Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’  จัดกิจกรรม ‘ไหว้พระข้ามโขง’ ต้อนรับคณะกรรมาธิการ | เดลินิวส์

    ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’  จัดกิจกรรม ‘ไหว้พระข้ามโขง’ ต้อนรับคณะกรรมาธิการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บ้านท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เช้าวันนี้ ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’ จัดกิจกรรมต้อนรับคณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา ที่เดินทางร่วมประชุมที่จังหวัดนครพนม โดยสมหมาย ศรีจันทร์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ได้นำคณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกิจกรรม ‘ไหว้พระข้ามโขง’ ที่บ้านท่าค้อ ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้าม ‘พระธาตุศรีโคตรบอง’ (สปป. ลาว) ถือโอกาสนี้เป็นการประชาสัมพันธ์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ขอบคุณนางรำจิตอาสา ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ ที่เข้าร่วมกิจกรรมในเช้าวันนี้

    ‘พระธาตุศรีโคดตะบอง’ เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแขวงคำม่วน สปป.ลาว ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ใกล้เมืองท่าแขก ตรงข้ามกับ บ้านท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เชื่อว่าเป็นพระธาตุพี่น้องกับพระธาตุพนม สร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ 6 เพื่อประดิษฐานพระสารีริกธาตุ และ ‘พระธาตุศรีโคดตะบอง’ ถือเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนาที่สำคัญ โดยมักเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวฝั่ง สปป.ลาว ควบคู่กับการสักการะพระธาตุพนมในประเทศไทย

    ในส่วนของ ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’ ได้รับคัดเลือกเป็น “UNSEEN THAI THAI – ไทยดั้งเดิม” ของจังหวัดนครพนม โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อได้รับข่าวดีครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อจังหวัดนครพนมโดยนายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ประธานการประชุมคัดเลือก “UNSEEN THAI THAI” จังหวัดนครพนม ครั้งที่ 1/2568 ได้ประกาศให้ตำบลท่าค้อเป็นตัวแทนทุนทางวัฒนธรรมหมวด “ไทยดั้งเดิม (Traditional Thai)” จากศักยภาพของ “เมืองโบราณท่าค้อ” ที่สะท้อนรากเหง้าความเป็นเมืองเก่า ประเพณีดั้งเดิม และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนให้ก้าวไกลสู่เวทีระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์วัฒนธรรมทั่วไทย – ค้นพบไทยใหม่”

    ‘ชุมชนท่องเที่ยวตำบลท่าค้อ’ พร้อมก้าวเดินไปด้วยพลังของคนในชุมชน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเสน่ห์ไทยดั้งเดิม จาก ‘นครพนม’ สู่สายตาขาวไทยทั้งประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5623335/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c5GIDKiq7j-G9XfpZms0s

  • ถอดมุมคิด NewGen มองโอกาสเศรษฐกิจไทย 2569 ท่ามกลาง GDP โตต่ำ กำลังซื้อหด

    ถอดมุมคิด NewGen มองโอกาสเศรษฐกิจไทย 2569 ท่ามกลาง GDP โตต่ำ กำลังซื้อหด

    โฟกัสเศรษฐกิจสร้างสรรค์-Soft Power

    ดีโน่-เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ กลุ่ม The Sukosol ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลสุโกศล มองว่า  ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในรูปแบบ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” มากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเน้นแค่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่เน้นคุณภาพของประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวได้รับ โดยผสมผสานการบริการ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาพ และแนวคิดความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน

    แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้การท่องเที่ยว สร้างรายได้ที่กระจายสู่ชุมชน และกระตุ้นการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง

    ประเทศไทยควรวางบทบาทเป็นศูนย์กลางที่เป็นกลางด้านการค้าและการท่องเที่ยว โดยอาศัยพลังของ “Soft Power” ทางวัฒนธรรมควบคู่กับการทูตเชิงสร้างสรรค์ การสร้างภาพลักษณ์ในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการบริการ จะช่วยให้ไทยสามารถยืนหยัดและปรับตัวได้ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น

    ดีโน่-เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์

    ขณะที่การลงทุนควรถูกกระจายไปยังเมืองรองและพื้นที่วัฒนธรรมต่าง ๆ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน รถไฟ และระบบดิจิทัล จะช่วยกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท และหลังการเลือกตั้งนโยบายเร่งด่วนควรมุ่งฟื้นความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ เช่น การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า มาตรฐานความปลอดภัย และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้เป็นมาตรการที่เห็นผลได้เร็ว สร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุน โดยไม่สร้างภาระระยะยาว

    หยุดแทรกแซงนโยบายการท่องเที่ยว

    รวมถึงรัฐควรหยุดการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงนโยบายการท่องเที่ยว และหยุดมาตรการประชานิยมระยะสั้นที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนกฎวีซ่าบ่อยครั้ง กฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอ การพึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากเกินไป ล้วนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย และต้องสร้างเสถียรภาพทางการเมืองเพราะหากไม่มีเสถียรภาพ ธุรกิจท่องเที่ยวและการลงทุนไม่สามารถวางแผนหรือขยายได้อย่างมั่นใจ และไทยจะเสี่ยงต่อการถูกคู่แข่งในภูมิภาคแซงหน้า

