Category: ท่องเที่ยว

  • วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าการท่องเที่ยว ยกเลิกจองพุ่ง นักเดินทางลดฮวบ : อินโฟเควสท์

    วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าการท่องเที่ยว ยกเลิกจองพุ่ง นักเดินทางลดฮวบ : อินโฟเควสท์

    ความขัดแย้งที่ลุกลามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กำลังสั่นคลอนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3.67 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี รวมถึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของภูมิภาคที่พยายามวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมและปลอดภัย หลังทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่อาบูดาบีถึงดูไบ

    ศูนย์กลางการบินสำคัญหลายแห่งต้องชะลอหรือระงับเที่ยวบินเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ผู้โดยสารนับหมื่นตกค้างจำนวนมาก โดยเฉพาะที่สนามบินในนครดูไบ นับเป็นแรงกระแทกต่อภาคการบินรุนแรงที่สุดนับจากวิกฤตโควิด-19

    รายงานระบุว่า สนามบินและโรงแรมหรูชื่อดังอย่าง เบิร์จ อัล อาหรับ ได้รับความเสียหาย สร้างความวิตกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งในปีที่ผ่านมาใช้จ่ายในภูมิภาคนี้รวมกันราว 1.94 แสนล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC)

    ข้อมูลจากแอร์ดีเอ็นเอ (AirDNA) ผู้ให้บริการข้อมูลที่พักให้เช่าสำหรับวันหยุดพักผ่อนระบุว่า การยกเลิกที่พักระยะสั้นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) แตะราว 8,450 ยูนิต โดยส่วนใหญ่เป็นการจองสำหรับเดือนมี.ค. หลังเกิดเหตุโจมตีระลอกแรก

    ด้านไมเคิล โอ’ลีรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสายการบินไรอันแอร์ (Ryanair) กล่าวว่า การจองเที่ยวบินมายังตะวันออกกลางหดตัวลงอย่างมาก แต่ความต้องการเดินทางระยะสั้นไปยังประเทศในยุโรปอย่างโปรตุเกส อิตาลี และกรีซ กลับเพิ่มสูงขึ้นก่อนช่วงวันหยุดอีสเตอร์

    สำนักงานการท่องเที่ยวดูไบระบุในแถลงการณ์ว่า ความปลอดภัยของผู้มาเยือนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือโรงแรมช่วยดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งระบุว่า ดูไบมีประสบการณ์ในการรับมือกับช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติระดับโลกมาก่อน

    ขณะเดียวกัน ทัวริซึม อีโคโนมิกส์ (Tourism Economics) บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยวระดับโลก ประเมินว่า จำนวนนักเดินทางมายังตะวันออกกลางปีนี้อาจลดลง 23–38 ล้านคนจากที่เคยคาดการณ์ไว้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง

    ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์สู้รบปะทุขึ้น มีประชาชนหลายพันคนเร่งเดินทางออกจากภูมิภาค โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำแนะนำเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) ให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากพื้นที่ เพียงไม่กี่วันหลังเกิดการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกแรก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE30IQ3OO6SA9V5SPI8FR8HYKRMVOH4&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qvKTjGJfPUNCG3z7Tylnf

  • ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยดูแลนักท่องเที่ยวเต็มสูบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ททท. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ททท. สำนักงานในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา ได้ช่วยประสานในการดูแลนักท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องโรงแรมที่พัก ให้ข้อมูลข่าวสารอำนวยความสะดวกการเดินทาง รวมทั้งประสานงานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ขณะที่ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและสมาคมโรงแรมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา ต่างร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการช่วยบรรเทาผลกระทบแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับมาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลและการประสานงานภายในท่าอากาศยาน จัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายแก่ผู้โดยสารที่รอเช็กอิน และจัดพื้นที่รองรับให้เพียงพอ ตลอดจนประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการเที่ยวบินและดูแลผู้โดยสารให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงา, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนการเดินทางหรือเลื่อนการเข้าพัก (Reschedule) และยกเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิก (Cancellation) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงเสนออัตราพิเศษหรือเงื่อนไขที่เหมาะสม สำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการพำนัก ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์และเที่ยวบิน ในส่วนของสายการบินได้มีการผ่อนผันเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนการเดินทางตามสถานการณ์ รวมทั้งดูแลจัดโรงแรมที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความกังวลของผู้โดยสาร

    นอกเหนือจากมาตรการดูแลเฉพาะหน้า ภาครัฐได้กำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางในมิติการท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่

    ·     ระยะสั้น มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการชะลอการเดินทางออกนอกประเทศ และรักษาการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน

    ·     ระยะยาว มุ่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางการบินในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอน พร้อมผลักดันการเพิ่มโอกาสเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียง ขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน เคาน์เตอร์สายการบิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางหรือประสานขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ TAT Call Center โทร 1672 Travel Buddy หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร 1155

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourists-middle-east-war-support&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VkoCJjkBI0QEiyRYBEs_t

  • ชัดเจน! เกณฑ์เยียวยา 2,000 บ./วัน ช่วยผู้ประกอบการดูแลนทท.ตกค้าง

    ชัดเจน! เกณฑ์เยียวยา 2,000 บ./วัน ช่วยผู้ประกอบการดูแลนทท.ตกค้าง

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แถลงชี้แจงถึงเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาจำนวน 2,000 บาทต่อวัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ

    พร้อมระบุว่าเงินจำนวนนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย เช่น โรงแรมและร้านอาหาร ที่ต้องรับภาระดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งติดค้างอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากเหตุสุดวิสัย
     

    สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินนั้น กระทรวงฯ จะดำเนินการเมื่อสถานการณ์มีความรุนแรงและยืดเยื้อ จนถึงจุดที่ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ตกค้างได้อีกต่อไป 

    โดยลักษณะการจ่ายจะเป็นการเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหารในอัตราเฉลี่ย 2,000 บาทต่อราย ซึ่งเป็นการจ่ายตรงให้กับผู้ประกอบการ ไม่ใช่การจ่ายให้กับตัวนักท่องเที่ยวโดยตรง

    ในปัจจุบัน กระทรวงฯ กำลังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และได้มีการหารือร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อเตรียมแนวทางรองรับ
     

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบของกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการช่วยเหลือกรณีวิกฤต เช่น การปิดสนามบินในอดีตมาแล้ว โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการตั้งเรื่องของบกลางที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีตามการประเมินสถานการณ์รายวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738835&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NBI1mfDJWVGIIW904jsWT

  • “ภรรยาโชต้า” อดีตแข้งลิเวอร์พูล โพสต์โซเชียล เช็กอินเที่ยวประเทศไทย

    “ภรรยาโชต้า” อดีตแข้งลิเวอร์พูล โพสต์โซเชียล เช็กอินเที่ยวประเทศไทย

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    “ภรรยาโชต้า” อดีตแข้งลิเวอร์พูล โพสต์โซเชียล เช็กอินเที่ยวประเทศไทย

    ไทยรัฐออนไลน์

    3 มี.ค. 2569 12:33 น.

    English version

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball/premierleague/2917549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Avd9MXIR3S_voG1ZviMb4

  • ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

    ประสานความร่วมมือบูรณาการมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

    เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยและแสดงความรับผิดชอบในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก
     

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมในพื้นที่ภาคใต้ ได้เข้าติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

    โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินหรือแผนการเดินทาง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความอุ่นใจสูงสุด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้กล่าวถึงการทำงานในครั้งนี้ว่า “ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง ททท. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง” 

    พร้อมระบุว่าสำนักงาน ททท. ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต กระบี่ และพังงา ได้ประสานงานดูแลทั้งเรื่องที่พักและการเดินทางอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมและความรับผิดชอบของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและเป็นมิตรต่อคนทั่วโลก ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วย

    ด้านท่าอากาศยาน: ทอท. ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูล จัดเตรียมน้ำดื่มและพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่รอเช็กอิน รวมถึงประสานงานกับสายการบินอย่างใกล้ชิด

    ด้านที่พักและผู้ประกอบการ: สมาคมท่องเที่ยวและโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ได้ขอความร่วมมือสมาชิกให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง (Reschedule/Cancellation) สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมเสนออัตราพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาพำนัก

    ด้านสายการบิน: มีการผ่อนผันเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง และจัดหาโรงแรมที่พักเพื่อบรรเทาความกังวลของนักท่องเที่ยว

    ท่องเที่ยวไทยผนึกรัฐ-เอกชนดูแลนักท่องเที่ยว รับผลกระทบตะวันออกกลาง

    นอกจากมาตรการเฉพาะหน้าแล้ว ภาครัฐยังวางนโยบายเชิงรุก 2 ระยะคือ

    – ระยะสั้นจะมุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อรักษาการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ 

    – ระยะยาวมีแผนผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบสามารถตรวจสอบสถานะเที่ยวบินได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 หรือประสานขอความช่วยเหลือผ่าน TAT Call Center โทร. 1672 Travel Buddy และสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738831&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tXJtNtNLWt_lRw6SNYmol

  • กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ เร่งดูแลประสานงานนักท่องเที่ยวติดค้างพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยึดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว


    3/03/2569 | 50 |

    วันที่ 3 มีนาคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามสถานการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบต่อเนื่อง วันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. มีการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้มีการปิดน่านฟ้าในเส้นทางการบิน การยกเลิกเที่ยวบินประจำวันที่ 3 มีนาคม 2569

    1. กระบี่ ยกเลิกขาออก 3 เที่ยวบิน 
    2. เชียงใหม่ ยกเลิกขาออก 1 เที่ยวบิน (เชียงใหม่-อาบูดาบี)
    3. ภูเก็ต ยกเลิก 14 เที่ยวบิน (ขาเข้า 6 เที่ยวบิน และขาออก 8 เที่ยวบิน)
    4. ดอนเมือง วันนี้ไม่มียกเลิก 
    5. สุวรรณภูมิ **รอข้อมูลจากการท่า**

    ทั้งนี้ ภาพรวมสะสม 4 วัน (28 ก.พ. – 3 มี.ค.) มีการยกเลิกของขาออก 105 เที่ยวบิน ขาเข้า 61 เที่ยวบิน รวมเป็น 166 เที่ยวบิน 
    *อ้างอิงข้อมูลรายงานของเจ้าหน้าที่กระทรวง TAC 5 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่ อาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้างตามสนามบิน

    สำหรับ กรณีวีซ่าของนักท่องเที่ยว ณ วันที่ 3 มีนาคม สตม. ได้ออกมาตรการที่เกี่ยวข้องแล้ว โดย (2 มีนาคม 69) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ประกาศมาตรการช่วยเหลือคนต่างชาติ เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้าในภูมิภาคดังกล่าว และทำให้คนต่างชาติไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อกลับประเทศได้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือ สำหรับคนต่างชาติที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้  
    (1) กรณีประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ
         ▪️สำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว และมีความประสงค์ที่จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทางเจ้าหน้าที่จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียค่าเปรียบเทียบปรับ
    (2) กรณีประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว
         ▪️สำหรับคนต่างชาติที่ประสงค์จะขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หากพบว่าการอนุญาตเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก “ครั้งละไม่เกิน 30 วัน” โดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้
         (2.1) แบบคำขออนุญาตเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป (ตม.7)
         (2.2) สำเนาหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง
         (2.3) หนังสือรับรองจากสถานทูต หรือ สถานกงสุล (ในกรณีที่ไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการบันทึกถ้อยคำ เพื่อระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาตอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว ตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้)
         (2.4) แบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)
    ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาดังกล่าวจะเริ่มมีผลดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481871&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kqs7IPl7cwoASIf9GV8cU

  • ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

    ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

    ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า จากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทางฝ่ายประเมินผลกระทบต่างๆ ดังนี้

    1. ราคาน้ำมันช่วงสั้นมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ โดยความรุนแรงขึ้นกับผลของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยหากอิงความขัดแย้งในอดีต การขึ้นหลังสงครามเริ่มอาจไม่แรง เพราะมีการเก็งเกิดสงครามเข้าไปในราคาก่อนแล้ว
    2. SET Index ช่วง 1 สัปดาห์แรก มีแนวโน้มผันทางลบ จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่ไม่ชัดเจนในช่วงแรก ก่อนฟื้นตัวในช่วงถัดไป
    3. กลุ่มที่ Outperform ในช่วงสงคราม คือ พลังงาน (ENERG) และหุ้นปลอดภัย (ICT / HELTH) ขณะที่ระยะกลาง กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) และขนส่ง (TRANS) ที่ลงในช่วงแรกมักมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีหลังความมั่นใจกลับมา
    4. กลุ่มที่ Underperform โดยหลักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ บรรจุภัณฑ์, รับเหมา, ปิโตรเคมี, วัสดุก่อสร้าง

    ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าลดน้ำหนัก ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบต้นทุนพลังงาน อาทิ วัสดุก่อสร้าง (CONMAT), ปิโตรเคมี (PETRO) นอกจากนี้ กลุ่มธนาคาร (BANK) ที่รับรู้ปัจจัยบวกช่วงสั้นส่วนใหญ่ไปแล้ว อาจเผชิญการขายทำกำไร หรือลดน้ำหนักทั้งจาก Over-owned และจากตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกที่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

    ขณะที่แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐจะเข้ามาในครึ่งปีหลัง / กลุ่มการแพทย์ (HELTH) การเดินทางเข้ามารักษาของผู้ป่วยตะวันออกกลางช่วงสั้น อาจชะลอจากสถานการณ์สงครามในพื้นที่หลายประเทศรอบอิหร่าน (ผลกระทบ)

    สำหรับกลุ่มที่น่าเพิ่มน้ำหนัก โดยเฉพาะหากปรับตัวลดลง ได้แก่ ท่องเที่ยว (TOURIM) และขนส่ง (TRANS) ที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การเดินทางไปยุโรปมีความเสี่ยงและต้นทุนเพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และอาจต้องบินอ้อม)

    ซึ่งน่าจะบวกกับการท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ดี ในช่วงสั้นอาจปรับลดลงจากความกังวลนักท่องเที่ยวระยะไกลหาก ซึ่งอาจไม่น่ากังวลมากนัก พิจารณาจากการที่ไม่ใช่ฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวยุโรปมาไทย

    จากปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้จากนี้ ราคาหุ้นจะกลับมาขึ้นกับผลประกอบการเป็นหลัก การลงทุนเน้นหุ้นที่

    1. ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ดี อาทิ กลุ่มการแพทย์ BCH, BDMS, BH
    2. ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว อาทิ ค้าปลีก ซึ่งแม้งบไตรมาส 1/2569 อาจสู้ปีก่อนที่มี “ช้อปดีมีคืน” ไม่ได้ แต่ตลาดก็รับรู้ไปพอสมควรแล้ว อาทิ HMPRO, CPALL, TNP, BCP
    3. กลุ่มที่ซื้อขายด้วยมูลค่าทางบัญชีต่ำ หรือมีโอกาส turnaround อาทิ ปิโตรเคมี การเงิน (ตัวเล็ก) อาหาร อาทิ PTTGC, IVL, AMANAH, KCAR, TK, SORKON, TWPC, TKN เป็นต้น

    ภาพรวมกลยุทธ์ แนะนำระวังความผันผวนจากการทยอยขึ้นเครื่องหมายจ่ายปันผล และความผันผวนจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในแง่ของสัดส่วนลงทุน แนะนำคงเงินสด 50% และ พอร์ตหุ้น 50%

    หุ้นแนะนำ

    • PTTEP ราคาเป้าหมาย 150 บาท : ได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น (ตัดขาดทุน 130.00 บาท)
    • AAV ราคาเป้าหมาย 1.50 บาท : แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/68 ออกมาดี จำนวนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเป็นบวก (ตัดขาดทุน 1.28 บาท) 
    • TNP ราคาเป้าหมาย 3.30 บาท : ผลการดำเนินงานได้แรงหนุนจากเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เติบโตจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซื้อขายเพียง 12 เท่า PER (ตัดขาดทุน 2.80 บาท)
    • HMPRO ราคาเป้าหมาย 8 บาท : ราคาหุ้นสะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว และเริ่มทยอยปรับดีขึ้น (ตัดขาดทุน 6.90 บาท)

    อย่างไรก็ตาม มองว่ากลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ

    3 ฉากทัศน์ สงครามตะวันออกกลาง

    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) เปิดมุมมองว่า ช่วงวันที่ 28 ก.พ. – 1 มี.ค. 69 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าสู่บทใหม่ของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยภูมิภาคตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม ซึ่งประเมินมี 3 ฉากทัศน์ ที่อาจเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤติตะวันออกลางรอบใหม่นี้ คือ

