Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ท่องเที่ยวไทย’ เจอแรงกระแทก รายได้ส่อหาย 2 หมื่นล้าน

    ‘ท่องเที่ยวไทย’ เจอแรงกระแทก รายได้ส่อหาย 2 หมื่นล้าน

    ไฟสงครามตะวันออกกลางกำลังสะเทือนถึง ‘ท่องเที่ยวไทย’ เมื่อเส้นทางบินต้องอ้อม ต้นทุนสายการบินพุ่ง และเที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะอุตสาหกรรมฯประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจสูญรายได้ท่องเที่ยว ‘หลายหมื่นล้านบาท’

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “แผนฟื้นท่องเที่ยวของไทย” กำลังสะดุด หลังไฟสงครามในตะวันออกกลางปะทุ จนกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก

    หลังจากปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 7%” เหลือ 32.9 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมาก ไทยจึงตั้งเป้าปี 2569 ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36 ล้านคน โดยหวังว่าความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตลาดระยะไกลอื่น ๆ จะเติบโตต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่า ไทยอาจเผชิญการลดลงของนักท่องเที่ยว “อีก 10-15%” เนื่องจากสงครามกับอิหร่านทำให้สายการบินต้องบินอ้อม ส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการยกเลิกเที่ยวบิน ซึ่งกระทบนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่มักเดินทางมาไทยผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทยกล่าวว่า “การบินอ้อม” ทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น สายการบินจึงต้องขึ้นราคาตั๋ว และเมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรวมสูงขึ้น ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางมาไทย

    ในขณะนี้ ภาคการท่องเที่ยวของไทยเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 8.9%” จากสัปดาห์ก่อนหน้า เหลือ 616,229 คน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ยิ่งไปกว่านั้น นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางลดลงถึง 18% ในสัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณ 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหาร

    ขณะเดียวกัน การบินไทยประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 10-15% เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และสายการบินอื่น ๆ จำนวนมากก็ประกาศปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทาง

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจ “สูญเสียรายได้สูงถึง 29,000 ล้านบาท” แต่หากสงครามยืดเยื้อเพียง 1-3 เดือน รายได้ท่องเที่ยวอาจ “หายไป 9,000-20,000 ล้านบาท”

    ด้านบริษัทเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศคาดว่า ต้นทุนการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง จะทำให้ผลประกอบการปีนี้ลดลง

    สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเซ็นทรัล รีเทลกล่าวว่า ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง จะทำให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 1%

    เขายังระบุว่า ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ผลกระทบเชิงลบจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกเที่ยวบินและราคาการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาว ผลกระทบจะลดลง เพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางมาไทยมากขึ้น

    ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย จึงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

    สมาคมโรงแรมไทยยังระบุว่า “จังหวัดภูเก็ต” ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป จะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ

    เทียนประสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ภาคท่องเที่ยวกำลังฝากความหวังไว้กับนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย และมาเลเซีย และต้องการให้รัฐบาลทำการตลาดในประเทศเหล่านี้มากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

    ในปี 2568 “มาเลเซีย” เป็นประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวมาไทยมากที่สุด จำนวน 4.5 ล้านคน รองลงมาคือจีน 4.4 ล้านคน และอินเดีย 2.4 ล้านคน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    อ้างอิง: nikkei

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225347&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjLqzUtflu8sIDB3cUOLS

  • เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.41 น.

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา 40% วอนประชาชนหยุดกักตุนหลังพิษสงครามทำนักท่องเที่ยวหนีหายกว่า 20%

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพังงา โดยเฉพาะบริเวณเขาหลัก อ.ตะกั่วป่า พบว่ามีประชาชนและผู้ประกอบการนำรถเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมันเป็นระยะทางยาว ส่งผลให้สถานการณ์ในช่วงเช้าที่ผ่านมาน้ำมันดีเซลในปั๊ม ปตท. บางแห่งหมดลงชั่วคราว

