Category: ท่องเที่ยว

  • คิง เพาเวอร์ จัด “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวรับไตรมาส 2

    คิง เพาเวอร์ จัด “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวรับไตรมาส 2

    คิง เพาเวอร์ จัด “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” ผสานพลังเทศกาลดนตรี ดันสงกรานต์ไทยสู่เฟสติวัลโลก ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวรับไตรมาส 2

    กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เดินหน้ายกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่เฟสติวัลระดับโลก จัดงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” ระหว่างวันที่ 9–14 เม.ย. 69 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ รวมมิตรอภิ “มาหา” ความมันส์จากศิลปินชื่อดัง ผสานเทศกาลดนตรี SUPERFLUID PRESENTED BY KING POWER สร้างปรากฏการณ์ความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ ตลอด 6 วัน กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทยช่วงไตรมาส 2 และตั้งเป้าร่วมผลักดันสงกรานต์ไทยสู่ 1 ใน 10 จุดหมายปลายทางด้านเฟสติวัลระดับโลก

    ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า จากนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่ฮับการจัดอีเวนต์ระดับนานาชาติ และตั้งเป้าให้เทศกาลสงกรานต์ติด 1 ใน 10 สุดยอดเฟสติวัลของโลก เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศและเสริมความแข็งแกร่งในฐานะจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกนั้น ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของ คิง เพาเวอร์ ภายใต้ “THE POWER OF POSSIBILITIES ชีวิตไม่หยุดค้นหาความเป็นไปได้” มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์การช้อปปิงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหนือระดับสำหรับนักเดินทาง พร้อมตอกย้ำการเป็นเดสติเนชันแห่งการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาลสำคัญ

    คิง เพาเวอร์ จึงตั้งเป้ายกระดับ “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ” ให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กการเล่นน้ำของประเทศ และร่วมผลักดันสงกรานต์ไทยสู่เวทีสากล ผ่านงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” ที่ผสานอัตลักษณ์ไทยกับเทศกาลดนตรีรูปแบบ POP-CULTURE FESTIVAL รวมร้านอาหารดัง โปรโมชัน และกิจกรรมหลากหลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สร้างความคึกคักทางการท่องเที่ยว ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในย่านรางน้ำ เสริมศักยภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    สำหรับงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตรอภิ “มาหา” ความมันส์ อาทิ อภิ “มาหา” ที่เล่นน้ำ พบกับโซนเล่นน้ำขนาดใหญ่ พร้อมเอฟเฟ็กต์น้ำ WATER BOMB และคอนเสิร์ตรวมอภิ “มาหา” ความมันส์ จาก SUPERFLUID PRESENTED BY KING POWER ที่รวมศิลปินชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 60 ชีวิต นำโดย เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์-วรันธร เปานิล, PIXXIE, PROXIE ฯลฯ

    อภิ “มาหา” ขบวนศิลปิน ร่วมชมพิธีเปิดงาน วันที่ 9 เม.ย. 69 พบกับขบวนแห่รวมมิตรไทยอภิ “มาหา” สงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ในย่านรางน้ำ นำโดย อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, จิมมี่-จิตรพล โพธิวิหค, ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ และกิจกรรม “มิตร & GREET” กับ อาโป ณัฐวิญญ์, จิมมี่ จิตรพล, ซี ทวินันท์ และน้องอะโวเชี่ยน (AVOCEAN) วันที่ 10 เม.ย. 69 คอนเสิร์ตจาก SERIOUS BACON และกิจกรรม “มิตร & GREET” กับเติ้ล-มติมันท์ ศรีบุญเรือง และเฟิร์สวัน-วรรณกรเรืองรัตน์ 

    วันมหาสงกรานต์ 13 เม.ย. 69 พลาดไม่ได้กับขบวนพาเหรดสุดอลังการจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นำโดย เจฟ ซาเตอร์, ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์, ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน, เจมีไนน์-นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล, แอนนา เสืองามเอี่ยม และ LYKN วันที่ 14 เม.ย. 69 พบกับน้องโพก้าซัง, น้องเพิ่มพูน กับกิจกรรม “มิตร & GREET” และคอนเสิร์ตจาก URBOYTJ

    อภิ “มาหา” ของกิน รวบรวมร้านอาหารชื่อดังกว่า 20 ร้านจาก ROBINHOOD FOOD พร้อมประกาศการกลับมาของ ROBINHOOD FOOD ในเทศกาลสงกรานต์นี้ และอภิ “มาหา” ดีลฮอต มีไฟลต์ หรือไม่มีไฟลต์ก็ช้อปได้ ช้อปครบตามเงื่อนไข สมาชิก POWER PASS รับสิทธิ์ร่วมสนุกกับกิจกรรมมหาสนุกอีกมากมาย

