Category: ท่องเที่ยว

  • นักวิชาการ มธ. เชียร์ เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    นักวิชาการ มธ. เชียร์ เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยหลังวิกฤตโควิด เสียงจากภาควิชาการเริ่มสะท้อนข้อกังวลต่อมาตรการ ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในมิติของคุณภาพนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศ

    ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดการยกเลิกมาตรการดังกล่าว พร้อมเสนอให้ปรับกลยุทธ์การดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศไทยต้องการยกระดับสู่ ‘การท่องเที่ยวคุณภาพ’

    ฟรีวีซ่าแบบเหมารวม เปิดช่อง ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ’

    ศ.วิทวัส ระบุว่า การให้ฟรีวีซ่าแบบเหมารวมกับทุกประเทศ แม้จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่กลับมีข้อเสียสำคัญ คือเปิดโอกาสให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น

    กลุ่มดังกล่าวรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เน้นการใช้จ่ายต่ำ เลือกจุดหมายปลายทางราคาประหยัด หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ และทุนสีเทาที่แฝงตัวเข้ามาใช้ประโยชน์จากช่องว่างของนโยบาย

    นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่ตามมา เช่น การเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่าพื้นที่เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน ซึ่งลดโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระบบ

    กระทบภาพลักษณ์-ดันต้นทุนพื้นที่ท่องเที่ยว

    หลังโควิดประเทศไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ไปสู่การดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงมากขึ้น แต่มาตรการฟรีวีซ่ากลับสวนทางกับเป้าหมายดังกล่าว

    การมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เน้นราคาประหยัด ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเกิดภาวะ ‘โอเวอร์ทัวริซึม’ หรือมีนักท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถในการรองรับ ส่งผลต่อคุณภาพการบริการ และภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ

    ในบางพื้นที่ยังเกิดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ เช่น กรณีของอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เคยเผชิญกับการปรับตัวของราคาสินค้าและบริการจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    จังหวะเหมาะ ยกเลิกช่วงท่องเที่ยวโลกชะลอตัว

    ศ.วิทวัส มองว่า ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จากปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

    การปรับนโยบายในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงที่ตลาดกำลังคึกคัก ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลง

    เสนอ ‘Travel Fee’ และวีซ่าเฉพาะกลุ่มประเทศ

    เพื่อทดแทนมาตรการเดิม นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือใหม่ในการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว เช่น

    • การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (Travel Fee) หรือค่าเหยียบแผ่นดินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    รายได้สามารถนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือเป็นกองทุนดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยว ลดภาระงบประมาณภาครัฐ

    • การให้ฟรีวีซ่าแบบเฉพาะเจาะจง เช่น

    1.ฟรีวีซ่าทวิภาคี (แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ)

    2.ฟรีวีซ่าสำหรับประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่

    3.ระบบลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว (คล้ายเกาหลีหรือญี่ปุ่น)

    แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น และยกเลิกสิทธิ์ได้เป็นรายกรณีหากพบความเสี่ยง

    ยังต้องรักษาสมดุล ‘นักท่องเที่ยวทุกระดับ’

    แม้จะเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง แต่ ศ.วิทวัส ชี้ว่า รัฐบาลไม่ควรมองข้ามนักท่องเที่ยวระดับกลางและระดับล่าง

    เนื่องจากกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น การใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น หรือการเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กที่คนไทยเป็นเจ้าของ

    ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวระดับสูงมักใช้บริการโรงแรมหรูที่อยู่ในเครือบริษัทต่างชาติ และบริโภคสินค้านำเข้า ซึ่งอาจไม่ได้กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากนัก

    ‘Exit Fee’ ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบคนทำงานต่างประเทศ

    สำหรับแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Fee) จากคนไทย เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ศ.วิทวัส เห็นว่าเป็นแนวคิดที่ ‘รับได้ในหลักการ’

    เนื่องจากช่วยสร้างรายได้ให้รัฐ ลดการพึ่งพางบประมาณ และกระทบคนในวงจำกัด

    อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดเงื่อนไขยกเว้นให้กับผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ หรือองค์กรธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องส่งพนักงานเดินทางบ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินควร

    ใช้รายได้คืนสู่ระบบท่องเที่ยวไทย

    ท้ายที่สุด ศ.วิทวัส เสนอว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ควรถูกนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญส่งเสริมเมืองรอง โครงการคูปองท่องเที่ยว หรือมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเที่ยวในประเทศ

    แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระจายรายได้ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และรู้สึกถึง “ผลตอบแทน” จากเงินที่จ่ายออกไป

    การปรับนโยบายฟรีวีซ่าอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวน แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางการท่องเที่ยวไทย ว่าจะเดินไปสู่การเติบโตเชิงปริมาณ หรือเลือกยกระดับสู่คุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/end-free-visa-travel-fee/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jy3lriQMp9gDKP8tPkbxL

  • รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน หนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน หนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด ณ จังหวัดสุโขทัย ว่า ในวันนี้ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่น้ำยม โดยมีนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปิยะ ลืออุติกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 บรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสถานการณ์น้ำในปัจจุบันของจังหวัดสุโขทัยยังบริหารจัดการได้ตามแผน โดยกรมชลประทานใช้ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมและระบายน้ำให้สอดคล้องกับฤดูกาล ทั้งการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อรักษาระดับน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ควบคู่กับการจัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ได้มอบหมายให้กรมชลประทานพัฒนาระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างรอบด้าน โดยการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งรวมถึงให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต จากนั้นได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ และพบปะกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในพื้นที่ ณ ที่ทำการกำนัน หมู่ 9 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานร่วมบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกของโครงการฯ อย่างทั่วถึง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรและชาวสุโขทัยให้ดีขึ้น” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว

    รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าวต่อว่า ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลป่าแฝก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ จ.ส.ท.สุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2561 ซึ่งเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรมการเกษตรสู่ชุมชนให้การต้อนรับ โดยได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรสู่ “เกษตรมูลค่าสูง” (High Value Agriculture) เน้นการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และได้เน้นย้ำบทบาทของ ศพก. ให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร และต่อยอดสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ในโอกาสนี้ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย มอบบัตรดินดีแก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน แก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย รวมทั้งปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ พันธุ์ปลา พันธุ์ผัก เป็นต้น พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย  

    ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/_d44lTNRY&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R8RK3u7M-n4jocKvQettb

  • รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ

    รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ

    6. ด้านพิทักษ์ผลประโยชน์ทางพาณิชยนาวีของชาติไทย โดยให้เน้นย้ำการยกระดับมาตรฐาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ผ่านความร่วมมือกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ควบคู่กับการดำเนินการเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    (6.1) ส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้านพาณิชยนาวีให้เพียงพอและตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยต้องได้มาตรฐานสากลตามที่ IMO กำหนด และมีเป้าหมายสามารถป้อนตลาดแรงงานโลกที่อยู่ในภาวะขาดแคลน

    (6.2) สร้างกรอบความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีด้านพาณิชยนาวี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

    (6.3) พัฒนาร่องน้ำที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว ให้มีมาตรฐานตามข้อกำหนดของสมาคมระหว่างประเทศว่าด้วยเครื่องช่วยการเดินเรือและประภาคาร (IALA)
    ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดแนวทาง “Quick Win” เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานในโครงการสำคัญ ดังนี้

    Quick Win 1: เร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จและเปิดใช้งานโดยเร็ว ครอบคลุมโครงการพัฒนาท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ท่าเรือเกาะสุกร จังหวัดตรัง และท่าเรืออเนกประสงค์อ่าวมะขามป้อม จังหวัดระยอง รวมถึงโครงการพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่องน้ำสงขลา ร่องน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ร่องน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่องน้ำตำมะลัง จังหวัดสตูล และร่องน้ำเชียงแสง จังหวัดเชียงราย

    Quick Win 2: ริเริ่มโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเสริมทรายชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี การพัฒนาระบบบริหารความปลอดภัยท่าเทียบเรือท่องเที่ยว (Port Control) ในพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ และระยอง การศึกษาพัฒนาท่าเรือดอนสักเพื่อเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์ การศึกษาด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำในทะเลสาบสงขลาตอนกลาง ตลอดจนการพัฒนาท่าเรือสำราญและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ฝั่งอันดามัน อ่าวไทยตอนบน และอ่าวไทยตอนล่าง รวมถึงการพัฒนาระบบแพลตฟอร์ม MSW (Maritime Single Window) เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนในการนำเข้า–ส่งออกสินค้า

    Quick Win 3: เสนอขออนุมัติดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในการพัฒนาท่าเรือสำราญเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำในระยะยาว

    รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ

    ในตอนท้าย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของกรมเจ้าท่า พร้อมกำชับให้คณะผู้บริหาร และบุคลากรทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย และทำให้ระบบคมนาคมทางน้ำของไทยมีความปลอดภัย ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bi5G7wu-RRaLxIU23H6fW

  • สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้

    • เผยแพร่ : 02/05/2026 18:28

    ปก web เชิดชูคนเบื้องหลัง

    ปก web ปั้นเด็กนอกระบบสู่สากล

    เชียงใหม่-สยามทีวีทุ่มแคมเปญ “ลดประชดร้อน” ลดสูงสุด 70% ผนึก 4 มหกรรมสินค้า ปลุกกำลังซื้อหน้าร้อนภาคเหนือ