    อีกทั้งประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบการกำกับดูแลให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ความไม่มั่นคงทางการเมืองทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว การมีระบบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้เอื้ออำนวย” มากกว่าผู้ควบคุม โดยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้ระบบดิจิทัล และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสร้างนวัตกรรม รัฐที่คล่องตัว กำหนดกติกาที่ชัดเจน แต่ไม่ถ่วงเวลา จะช่วยให้ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวเติบโตได้จริง

    ทั้งนี้ระบบภาษีและสวัสดิการควรช่วยลดความเหลื่อมล้ำโดยสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง แต่ยังคงแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ควรมีมาตรการภาษีที่ส่งเสริมการลงทุนด้านความยั่งยืน เช่น การปรับปรุงโรงแรมให้ประหยัดพลังงานและใช้วัตถุดิบท้องถิ่น รวมถึงการปรับระบบการศึกษาและการฝึกอบรมควรสอดคล้องกับทักษะด้านบริการ ความรู้ดิจิทัล และความยั่งยืน แรงงานในธุรกิจโรงแรมควรได้รับการพัฒนาให้มีทักษะด้านภาษา การบริการลูกค้า และความสามารถในการปรับตัวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว

    ประเทศไทยต้องสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ สำหรับธุรกิจโรงแรม หมายถึงการมีระบบการอนุญาตที่โปร่งใส การกำหนดเขตพื้นที่ที่ชัดเจน และสิทธิประโยชน์สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดึงดูด “ทุนคุณภาพ” ต้องอาศัยความเชื่อมั่นว่ากติกาจะไม่เปลี่ยนไปตามการเมือง

    เปิดเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2569

    สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2569 นี้  ดีโน่ มองว่า ปีนี้ว่าน่าดีกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น โดยเทรนด์ที่ได้รับการตอบรับที่ดี คือ เวลเนส ซึ่งเวลเนสมีหลายหลาย ทั้งกายภาพ ทั้งเมดิเทชั่น  หรือเวลเนสที่เกี่ยวกับอาหาร จึงจะเห็นแต่ละโรงแรม เริ่มหันมาให้บริการเวลเนสในโรงแรมมากขึ้น ซึ่งบางโรงแรมก็อาจจะเป็นเวลเนสเต็มรูปแบบ หรือ บางโรงแรมก็จะให้บริการเวลเนส เพียงบางส่วน ภายใต้จุดขายที่ตัวเองมี

    อีกทั้งในปีนี้ผู้ประกอบการก็มองที่จะดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทย เพราะเรื่องสแกมเมอร์ข่าวลดลง การสื่อสารระหว่างไทยและจีนเริ่มดีขึ้น และหลังจากในหลวงและพระราชินี ไปเยือนประเทศจีน ก็เป็นภาพลักษณ์ที่ดี ประกอบกับสถานการณ์จีนและญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยดี เดิมคนจีนชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ไปแล้ว ก็คิดว่าคนจีนจะกลับมาเที่ยวไทย ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงตรุษจีนปีนี้ จึงจะรู้ชัดเจนว่าจีนจะกลับมาไหม

    รวมถึงมองที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเจน Z และ มิลเลนเนียล  ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มองในเรื่องการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาเที่ยวไทยซึ่งตอนนี้กลุ่มนี้ก็ไม่ได้ชอบไปปาร์ตี้ แต่ชอบไปหาวัฒนธรรมท้องถิ่น โรงแรมก็จะต้องนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

    อย่างไรก็ตามปัญหาของการท่องเที่ยวไทยอยู่ที่หลายคนมาเมืองไทยเคยมา 3-4 ครั้ง ถ้าเราไม่มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่คนก็จะเริ่มเบื่อ จะเห็นว่าคนเริ่มไปเวียดนามมากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยต้องมีจุดขายใหม่ รวมถึงการจัดกิจกรรมเฟสติวัลระดับสากล  ที่ดึงนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งปีนี้ก็จะมีการจัดงาน EDC Thailand 2026, Tomorrowland 2026 ในไทย

    อีกทั้งไทยควรขยายผลเรื่องอีเว้นท์กีฬา อย่าง อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอน และการขยายร้านอาหารมิชลินเพิ่มขึ้น เพราะตั้งแต่ประเทศไทยมีเรื่องของรางวัลมิชลิน โดยเฉพาะร้านอาหารในกรุงเทพฯ ก็ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคน มายังประเทศไทย เพื่อมาทานอาหาร เป็นต้น

    AI ตัวช่วยธุรกิจโรงแรม

    ส่วนกลยุทธในการทำงาน ในแง่ของธุรกิจโรงแรมต้องยอมรับในแต่ละปีพยากรณ์หรือคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจได้ยากขึ้น เพราะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ก็อาจส่งผลกระทบได้ ดังนั้นความท้าทายคือ ต้องทำงานเร็วขึ้น ทำแบบงานแบบ Pro-active มากกว่านี้  การจะแพลนงานล่วงหน้า 3 เดือน 6 เดือน ไม่ได้ ต้องวางแผนเดือนต่อเดือน เพื่อ Pick Up ธุรกิจหรือห้องพักให้เรา เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจะจองล่วงหน้าสั้นลง บางตลาดก่อนมาจองล่วงหน้าแค่ 1-2 วัน ไม่ได้จองยาวเหมือนในอดีต เราจะเห็นบุ๊กกิ้งแบบเดือนต่อเดือน เพื่อแก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที เช่น จีนหายไปก็ต้องไปหาตลาดอื่นมาทดแทน 