    พลาดไม่ได้กับงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตรอภิ “มาหา” ตั้งแต่วันที่ 9–14 เม.ย. 69 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ พร้อมช้อปออนไลน์และรับสิทธิพิเศษอีกมากมายได้ที่ WWW.KINGPOWER.COM และ KING POWER แอปพลิเคชัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KING POWER CONTACT CENTRE โทร. 1631

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2920608&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GLo-1KwF9fQhg4g6O25Yj

  • ไทยยังยืนหนึ่งท่องเที่ยวอาเซียน กวาดรางวัลจาก Trip.com ท่วมๆ อย่างหมวด ‘เกาะ’ เหมาไป 50% ของรางวัลที่แจก

    ไทยยังยืนหนึ่งท่องเที่ยวอาเซียน กวาดรางวัลจาก Trip.com ท่วมๆ อย่างหมวด ‘เกาะ’ เหมาไป 50% ของรางวัลที่แจก

    ประเทศไทย ครบจบในเรื่องการท่องเที่ยว?

    แม้ช่วงหลังๆ มานี้ เราจะได้ยินข่าวเรื่องความท้าทายของตลาดการท่องเที่ยวไทยบ่อยขนาดไหน แต่ความจริงแล้ว บ้านเรายังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของต่างชาติเสมอมา

    อย่างในการจัดอันดับ ‘Trip.Best’ ประจำปี 2026 โดย ‘Trip.com’ ก็พบว่า ประเทศไทยยังคงยืนหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแทบทุกหมวดหมู่ของการท่องเที่ยว ได้แก่

    • หมวดหมู่เกาะและชายหาด: ครองสัดส่วน 50% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่กิจกรรมแนะนำ: ครองสัดส่วน 41% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่ Nightlife: ครองสัดส่วน 40% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่ที่พัก: ครองสัดส่วน 37% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่ร้านอาหาร: ครองสัดส่วน 36% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นอกจากนี้ Trip.com เผยว่า ในปี 2025 ยอดการจองที่พักในไทยผ่านฟีเจอร์ Trip.Best ยังเพิ่มขึ้น 24% จากปี 2024 ด้วย โดยเฉพาะในช่วง ‘สงกรานต์’ ที่มูลค่าการขายรวมพุ่งขึ้นสูงถึง 67%

    ‘Roxy Wen’ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดระดับภูมิภาคของ Trip.com ประเทศไทยและฟิลิปปินส์กล่าวว่า จริงๆ แล้ว การที่จะได้รับคัดเลือกเข้ามาในแต่ละหมวดหมู่เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งและติดโผหลายรางวัลตลอดมา

    ไทยกวาดรางวัลมากมาย ติดท็อป 100 ทั้งในระดับโลกและเอเชีย

    ที่สำคัญ จากงานประกาศรางวัล ‘2026 Trip.Best Thailand Unpacked: Travel Trends and New Travel Solutions’ ธุรกิจการท่องเที่ยวในไทยก็สามารถคว้ารางวัลไปมากกว่า 50 รางวัลเลย ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นดังนี้

    1. หมวดโรงแรม
    • Global 100 Luxury Hotel: Mandarin Oriental Bangkok, Amanpuri และ Capella Bangkok
    • Global 100 Family Hotel: Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya และ Grand Centre Point Space Pattaya
    • Global 100 Scenic Hotel: V Villas Phuket Mgallery Collection
    • Global 100 Instagrammable Hotel: InterContinental Khao Yai Resort และ The Siam
    • Global 100 Villa: V Villas Hua Hin – MGallery Collection
    • Global 100 Gourmet Hotel: Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld, Grand Hyatt Erawan Bangkok, Royal Orchid Sheraton Riverside Hotel Bangkok, Banyan Tree Bangkok, Shangri-La Bangkok, Siam Kempinski Hotel Bangkok, The Peninsula Bangkok และ Avista Hideaway Phuket Patong – MGallery
    • Asia 100 Family Hotel: Holiday Inn Pattaya by IHG
    • Asia 100 Scenic Hotel: Sri Panwa Phuket Luxury Pool Villa Hotel, InterContinental Koh Samui Resort และ The Shore at Katathani
    • Asia 100 Instagrammable Hotel: Waldorf Astoria Bangkok, Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok, 137 Pillars House และ InterContinental Phuket Resort
    • Asia 100 Cultural Hotel: Sawasdee Village
    • Asia 100 Gourmet Hotel: Hilton Pattaya
    1. หมวดกิจกรรมแนะนำ
    • Best Things To Do: Pattaya Dolphinarium, Meridian Cruise, เมืองโบราณ, The Planet Cruise และ Baiyoke Tower II
    • Family-Friendly Attractions: Columbia Pictures Aquaverse, Pattaya Elephant Village และ Sriayuthaya Lion Park
    • Global 100 Family-Friendly Attractions: สวนนุงนช, Andamanda Phuket Waterpark, Chiang Mai Night Safari, SEA LIFE Bangkok Ocean World และ Safari World Bangkok
    • Global 100 Night Attraction: ตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา และ Tiffany’s Show Pattaya
    • Asia 100 Best Things to do: ปราสาทสัจธรรม
    • Asia 100 Night Attraction: MAX Muay Thai Stadium Pattaya, All Star Cruise Pattaya และสนามมวยราชดำเนิน
    1. หมวดร้านอาหาร
    • Global 100 Must-Visit Restaurant: Red Sky
    • Asia 100 Fine Dining: Côte by Mauro Colagreco และ Le Normandie
    • Asia 100 Bar: The Bamboo Bar และ Moon Bar