    สุโขทัยคึกคัก! รมช.เกษตรฯ ตรวจประตูน้ำหาดสะพานจันทร์ หนุนกล้วยตาก-เกษตรอัจฉริยะ

    ระทึกลำพูน! ไฟไหม้โรงคัดแยกของเก่า ควันดำคลุ้งทั่วฟ้า ระดมรถน้ำสกัดวุ่น

    กอ.รมน.กำแพงเพชร เปิดตัวแอปฯ “พร้อมช่วย” ดูแลทหารใหม่ ผลัด 1/69

    ศุลกากรแม่สะเรียงสกัดจับ! ยึดเบนซิน 1,800 ลิตร จ่อลักลอบส่งออกสาละวิน

    สายบุญเนืองแน่น! “หลวงตาม้า” นำศิษย์สวดคาถามหาจักรพรรดิ รับวันแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564007&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jtsVuiav2TabOS5edILbi

  • หอการค้าฉะเชิงเทราจัดใหญ่! “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ครั้งที่ 3 ปลุกท่องเที่ยวตะวันออก รถร่วมกิจกรรมกว่า 80 คัน | TOPNEWS

    หอการค้าฉะเชิงเทราจัดใหญ่! “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ครั้งที่ 3 ปลุกท่องเที่ยวตะวันออก รถร่วมกิจกรรมกว่า 80 คัน | TOPNEWS

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมแรลลี่เพื่อการท่องเที่ยว ครั้งที่ 3 “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ซึ่งจัดโดยหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ บริเวณสนามด้านหน้าร้านอาหารจิระภา ตำบลคลองนา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

    ภายในงานมี นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา นายวสันต์ ศิรินภารัตน์ ประธานจัดกิจกรรม พร้อมด้วย นายไมตรี ไตรติลานันท์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.จิตรกร เผด็จศึก ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 กรรมการหอการค้าไทย คณะกรรมการหอการค้า สมาชิก และผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวสู่จังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออก ผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม (Rally Tourism) ที่ผสมผสานความสนุก ความท้าทาย และการเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วม และเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่าในช่วงวันหยุดยาว

    ทั้งนี้ หอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) จัดการแข่งขันแรลลี่ท่องเที่ยวเพื่อการกุศล ครั้งที่ 3 “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ระหว่างวันที่ 2–3 พฤษภาคม 2569 โดยเริ่มต้นเส้นทางจากจังหวัดฉะเชิงเทรา (ร้านอาหารจิระภา อิ่มอร่อย) และสิ้นสุด ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี (โรงแรมการ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท)

    การจัดกิจกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย” อีกทั้งเพื่อนำรายได้สนับสนุนภารกิจของหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ในการส่งเสริมการค้า พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    รูปแบบกิจกรรมเป็นแรลลี่ทางเรียบ เน้นความสนุกควบคู่ความปลอดภัย มีการเล่นเกมตามฐาน การแข่งขันเก็บคะแนน (RC) การตอบคำถาม และภารกิจสร้างสรรค์ต่าง ๆ ภายใต้กติกาจราจรอย่างเคร่งครัด โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 80 คัน สร้างสีสันและบรรยากาศคึกคักตลอดเส้นทาง

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564062&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19JJBtt5tFLrV-d9stXxE-

  • ธุรกิจสระว่ายน้ำโตตามท่องเที่ยว เจ.ดี.พูลส์เร่งปั้นรายได้ใหม่จากสระเก่า

    ธุรกิจสระว่ายน้ำโตตามท่องเที่ยว เจ.ดี.พูลส์เร่งปั้นรายได้ใหม่จากสระเก่า

    ธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ดี.พูลส์ จำกัด ระบุว่า วันนี้สระว่ายน้ำแทบกลายเป็น “ของจำเป็น” สำหรับโรงแรม รีสอร์ต และพูลวิลล่าเหตุผลไม่ซับซ้อนเพราะนักท่องเที่ยวเลือกที่พักจาก “ประสบการณ์” มากกว่าราคา  ประเทศไทยจึงได้เปรียบทั้งภูมิอากาศ พื้นที่ และการเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวจนทำให้ตลาดสระว่ายน้ำในไทยเติบโตสูงสุดในอาเซียนและที่น่าสนใจคือการเติบโตนี้ “ผูกติด” กับอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

    ถ้าอสังหาฯ โต 10%สระว่ายน้ำก็โตใกล้เคียงกันโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต พัทยา และสมุย

    เปลี่ยนเกมจากหาลูกค้าใหม่สู่ลูกค้าเก่า

    แทนที่จะวิ่งหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว เจ.ดี.พูลส์ เลือกหันกลับมามอง “ขุมทรัพย์เดิม”ฐานลูกค้ากว่า 18,800 รายคือโอกาสในการทำรายได้ซ้ำ (Recurring Income)ผ่านการรีโนเวทและอัปเกรดสระเก่าด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบ AI หุ่นยนต์ทำความสะอาด ระบบกันซึม PVC Liner เป้าหมายคือเข้าถึงลูกค้า 20% หรือราว 300 รายในระยะแรกสร้างรายได้ประมาณ 30 ล้านบาทในปีนี้นี่คือการเปลี่ยนจากธุรกิจ “ขายครั้งเดียว”สู่ “บริการต่อเนื่อง”
     