    สุกี้ตี๋น้อยอ่านเศรษฐกิจแข่งขันสูง

    ทิศทางเศรษฐกิจปี 2569  ภาคธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ต้นทุนวัตถุดิบและแรงงานที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันการแข่งขันในตลาดอาหารโดยเฉพาะกลุ่มบุฟเฟ่ต์ยังคงรุนแรง จากจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

    นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจสุกี้ตี๋น้อย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในปีนี้ยังขยายตัวได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยสุกี้ตี๋น้อยมีจำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่ม ส่งผลให้รายได้รวมเติบโตมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การแข่งขันด้านโปรโมชันที่เข้มข้น ทำให้การเพิ่มขึ้นของยอดขายไม่สะท้อนมูลค่าเต็มศักยภาพ

    นัทธมน พิศาลกิจวนิช

    ในมุมมองตลาดบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันยังเป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ เนื่องจากตอบโจทย์ความคุ้มค่าและการรับประทานร่วมกันเป็นกลุ่ม แต่ในเชิงโครงสร้าง ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงที่การแข่งขันสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากการขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่และการเกิดแบรนด์ใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตเมืองและชุมชนขนาดใหญ่ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของตลาดโดยรวมเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงเร่งตัวหลังโควิด

    สำหรับปีนี้ สุกี้ตี๋น้อยมองว่าความท้าทายสำคัญของธุรกิจร้านอาหารจะอยู่ที่การรักษากำลังซื้อของผู้บริโภค ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น แต่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว ธุรกิจจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างราคา คุณภาพ และประสบการณ์ของลูกค้า

    ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทวางแผนเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปีหน้า โดยตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่มากกว่า 70 แห่ง ซึ่งถือเป็นการขยายตัวในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจ การเร่งขยายสาขาสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพตลาดในระยะยาว แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มภาระด้านการบริหารจัดการและต้นทุนการดำเนินงาน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างองค์กรและระบบหลังบ้าน เพื่อรองรับการเติบโตในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ทั้งการบริหารบุคลากร การควบคุมคุณภาพ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหลายสาขาพร้อมกัน

    ทั้งนี้ ปีนี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของตลาดบุฟเฟ่ต์ จากการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารต้นทุน ควบคุมมาตรฐาน และรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ จะเป็นกลุ่มที่อยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    แบรนด์อาหารยังไปได้ เน้นขยายฐานลูกค้าใหม่

    นาย ภเดช กันตจินดา กรรมการบริหารบริษัทนิตยาไก่ย่าง กรุ๊ป จำกัด หรือ ร้าน “นิตยาไก่ย่าง” กล่าวว่าโอกาสทางธุรกิจของนิตยาไก่ย่างในปี 2569 คือการได้รับอานิสงส์จากกลุ่มผู้บริโภคที่มองว่าอาหาร คือ ปัจจัยสี่ที่จำเป็นและยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจชะลอตัว

    โดยแบรนด์มีโอกาสเติบโตจากการสร้างความเชื่อมั่น ผ่านเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงไฮซีซันให้พุ่งสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยการเปิดสาขาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออกอย่างจังหวัดชลบุรี การปรับโฉมสาขาเดิมให้ทันสมัยเพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหาร

    ภเดช กันตจินดา

    รวมถึงการพัฒนาสาขาต้นแบบใหม่ในย่านประชาชื่นและการรุกตลาดต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้าง New S-Curve และตอกย้ำความเป็นแบรนด์ใหญ่ที่ผู้บริโภคเลือกใช้บริการในทุกโอกาส

    อสังหาฯ ปีของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

    ท่ามกลางความกังวลว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวมากกว่าปีที่ผ่านมา และประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่หดตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    พลอยพัทธ์ แต่ดุลยสาธิต ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพ็คชัส จำกัด (Propexus) ผู้อยู่เบื้องหลังการวางระบบข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว ผ่านงาน มหกรรมบ้านและคอนโดและ วิสัยทัศน์ในการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลและการวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย

    พลอยพัทธ์ มองว่าหากมองภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ต้องยอมรับว่าเป็นปีที่ “ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่” โดยหลายสำนักคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ในกรอบเพียงประมาณ 1–2% สะท้อนแรงกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการใช้จ่าย

    พลอยพัทธ์ แต่ดุลยสาธิต

    ในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์ พลอยพัทธ์มองว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ “ถูกบีบมากที่สุด” เนื่องจากเชื่อมโยงโดยตรงกับกำลังซื้อ สภาพคล่องของครัวเรือน และเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตลาดไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนจากตลาดกว้าง ไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

    “ปีนี้ไม่ใช่ปีของ mass market แต่เป็นปีของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของลูกค้า ราคา และเงื่อนไขการซื้อ” ผู้ประกอบการที่เริ่มนำ data insights มาใช้ เพื่อเข้าใจ customer journey และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง ตั้งแต่ความสนใจ การเข้าชม การตัดสินใจจอง ไปจนถึงขั้นตอนสินเชื่อ จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