    คนไทยจองที่พักเพราะวิว ชอบกินอาหารไทยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ

    Trip.com
    ‘Diane Cui’ ผู้จัดการทั่วไปประจำ Trip.com Group ประเทศไทย

    ในทางกลับกัน หากมองประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวบ้าง Trip.com เผยว่า ปีนี้ คนไทยจองไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 80% โดยจุดหมายปลายทางยอดฮิตคือ จีน (53.9%), ญี่ปุ่น (23.1%) และเวียดนาม (7.8%)

    นอกจากนั้น เมื่อพูดถึงการจองโรงแรม ‘Diane Cui’ ผู้จัดการทั่วไปประจำ Trip.com Group ประเทศไทย พบว่า 29.1% ของคนไทยเลือกจองห้องพักจาก ‘วิว’ ขณะที่ 24.8% มีความต้องการเฉพาะเวลาไปเที่ยวกับครอบครัว

    อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการของคนไทยจะเป็นเช่นนั้น ‘Cui’ เผยว่า 47% ของนักเดินทางชาวไทยเคยถูกหลอกด้วยภาพโรงแรมที่ไม่ตรงปกมาก่อน และ 58% มองว่าแอปพลิเคชันจองห้องพักเจ้าใหญ่ๆ ไม่ค่อยให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับแขกที่เข้ามาพักเป็นครอบครัวเลย

    ขณะเดียวกัน ‘Sunny Sun’ รองประธาน Trip.com Group และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Trip Gourmet เผยว่า 57% ของคนไทยเสิร์ชหา ‘ร้านอาหารไทย’ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศด้วย แต่ 46% กลับพบว่า การจะหาร้านอาหารท้องถิ่นที่น่าทานและอร่อยจริงๆ ในต่างบ้านต่างเมืองนั้นยากมาก

    ด้วยเหตุนี้ Trip.com จึงพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านการใช้เทคโนโลยีในการแนะนำห้องพักที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน รวมถึงเพิ่มลิสต์ ‘Hometown Cuisines’ ที่ครอบคลุม 48 เมืองใน 19 ประเทศ

    “เราพยายามแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางของคุณราบรื่นและจัดอันดับโลกให้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการตัดสินใจ” Wen กล่าว

    จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังคงเป็นประเทศที่ทั่วโลกให้ความสนใจในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยว ขณะที่คนไทยเองก็ยังคงเดินทางออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศเช่นกัน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-achieved-various-trip-best-awards-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gYTuu9i5h9LSJXXdvK3XK

  • วิกฤตตะวันออกกลางคุกคามท่องเที่ยวไทย คาดต่างชาติลดลง 15% ค่าโดยสารแพงขึ้น-ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม

    วิกฤตตะวันออกกลางคุกคามท่องเที่ยวไทย คาดต่างชาติลดลง 15% ค่าโดยสารแพงขึ้น-ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม

    แผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 กำลังเจอกับความท้าทายครั้งใหม่ หลังสงครามใน ‘ตะวันออกกลาง’ ทำให้เส้นทางบินระหว่างยุโรปกับเอเชียต้องอ้อมมากขึ้น ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น และเริ่มกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเพิ่งผ่านปี 2568 ที่ไม่ง่ายนัก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 32.9 ล้านคน ลดลงราว 7% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปจำนวนมาก ทำให้ในปีนี้รัฐบาลไทยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาให้ได้ 36 ล้านคน โดยหวังพึ่งการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตลาดระยะไกลอื่นๆ

    ทว่าสถานการณ์ล่าสุดอาจทำให้เป้าหมายดังกล่าวสะดุด เมื่อกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงอีกประมาณ 10-15%

    Nikkei Asia รายงานว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่าง ‘อิหร่าน’ กับ ‘สหรัฐฯ’ และ ‘อิสราเอล’ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางการบินระหว่างยุโรปกับเอเชีย หลายสายการบินต้องปรับเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ทำให้เที่ยวบินต้องอ้อมเป็นระยะทางไกลขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงจึงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายสะท้อนออกมาเป็นราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น

    ‘เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์’ นายกสมาคมโรงแรมไทย บอกกับ Nikkei Asia ว่า การเปลี่ยนเส้นทางบินทำให้สายการบินมีต้นทุนสูงขึ้น และจำเป็นต้องปรับราคาตั๋วขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สูงขึ้น ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจชะลอ หรือเปลี่ยนแผนการเดินทางมายังไทย