    แตกไลน์ “iBath” เจาะเทรนด์สุขภาพ

    อีกหมากสำคัญคือการเปิดตัว “iBath”อ่างน้ำเย็น (Ice Bath) สำหรับสายสุขภาพและนักกีฬา จุดขายคือใช้งานง่าย เป็นอ่างเป่าลม และทำความเย็นได้ภายใน 3 ชั่วโมง ตั้งราคาขายราว 70,000 บาทช่วงโปรโมชั่นสะท้อนว่า เจ.ดี.พูลส์ ไม่ได้ขายแค่ “สระ” แต่กำลังขาย “ไลฟ์สไตล์”

    ปัจจุบันบริษัทมีโชว์รูม 20 แห่ง และตั้งเป้าเพิ่มอีก 10 แห่งใน 3 ปีโมเดลสำคัญคือ “แฟรนไชส์”เพื่อลดภาระลงทุนขณะที่ตลาดต่างประเทศโฟกัสอาเซียนเป็นหลักโดยเฉพาะ “เมียนมา”ที่ยังเติบโต และคู่แข่งน้อยส่วนลาวและกัมพูชาเริ่มชะลอจากเศรษฐกิจและค่าขนส่ง

    เจาะตลาดรัฐแก้ปัญหาเด็กจมน้ำ

    อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการรุก “ภาครัฐ” ผ่านโครงการสระว่ายน้ำงบประมาณ 500,000 บาทเตรียมเสนอให้ อปท. กว่า 7,400 แห่งทั่วประเทศเป้าหมายไม่ใช่แค่รายได้แต่ยังแก้ปัญหา “เด็กจมน้ำ”ซึ่งเป็น Pain Point ของสังคมไทย

     ต้นทุนพุ่ง แต่ยัง “ตรึงราคา”

    แม้ต้นทุนก่อสร้างทั้งปูนและเหล็ก จะเพิ่มขึ้นราว 15%แต่บริษัทเลือก “พยุงราคา” ได้อีก 2-3 เดือนจากสต็อกที่มีอยู่อย่างไรก็ตามหากของล็อตใหม่เข้ามามีโอกาสปรับขึ้น 5-10%

    ปีนี้  เจ.ดี.พูลส์ ตั้งเป้าเติบโต 10% สู่รายได้ประมาณ 500 ล้านบาทแม้ไม่ใช่ตัวเลขหวือหวาแต่สิ่งที่น่าสนใจคือ“คุณภาพของการเติบโต”ที่กำลังเปลี่ยนจากรายได้ครั้งเดียว ไปสู่รายได้ระยะยาว และการต่อยอดสินค้าใหม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1232136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mU5yHUYir3cIgImZZr8lL

  • ททท. เผยคนไทยเที่ยวสั้นเน้นประหยัดช่วงวันหยุดยาว ‘เชียงราย’ ติดเมืองน่าเที่ยวปี 69

    ททท. เผยคนไทยเที่ยวสั้นเน้นประหยัดช่วงวันหยุดยาว ‘เชียงราย’ ติดเมืองน่าเที่ยวปี 69

    คนไทยยุคเข็มขัดรัด เที่ยวใกล้บ้าน-รายได้ไม่พอสู้ราคา สัญญาณเตือนเศรษฐกิจปี 2569

    เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2569 — วันหยุดยาวสี่วันต่อเนื่องระหว่างวันแรงงานแห่งชาติและวันฉัตรมงคล กลายเป็นกระจกสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนที่สุดในรอบปี เมื่อคนไทยกว่า 2.83 ล้านคน-ครั้งออกเดินทาง แต่ส่วนใหญ่เลือกจุดหมายใกล้บ้าน พกกระเป๋าเบา และรัดเข็มขัดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นี่ไม่ใช่เพียงสัญญาณของการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว แต่คือภาพสะท้อนของสังคมที่กำลังปรับสมดุลชีวิตใหม่ท่ามกลางคลื่นค่าครองชีพที่ยังไม่มีทีท่าจะถอยลง

    2.83 ล้านคน-ครั้ง และ 1 หมื่นล้านบาทที่บอกเล่าความจริงของตลาด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ว่า ช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยวประมาณ 2.83 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวประมาณ 10,050 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 64

    ตัวเลขดังกล่าวฟังดูน่าพอใจในแวบแรก แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด พบว่าการท่องเที่ยวช่วงนี้มีลักษณะ “หดสั้น” ลงอย่างเห็นได้ชัด คนไทยหันหลังให้ทริประยะไกล แล้วเลือกพาครอบครัวพักผ่อนใกล้บ้านก่อนเปิดเทอม โดยเน้นจุดหมายที่ขับรถได้และไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนาน

    ข้อมูลจากอโกด้า ซึ่ง ททท. นำมาอ้างอิงในรายงาน ชี้ให้เห็นว่าการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่ขับรถได้จากกรุงเทพมหานครพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาเดียวกัน ระยองเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 พัทยาร้อยละ 40 และชลบุรีร้อยละ 29 ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจยังพบว่าคนไทยร้อยละ 12 ถึง 20 เลือกเที่ยวในจังหวัดตนเองหรือจังหวัดใกล้เคียงแบบไม่พักค้างคืนเลย

    ภาคไหนคึกคัก ภาคไหนได้เงิน ภาพที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

    นางสาวฐาปนีย์ ระบุว่า ในเชิงพื้นที่ ภูมิภาคที่มีความคึกคักมากที่สุดสามอันดับแรกวัดจากจำนวนนักท่องเที่ยว ได้แก่ ภาคกลางที่ 843,700 คน-ครั้ง ภาคตะวันออกที่ 619,500 คน-ครั้ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 558,300 คน-ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ได้เรียงลำดับตรงกับจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะภาคตะวันออกกลับสร้างรายได้สูงสุดถึง 2,710 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง 1,930 ล้านบาท และภาคใต้ 1,690 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่านักท่องเที่ยวในภาคตะวันออกมีกำลังจ่ายต่อหัวสูงกว่าภูมิภาคอื่น

    สำหรับจังหวัดยอดนิยมในกลุ่มเมืองหลัก ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา ขณะที่เมืองรองยอดนิยม ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี จันทบุรี ราชบุรี และเชียงราย ซึ่งบ่งบอกว่าคนไทยส่วนหนึ่งเริ่มมองหาทางเลือกที่หลีกหนีฝูงชนและค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

    ไม่ใช่แค่ขี้เกียจเที่ยว แต่คือเงินในกระเป๋าที่บาง

    สาเหตุที่ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัวลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องความต้องการ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการจ่าย นางสาวฐาปนีย์ ระบุชัดว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้คนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคเพิ่งผ่านการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พฤติกรรมการท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนไปเน้นความคุ้มค่าและคำนึงถึงงบประมาณเป็นหลัก

    ภาพดังกล่าวสอดรับกับสิ่งที่บริษัท ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) ค้นพบจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค ในรายงาน Consumers Untold 2026 ที่เก็บข้อมูลจาก 20 จังหวัดทั่วประเทศรวมถึงประเทศลาว ณัฐวีร์ มาวิจักขณ์ หุ้นส่วนผู้บริหารแผนกการตลาด ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) กล่าวในงานสัมมนา FOCAL 2026 ว่า “ความเชื่อมั่นล่มสลายไปแล้ว” ซึ่งทำให้คนไทยต้องเซ็ตระบบการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด หลังจากเผชิญทั้งผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา น้ำท่วมภาคเหนือและหาดใหญ่ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา และล่าสุดคือสงครามในตะวันออกกลาง

    “สิ่งที่ผู้บริโภคเจอคือสูญเสียเรื่อง wealth หรือความมั่งคั่งในชีวิต และสูญเสียสิ่งที่ชีวิตตัวเองควบคุมไม่ได้ สูญเสียความเชื่อมั่น” ณัฐวีร์ กล่าว

    ย่อขนาดความสุข เมื่อความฝันถูกบีบให้เล็กลง

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในผลสำรวจของ ดับบลิวพีพี มีเดีย คือกระบวนการ “Scale Down” ความต้องการของคนไทยในปี 2569 บ้าน รถ การเที่ยวต่างประเทศทุกเดือน และการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายชีวิตที่คนส่วนใหญ่ตั้งไว้ กลายเป็นสิ่งไกลตัวในทันที

    ความสุขในปี 2569 จึงถูกนิยามใหม่ว่า “กินอิ่มท้องนอนหลับ” หรือแค่ “พาครอบครัวไปทานอาหารนอกบ้านอร่อยสักมื้อ” ก็เพียงพอแล้ว แพน จรุงธนาภิบาล ผู้อำนวยการแผนกการตลาด ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) ชี้ว่า “ตอนนี้ผู้บริโภคมีเงินไม่พอจะสู้กับเศรษฐกิจ”

    ผลสำรวจยังพบว่าคนไทยสร้าง “เกราะป้องกัน” ทางการเงินสามระดับ ได้แก่ การหมั่นตรวจเช็กเงินในแอปพลิเคชันธนาคาร การบริหารหนี้โดยหันไปพึ่งคนรู้จักในครอบครัวแทนการกู้นอกระบบ และการซื้อประกัน อย่างไรก็ตาม น่าแปลกใจที่เกราะป้องกันอันดับสาม กลับเป็นสิ่งที่ผู้บริโภค “พร้อมทิ้งสุด” เมื่อเงินไม่พอ เพราะการจ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องกลายเป็นภาระที่แบกไม่ไหว