    1) การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาส 30%) : มองฝ่ายสหรัฐประกาศชัยชนะ ระยะสั้นคาด Brent อยู่ที่ US$75-80/bbl และจะลดลงเร็วหลังเหตุปะทะยุติ ทำให้เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$65-70/bbl ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับรับมือได้

    ส่วน SET ตกใจชั่วคราวแต่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -15 ถึง -50 จุด (-1% ถึง -3%) และเป้า SET อิง PER 16 เท่าเช่นเดิมที่ 1530 จุด กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้น Domestic ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาน้ำมัน ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL

    และแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูงสามารถเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ตได้ แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact เมื่อคลี่คลาย แนะนำตั้งจุด Trailing Stop

    2) สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50%) : มองเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ระยะสั้นคาด  Brent ปรับขึ้น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ส่วน SET เกิดภาวะ Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -50 ถึง -75 จุด (-3% ถึง -5%) และเป้า SET อิง PER 14-16 เท่า ที่ 1318-1506 จุด กลยุทธ์แนะนำลดน้ำหนักในหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน

    ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และหุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น

    3) สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาส 20%) : มองกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบ ระยะสั้นและเฉลี่ยทั้งปีนี้คาด  Brent ปรับขึ้น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย

    ส่วน SET เกิดภาวะ Extreme Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -75 ถึง -150 จุด (-5% ถึง -10%) อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium  สูงขึ้นจนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าที่ 1100 จุดเพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรงได้

    กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมันและหุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต  พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/652823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nzbgGHbYWEv_kQn6CN5zN

  • ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    “เทียนประสิทธิ์” นายกสมาคมโรงแรมไทยหวั่น “สงครามอิหร่าน” สะเทือนยอด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยปี 69 ยังลุ้นทะลุ 36 ล้านคน ฝ่าด่าน “ภูมิรัฐศาสตร์” ป่วนโลก แนะรัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศช่วงโลว์ซีซัน ชดเชยรายได้รวมการท่องเที่ยวที่หายไป ด้าน “เซ็นทารา-ไมเนอร์” ยันเปิดให้บริการโรงแรมทุกแห่งในตะวันออกกลางตามปกติ-ดูแลแขกใกล้ชิด

    สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางปะทุอีกระลอกใหญ่ เมื่อสหรัฐร่วมวงอิสราเอล ทำสงครามกับอิหร่านเมื่อวันเสาร์ 28 ก.พ. 2569 ส่งผลให้หลายประเทศในตะวันออกกลางปิดน่านฟ้า และยกเลิกเที่ยวบินตามมา กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างแน่นอน เพราะมีการปิดน่านฟ้า ยกเลิกเที่ยวบิน นักท่องเที่ยวตกค้าง ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ ต้องเข้าพักในไทยต่อ ขณะเดียวกันก็มีนักท่องเที่ยวอีกส่วนไม่สามารถเดินทางมาไทยได้ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ชัดเจน ต้องรอประเมินอีกทีหลังจากเกิดเหตุครบ 1 สัปดาห์

    “แน่นอนว่าตลาดหลักที่ภาคการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีการปิดน่านฟ้านานแค่ไหน แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นโลว์ซีซันของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าในช่วงไฮซีซันฤดูฝนของตลาดนี้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. ยอดการเดินทางจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่”

    ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นอีกตลาดที่น่ากังวล เพราะบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทางบินใหม่ จากเดิมต้องแวะเปลี่ยนเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเรื่องตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น แม้ว่าตอนนี้จะหมดหน้าไฮซีซันของตลาดยุโรปเที่ยวไทยไปแล้ว แต่เบื้องต้นคาดว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดยุโรปในช่วงโลว์ซีซันมากนัก ยอดจองน่าจะยังเป็นบวกอยู่เมื่อเทียบกับโลว์ซีซันปีที่แล้ว

    ขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ เช่น เอเชีย อาจจะมีบางส่วนราว 10-20% ที่กังวลเรื่องการเดินทาง มองว่าบรรยากาศตอนนี้ไม่น่าเที่ยว อาจชะลอการเดินทางหรือเลื่อนทริปเที่ยวไทยออกไปก่อน ทำให้รัฐบาลใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดตั้ง ควรเร่งพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อหารายได้มาหมุนเวียนชดเชย

    “แต่ที่น่ากลัวที่สุดหลังเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางคือ อาจลามถึงขั้นมีเหตุก่อการร้ายตามมา นักท่องเที่ยวทุกชาติอาจไม่อยากเดินทางไปไหน ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยวจึงอยากให้รัฐบาลไทย ฝ่ายความมั่นคง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยกระดับการดูแลความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในไทย”

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69 เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    หวั่น “สงครามอิหร่าน” สะเทือนยอดต่างชาติเที่ยวไทย

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดเหตุสงครามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. สมาคมโรงแรมไทยคาดการณ์แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยว่าน่าจะเกิน 36 ล้านคนในปี 2569 เนื่องจากสัญญาณตลาดนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวดูดีมาก ไม่คาดฝันว่าจะไปถึง 30,000 คน/วันในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ก่อนจะชะลอการเดินทางมาอยู่ที่ระดับ 16,000-17,000 คน/วันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อวันของปี 2568 แต่พอเกิดสงครามอิหร่านที่เป็นปัจจัยควบคุมไม่ได้ ทำให้ยังต้องลุ้นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจะไปถึงระดับ 36 ล้านคนในปีนี้หรือไม่