    ผลกระทบเริ่มเห็นชัดแล้วในช่วงต้นเดือนมีนาคม หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางทหารในอิหร่าน โดยข้อมูลจาก ‘กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา’ ระบุว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 8.9% จากสัปดาห์ก่อนหน้า เหลือ 616,229 คน

    กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ นักท่องเที่ยวจาก ‘ยุโรป’ และ ‘ตะวันออกกลาง’ ซึ่งลดลงถึง 18% ในสัปดาห์ดังกล่าว ทั้งที่สองภูมิภาคนี้เคยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2568

    ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมการบินโดยตรง โดย ‘การบินไทย’ ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินประมาณ 10-15% เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และสายการบินอื่นๆ ก็เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเดินทางระหว่างประเทศชะลอลง

    ด้าน ‘ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ’ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจสูญเสียรายได้สูงถึง 29,000 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์คลี่คลายในช่วง 1-3 เดือน ความเสียหายอาจอยู่ที่ราว 9,000-20,000 ล้านบาท

    ผลกระทบยังลามไปถึงธุรกิจค้าปลีกที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ประเมินว่า ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอาจทำให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 1% ในปีนี้

    โดย ‘สุทธิสาร จิราธิวัฒน์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ระบุกับ Nikkei Asia ว่า ผลกระทบในระยะสั้นถึงระยะกลางค่อนข้างชัดเจน จากทั้งการยกเลิกเที่ยวบิน และราคาตั๋วเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวสถานการณ์อาจดีขึ้น เพราะไทยยังมีโอกาสดึงนักท่องเที่ยวจากจีนและภูมิภาคอาเซียนเข้ามาทดแทน

    การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย โดยสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของ GDP ไทย จึงมีความสำคัญอย่างมากในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ‘มาเลเซีย’ และ ‘เวียดนาม’

    พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือ ‘ภูเก็ต’ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง สมาคมโรงแรมไทยจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะในประเทศเอเชีย เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่อาจลดลง

    ขณะที่ตลาดที่ภาคธุรกิจกำลังฝากความหวังคือจีน อินเดีย และมาเลเซีย เนื่องจากมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง

    ข้อมูลจาก ‘กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา’ ระบุว่า ในปี 2568 ‘มาเลเซีย’ เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาไทยมากที่สุดที่ 4.5 ล้านคน ตามมาด้วย ‘จีน’ 4.4 ล้านคน และ ‘อินเดีย’ 2.4 ล้านคน ทำให้คาดว่า ตลาดเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงสำคัญที่จะช่วยพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงที่ความไม่แน่นอนของโลกยังคงกดดันการเดินทางระหว่างประเทศ

    ที่มา: Nikkei Asia

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-s-tourism-revival-efforts-hit-by-middle-eastern-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ft5xpMjcEoi6lL2eb_v0W

  • ททท.รุก “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดไทย ชูหมู่เกาะตราดบุกเวทีโลก | TOPNEWS

    ททท.รุก “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดไทย ชูหมู่เกาะตราดบุกเวทีโลก | TOPNEWS

    ตราด – กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและต้นทุนการเดินทาง ทั้งค่าตั๋วเครื่องบินและค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว แม้ภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับไม่มาก

    โดยเฉพาะพื้นที่ พัทยา จังหวัด ชลบุรี ยังคงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะคึกคักยาวไปจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน 2569

    ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ททท.ได้เข้าร่วมงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่กรุง ลอนดอน ประเทศ สหราชอาณาจักร และได้ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะ เกาะช้าง และ เกาะกูด จังหวัด ตราด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปอย่างมาก โดยเฉพาะชาวเยอรมนี อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการเดินทาง แต่ผลกระทบยังไม่รุนแรงเท่าพื้นที่ภาคใต้

    ททท.จึงปรับกลยุทธ์มุ่งกระตุ้นตลาดในประเทศ ผ่านแนวคิด “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” ส่งเสริมการเดินทางข้ามจังหวัดในภูมิภาคเดียวกัน เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และ ตราด ซึ่งเดินทางสะดวก ใช้เวลาน้อย และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

    พร้อมกันนี้จะเน้นการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวและเมนูอาหารเด่นในแต่ละช่วง เพื่อช่วยให้ประชาชนตัดสินใจเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่าในช่วงสงกรานต์และเดือนเมษายนนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยยังคงให้ความสนใจพื้นที่จังหวัดตราดอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการจองที่พักเพิ่มขึ้น