    ล่าสุด รถบรรทุกน้ำมันได้เดินทางมาถึงพื้นที่ท่องเที่ยวเขาหลักแล้ว ทำให้ประชาชนที่เฝ้ารอแห่นำรถไปเข้าแถวรอคิวอย่างเนืองแน่น อย่างไรก็ตามคาดว่าน้ำมันล็อตนี้จะหมดลงในเวลาอันรวดเร็วเนื่องจากความต้องการที่พุ่งสูงเกินปกติ ขณะที่บรรยากาศในเขตอำเภอเมืองพังงายังคงเป็นปกติ ไม่พบการต่อแถวที่รุนแรงเท่าพื้นที่ท่องเที่ยว

    นายการันย์ พฤกษ์รังษี รองประธานหอการค้าจังหวัดพังงา และผู้บริหารปั๊มน้ำมัน ปตท. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานีบริการได้รับการจัดสรรน้ำมันจากคลังลดลงประมาณ 30–40% จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการหน้าลานอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าประจำที่เป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้งและชาวสวนที่ต้องซื้อน้ำมันใส่แกลลอนไปใช้งาน ซึ่งทางปั๊มได้ขอความร่วมมือให้ลดปริมาณการซื้อลงชั่วคราวเพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงทุกคน

    ด้านภาคการท่องเที่ยวสะท้อนความกังวลว่า ขณะนี้จังหวัดพังงาได้รับผลกระทบจากพิษสงครามจนนักท่องเที่ยวขอยกเลิกการเดินทางไปแล้วกว่า 20% และหากปัญหาน้ำมันขาดแคลนในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเขาหลักยังไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว จะส่งผลกระทบต่อแผนส่งเสริม ‘ไทยเที่ยวไทย’ ทันที เพราะนักท่องเที่ยวจะขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางมาพักผ่อนในพื้นที่

    /////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/952848&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mcu4vj1SOXEbwjMWA8d-g

  • วธ.ดัน 4 เส้นทางท่องเที่ยวศรัทธา เชื่อมวัฒนธรรม-สร้างรายได้ชุมชน

    วธ.ดัน 4 เส้นทางท่องเที่ยวศรัทธา เชื่อมวัฒนธรรม-สร้างรายได้ชุมชน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/135244&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jiJaUZGwEj1e9Vg2iPzwz

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1


    16/03/2569 | 25 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมนนทบุรี พาเลซ จังหวัดนนทบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ (D-HOPE) ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1 โดยมี นางสาวริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะวิทยากร และผู้แทนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดประชุมในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยนำแนวคิด D-HOPE (Decentralized Hands-On Program Exhibition) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ขายสินค้า มาเป็นการสร้าง “โปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 100 ชุมชน จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยแบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่น ซึ่งรุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 มีนาคม 2569 มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นักวิชาการพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการ รวมทั้งสิ้น 52 ชุมชน โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้ :

    – การยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้บริหารจัดการชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในชุมชน ให้สามารถออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวที่ดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมาสร้างจุดเด่น (Champ) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

    – กลยุทธ์การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Hands-On) เน้นการจัดกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมทำกิจกรรมกับคนในชุมชนได้โดยตรง ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่

    – สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ 3,680 หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้และเกิดความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “การพัฒนาทักษะด้านการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริง จะช่วยให้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีศักยภาพพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามแผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่ประชาชนในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง”

    กิจกรรมในครั้งนี้ยังรวมถึงการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อรับมือกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต และการเตรียมความพร้อมในการจัดงานนิทรรศการโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อประกาศศักยภาพของชุมชนท่องเที่ยวไทยสู่สายตาสาธารณชนต่อไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/338380&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JebcqiGwm9L0yWntTcQ3F