    ก่อนหน้านี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายเชิงท้าทายในปี 2569 สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบปี 2568 โดยจะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% สร้างรายได้รวมตลาดต่างประเทศ 2 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1 ล้านล้านบาท

    หลังจากปี 2568 ประเทศไทยมีรายได้รวมการท่องเที่ยว 2.7 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% เทียบกับปีก่อน แม้ตลาดระยะใกล้ เช่น นักท่องเที่ยวมาเลเซียและจีน ซึ่งเป็นตลาด 2 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดจะลดลง แต่ได้การเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากตลาดระยะไกล ทั้งยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์รวมกว่า 10.8 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศมีจำนวน 202 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.7%

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    “เซ็นทารา” ยันเปิดให้บริการโรงแรมปกติ-ดูแลแขกใกล้ชิด

    นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารากำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ปัจจุบันในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด และมีการหารืออย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานในท้องถิ่น โรงแรมทุกแห่งของเราในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และโอมาน ยังคงเปิดให้บริการและดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ

    “เรามุ่งเน้นที่จะสร้างความมั่นใจว่าแขกที่เข้าพักและพนักงานของเราจะรู้สึกปลอดภัย สะดวกสบาย และได้รับการดูแลสนับสนุนจากโรงแรม”

    และเพื่อให้เป็นไปตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการ แขกที่ไม่สามารถเดินทางได้เนื่องจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จะได้รับการสนับสนุนด้วยการจัดเตรียมการเข้าพักเพิ่มเติม (Extended Stay) จนกว่าจะสามารถเดินทางต่อไปได้ โดยทีมงานของเซ็นทาราพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันตามความจำเป็น โดยเซ็นทารามุ่งมั่นที่จะรักษาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและพร้อมต้อนรับแขกทุกคนในช่วงเวลานี้

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    กันย์ ศรีสมพงษ์

    เตรียมแผนรับมือหารายได้ชดเชย

    นายกันย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงแรมทุกแห่งของเครือเซ็นทาราในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ตัวอาคารไม่ได้รับความเสียหาย แต่แน่นอนว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยว ทั้งในทางตรงที่กระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง และในทางอ้อมกับการเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ เพราะหลายเมืองใหญ่ในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ เป็นฮับการบินสำหรับแวะเปลี่ยนเครื่อง พอมีการปิดน่านฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป ต้องเปลี่ยนเที่ยวบินไปเส้นทางอื่นแทน

    “ในระยะสั้นจะมีนักท่องเที่ยวตกค้างอยู่ อย่างในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทางรัฐบาลของเขาก็ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ อย่างคืนที่เกิดเหตุทางโรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ มีอัตราการเข้าพักสูงถึง 100% โดยเครือเซ็นทาราเตรียมแผนรับมือในการดูแลแขกอินเฮาส์ (In-house) รวมถึงการหารายได้เสริม เนื่องจากเราไม่ได้มีโรงแรมในภูมิภาคเดียว แต่ได้กระจายการลงทุนและรับบริหารโรงแรมในภูมิภาคอื่นไว้แล้วในช่วงที่โรงแรมแถบตะวันออกกลางได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนโรงแรมในมัลดีฟส์เป็นอีกจุดที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงนี้”

    โรงแรมเครือ “ไมเนอร์” มิดเดิลอีสต์ ยังเปิดบริการเต็มรูปแบบ

    ด้านรายงานข่าวจากไมเนอร์ โฮเทลส์ ระบุว่า เครือไมเนอร์กำลังติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐทั่วสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ โอมาน และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอ่าวอาหรับ โดยโรงแรมของเราทุกแห่งในภูมิภาคนี้ยังคงเปิดให้บริการและดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแขก พนักงาน และพันธมิตรของเราคือสิ่งสำคัญที่สุด และเรายังคงดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสภาพแวดล้อมในโรงแรมของเรามีความปลอดภัยและสะดวกสบาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1223627&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TBT0Y_F4hn7NtBhFm-Kkq

  • ศึก‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ยื้อ ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน ลามท่องเที่ยว อสังหาฯ ค้าปลีก

    ศึก‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ยื้อ ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน ลามท่องเที่ยว อสังหาฯ ค้าปลีก

    สงครามปะทุเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนเผชิญการตอบโต้ที่ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง ดันภูมิรัฐศาสตร์โลกเข้าสู่จุดเปราะบางครั้งใหม่ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงเขย่าตลาดพลังงานและราคาทองคำ แต่ยังซํ้าเติมความผันผวนการค้าโลกสำหรับไทยแรงกระแทกอาจส่งผ่านทั้งราคานํ้ามัน เงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และภาคส่งออก กดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน หากไฟสงครามยังไม่ดับลงง่ายๆ

    จุดชี้ชะตาปิด “ฮอร์มุซ”เขย่าเศรษฐกิจโลก

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านได้ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพอเมริกาใน 11 ประเทศ รวมถึงในบางพื้นที่เศรษฐกิจ เป้าหมายคือใช้อาวุธทางเศรษฐกิจกดดันคู่กรณีควบคู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ และไม่มีสายเดินเรือกล้าวิ่งผ่านเพราะเกรงอันตราย สัปดาห์นี้จึงเป็น “จุดชี้เป็นชี้ตาย” ว่าสงครามจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน

    สำหรับผลกระทบโลกจะพุ่งตรงไปที่ราคาพลังงาน เพราะการขนส่งนํ้ามันของโลกสัดส่วนมากกว่า 20% หรือ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคานํ้ามันมีโอกาสขยับ 5–100% และในฉากทัศน์เลวร้ายอาจแตะ 100–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับลงจากความไม่แน่นอน ยกเว้นบางกลุ่มในสหรัฐ ขณะที่ทองคำจะเป็นสินทรัพย์หลบภัย มีโอกาสขึ้นถึง 5,500–5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และในประเทศอาจแตะ 80,000–100,000 บาทต่อบาททองคำ หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ

    ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน

    ด้านไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่า 4 แสนล้านบาทในปี 2568 หรือราว 4% ของส่งออกรวม โดย 70% กระจุกในกลุ่ม GCC หากเส้นทางเดินเรือ หรือสายการบินสะดุด 2 เดือน จากมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 3.3 หมื่นล้านบาท ความเสียหายอาจแตะ 6 หมื่นล้านบาท ค่าเงินบาทผันผวนตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามันอาจดันราคาขายปลีกในประเทศแตะ 80 บาทต่อลิตร ซํ้าเติมค่าครองชีพ

    “หากสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง GDP ไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 0.5–1% จากเดิมสภาพัฒน์คาดขยายตัวค่ากลางที่ 2% และการส่งออกมีโอกาสอยู่ในกรอบ -3% ถึง +1% เสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับภาคส่งออก และบริหารความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เชิงรุก เพราะนี่คือ ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ที่แซงหน้าสงครามการค้าไปแล้ว” ดร.อัทธ์ กล่าว

    ส.อ.ท.เตรียมประชุมสมาชิกประเมินความเสี่ยง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน หากยุติภายใน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้นและค่อย ๆ คลี่คลาย แต่หากยืดเยื้อเกินกว่านั้น ต้องประเมินว่าจะลุกลามเป็นระดับภูมิภาคหรือไม่

    หากบานปลายในวงกว้าง ราคานํ้ามันมีโอกาสทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก สินค้าพลังงานขาดแคลน และค่าเดินเรือปรับสูงขึ้น โดยประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงด้านพลังงานที่อาจดันต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก

    แม้ไทยไม่ได้พึ่งพานํ้ามันจากอิหร่านโดยตรง แต่ใช้พลังงานหลักจากตะวันออกกลาง จึงต้องเร่งหาทดแทนอย่างไรก็ดี เข้าใจว่านายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการเรียกประชุม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาก จากประเมินแล้วสต็อกนํ้ามันที่ไทยมีเวลานี้ใช้ได้ราว 60 วัน พร้อมบริหารผลกระทบผ่านกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงและมาตรการระงับส่งออก

    ด้านภาคอุตสาหกรรมเตรียมประชุมด่วนใน 1–2 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยง หาแหล่งวัตถุดิบหรือพลังงานสำรอง รวมถึงติดตามว่าหากเกิดการชะงักงัน จะจัดหาแหล่งทดแทนและรับมือราคาที่ผันผวนได้อย่างไร

    SME จี้อุดช่องโหว่เศรษฐกิจ-รับแรงกระแทก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เตือนสถานการณ์ความรุนแรงอาจลุกลามเป็น “สงครามใต้ดิน” กระทบการค้าโลก โดยปี 2568 เอสเอ็มอีไทยส่งออกไปอิหร่านมูลค่า 38.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 28.17% ของการส่งออกไทยไปอิหร่าน (ภาพรวมมูลค่าการค้าไทย–อิหร่านปี 2568 อยู่ที่ 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 137 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 9.3 ล้านดอลลาร์)

    สินค้าหลักของเอสเอ็มอีไทยที่ส่งออกไปอิหร่าน 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรและบอยเลอร์ 6.39 ล้านดอลลาร์ เครื่องจักรไฟฟ้า 5.71 ล้านดอลลาร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน 5.44 ล้านดอลลาร์ ผลไม้ 3.89 ล้านดอลลาร์ และผัก 2.47 ล้านดอลลาร์

    ทั้งนี้นายแสงชัย เสนอให้ไทยเร่งยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือความผันผวนพลังงานและนํ้ามัน ดูแลเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทาน สำรองพลังงาน–บริหารโลจิสติกส์ โดยเฉพาะเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุส ควบคุมต้นทุนไม่ให้กระทบค่าครองชีพ พร้อมเตรียมมาตรการตลาดทดแทน ดูแลส่งออก–ท่องเที่ยว และรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้ ไทยเข้าไปอยู่ในวงความขัดแย้งโดยตรง

    ศก.-พลังงาน-ตลาดการเงินโลกสะเทือน

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ความเห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ การเสียชีวิตผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อสุญญากาศทางอำนาจและดันภูมิภาคสู่สงครามเต็มรูปแบบ เหตุการณ์ลุกลามทั้งทางอากาศ บก และทะเล สร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงระบบต่อเศรษฐกิจ พลังงาน และตลาดการเงินโลก

    จุดกระแทกสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงนํ้ามันและ LNG ราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของโลก การปิดกั้นเส้นทางทำให้เกิด “อุปทานขาดแคลนเทียม” กว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถส่งมอบได้ ความเสี่ยงดังกล่าวผลักดันราคานํ้ามัน Brent มีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลค่าระวางเรือ–ประกันภัยพุ่ง 50-140% และทุกการเพิ่มขึ้นของราคานํ้ามัน 10% อาจดันเงินเฟ้อโลกขึ้น 0.35% ภายในหนึ่งปี

    สำหรับไทยที่พึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลาง 52% แม้ไม่ได้นำเข้าจากอิหร่านโดยตรง แต่แหล่งหลักต้องผ่านฮอร์มุซ เวลานี้ไทยมีสำรองรวม 60 วัน รัฐบาลจึงระงับส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ใช้กองทุนนํ้ามันตรึงดีเซลไม่เกิน 30 บาท และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าถ่านหิน–พลังนํ้าเพื่อลดใช้ LNG ตลาดทุนเข้าสู่ภาวะRisk-off ดัชนี SET เสี่ยงทดสอบ 1,400 จุด บาทอ่อน 33-35 ต่อดอลลาร์ ทองคำทะลุ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะท่องเที่ยวและส่งออกตะวันออกกลาง 3.5% ของรวม เริ่มชะลอ