    ราคาสินค้าขึ้นง่าย ลงยาก บทเรียนที่คนไทยกำลังจ่ายซ้ำ

    ปัญหาค่าครองชีพของไทยไม่ใช่แค่เรื่องสงครามตะวันออกกลางระลอกล่าสุด แต่เป็นการสะสมของแรงกดดันที่เริ่มมาตั้งแต่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ให้เห็นว่า แม้ราคาสินค้าหลายหมวดจะเริ่มปรับลดลงหลังเหตุการณ์คลี่คลาย แต่การลดลงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และบางหมวดมีลักษณะ “ขึ้นแล้วลงยาก” โดยเฉพาะสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐาน

    ภาพรวมจากดัชนีราคาที่ใช้ค่าเฉลี่ยปี 2564 เป็นฐาน พบว่าราคาสินค้าพลังงานและเกษตรเคยเร่งตัวขึ้นแรงในช่วงปี 2565-2567 ก่อนเริ่มชะลอลงในปี 2568 และต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหลายรายการยังคงอยู่สูงกว่าฐานเดิม

    สินค้าที่แสดงการปรับลดลงชัดเจน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง ผักและผลไม้ รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์นม แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าอย่างอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์น้ำตาล และค่าโดยสารสาธารณะ กลับมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 จนถึงต้นปี 2569 โดยไม่ได้ปรับลดลงชัดเจนแม้แต่น้อย

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกในทางเศรษฐศาสตร์ว่า “ความหนืดของราคา” ซึ่งเกิดจากต้นทุนสะสมที่ถูกส่งผ่านไปยังราคาขาย และเมื่อราคาถูกปรับขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการมักไม่ลดลงในทันทีแม้ต้นทุนบางส่วนเริ่มคลี่คลาย

    กนง. คงดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ใช่ความร้อนแรงของอุปสงค์

    ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่บรรเทา คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยประเมินว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมต่อการรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมายเพียงชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน ไม่ใช่แรงกดดันจากอุปสงค์ที่ร้อนแรง

    KResearch คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.00 ตลอดปีนี้ เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย หรือปัจจัยภูมิอากาศ สิ่งนี้หมายความว่านโยบายการคลังจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

    เชียงรายในโจทย์ค่าครองชีพ ตัวอย่างที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

    เชียงราย หนึ่งในเมืองรองยอดนิยมช่วงวันหยุดยาวนี้ มีบทบาทน่าสนใจในระบบเศรษฐกิจระดับจังหวัด รายงานวิเคราะห์เชิงลึกโครงสร้างค่าครองชีพรายจังหวัดของประเทศไทยช่วงปี 2565-2569 ชี้ให้เห็นว่า เชียงรายอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายครัวเรือน “ระดับกลาง-ล่าง” เมื่อเทียบกับทั้งประเทศ ซึ่งสูงกว่าจังหวัดอย่างลำปาง ตาก หรือกาฬสินธุ์ แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศที่ 23,695 บาทต่อเดือน (ข้อมูลปี 2566 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

    สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจเป็นพิเศษคือโครงสร้างรายได้ที่กำลังเปลี่ยนแปลง แม้ภาคการเกษตรในเชิงปริมาณจะหดตัวร้อยละ 1.1 ในปี 2567 แต่รายได้ของเกษตรกรกลับขยายตัวถึงร้อยละ 24.2 ในปี 2566 และร้อยละ 18.3 ในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอินทรีย์ กาแฟคุณภาพสูง และพืชเศรษฐกิจทางเลือก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อถูกควบคุมอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.1 ถึง 1.3

    ในมุมมองของชาวต่างชาติ เชียงรายถูกจัดให้อยู่ใน Top 5 เมืองที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดในประเทศไทยสำหรับกลุ่ม Expat และผู้ทำงานทางไกล ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 700 ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ต่ำกว่าเชียงใหม่ที่ 870 ถึง 1,100 ดอลลาร์ และกรุงเทพมหานครที่สูงถึง 1,800 ดอลลาร์

    มองไปข้างหน้า พายุเศรษฐกิจยังไม่จบ

    แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คือการที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยผลักดันหลักได้แก่ การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันขายปลีกหลังมาตรการตรึงราคาสิ้นสุดลง ผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดที่กดดันผลผลิตเกษตรโดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาเนื้อสุกรและเนื้อไก่จากต้นทุนอาหารสัตว์ และค่าโดยสารทางอากาศที่พุ่งสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น KResearch ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากการเข้าสู่ภาวะ El Niño ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะซ้ำเติมต้นทุนภาคเกษตรให้หนักยิ่งขึ้น

    ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากมาตรการตรึงราคาในประเทศสิ้นสุดลง ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัดจะปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง โดยจังหวัดที่ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางการผลิตอย่างเชียงรายและยะลา จะแบกรับภาระนี้หนักที่สุด

    สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีกำลังซื้อ ผลสำรวจของ ททท. พบว่าคนไทยกลุ่มที่มีกำลังซื้อให้ความสนใจค้นหาข้อมูลการเดินทางไปโฮจิมินห์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 134 และดานังเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 ในช่วงเวลาเดียวกับวันหยุดยาวนี้ ซึ่งหมายความว่าเงินของกลุ่มที่ยังจ่ายได้กำลังรั่วไหลออกนอกประเทศมากขึ้น

    บทสรุป ไทยกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับยุคแห่งความไม่แน่นอน

    ภาพของวันหยุดยาวต้นพฤษภาคม 2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยว แต่เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ คนไทยยังออกเดินทาง แต่ออกด้วยกระเป๋าที่เบากว่า แผนที่สั้นกว่า และความคาดหวังที่ถูกปรับลดลงอย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจมหภาคยังอยู่ระหว่างการรับมือกับแรงกดดันหลายทาง ทั้งราคาพลังงาน ต้นทุนอาหาร และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์

    การที่ผู้บริโภคชาวไทยพร้อมจ่ายกับ “ราคาถูกกว่าปกติเพียงเล็กน้อย” เพื่อสัมผัสความรู้สึก “ชนะ” ในชีวิตประจำวัน บอกเราว่านี่คือสังคมที่กำลังปรับสมดุลใหม่ทั้งทางจิตใจและการเงิน และหน้าที่ของนโยบายรัฐบาลในช่วงที่เหลือของปี 2569 คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้การ “ชนะเล็กๆ” เหล่านี้สะสมเป็นความเข้มแข็งของครัวเรือนในระยะยาวได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thailand-economy-2026-cost-of-living/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M7YStgcwFdi0_buqkEVIt

  • รีวิว: แจกพิกัดกิน-เที่ยว-กางเต็นท์ #Chill Out ช่วงพฤษภาคม

    รีวิว: แจกพิกัดกิน-เที่ยว-กางเต็นท์ #Chill Out ช่วงพฤษภาคม

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/kJLQZexgz7bv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-MgZfYi49cQatff_K9gLZ

  • เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวมอาหารเด็ด ของดีจากท้องถิ่น

    เปิดฉาก “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 แหล่งรวบรวมของดีรสชาติเด็ดแห่ง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ถ่ายทอดวัตถุดิบอาหารจากท้องถิ่น สู่รันเวย์แฟชั่นสุดทันสมัย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้

    กลับมาอีกครั้งสำหรับ “เทศกาลสีสันตะวันออก EEC” ครั้งที่ 15 โดยการรวมตัวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (EEC) ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภายใต้การจัดงานโดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 ณ ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี 

    การจัดงานครั้งนี้ นำเสนอแนวคิดสุดพิเศษ ภายใต้ธีม “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” หรือ “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” สะท้อนการนำ “ของดีท้องถิ่น” จาก 3 จังหวัด EEC มาต่อยอดสู่ประสบการณ์สร้างสรรค์ที่ผสานอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิง เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาทั้ง “คอนเทนต์” และ “ความอร่อย” ไปพร้อมกัน

    โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2569 โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการรวบรวม “รสชาติแห่งภาคตะวันออก” มาไว้ในที่เดียวอย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุข ความคึกคัก และเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ผลิตสินค้า OTOP และผู้ประกอบการท้องถิ่น ได้แสดงศักยภาพ สร้างรายได้ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

    ไฮไลท์สำคัญในพิธีเปิดคือ กระทะยักษ์สุดอลังการ ที่รวบรวมวัตถุดิบขึ้นชื่อจาก 3 จังหวัด EEC  เป็นสัญลักษณ์แห่งการผนึกกำลังของชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมรสชาติแห่งความเป็น “ภาคตะวันออก” ผ่านเมนูข้าวผัด EEC ควบคู่ไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์แห่งรสชาติ ผ่านการแสดงบนเวทีที่ผสานดนตรี การเคลื่อนไหว และเรื่องราวของอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ 

    ภายในงานรวบรวมร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นกว่า 120 ร้านค้าจาก 3 จังหวัด คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมบรรยากาศริมทะเลสุด Chill ในรูปแบบ Night Festival ที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา มางานเดียว ชิมครบ กลับบ้านพร้อมของฝากจาก 3 จังหวัด

    ชลบุรี — อาหารทะเลและตำนานรสชาติแห่งอ่าวไทย 

    นำโดย ร้านสมชายไข่หมึก ร้านดังขึ้นชื่อเรื่อง ไข่หมึกทอด กรอบนอก นุ่มใน กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอตั้งแต่ได้กลิ่น ชุมชนตะเคียนเตี้ย ส่งมอบ แกงไก่กะลา อาหารพื้นบ้านสูตรดั้งเดิมที่หาชิมได้ยากยิ่ง สะท้อนภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดมานานกว่าร้อยปี และ ทะเลถังบางแสน ที่มาพร้อมเมนูหลากหลาย ทั้ง ทะเลถัง มาม่าไข่กุ้ง และ คอร์นชีส เมนูโปรดที่กินแล้วอยากกินอีก