  • นักท่องเที่ยวจีนหาย S2O หันดึง มาเลเซีย เวียดนาม เข้าไทย พร้อมแตกแบรนด์ใหม

    นักท่องเที่ยวจีนหาย S2O หันดึง มาเลเซีย เวียดนาม เข้าไทย พร้อมแตกแบรนด์ใหม

    แม้ภาพรวมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเต็มที่ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยังคงลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้จัด S2O Songkran Music Festival งานเทศกาลดนตรีที่เคยดึงดูดชาวจีนเข้ามาจำนวนมาก ได้ปรับกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาแทน 

    วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้งเทศกาล S2O Songkran Music Festival กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยังไม่เห็นสัญญาณบวกมากนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและนโยบายในจีนที่สนับสนุนให้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น มิหนำซ้ำยังมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภาคตะวันออกเข้ามาทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบรอบด้าน 

    ในฐานะของผู้จัด S2O Songkran Music Festival ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเพื่อช่วยกระตุ้นการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้นักท่องเที่ยวจีนจะไม่มา แต่งานยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่สนใจในเทศกาลดนตรีและนิยมเดินทางเข้ามาร่วมเทศกาลดนตรีในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 

    ขณะเดียวกันการจัดงานในปีนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 เมษายน นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่อีกหนึ่งปี ในพื้นที่ใหม่บริเวณถนนรัชดาภิเษก ตรงข้าม อสมท. ภายใต้ชื่อ S2O Land ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้ถึง 30,000 คนต่อวัน และหนึ่งในไฮไลต์ของงานปีนี้คือโต๊ะ VVIP ราคา 15 ล้านบาทต่อวัน รองรับผู้เข้างานกลุ่มใหญ่ 70–75 คน อยู่ในโซนใกล้เวทีหรือ DJ มากที่สุด ซึ่งหลังจากเปิดจำหน่ายบัตรแบบ 3 วันและบัตร VIP ขายหมดเร็วมาก 

    ประเมินว่าผู้เข้าร่วมงานจะเป็นคนไทยประมาณ 60% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40% และจะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 2,200 ล้านบาท อ้างอิงจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ในปีที่ผ่านมาประมาณ 22,000 บาทต่อคนต่อวัน

    อีกทั้งยังสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าอีเวนต์ระดับนานาชาติอย่าง S2O จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงที่ตลาดบางส่วนยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่

    ด้าน ปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้ง S2O กล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทยังได้เปิดตัวเทศกาลดนตรีใหม่ ภายใต้ชื่อ K2O Songkran Music Festival ซึ่งถือเป็นการแตกแบรนด์ครั้งแรกภายใต้จักรวาล S2O เพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มแฟนคลับ K-Pop ที่กำลังเติบโตอย่างมากในตลาดเอเชีย

    โดยเทศกาลใหม่จะยังคง DNA ของ S2O ที่มีบรรยากาศสงกรานต์แบบไทย แต่ผสานเข้ากับสไตล์โชว์ของเกาหลี ด้วยไลน์อัปศิลปินประกอบด้วย RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LNGSHOT รวมถึงศิลปิน T-POP อย่าง Daou Pittaya และ Special Guest Offroad Kantapon

    “จริงๆแล้วการเปิดตัว K2O เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการขยายธุรกิจต่อจาก S2O และได้เห็นศักยภาพของตลาด K-Pop ในไทยที่แข็งแรงมาก และเชื่อว่าการนำเสนอในรูปแบบสงกรานต์แบบ S2O จะทำให้ K2O กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด” ปุลิน ย้ำ 

    ในอนาคตมีแผนขยายแบรนด์เทศกาลดนตรีไปยังแนวเพลงอื่น เช่น POP, ROCK และ T-POP ตามความต้องการของตลาด และขณะเดียวกันยังเดินหน้าผลักดัน S2O Songkran Music Festival ให้เป็นแบรนด์ไทยที่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบัน S2O ได้ขยายการจัดงานไปยังหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีแผนขยายไปยังภูมิภาคละตินอเมริกาในอนาคต