    สำหรับตลาดต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เตรียมใช้เวที Thailand Travel Mart 2026 ระหว่างวันที่ 10–12 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีเอเย่นต์และสื่อมวลชนต่างชาติกว่า 400 ราย เข้าร่วม เพื่อผลักดันการขาย “หมู่เกาะทะเลตะวันออก” ได้แก่ เกาะช้าง เกาะกูด และ เกาะหมาก ให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ (New Destination) ในสายตานักท่องเที่ยวยุโรป

    เนื่องจากจุดเด่นของพื้นที่ดังกล่าว คือความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ เงียบสงบ และแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ อีกทั้งการเดินทางที่สามารถเข้าถึงได้สะดวกขึ้น ยังช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางและการต่อเครื่อง

    ทั้งนี้ ททท.ย้ำว่า แม้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ แต่การท่องเที่ยวไทยยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง และมั่นใจว่านโยบายด้านการท่องเที่ยวจะไม่สะดุด แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เนื่องจากเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายในปี 2570 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1518416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Plv1okykRxKmhqysGHNpc

  • เปิดชื่อ 15 หุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติซุ่มซื้อ กลุ่ม “พลังงาน-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว” มาแรง

    เปิดชื่อ 15 หุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติซุ่มซื้อ กลุ่ม “พลังงาน-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว” มาแรง

    ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญความผันผวน จากทั้งสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ จนทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปแล้วกว่า 21,066.88 ล้านบาท ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พร้อมแรงกดดันจากการที่หุ้นหลายตัวขึ้นเครื่องหมาย “XD” ซึ่งมักฉุดให้ราคาหุ้นย่อตัวลงตามมาด้วย

    แต่ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่ไหลออก นักลงทุนต่างชาติกำลังซุ่ม “ช้อนซื้อ” หุ้นขนาดใหญ่ โดยเน้นเก็บกลุ่มพลังงาน ค้าปลีก ท่องเที่ยว และกลุ่มที่ราคาซึมซับข่าวสงครามไปแล้ว

    Fund Flow ไหลออก แต่พอร์ตต่างชาติ ช้อนซื้อ 15 หุ้น

    แม้ภาพใหญ่นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 149.68 จุด หรือ +11.88% จากปีก่อน หนุนจากแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิมากสุดถึง 25,319.63 ล้านบาท ตามมาด้วยนักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิ 16,590.45 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 658.49 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 42,568.57 ล้านบาท

    แต่ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ต้องเผชิญกับความผันผวนภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และมีแนวโน้มเข้าใกล้จุดวิกฤติ

    ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกจากตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเกิดสงคราม โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ซึ่งหากแยกการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน (ณ วันที่ 13 มี.ค. 69)

    • นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 21,066.88 ล้านบาท
    • นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 12,292.96 ล้านบาท
    • บัญชี บล. ขายสุทธิ 11,292.77 ล้านบาท
    • นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 44,652.61 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงเทขาย กลับพบแรงซื้อสะสมอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดย ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ชี้ให้เห็นว่า หากเจาะลึกลงไปในรายตัวว่านักลงทุนต่างชาติยังเน้นเข้าสะสมหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่ได้อานิสงส์จากเทรนด์โลกและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

    โดย 15 อันดับหุ้นที่ต่างชาติซื้อสะสมมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สามารถแบ่งเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ดังนี้

    1.กลุ่มพลังงาน (ENERGY)

    โดดเด่นที่สุด นำโดย PTTEP ซึ่งมียอดเงินทุนไหลเข้าสูงสุดอันดับ 1 กว่า 4,611 ล้านบาท สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งทะยานขึ้นกว่า 40% ในเดือนนี้ นอกจากนี้ยังมี TOP และ SPRC ที่ถูกซื้อสุทธิด้วย

    2.กลุ่มค้าปลีกและการบริโภคในประเทศ (COMMERCE)

    หุ้นที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศยังคงเป็นหลุม หลบภัยที่ดี นำโดย CPALL CPN KAMART

    3.กลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง (TOURISM & TRANSPORT)

    หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในอนาคต เช่น AOT, MINT และ CENTEL

    4.กลุ่มที่รับแรงกดดันจากสงครามมาแล้วระดับหนึ่ง

    เช่น GULF PTTGC IVL เนื่องจากธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

    ระวังหุ้นร่วง! ตลาดอาจผันผวนรับเทศกาล “XD”

    สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ ปิดตลาดช่วงเช้าดัชนีอยู่ที่ 1,414.16 จุด เพิ่มขึ้น 4.81 จุด หรือ +0.34% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 26,961.10 ล้านบาท แม้ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติจะยังมองว่า Valuation ของตลาดไทยอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

    โดยข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569 ระบุว่า P/E อยู่ที่ 16.11 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.53% และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 87.48 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังดึงดูดเงินลงทุนได้ในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาพระยะสั้นกลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวนสูง โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ไว้ที่ 1,370–1,450 จุด สะท้อนว่าตลาดยังมีทั้งโอกาสรีบาวด์และแรงขายสลับกันได้ตลอดเวลา