    จากข้อมูลที่ได้เห็นผ่านการทำงานด้านโครงสร้างข้อมูลในงานมหกรรมบ้านและคอนโด พลอยพัทธ์เห็นว่า หนึ่งในประเด็นที่น่าติดตามของตลาดอสังหาริมทรัพย์ คือ ความสอดคล้องระหว่างเงื่อนไขสินเชื่อกับความสามารถในการรับภาระของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนความท้าทายร่วมกันของทั้งผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน ในบริบทที่รายได้ครัวเรือนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ในหลายธุรกิจตลาดหดตัว หาตลาดใหม่ยากมากๆ น่าจะเป็นโอกาสของ บริษัท Start-Up ขนาดเล็กที่มีความสามารถสูงมีความคล่องตัวและเห็นโอกาสที่องค์กรขนาดใหญ่มองไม่เห็นหรือเข้าตลาดขนาดเล็กไม่ได้ โดยบริษัทStart-Upที่จะ อยู่รอดได้ต้องมีความลึก เร็ว เก่ง รู้จริง ใช้เทคโนโลยี่ใหม่ๆและมีข้อมูลเพียงพอที่จะฉกฉวยโอกาสในภาวะนี้ได้ ถึงจะเป็นผู้ชนะ ท่ามกลางคลื่นลมพายุและความยากในการดำเนินธุรกิจในปี 2569

    ภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ในหลายธุรกิจตลาดหดตัว หาตลาดใหม่ยากมากๆ น่าจะเป็นโอกาสของ บริษัทStart-Upขนาดเล็กที่มีความสามารถสูงมีความคล่องตัวและเห็นโอกาสที่องค์กรขนาดใหญ่มองไม่เห็นหรือเข้าตลาดขนาดเล็กไม่ได้ โดยบริษัทStart-Upที่จะ อยู่รอดได้ต้องมีความลึก เร็ว เก่ง รู้จริง ใช้เทคโนโลยี่ใหม่ๆและมีข้อมูลเพียงพอที่จะฉกฉวยโอกาสในภาวะนี้ได้ ถึงจะเป็นผู้ชนะ

    ท่ามกลางคลื่นลมพายุและความยากในการดำเนินธุรกิจในปี 2569 นี่คือมุมสะท้อนของ New Gen กับการมองหาโอกาสใหม่ท่ามกลางวิกฤตที่ท้าทายในปีนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/652079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iwcrjfvxPZ-RX34eRnZmn

  • สุโขทัย จัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง”

    สุโขทัย จัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง”

    สุโขทัย จัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง” เน้นกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพ

    วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง และ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และเพจเฟซบุ๊ค: ตามรอยลุง ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ชื่อ “ให้เขาได้พัก..รักษ์เขาหลวง” (Let The Mountain Rest 2026) ครั้งที่ 6 ในวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย โดยได้รับเกียรติจากนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุโขทัย นางสาวนุศราภรณ์ รอดเที่ยง นายสถานีวิทยุ อสมท.สุโขทัย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขตอำเภอคีรีมาศ และนางสาวประนอม แก้วกำพล นายอำเภอคีรีมาศ ร่วมให้การต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเต็มจำนวน 80 คน

    ภายในงานมีกิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ การเดินขึ้นพิชิตยอดเขาหลวง ระยะทางกว่า 3.7 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,200 เมตร กางเต็นท์พักแรมบนยอดเขา รับประทานอาหารแบบชาวแคมป์ ชมดาวในภาคกลางคืน ซึ่งจะพบปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ได้แก่ กลุ่มดาวทางช้างเผือก เวลาประมาณ 03.45 น. และในช่วงวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะผนึกกำลังร่วมกันในการเก็บขยะตลอดเส้นทางตั้งแต่บนเขาหลวง ตามเส้นทางขาลง เพื่อเป็นการช่วยสร้างความสะอาดให้พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ก่อนที่อุทยานฯ จะเข้าสู่ช่วงปิดฤดูกาลเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเองตามวงจรธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2569

    ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานสุโขทัย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว ได้ดำเนินการร่วมกับอุทยานแห่งชาติรามคำแหง บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และเพจเฟซบุ๊ค: ตามรอยลุง ในการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพในเชิงของการใช้จ่ายและมีจิตสำนึกในการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมเก็บขยะในขาลงแล้ว ยังมีการจัดการขยะทั้งหมดที่นำขึ้นไปและนำมาคัดแยก ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะเปียก ขยะ Recycle ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 ที่เริ่มจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้มีจำนวนที่เหมาะสมต่อการรองรับของพื้นที่ และทำให้แหล่งท่องเที่ยวไม่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยว และสามารถกลับฟื้นตัวได้รวดเร็ว ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสมบัติของชาติสามารถใช้ประโยชน์และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสามารถส่งต่อประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนรอบข้างได้อย่างต่อเนื่อง ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ลูกหาบ การจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก การจำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม การจ้างพาหนะท้องถิ่น สถานพักแรมโรงแรมรีสอร์ท ร้านคาเฟ่ ฯลฯ และกิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำความสะอาดพื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับการท่องเที่ยวที่ใส่ใจการรักษาทรัพยากร และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ในจังหวัดสุโขทัย รวมทั้งร่วมรณรงค์ก่อให้เกิดจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อการเดินทางท่องเที่ยว ให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Sustainable Tourism Goal (STG) ของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และแนวทางการพัฒนาจังหวัดสุโขทัยอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของนายนพฤทธ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย

    สำหรับอุทยานแห่งชาติรามคำแหง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อได้แก่ “ยอดเขาหลวง” ซึ่งเป็นภูเขาที่มียอดสูงสุดในพื้นที่ บนความสูงประมาณ 1,200 เมตร (รทก.) โดยบนยอดเขายังมีจุดชมวิวที่สวยงามอีกหลายจุด อาทิ ผาชมปรง ผานารายณ์ ยอดเขาพระเจดีย์ ยอดเขาสวรรค์คีรี ยอดเขาพระแม่ย่า ยอดเขาภูกา โดยเส้นทางพิชิตยอดเขาหลวง จะเริ่มจากลานบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ผ่านเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และมีจุดสำคัญที่เป็นจุดแวะพัก ได้แก่ ประดู่ใหญ่ ( 1 กม.) มออีหก (1.4 กม.) จุดชมวิว (1.6 กม.) ตะเคียนคู่ (1.9 กม.) น้ำดิบผามะหาด (2.3 กม.) ชานเบิกภัย (2.7 กม.) ไทรงาม (3 กม.) ปล่องนางนาค (3.3 กม.) พระยาแล่นเรือ (3.5 กม.) ค่ายพักแรม (3.7 กม.) นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวยังมีจุดที่น่าสนใจได้แก่ สวนลุ่ม ที่เป็นสวนสมุนไพรธรรมชาติแหล่งใหญ่และมีพืชพันธุ์ที่หลากหลายควรค่าแก่การศึกษาอีกด้วย

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    • [ ] ททท.สำนักงานสุโขทัย อาคารเลขที่ 200 ถนนจรดวิถีถ่อง ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย 64000 โทรศัพท์ 0 5561 6228 ในวันเวลาราชการ อีเมล์ [email protected] เฟซบุ๊คเพจ: ททท.สำนักงานสุโขทัย
    • [ ] อุทยานแห่งชาติรามคำแหง โทรศัพท์ 09 888 9297

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3886742/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xjrf4lthiNl81YG4UV_F_

  • แม่กลองจัดใหญ่ ‘วิถีถิ่น วิถีไทย’ 3 วันเต็มอิ่ม ศิลป์แผ่นดิน ร.2 กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน-ท่องเที่ยววัฒนธรรม | เดลินิวส์

    แม่กลองจัดใหญ่ ‘วิถีถิ่น วิถีไทย’ 3 วันเต็มอิ่ม ศิลป์แผ่นดิน ร.2 กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน-ท่องเที่ยววัฒนธรรม | เดลินิวส์

    น.ส.ชัยพฤกษ์ อ่อนพิมพ์ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน “วิถีถิ่น วิถีไทย แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 รวม 3 วัน ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ 2 อำเภออัมพวา เพื่อสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดศิลปวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกกลุ่ม ได้ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสงคราม เมืองแห่งสายน้ำ วิถีชุมชน และถิ่นประสูติของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาด้านศิลปวรรณคดีและนาฏศิลป์ ซึ่งถือเป็นยุคทองของวรรณกรรมและศิลปะการแสดงไทย

    ไฮไลท์ตลอด 3 วัน อัดแน่นด้วยการแสดงศิลปะชั้นสูงและศิลปะพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก เริ่มจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 17.00 น.มีการเสวนา “จากภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่สำรับอาหารที่ทรงคุณค่า” โดยนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายปัญญา โตกทอง น.ส.วารุณี รอดสินธ์ และนายธามม์ ประวัติตรี จากนั้นเป็นการแสดง “โขน” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศิลปะการแสดงชั้นครูที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม ต่อด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดาวรุ่ง แยม พัณณ์ชิตา และ เนิร์ด ณัฐนิชา เติมสีสันร่วมสมัยให้กับเวทีวัฒนธรรม

     วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การแสดงหุ่นละครเล็ก คณะศักดิ์สืบศิลป์ ซึ่งสืบทอดศิลปะชั้นสูงอันละเอียดอ่อน ผสานการแสดงนาฏศิลป์เยาวชนในพื้นที่ สะท้อนพลังคนรุ่นใหม่ในการอนุรักษ์มรดกไทย และปิดท้ายวันที่ 1 มีนาคม ด้วยลิเกดัง คณะรุ่งฟ้า กฤษฎา บารมี พร้อมเซอร์ไพรส์จาก “น้องนุ่น เนตรชนก” หรือ “นุ่น ดำดง” ศิลปินลิเกขวัญใจมหาชน และการแสดงโขนจาก สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน รวมทั้งการแสดงของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ด้วย นอกจากเวทีการแสดงแล้ว ภายในงานยังจัดโซนอาหารไทยโบราณ สาธิตเมนูจากบทพระราชนิพนธ์ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” สะท้อนมิติทางวรรณศิลป์และวิถีครัวไทย พร้อมอาหารพื้นบ้านรสชาติดั้งเดิมของชาวแม่กลอง และยังมีโซนสินค้าทางวัฒนธรรม (CPOT) และสินค้าชุมชนจากอัมพวาและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นนำผลิตภัณฑ์หัตถกรรม งานจักสาน งานผ้า และของที่ระลึก มาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน และยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัด อีกหนึ่งสีสันสำคัญ คือ การเชิญชวนผู้ร่วมงาน “แต่งชุดไทย” เที่ยวชมงาน ท่ามกลางบรรยากาศเรือนไทยอันงดงามภายในอุทยาน ร.2 ซึ่งนับเป็นแหล่งเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ นักท่องเที่ยวจะได้ถ่ายภาพ เก็บความประทับใจ และซึมซับวิถีไทยในบรรยากาศเมืองริมน้ำอัมพวาอย่างเต็มอิ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5622423/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sqLn1JfFGcKgq5t5elnmT

  • เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.22 น.