    ผู้จัดงานยังชี้แจงถึงประเด็น ‘บัตรรีเซล’ ซึ่งมีผู้กว้านซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อในราคาสูงเกินจริง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรอีเวนต์อย่าง Eventpop พัฒนาระบบ ‘ตลาดซื้อขายบัตรมือสอง’ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการขายต่อดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ของแพลตฟอร์มเท่านั้น โดยมีการลงทะเบียนและใช้บัตรจริงที่เชื่อมกับระบบ ซึ่งสามารถกำหนดเพดานราคาการขายต่อได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์

    ทั้งนี้ เมื่อบัตรเข้าสู่ระบบตลาดซื้อขาย ราคาจะปรับตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขาย แม้ว่าผู้จัดงานจะตั้งราคาจำหน่ายช่วงแรกให้เข้าถึงได้ง่าย แต่เมื่อมีการขายต่อในตลาดรอง ราคาที่ปรับสูงขึ้นจึงไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด เนื่องจากรูปแบบการขายบัตรของงานต้องออกแบบให้ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เช่น ไม่ต้องระบุชื่อผู้ถือบัตร เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงบัตรได้สะดวก คล้ายๆ การซื้อตั๋วภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ในบางกรณีเกิดการนำบัตรไปขายต่อในตลาดมือสองได้ง่าย

    วุฒิธร กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เทศกาลดนตรี S2O เติบโตมาจนถึงวันนี้ คือประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับ ทั้งความสนุก บรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์, ศิลปิน, โชว์และโปรดักชันระดับโลก รวมถึงการบริหารจัดการ และการนำอัตลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยมาผสานกับดนตรีระดับโลก ทำให้ S2O แตกต่างจากเทศกาลดนตรีทั่วไป และสามารถขยายการเติบโตไปสู่ต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/s2o-k2o-expand-asia-kpop/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KJ-ADZs8_FLX7Dz34vtW_

  • กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

    กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

    Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

    กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

    ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก

    พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์ งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน

    การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

    กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1564382&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lf3jkqudzeA-a0OHUrjgF

  • Trip.com Group เผยข้อมูลไทยเบอร์ 1 ท่องเที่ยวอาเซียน

    Trip.com Group เผยข้อมูลไทยเบอร์ 1 ท่องเที่ยวอาเซียน

    นักเดินทางทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน วางประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมกับครอบครัว และไนต์ไลฟ์ คนไทยปักหมุดเที่ยวจีนมากขึ้น

    Trip.com Group เผยข้อมูลจากผู้ใช้งานกว่า 217 ล้านคนทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยยังเป็นผู้นำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเกือบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Global 50 Family-Friendly Destination ที่ไทยกวาดสัดส่วนความนิยมสูงถึง 57 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงหมวดกิจกรรมแนะนำ และสถานที่เที่ยวยามค่ำคืน ซึ่งส่งผลให้ยอดจองที่พักในไทยเติบโตขึ้นถึง 24 เปอร์เซ็นต์

    จากตัวเลขข้างต้น Trip.com Group มองว่า ประเทศไทยยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ครบวงจรในที่เดียวสำหรับนักเดินทางทั่วโลก

    ขณะที่ พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยในปี 2026 พบเทรนด์ที่น่าสนใจคือการไปปักหมุดท่องเที่ยวประเทศจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 53.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมหานครล้ำสมัยอย่าง เซี่ยงไฮ้ และเมืองเปี่ยมเสน่ห์อย่าง เฉิงตู คือสถานที่ที่ถูกค้นหามากที่สุด

    ในแง่ของโซลูชันการท่องเที่ยวใหม่ๆ พบว่า นักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสอนทำอาหารไทย การสวมชุดไทยย้อนยุคในกรุงเทพฯ หรือกิจกรรมผจญภัยในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นการลงมือทำด้วยตัวเองเพื่อสร้างความทรงจำที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2920367&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WcUrc9lSaOzD0zjlfCmbK

  • MINT บวกนำกลุ่มโรงแรม รับททท. เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ’ : อินโฟเควสท์

    MINT บวกนำกลุ่มโรงแรม รับททท. เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ’ : อินโฟเควสท์

