผ้าห่มปก ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว เช้าวันนี้อุณหภูมิ 11 องศา ขณะที่บรรยากาศสุดฟิน ทะเลหมอกสวยงามดั่งภาพวาด

    เช้าวันที่สองของฤดูหนาวที่จังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศที่ยอดดอยผ้าห่มปก, ลานกางเต็นท์อ่างขาง (ม่อนสน), ลานกางเต็นท์บ้านเล็กในป่าใหญ่ เริ่มคึกคัก อุณหภูมิที่ยอดดอยผ้าห่มปกเช้านี้เพียง 11 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสอากาศหนาวและชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

    ขณะที่บรรยากาศยามเช้าสะท้อนให้เห็น ถึงการเริ่มต้นของฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีอย่างเต็มตัว โดยทางอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ได้มีการจัดเตรียมพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืน ทั้งพื้นที่กางเต็นท์และบริการเช่าเต็นท์ โดยคิดค่าบริการนำเต็นท์มาเองคนละ 30 บาท เช่าเต็นท์หลังละ 225 บาท พร้อมอุปกรณ์เสริมให้เช่าเพิ่มเติม เช่น ผ้าห่ม หมอน และแผ่นรองนอน เริ่มต้นชิ้นละ 10–30 บาท

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพื้นที่อุทยานฯ ต้องชำระค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน ผู้ใหญ่ชาวไทย 60 บาท เด็ก 30 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท ส่วนยานพาหนะ รถจักรยานยนต์คิดค่าบริการ 20 บาท และรถยนต์ 30 บาท

    บรรยากาศหนาวเย็น และมองเห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้า แสงสีทองตัดกับไอหมอกบางๆ ที่ลอยคลุมเหนือทิวเขาอย่างสวยงาม ลมหนาวพัดโชยเบาๆ เพิ่มความสดชื่นให้ผู้มาเยือน สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/eattravelrest/tourist-attraction/3803249/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YbJgNvIQF_ylLwDF-1vSi