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อลดความขัดแย้ง หรือความเสี่ยงที่จะเกิดการโจมตีทางทหารที่รุนแรงมากขึ้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ลักษณะนี้มักส่งผลให้เงินทุนทั่วโลกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาล “XD” ของหลายบริษัทจดทะเบียน หลังจากที่หุ้นจำนวนไม่น้อยได้ทยอยขึ้นเครื่องหมายไปแล้ว ทำให้แรงจูงใจในการเข้าซื้อเพื่อรับเงินปันผลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และตามสถิติแล้ว ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลงหลังขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อสะท้อนการจ่ายเงินปันผลออกไปด้วย

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2920400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jpUuivcisKq1F38xGEm6n

  • ททท. ดัน “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นคนไทย ชูหมู่เกาะตราดเจาะตลาดโลก

    ททท. ดัน “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นคนไทย ชูหมู่เกาะตราดเจาะตลาดโลก

    ททท. รุกกลยุทธ์ “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดคนไทย พร้อมชูหมู่เกาะตราดมัดใจต่างชาติในเวทีโลก ยอมรับนักท่องเที่ยวแต่ไม่มาก พร้อมดันมาตราการกระตุ้น

    วันที่ 17 มี.ค.69 นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันของประเทศไทยและทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาค่าตั๋วเครื่องบิน และราคาน้ำมันที่เติมใส่รถยนต์ส่วนตัวและรถยนต์โดยสาร ที่จะเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ซึ่งยอมรับว่า ภาคตะวันออกก็มีผลกระทบจากเหตุการสู้รบ แต่ไม่มากนัก โดยเฉพาะพัทยา จ.ชลบุรี ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติท่องเที่ยวอยู่และจะยาวไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ในภาคตะวันออกในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ททท.แห่งประเทศไทย และททท.ภูมิภาคตะวันออกได้เดินทางไปร่วมงานงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่ลอนดอน และได้สื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวและเอเยนต์ในยุโรปซึ่งได้รับความสนใจในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในภาคตะวันออกโดยเฉพาะ ที่เกาะช้าง เกาะกูดในพื้นที่จังหวัดตราด ที่ได้รับความสนใจมากซึ่งปีนี้ก็พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนร้เดินทางมาเพิ่มขึ้น แต่หลังจากมีสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตัดสินใจการเดินทางมาน้อยลง แต่ไม่ได้มากนักเหมือนในภาคใต้

    “จากข้อจำกัดเรื่องระยะทางและการเดินทางที่ค่อนข้างไกล ททท. จึงมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ในลักษณะการเที่ยวข้ามจังหวัดภายในภูมิภาคตะวันออกด้วยกันเอง เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และตราด ซึ่งเดินทางถึงกันได้ง่ายกว่า โดยจะเน้นการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ว่าจุดไหนน่าเที่ยวหรือมีเมนูเด็ดในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเดินทางง่ายขึ้น ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และเมษายนนี้ คาดว่าตลาดคนไทยยังคงให้ความสนใจพื้นที่ตราดอย่างต่อเนื่องและมีอัตราการจองโรงแรมที่หนาแน่น อย่างไรก็ตาม ททท. ยังคงติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับปรุงการสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ส่วนประเด็นการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลนั้น ททท. มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายหลักเนื่องจากการท่องเที่ยวถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายในปี 2570 ตามข้อตกลงระดับสากลต่อไป“

    สำหรับตลาดต่างประเทศ ททท. เตรียมใช้โอกาสสำคัญในงาน Thailand Travel Mart (TTM) ช่วงวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีเอเย่นต์และสื่อมวลชนต่างชาติกว่า 400 รายเข้าร่วม เพื่อนำเสนอขาย “หมู่เกาะทะเลตะวันออก” โดยเฉพาะเกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและเยอรมนีให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มนี้ต้องการมองหาจุดหมายปลายทางใหม่ๆ (New Destination) ที่มีความแตกต่างจากภาคใต้ ประกอบกับการบินตรงมายังภาคตะวันออกช่วยลดผลกระทบจากปัญหาค่าโดยสารและการต่อเครื่องในบางภูมิภาคได้ดีกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rc5Pz3oCWupQAivNfG-lY

  • ท่องเที่ยวตะวันออกยังแกร่ง! ยุโรปหนีค่าครองชีพแพง แห่เที่ยวตราด

    ท่องเที่ยวตะวันออกยังแกร่ง! ยุโรปหนีค่าครองชีพแพง แห่เที่ยวตราด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hj9eHw19mn2YBstI1k3DK