    เมื่อเวลา 11.26 น. MINT บวก 3.17% เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มาที่ 22.80 บาท มูลค่าการซื้อขาย 408.54 ล้านบาท

    CENTEL บวก 3.05% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 33.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 58.198 ล้านบาท

    SHR บวก 1.89% เพิ่มขึ้น 0.03 บาท มาที่ 1.62 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1.81 ล้านบาท

    ERW บวก 1.59% เพิ่มขึ้น 0.04 บาท มาที่ 2.56 บาท มูลค่าการซื้อขาย 35.68 ล้านบาท

    บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ‘ททท.’ เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาโครงการกระตุ้นท่องเที่ยว “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินอินเตอร์ฯ เข้าไทย แถมฟรีตั๋วบินในประเทศ พร้อมตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์การบิน-ท่องเที่ยว บริหารความเชื่อมั่น ตอกย้ำภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางปลอดภัย

    เรามองเป็น sentiment บวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวและ Aviation จากโครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” ที่เคยพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้ช่วงเดือน ส.ค. 68 ที่ผ่านมา (อิงจากข่าวรอบก่อนภาครัฐจะมีการแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 2 แสนคน โดยรัฐจะใช้งบประมาณราว 700 ล้านบาท โดยจะจ่ายแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นั่งละ 1,750 บาทต่อเที่ยว หรือไป-กลับ รวม 3,500 บาท ในจำนวน 200,000 คน หรือ 400,000 ที่นั่ง ให้กับ 6 สายการบินภายในประเทศไทย ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และเวียตเจ็ทไทยแลนด์) โดยเราเชื่อว่า มาตรการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวน่าจะเป็นเรื่องหลักๆที่ต้องโฟกัสหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ เพราะรายได้การท่องเที่ยวเป็นส่วนนึงของการเติบโตของ GDP

    โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวในประเทศที่จะดีขึ้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้ในประเทศ ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR และกลุ่มสายการบิน ได้แก่ AAV, BA, THAI ด้าน CENTEL เรามองเป็นบวกจากการเปิดเผยยอดจองล่วงหน้า (On the Book) ช่วงเดือน เม.ย. 69 อยู่ในทิศทางที่ดี โดยโรงแรมในกรุงเทพฯมียอดจอง On the Book อยู่ที่ราว 80% ขณะที่ภูเก็ตมีอัตราการจองคาดการณ์สูงถึงประมาณ 90% ส่วนพัทยามียอดจองอยู่ราว 80% และพื้นที่อื่นๆ โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 70% ภาพรวมก็ยังคงเติบโตได้ YoY ทั้งนี้เราให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย ERW (ซื้อ/เป้า 2.90 บาท) และ CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) จะได้ sentiment บวกได้มากสุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/577146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-So-FdYczHnBjb5VEeONw

  • ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค


    16/03/2569 | 49 |

    ( 14 มีนาคม 2569 ) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน บนแพลตฟอร์ม ทริปดอทคอม ปรากฏว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง 
    ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า ในการจัดอันดับ Global 100 Must-Visit Destination ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับมากถึง 33% ของจุดหมายปลายทางทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยครองแชมป์จุดหมายปลายทางระดับโลก
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองสัดส่วนสูงในหลายหมวดหมู่การท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค เช่น 
    57% ของจุดหมายปลายทางด้าน Family-Friendly Destination สำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัว
    50% ของจุดหมายปลายทางในหมวด ชายหาดและเกาะยอดนิยม
    41% ของกิจกรรมท่องเที่ยวแนะนำในภูมิภาค
    36% ของจุดหมายปลายทางด้าน อาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม
    พร้อมกันนี้ ข้อมูลยังชี้ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา การจองทริปเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 24% บนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งสถิติทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ความสำเร็จและความทุ่มเทของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและพลังขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย  รวมถึงประเทศไทยยังมีจุดแข็งทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม

    นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวได้แสดงแนวโน้มสำคัญว่า นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในอนาคต

    “ข้อมูลอินไซต์จากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและระดับโลก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และนำประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวนัทรียา กล่าว

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/162333


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485481&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04VrMMiMFgHzAPdGZpsX-Q

  • ททท.ปรับแผนรับพิษสงครามอิหร่าน เดินหน้ารุกอเมริกา-ยุโรปต่อเนื่อง-ประคองตลาดระยะไกล

    ททท.ปรับแผนรับพิษสงครามอิหร่าน เดินหน้ารุกอเมริกา-ยุโรปต่อเนื่อง-ประคองตลาดระยะไกล

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ว่า ททท. ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และเร่งปรับแผนการตลาดต่างประเทศให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยเฉพาะในตลาดที่เชื่อมโยงกับเส้นทางบินผ่านตะวันออกกลาง เพื่อจำกัดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป

    สำหรับการดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและเที่ยวบินยกเลิกในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลจากศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-12 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบสะสม 883 เที่ยวบิน แบ่งเป็นขาออก 451 เที่ยวบิน และขาเข้า 432 เที่ยวบิน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวที่ต้องรอเที่ยวบินเพื่อเดินทางกลับสะสมประมาณ 45,136 คน โดย ททท. ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในการดูแลอำนวยความสะดวกในช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ในระยะต่อไป ททท. จะให้น้ำหนักกับการปรับยุทธศาสตร์การทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการทบทวนแผนกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งงานโรดโชว์ (Roadshow) และเทรดโชว์ (Trade Show) ในตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและความไม่แน่นอนของเที่ยวบิน ซึ่งขณะนี้กิจกรรมในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาบางส่วนจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน ได้แก่ งาน Amazing Thailand Roadshow to South Africa 2026 เดิมกำหนดวันที่ 7-10 เมษายน ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เดอร์บัน และเคปทาวน์ ซึ่งจะมีผู้ประกอบการไทย 20 รายเข้าร่วม ได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 22, 24 และ 26 มิถุนายน 2569 ขณะที่งาน The Middle East Trade Meet (MTM) & Mega FAM Trip 2026 ซึ่งเดิมกำหนดช่วงวันที่ 20-25 เมษายน และมีแผนนำผู้ซื้อจากตะวันออกกลาง 60 ราย มาพบผู้ประกอบการไทย 80 ราย ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา กระบี่ และเชียงใหม่ ก็ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน เช่นเดียวกับงาน Roadshow to Mid East Pre-ATM ที่ต้องชะลอออกไปก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการสะท้อนว่าการเดินทางมีข้อจำกัดและหาตั๋วเครื่องบินได้ยาก

    อย่างไรก็ตาม งาน Arabian Travel Market (ATM) ซึ่งเป็นงานแฟร์ขนาดใหญ่ ยังอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันยังคงกำหนดการเดิม ขณะที่ตลาดอเมริกาและยุโรป ททท. ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมตามแผน เนื่องจากยังมีทางเลือกด้านการเดินทางและผู้ประกอบการยังมีความพร้อมเข้าร่วม

    ทั้งนี้ งาน Amazing Thailand Roadshow to US & Canada 2026 วันที่ 7, 9 และ 13 เมษายน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ลอสแอนเจลิส และแวนคูเวอร์ ยังคงเดินหน้าตามปกติ โดยมีผู้ประกอบการไทย 31 รายเข้าร่วม เช่นเดียวกับงาน Amazing Thailand (Post-ILTM) Latin America Roadshow 2026 วันที่ 8, 11 และ 13 พฤษภาคม ที่เซาเปาลู โบโกตา และเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งยังไม่มีผู้ประกอบการยกเลิกการเดินทาง ขณะที่ตลาดยุโรปยังคงเดินหน้าจัดงานสำคัญตามกำหนด อาทิ งาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 วันที่ 23 เมษายน และงาน Amazing Thailand Roadshow to UK 2026 วันที่ 19-21 พฤษภาคม เพื่อรักษาโมเมนตัมของตลาดระยะไกลและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hUysAPDgmdPQUbMSe9Vrz