    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ฝากไปให้ “พวกขี้อิจฉาทั้งหลาย” ทราบ

    การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 2 เมษา 49 ที่เป็นต้นเหตุทำให้ ใครต่อใครที่อกหักจาการเลือกตั้งครั้งปัจจุบันนี้ (โดยเฉพาะพรรคประชาชน) มักจะนำไปอ้างถึง เพื่อใช้คำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นั้น มาล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้เป็นโมฆะ ทั้งๆที่รู้ว่า

    สถานการณ์ซึ่งเป็นตัวกำหนดคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้งแตกต่างกันมากมาย เหมือน มือกับเท้า ลองอ่านดูครับ

    1. การเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นัั้น เกิดขึ้นเพราะนายทักษิณ นรม.ในตอนนั้นได้ยุบสภา เพื่อหาทางยุติการจัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่กดดันต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง จากเรื่องสารพัดโกง รัฐบาลทักษิณจึงกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในแค่ 35 วันเท่านั้น

    2.พรรคการเมือง 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จึงประท้วง ไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งด้วย เนื่องจาก รัฐบาลเอาเปรียบยุบสภาแล้วรีบกำหนดวันเลือกตั้งแบบกระชั้นชิดเกินไป

    3. หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผล 2 เรื่องประกอบกัน ได้แก่

    (1) กำหนดวันเลือกตั้งในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ไม่เหมาะสมและไม่เที่ยงธรรม เนื่องจากกำหนดวัน เลือกตั้งห่างจากวันยุบสภาเพียง 35 วันเท่านั้น เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ

    (2) กกต.ได้จัดคูหาในลักษณะที่บุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็นได้ว่าผู้เลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใด ซึ่งไม่เคยมีการกระทำในลักษณะนี้มาก่อน

    (ต่อมารัฐบาลได้ กำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง ใน 15 ตุลา ปีเดียวกัน ท่ามกลางการชุมนุมกดดันรัฐบาล นาๆชนิด แต่เกิดเหตุรัฐประหาร 19 กันยา 49 ขึ้นมาเสียก่อน )

    ▪️ คำพิากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่า

    อ้างอิงมาจากข้อเท็จจริงในขณะนั้น 3 อย่าง คือ (1) มีการยุบสภาฯ ที่มาจากการหนีม็อบที่มาชุมนุมขับไล่ นายกฯ ไม่ใช่ยุบเพราะสาเหตุทางการเมือง และยังกำหนดวันที่เลือกตั้งเร็วมาก (2) มีความพยายามโกงการเลือกตั้งจริงๆ เห็นเจตนาได้ชัดเจน ถึงตั้งคูหาเลือกตั้งแบบนั้น พิสูจน์ได้ง่าย และ (3) สถานการณ์ของบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสับสน ทั้งม็อบ และการต่อต้านการเลือกตั้งของประชาชน ตามตัวอย่าง ดังนี้

    เรื่องม็อบกดดันต่อ หลังจากยุบสภา 

    มีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมกดดันตัวนายกฯขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั้ง เคลื่อนขบวนไปชุมนุมปักหลักอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
    โดยทำม็อบ “ดาวกระจาย” ไปประท้วงตามจุดต่างๆ เช่น กกต. ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ สถานทูตสิงคโปร์ สยามสแควร์ เรียกร้องให้นายทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรักษาการลาออก…….

    เรื่อง ความไม่สมบูรณ์ ของการเลือกตั้ง ( 2เมษา 49 )

    ….เมื่อหลายพรรค ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย จึงเป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. โดยมีพรรคการเมืองเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง ลงสมัครเป็นตัวประกอบ แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า หลายเขต มีคะแนน “โนโหวต ” สูงกว่าคะแนนที่ออกเสียงเลือกผู้สมัคร และ บางเขตมีคะแนนที่เลือก ส.ส. ไม่ถึงร้อยละ 20 จนทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่….. ม็อบไล่นายก จึงคึกคักนัก

    มาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภา 69 แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคนละเรื่องเลย สถานการณ์ในประเทศในตอนปัจจุบันนี้ ดีเยี่ยม ประชาชนรักสามัคคีกัน แม้จะมีสงครามสู้รบตามแนวชายแดนไทยถึง 7 จังหวัด เห็นได้จากการจัดงานปีใหม่ 2569 มีชาวต่างชาติ/นักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวถึงประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน มีจัดเคาดาวน์ในกรุงเทพ ถึง 10 แห่ง / GDP ประเทศไทย ปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งกว่าคาดที่ 2.4% มีมูลค่ารวม 18.97 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงหนุนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน และการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้น / ประเทศไทยเริ่มเป็นประเทศที่มีสิทธิมีเสียง พูดแล้วประเทศอื่นๆต้องหยุดฟังบ้างแล้ว / การปราบทุนเทา ดำเนินงานอย่างเข็มแข็ง ไม่ต้องให้ชาติอื่นยกกำลังมามาปราบ ถึงในประเทศ แบบกัมพูชา / การทวงคืนแผ่นดินไทยสมบูรณ์แล้วมาก กว่า 90% ฯลฯ

    การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง นั้น จะผิดหรือถูก เป็นเรื่องของ กกต. แต่ถ้าจะกดดันให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิฉัยว่า “ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ” นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องหาทางชี้แจงให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเสียก่อน ว่า “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดนั้น บิดเบือนเจตจำนงค์ของประชาชน ที่มาเลือกตั้งจริงหรือไม่” เช่น มีหลักฐานว่า พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือ กับ กกต. ใช้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้ง จริงๆ

    ลองไปคิดกันดู เถอะครับ ว่าพรรคตัวเองมีข่าวแย่ๆออกมาเกือบทุกวัน จะให้ประชาชนเค้าสนับสนุนแบบเดิมอีกหรืออย่างไร แต่ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผมก็กลัวว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ ถล่มทลายมากขึ้นแบบ การเลือกตั้งของญี่ปุ่น แล้วที่นี้จะไปโทษใครอีก เวรกรรมแท้ๆ
    หรือแค่อยากให้ “ประเทศไทยกลับไปอยู่ในห้อง ICU อีกครั้งหนึ่ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948463&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19MKm3ZON7q-LdmHOQqa7Z

  • ไผ่-ธนกฤต ปัดข่าวดีลรัฐบาลล่ม กล้าธรรมยังนิ่ง-ไร้สัญญาณปรับออก

    ไผ่-ธนกฤต ปัดข่าวดีลรัฐบาลล่ม กล้าธรรมยังนิ่ง-ไร้สัญญาณปรับออก

    ไผ่-ธนกฤต ปัดข่าวดีลรัฐบาลล่ม กล้าธรรมยังนิ่ง-ไร้สัญญาณปรับออก

    รายงานความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดมีกระแสข่าวสะพัดถึงความชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจไม่เชิญ “พรรคกล้าธรรม” เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะมีสัดส่วน สส. ถึง 58 ที่นั่ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งเชิงพื้นที่ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในหลายเขตจนทำให้ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยต้องพ่ายแพ้

    นอกจากปัจจัยด้านการแข่งขัน พรรคแกนนำยังมองว่าพรรคกล้าธรรมเป็นคู่แข่งยุทธศาสตร์ในระยะยาว เนื่องจากมีฐานเสียงและวิธีการทำงานในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน ประกอบกับจำนวน 58 ที่นั่ง ถือเป็นอำนาจต่อรองที่สูงเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการจัดสรรโควตารัฐมนตรีตามสูตร “10 สส. ต่อ 1 ตำแหน่ง” หากดึงเข้าร่วมจะทำให้สัดส่วนเฉลี่ยบิดเบือน และกระทบต่อความหวังของ “บ้านใหญ่” ในพรรคภูมิใจไทยที่รอคิวรับตำแหน่งอยู่เช่นกัน

    “ไผ่ ลิกค์ – ธนกฤต” ประสานเสียงไม่ทราบข่าว

    ด้านความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคกล้าธรรม เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 ก.พ. 69 นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค เปิดเผยว่าตนเองยังไม่ทราบเรื่องการปิดดีลรัฐบาล 300 เสียงโดยไม่มีพรรคกล้าธรรม เนื่องจากขณะนี้เดินทางอยู่ต่างประเทศ

    สอดคล้องกับ นายกองตรี ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม ที่ระบุว่ายังไม่ได้รับสัญญาณใดๆ จากผู้ใหญ่หรือคณะกรรมการบริหารพรรค โดยยืนยันว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค เคยให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ และขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

    แบ่งเค้ก ครม.อนุทิน2 สูตร”10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้” ล็อกสมดุลอำนาจ

    สำหรับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเบื้องต้น ยึดหลักการสร้างความเป็นธรรมและคุมสมดุลอำนาจด้วยสูตร “10 สส. ต่อ 1 โควตารัฐมนตรี” ส่งผลให้สัดส่วนเป็นดังนี้:

    • พรรคภูมิใจไทย (193 เสียง): ได้โควตา 19 ตำแหน่ง
    • พรรคเพื่อไทย (74 เสียง): ได้โควตา 7 ตำแหน่ง
    • พรรคร่วมขนาดเล็ก (ไทรวมพลัง, พลังประชารัฐ, ประชาชาติ): แบ่งโควตาที่เหลือ 4 ตำแหน่ง

    กั้น 5 “โควตากลาง” ดึงมือโปรคุมเศรษฐกิจ

    ไฮไลต์สำคัญของการจัดทัพครั้งนี้คือการเปิดทางให้ “คนนอก” ที่เป็นมืออาชีพเข้ามานั่งตำแหน่งยุทธศาสตร์ในฐานะโควตากลาง 5 ตำแหน่ง เพื่อสร้าง “ทีมเศรษฐกิจรวมศูนย์” ได้แก่

    1. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ: รองนายกรัฐมนตรี (กฎหมาย)
    2. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ
    3. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
    4. ศุภจี สุธรรมพันธุ์: รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์
    5. รมว.พลังงาน: อยู่ระหว่างการทาบทามบุคคลที่เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39F3DhvyvpLaSfn8_NQZba

  • “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ดันท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ดันท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ภูมิภาค

    “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ดันท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วัดพัฒนาราม พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    ในการนี้ มี นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมลงพื้นที่ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เข้าสักการะรูปเหมือน หลวงพ่อพัฒน์ นารโท อดีตเจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคใต้ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน ก่อนเข้ากราบสักการะพระประธานประจำพระอุโบสถ และกราบนมัสการพระวชิรปริยัตยาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม (พระอารามหลวง)

    จากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยัง มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน เข้าสักการะรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแกะสลักจากหินแกรนิตสีขาว ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะขอพรอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีงาน มีอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคง โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา และสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IsXoYbMQY8eaNEIFHIQx3

  • ททท. ผนึก ไทยแอร์เอเชีย ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า พร้อมลุ้นบินฟรีตลอดปี

    ททท. ผนึก ไทยแอร์เอเชีย ปลุกกระแสเที่ยวไทยตามรอยลิซ่า พร้อมลุ้นบินฟรีตลอดปี

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ต่อยอดแคมเปญแห่งปี “Feel all the Feelings เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” เปิดตัวโครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด..ทุกความรู้สึกทั่วไทย” มอบโปรโมชั่นพิเศษ ส่วนลดสูงสุดค่าบัตรโดยสาร 15% สำหรับ 8 เส้นทางบินตามรอย Amazing Thailand Ambassador “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” และกิจกรรมลุ้นตั๋วเครื่องบินเที่ยวไทยฟรีตลอดปี ชวนนักท่องเที่ยวบินตามรอยลิซ่า ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค

    นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับสายการบินไทยแอร์เอเชียครั้งนี้ ซึ่งเป็นการต่อยอดแคมเปญโฆษณาของ ททท. “Feel all the Feelings” ที่ได้เปิดตัวร่วมกับ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ไปเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และเข้าถึงได้มากที่สุดในมุมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไทยแอร์เอเชีย จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทย ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกพลังภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับกิจกรรมบินตามรอยลิซ่า ลุ้นตั๋วเครื่องบินเที่ยวไทยฟรีตลอดปี ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 30 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P97E5ykBExhqJiXMCU-Y1

  • ยิ่งใหญ่! เปิดงาน “ปายไชน่า 2026” ปีที่ 4 สืบสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน ดันแม่ฮ่องสอนสู่เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ยิ่งใหญ่! เปิดงาน “ปายไชน่า 2026” ปีที่ 4 สืบสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน ดันแม่ฮ่องสอนสู่เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/130573&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N5CHWHN62ixWsbikVNFhO

  • อบจ.พิษณุโลก จัดการแสดง “โขนในวัง”

    อบจ.พิษณุโลก จัดการแสดง “โขนในวัง”

    อบจ.พิษณุโลก จัดการแสดง “โขนในวัง” เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยและกระตุ้นท่องเที่ยวพิษณุโลก

    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น. นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดการแสดง “โขนในวัง” ณ โบราณสถานพระราชวังจันทน์ อำเภอเมืองพิษณุโลก โดยมี นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก กล่าวรายงาน ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก จัดโครงการดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากการจัดครั้งแรกในปี 2568 ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนและสื่อออนไลน์ สำหรับปี 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศ ภายใต้แนวคิด “พิษณุโลกเที่ยวได้ทั้งปี” และนโยบาย “เที่ยวพิษณุโลก สนุกไม่แพ้เมืองหลัก” มุ่งประชาสัมพันธ์จังหวัดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรอง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ทั้งนี้ยังเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการแสดงโขน ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ในการนำการแสดงโขนคุณภาพมาจัดแสดงแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

    กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงโขนจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ชุด “เย็นศิระพระพิษณุ” จัดแสดง 3 วัน 3 ตอน ระหว่างเวลา 19.00 – 21.00 น. ดังนี้

    • วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตอนที่ 1 “หนุมานชาญฤทธี พาลีเสียสัจจา”
    • วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ตอนที่ 2 “เกสรทมาลา พลีชีวัน”
    • วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ตอนที่ 3 “ศึกโรมคัล ทศกัณฑ์พ่าย”

    ภายในงานมีการฉายโปรเจคเตอร์แมปปิ้งเล่าเรื่องราวโขน การตกแต่งซุ้มทางเข้าและจุดถ่ายภาพเสมือนจริงพร้อมนักแสดงโขน นิทรรศการตัวแสดงโขนมีชีวิตในรูปแบบ Edutainment (Educate + Entertainment) เพื่อให้ความรู้ควบคู่ความบันเทิง, นิทรรศการเกี่ยวกับโขน การประดับไฟสุดตระการตาในโซน “Royal Khon Light Garden” มุมถ่ายภาพกับนักแสดงโขน ร้านจำหน่ายอาหารและของทานเล่น กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักโรงแรมในจังหวัดพิษณุโลก สามารถนำใบเสร็จมาแลกรับของที่ระลึกได้ที่บูธกองคลังฯ พร้อมกันนี้ได้จัดเตรียมที่นั่งชมการแสดงกว่า 2,500 ที่นั่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสถานที่จอดรถและการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมการแสดง ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดทั้ง 3 วัน ระหว่างเวลา 19.00–21.00 น.

    จึงนับว่าการจัดงานครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดพิษณุโลก ควบคู่กับการยกระดับสู่เมืองหลักด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะชั้นสูงของไทย ท่ามกลางบรรยากาศประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ณ พระราชวังจันทน์ จังหวัดพิษณุโลก

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/02/21/193422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uUGep4wys_-QZYuYLcwwM