  • อโกด้าเผย นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากสุดในเอเชีย

    อโกด้าเผย นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากสุดในเอเชีย

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลสำรวจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประจำปีพ.ศ. 2569 พบว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยื่นกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นในการวางแผนของนักเดินทางชาวเอเชีย ผลการสำรวจพบว่านักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากที่สุด มากถึง 95% ของนักเดินทางชาวไทย ระบุว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกเดินท่างในปีพ.ศ. 2569 ตามมาด้วยด้วยนักเดินทางจาก อินโดนีเซีย (93%) อินเดีย (88%) และไต้หวัน (83%) มากกว่า 3 ใน 4 ของนักเดินทางชาวเอเชีย (77%) ระบุว่าความยั่งยืน เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตัวเลือกเดินทางในปีพ.ศ. 2569 โดยเพิ่มขึ้นจาก 68% ในปีที่ผ่านมาผลสำรวจของอโกด้ายังชี้ให้เห็นอีกว่าแน้วโน้มการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดย 83% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้า

    โดยผลสำรวจนี้มีผู้เข้าร่วมทำแบบสอบถามทั้งหมด 1,036 คน จาก 8 ประเทศทั่วเอเชีย ซึ่งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่านักเดินทางในภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่นยืนมากขึ้น ไม่เพียงแต่ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

    การอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า เป็นแรงจูงใจหลักของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    เมื่อถามถึงผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเดินทางอย่างยั่งยืน นักเดินทางชาวไทย 36% ระบุว่าต้องการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าไว้สำหรับอนาคต รองลองมา 27% ต้องการให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์โดยตรงต่อชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น อีก 22% ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสถานที่และ 16% ของนักเดินทางชาวไทยระบุว่า ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนให้น้อยลงในการเดินทาง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางชาวไทยมองความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท่องถิ่น

    นักเดินทางต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมากขึ้นพร้อมตัวเลือกการจองที่สะดวก

    นักเดินทางชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างผลกระทบเชิงบวก โดย 43% สนใจทัวร์และกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นมากที่สุด ตามมาด้วยการเดินทางที่เปิดโอกาสให้สามารถร่วมดูแลธรรมชาติและชุมชน 25% ขณะเดียวกัน 18% ให้ความสำคัญกับตัวเลือกการเดินทางที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 15% มองหาที่พักที่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืน สะท้อนความต้องการตัวเลือกการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมตลอดทั้งการเดินทาง

    Damnoen Saduak, June 14, 2025. Women market trader sells fruit to tourists while touring around the Floating Market at Damnoen Saduak, Thailand
    Damnoen Saduak, June 14, 2025. Women market trader sells fruit to tourists while touring around the Floating Market at Damnoen Saduak, Thailand

    การท่องเที่ยวช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    38% ของนักเดินทางทั้งหมด มองว่าหากมีการจัดการที่เหมาะสม จะสามารถสร้างประโยชน์ที่สุดของการให้กับจุดหมายปลายทางนั้น ๆ ได้และจะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจท้องถิ่น โดยในกลุ่มนักเดินทางชาวไทยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 43% นอกจากนี้ 16% ของนักเดินทางชาวไทย เชื่อว่าการท่องเที่ยวช่วยพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ขณะที่ 13% มองว่าการท่องเที่ยวช่วยสนันสนุนนการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประพณีท้องถิ่น

    นายแอนดรูว์ สมิธ รองประธานอาวุโสฝ่ายซัพพลายของอโกด้า กล่าวว่า “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วภูมิภาค และเรายินดีที่ได้เห็นนักเดินทางชาวไทยมีปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้ามาร่วมในการตัดสินใจเดินทางในปี พ.ศ. 2569 อโกด้าสนันสนุนเทรนด์นี้ผ่านโครงการ Eco Deals ที่เปิดให้นักเดินทางได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ในจุดหมายปลายทางทั่วเอเชีย พร้อมรับข้อเสนอการเข้าพักสุดคุ้มค่า”

    โดยโครงการ Eco Deals ของอโกด้า ร่วมมือกับ World Wide Fund for Nature (WWF) ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้อโกด้าร่วมสนับสนุน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับโครงการอนุรักษ์ของ WWF ใน 10 ประเทศ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมมอบส่วนลดค่าที่พักสูงสุด 15% ไปจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม และร่วมบริจาค 1 ดอลลาร์สหรัฐให้กับ WWF สำหรับทุกการจองที่เข้าร่วมโครงการ

    สำหรับการเดินทางครั้งต่อไป นักเดินทางสามารถค้นหาที่พักที่เข้าร่วโครงการได้อย่างง่ายผ่านหน้าโปรแกรมของโครงการบนแพลตฟอร์มอโกด้า โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.agoda.com/ecodeals.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1564664&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u7KA7jT32plr5HQ3xReM0

  • ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    การขยายตลาดของ เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง มาสู่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการนำมาตรฐานและเอกลักษณ์เบียร์สดต้นตำรับจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ไปสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น หลังสั่งสมประสบการณ์การผลิตเบียร์คุณภาพมานานกว่า 20 ปี ทั้งนี้หากพิจารณาจากฐานลูกค้าของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงทั้ง 3 สาขา พบว่า “ชลบุรี” ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีลูกค้าใช้บริการติดอันดับต้น ๆ ขณะเดียวกันในมุมศักยภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อ จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะ พัทยา ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย จึงถูกเลือกเป็น หมุดหมายแรกของการขยายตลาดเบียร์สดนอกโรงเบียร์

    โดยในเบื้องต้นบริษัทนำเสนอเบียร์สด 2 สูตร ได้แก่ เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ลาเกอร์ (Lager) เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง โรเซ่ (Rosé) พร้อมกันนี้ยังได้จับมือพันธมิตร ร้าน Folks On The Beach หาดดงตาล เป็นหนึ่งในร้านนำร่องในจังหวัดชลบุรี และจัดงาน German Tawandang Road to Chonburi เปิดตัวเบียร์สดอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ตกริมทะเลพัทยา สำหรับการเสิร์ฟเบียร์สดออกนอกโรงเบียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด บริษัทจึงดึงผู้เชี่ยวชาญจาก เยอรมนีและญี่ปุ่น เข้ามาเสริมศักยภาพ ทั้งบรูว์มาสเตอร์จากเยอรมนี และเทคโนโลยี Micro-Foam จากญี่ปุ่น ที่ช่วยสร้างฟองเบียร์ละเอียดระดับพรีเมียม จนสามารถพัฒนานวัตกรรม พิมพ์ลายลงบนฟองเบียร์ (Foam Art) ได้ คล้ายกับการทำลาเต้อาร์ตในกาแฟ

    'โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง' ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    สำหรับกลยุทธ์การขยายตลาด บริษัทเตรียมผลักดันการจำหน่ายผ่าน แทปเบียร์ (Tap Beer) ในช่องทาง On-Premise เช่น ผับ บาร์ ร้านอาหาร และโรงแรม โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2569 จะติดตั้งแทปเบียร์ให้ได้ 2,000 เครื่อง แม้จะมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต เนื่องจากแทปเบียร์แต่ละเครื่องมีราคาหลายหมื่นบาทจนเกือบถึงแสนบาท และต้องสั่งผลิตเฉพาะทาง โดยปัจจุบันโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงทั้ง 3 โรงเบียร์ มียอดขายเบียร์รวมราว 2,500 ลิตรต่อวัน โดยบริษัทคาดว่าการขายเบียร์สดนอกโรงเบียร์จะสร้างสัดส่วนรายได้ราว 5-10% ของธุรกิจในระยะเริ่มต้น โดยในภาพรวม ธุรกิจเบียร์ของบริษัทมีผลิตภัณฑ์รวม 7-8 แบรนด์ เช่น เบียร์คาราบาว , เบียร์ตะวันแดง, เบียร์พัทยา และเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ขณะที่เบียร์ขวดและกระป๋องทำยอดขายได้ประมาณ 300,000 ลังต่อเดือน

    'โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง' ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    ล่าสุดบริษัทเตรียมเปิดตัวเบียร์ใหม่ “เบียร์ภูเก็ต” ในเดือนเมษายนนี้ เป็น ไวเซ่นเบียร์ แอลกอฮอล์ 4.2% เพื่อเสริมพอร์ตจาก เบียร์พัทยา ที่มีลักษณะใกล้เคียงลาเกอร์ แอลกอฮอล์ 3.9% ซึ่งออกแบบให้ดื่มง่าย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ต้องการเบียร์เบา ๆ สามารถดื่มได้ตลอดวัน สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทคือการสร้างความหลากหลายของเบียร์ เพื่อให้ตอบโจทย์การดื่มในหลายโอกาส พร้อมสร้าง แบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) ที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับ เบียร์พัทยา ที่ปัจจุบันเริ่มขยายไปจำหน่ายในจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ อย่างเชียงใหม่และหัวหินแล้ว

    'โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง' ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/862513&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eHH-o1X7FN8KlNdwbhDI0

  • ปลัดกระทรวงฯ ถกเข้ม อัพเดทสถิตินักท่องเที่ยวช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำมาตรการรับมือกระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    ปลัดกระทรวงฯ ถกเข้ม อัพเดทสถิตินักท่องเที่ยวช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำมาตรการรับมือกระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    ปลัดกระทรวงฯ ถกเข้ม อัพเดทสถิตินักท่องเที่ยวช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำมาตรการรับมือกระตุ้นท่องเที่ยวไทย


    17/03/2569 | 52 |

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือติดตามสถิตินักท่องเที่ยวและผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและบูรณาการความร่วมมือ เพื่อประเมินข้อมูลและกำหนดแนวทางรับมือร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อดูแลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162352


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IC8ICNZmCb74wD4l_ohwi