    ระยอง — รสเด็ดจากเมืองผลไม้

    ระยองมาพร้อมความหลากหลายที่ถูกใจทั้งคนรักความเผ็ดและคนรักความหอม เตี๋ยวต้มยำ โต้ตอมตั้น ขวัญใจนักชิมมาพร้อม เตี๋ยวต้มยำ สูตรต้นตำรับและ น้ำซอสเตี๋ยวต้มยำ ขวดพิเศษที่ซื้อกลับบ้านเป็นของฝากได้เลย โชคหมูอบโอ่ง นำเสนอ หางหมูอบโอ่ง และ สามชั้นอบโอ่ง กรอบนอกนุ่มในด้วยภูมิปัญญาการอบด้วยโอ่งดินที่สืบทอดมายาวนาน และปิดท้ายด้วยความสดชื่นจาก COCO LOVE กับเมนูเด็ด น้ำมะพร้าวปั่นใส่เม็ดสาคูต้นแท้ รสชาติหวานมันหอมกลิ่นมะพร้าวสดจากต้นเองโดยแท้

    ฉะเชิงเทรา — ของดีเมืองแปดริ้ว

    ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ริมสองฝั่งแม่น้ำบางปะกง ส่งตรงความสดใหม่มาให้ชิมกันถึงในงาน นำโดย บ้านสวนเมล่อน บ้านโพธิ์ ที่มาพร้อม Garno Sparkling Wine เครื่องดื่มผลไม้อัดลมสูตรพิเศษที่กลิ่นหอมละมุนเป็นเอกลักษณ์ ฟาร์มสุขสำราญ นำ มะม่วงสดและน้ำมะม่วงปั่น จากสวนโดยตรง หวานฉ่ำถึงใจฉบับชาวสวนแท้ๆ และ mAke On Farm ที่การันตีความสดด้วย กุ้งก้ามกราม ตัวโตสดจากฟาร์ม เนื้อแน่น รสหวานธรรมชาติ

    และไฮไลท์สุดพิเศษ คือ การประกวด EEC Food Runway Contest ครั้งแรกในประวัติศาสตร์เทศกาลสีสันตะวันออก ที่นำ “อาหาร” ขึ้นชื่อของแต่ละพื้นที่มาตีความใหม่เป็น “ชุดแฟชั่นที่สวมใส่ได้จริง” บนรันเวย์สายยาวริมทะเล ผู้เข้าแข่งขันจะต้องออกแบบและสร้างสรรค์ชุดที่สื่อถึงอาหาร หรือวัตถุดิบท้องถิ่นจากกลุ่มจังหวัด EEC โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟชั่นและอาหารร่วมตัดสิน ซึ่งจัดประกวดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม บนเวทีกลาง ริมชายหาดพัทยากลาง 

    นอกจากนี้ ยังจะได้เต็มอิ่มกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ท่ามกลางสายลมทะเลและแสงไฟริมหาด ได้แก่ YOURMOOD (1 พ.ค. — คืนพิธีเปิด), HERS (2 พ.ค.), ก้านตอง ทุ่งเงิน (3 พ.ค.) และ ปลานิลเต็มบ้าน (4 พ.ค.) และอีกหนึ่งในไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือโซนกิจกรรมสาธิตงานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือทำด้วยตัวเองและนำผลงานกลับบ้านได้เลย 

    ได้แก่ การทำ ขนมควยลิง ขนมพื้นบ้านโบราณที่หาชิมได้ยากในยุคนี้ การทำ แจงลอน งานจักสานอันละเอียดอ่อนที่สะท้อนฝีมือช่างพื้นบ้านภาคตะวันออก การประดิษฐ์พวงมโหตรการบูร เครื่องหอมพื้นถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว รวมถึงการ เพนต์ที่วางสบู่กะลา งานศิลปะสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติที่นำกลับไปตั้งโชว์ได้ทันที

    ตลอดงานยังมีการแสดงมายากล เดอะแจ็คคอมเมดี้ ที่นำเสนอโชว์สนุกสนานเฮฮาเอาใจทุกเพศทุกวัย พร้อมด้วย ดนตรีขับกล่อมตลอดงาน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจนค่ำ แคมเปญสะสมคูปองลุ้นรับของรางวัล, กิจกรรมสำหรับครอบครัวและเด็กๆ รวมถึงจุดถ่ายรูปธีม Food Runway สุดเก๋ เอาใจสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ 

    และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายในงานมีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก โดยใช้ภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จัดจุดคัดแยกขยะอย่างชัดเจน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถต่อยอดธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ “ไทยมีดี.com” พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะบนแพลตฟอร์ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2930282&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HthlaoGMkB-pQbGodfc5w

  • ชูแนวคิดดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ไทย

    ชูแนวคิดดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/145167&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oDlGiuVXT1Yev9w2aH5zO