    ยืดเยื้อนํ้ามันดิบพุ่ง 120 ดอลลาร์/บาร์เรล

    นายยุทธศักดิ์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ หากยุติเร็ว ราคานํ้ามันอาจขึ้นแตะ 75-80 ดอลลาร์ก่อนปรับลง ตลาดฟื้นตัวแบบ V-shape ไทยกระทบจำกัด แต่หากยืดเยื้อ และฮอร์มุซปิดยาว โลกเสี่ยง Oil Shock ราคายืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ เศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อฝังลึก ไทยต้องเร่งบริหารพลังงาน เตรียมแผนปันส่วนหากจำเป็น ควบคู่เร่งแผน PDP 2026 กระจายตลาดผ่าน FTA ใหม่ และวางจุดยืนเป็นกลางเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ลามกระทบต่างชาติเที่ยวไทยหด

    สำหรับผลกระทบด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เหตุโจมตีในตะวันออกกลางที่ทำให้หลายประเทศปิดน่านฟ้า และสายการบินหลักอย่าง Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Kuwait Airwaysและ Flydubai ระงับบินชั่วคราว กระทบผู้โดยสารที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นฮับต่อเครื่องมาเอเชีย รวมถึงไทย ขณะที่สายการบินระยะไกลที่ไม่ใช้ Gulf Hubเช่น การบินไทย, Lufthansa และ Air France ยังบินได้แต่ต้องปรับเส้นทาง ทำให้เวลาเดินทางนานขึ้น

    “ททท.ประเมินว่า มีนาคม 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยราว 2.8 ล้านคน ตํ่ากว่าเป้าเดิม 3 ล้านคน ลดลงประมาณ 150,000 คน จากตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา”

    แนวโน้มทั้งปี 2569 ประเมินไว้2 ฉากทัศน์ กรณี “Best Case” หากจบใน 2 สัปดาห์ ตลาดระยะไกลฟื้นใน 1 เดือน จีนยังโตต่อเนื่อง และอาจมีการย้ายปลายทางมาไทย คาดทั้งปีโต 6–9% หรือ 35–36 ล้านคน แทบไม่กระทบ ส่วนกรณี “Worst Case” หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน การฟื้นตัวกลับของตลาดระยะไกลจะฟื้นช้า

    ขณะที่ราคานํ้ามัน และค่าเงินบาทผันผวน จะกดดันเศรษฐกิจ คาดนักท่องเที่ยว เหลือ 30–31 ล้านคน ลดลง 5–8% จากปี 2568 โดยยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางกระทบหนัก ทั้งนี้ ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ พร้อมเร่งดึงตลาดทดแทนจากเอเชียตะวันออก– อาเซียน โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย พร้อมปรับแผนทันทีเมื่อสถานการณ์ชัดเจน

    ช็อกเส้นทางบินกดดันดีมานด์–ต้นทุนพุ่ง

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบการท่องเที่ยวไทยทันทีจากการยกเลิก ดีเลย์ และเปลี่ยนเส้นทางบินผ่าน Gulf hub เช่น ดูไบ–โดฮา ซึ่งเป็นจุดต่อหลักเชื่อมยุโรป แอฟริกา อเมริกา มายังเอเชีย รวมถึงผลกระทบด้านความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวเลี่ยงต่อเครื่องผ่านภูมิภาคเสี่ยง แม้ไทยปลอดภัย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามัน–ประกันภัยสูงขึ้น ดันราคาตั๋วและชะลอการตัดสินใจเดินทาง โดยเริ่มเห็นการยกเลิกจากตลาดตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมแล้ว

    ฉากทัศน์แรก หากจบภายใน1 สัปดาห์ จะเป็นช็อกสั้นแต่แรง เที่ยวบินสะดุด 3–10 วันก่อนทยอยกลับสู่ปกติ ดีมานด์ส่วนใหญ่ “เลื่อน” มากกว่า “หาย” ไทยจะกระทบหลักในตลาดระยะไกลที่ต้องต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลางและกรุ๊ปทัวร์ตารางแน่น ส่วนตลาดระยะใกล้ในเอเชียกระทบน้อยและฟื้นเร็ว ข้อเสนอเร่งด่วนคือ ตั้ง War Room ติดตามน่านฟ้า–เที่ยวบิน รายวัน สื่อสารว่า “ไทยปลอดภัยแต่เส้นทางอาจสะดุด” พร้อมผลักดัน Flexible policyกับสายการบินและเอเจนซี่

    ฉากทัศน์สอง หากยืดเยื้อเกิน1 สัปดาห์ จะเปลี่ยนเป็นสภาวะต้นทุนสูง เส้นทางอ้อมยาวขึ้น ตารางบินปั่นป่วนต่อเนื่อง ตลาด Long-haul โดยเฉพาะกลุ่มต่อเครื่องผ่าน Gulf hub และ MICE จะหดจริง ธุรกิจห่วงโซ่ท่องเที่ยวเผชิญ booking window สั้นลง แข่งขันราคายากขึ้น แนวทางรับมือคือเร่งทำตลาดทดแทนเน้น short-haul จัดแพ็กความเชื่อมั่นระดับประเทศ ประสานสายการบินปรับ capacity และใช้ข้อมูลคุมเกม พร้อมยํ้าว่าไทยอาจไม่อยู่ในสมรภูมิแต่เราอยู่ใน “เส้นทางบิน” จึงต้องบริหารความคาดการณ์ได้และคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด

    ลากยาวเกิน 3 เดือนทุบกำลังซื้อ–ท่องเที่ยว

     ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) ระบุว่า ตามกลไกเศรษฐศาสตร์ค้าปลีก ผลกระทบจากวิกฤตภายนอกจะค่อยๆ ส่งผ่านจากต้นนํ้าสู่ปลายนํ้า โดยค้าปลีกได้รับผลล่าช้าราว 6–7 เดือนจึงยังพอมี “เวลาหายใจ” ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน3 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มสั่นคลอนและชะลอการใช้จ่าย โดยเฉพาะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคานํ้ามันสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ขนส่ง และการเงินก่อนส่งผ่านสู่ราคาสินค้า

    ทั้งนี้เสนอให้รัฐโฟกัสแก้ปัญหาที่ต้นนํ้าและภาคการผลิต ควบคู่บริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการส่งผ่านต้นทุน ประคองกำลังซื้อขณะที่ผลกระทบท่องเที่ยวระยะสั้นอาจยังไม่รุนแรง ซึ่งยังเร็วเกินไปจะสรุปทิศทาง เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง

    จับตาวัสดุขึ้นดันราคาก่อสร้างขยับ

    นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า ความไม่แน่นอนจากสงครามกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ผลกระทบเศรษฐกิจไทยจะจำกัดแต่ต้องจับตามาตรการรัฐพยุงกำลังซื้อและเสถียรภาพโดยรวม

    ระยะยาวความเสี่ยงอยู่ที่ต้นทุนก่อสร้าง ทั้งวัสดุ ค่าแรง และพลังงาน โดยเฉพาะเหล็ก–อะลูมิเนียมที่อิงราคาพลังงานและนำเข้า มีโอกาสปรับขึ้นราว 30% อาจดันต้นทุนรวมเพิ่ม 15%และสะท้อนเป็นราคาบ้านขยับประมาณ 10%

    ด้าน นายปริญญา ธนินถิรากุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่าคาดไตรมาส 3 เป็นต้นไป นํ้ามัน–ทองคำสูงจะกดดันต้นทุนต่อเนื่อง ปลายปีอาจเห็นราคาก่อสร้างเพิ่ม 5–15% อย่างไรก็ดี เอเชียยังมีโอกาสรับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตและห่วงโซ่อุปทานในระยะถัดไป

    เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง–ชะลอซื้ออสังหาฯ

    นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ความตึงเครียดอิสราเอล/สหรัฐฯ–อิหร่านที่ยกระดับล่าสุด ยังประเมินไม่ได้ว่าจะลุกลามเพียงใดแต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ “ราคาพลังงาน” หากยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง อาจดันราคานํ้ามันสูงขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อโลกและเพิ่มความผันผวนตลาดการเงิน เสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโตตํ่าแต่เงินเฟ้อสูง

    สำหรับไทย ซึ่งนำเข้านํ้ามันสุทธิ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มจะกระทบเงินเฟ้อ ดุลการค้า และค่าเงินบาท หากเงินเฟ้อเกินกรอบเป้า อาจกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงินชะลอลดดอกเบี้ย หรือปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    ภาคอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบหากดอกเบี้ยกลับทิศเป็นขาขึ้น ทำให้กำลังผ่อนชำระตึงตัว ผู้ซื้อชะลอตัดสินใจ และผู้ประกอบการระวังเปิดโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์อยู่อาศัยจริงรองรับ และซัพพลายไม่ล้นตลาด จึงไม่น่าถดถอยรุนแรง แต่ฟื้นตัวอาจช้ากว่าคาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/652926&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aTQHDrd4vP6BwqhyMOxCr

  • สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

    สถานการณ์ความร้อนแรงในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีว่าาจะแผ่วเบาลงแต่อย่างใด จากการที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากปฎิบัติการทางทหารโจมดีอิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้กลับอย่างดุเดือดด้วยขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะยกระดับสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนอย่างหนักในขณะนี้

    ล่าสุดวันนี้ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569 สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือ สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นการปรับตัวของราคาน้ำมันในประเทศ โดยระบุข้อความสั้น ๆ “ขึ้นราคาจาก สต็อกน้ำมันราคาเก่าถือว่าเอาเปรียบประชาชนในภาวะไม่ปกติ!”

    สุทธิชัย หยุ่น

    โพสต์ดังกล่าวของ สุทธิชัย หยุ่น  กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตจำนวนมากต่างพากันเข้ามากดไลก์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ปากท้องที่กำลังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลาย เช่น

    “น้ำขึ้นค่ะ ต้องรีบตัก”

    “กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงพลังงาน ทำอะไรได้บ้างมั๊ยครับแบบนี้.”

    “ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ รัฐบาลไทย ควร ทำทางเพิ่มขยาย ปั่นจักรยาน ท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ร่วมใจประหยัดน้ำมัน”

    “เขารบกัน ไม่กี่วัน ฉวยโอกาสกันจัง ประเทศกำลังพัฒนา เอาเปรียบกันจนเป็นนิสัย.”

    “ทำไงได้ เลือกเองก็ต้องยอมรับ”

    “เตาถ่าน,ถ่าน,ไฟแช็ค หาติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหาย แล้วใครยังติดเตาถ่านไม่เป็นหัดไว้ก็ดีครับ”

    สุทธิชัย หยุ่น

    สุทธิชัย หยุ่น

    สุทธิชัย หยุ่น

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Suthichai Yoon 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/950506&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uYOCXvyEp0c3XwIPcW8WT