Category: ท่องเที่ยว

  • รฟท. จัดทริปพิเศษ เที่ยวแก่งคอย ย้อนรอยสงครามโลก 4-5 เม.ย. 69 เปิดจองตั๋วแล้ว

    รฟท. จัดทริปพิเศษ เที่ยวแก่งคอย ย้อนรอยสงครามโลก 4-5 เม.ย. 69 เปิดจองตั๋วแล้ว

    เปิดจองตั๋วแล้ว โปรแกรมท่องเที่ยวรับหน้าร้อน รฟท. จัดทริปพิเศษ นั่งรถไฟ KIHA 183 เที่ยวแก่งคอย ย้อนรอยสงครามโลก 4-5 เม.ย. 69

    มาแล้ว ทริปพิเศษหน้าร้อนนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ชวนประชาชนออกเดินทางรับฤดูร้อน กับโปรแกรมท่องเที่ยวทางรางสุดพิเศษ ขบวนรถไฟ ‘KIHA 183’ รถไฟสไตล์ญี่ปุ่นบรรยากาศอบอุ่น ในทริป ‘เที่ยวงานแก่งคอยย้อนรอยสงครามโลก ครั้งที่ 2 @สระบุรี’ ระหว่างวันที่ 4 – 5 เมษายน 2569

    รฟท. จัดทริปพิเศษ เที่ยวแก่งคอย ย้อนรอยสงครามโลก 4-5 เม.ย. 69 เปิดจองตั๋วแล้ว

    นายเมธาพัฒน์ สุนทรวราภาส ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า รฟท. มุ่งพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยผสมผสานประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน เพื่อสร้างความประทับใจและเพิ่มทางเลือกในการท่องเที่ยวให้กับประชาชน

    สำหรับทริปนี้ นักท่องเที่ยวจะได้เดินทางแบบ 2 วัน 1 คืน สู่ ‘แก่งคอย จังหวัดสระบุรี’ สัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ พร้อมกิจกรรมไฮไลต์ อาทิ

    • สักการะ ‘พระพุทธฉาย’ และชมศิลปะโบราณยุคทวารวดี
    • ชมการแสดง แสง สี เสียง ในงาน ‘แก่งคอยย้อนรอยสงครามโลก ครั้งที่ 2’
    • เยี่ยมชม ‘หอมนสิการ’ แหล่งเรียนรู้ด้านพุทธศาสนา
    • เลือกซื้อสินค้าเกษตรและของดีชุมชน ณ ตลาดหัวปลี และตลาดสร้างสุข

    รฟท. จัดทริปพิเศษ เที่ยวแก่งคอย ย้อนรอยสงครามโลก 4-5 เม.ย. 69 เปิดจองตั๋วแล้ว

    ทั้งนี้ โปรแกรมดังกล่าวกำหนดเดินทางวันที่ 4 – 5 เมษายน 2569 ในราคาเพียง 4,299 บาทต่อท่าน โดยรวมค่าโดยสารรถไฟ อาหาร เครื่องดื่ม และประกันอุบัติเหตุไว้ครบถ้วนแล้ว

    ผู้ที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ สถานีรถไฟทั่วประเทศ หรือผ่านระบบ D-Ticket ของการรถไฟแห่งประเทศไทย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

    *ที่นั่งมีจำนวนจำกัด แนะนำจองล่วงหน้า เพื่อไม่พลาดทริปพิเศษในช่วงหน้าร้อนนี้

    รฟท. จัดทริปพิเศษ เที่ยวแก่งคอย ย้อนรอยสงครามโลก 4-5 เม.ย. 69 เปิดจองตั๋วแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1225712&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aciRfIuYih0uWwFLW2apl

  • เปิดลิสต์ 10 ชายหาดไทยสวยระดับ 5 ดาว การันตีความสะอาดระดับสากล

    เปิดลิสต์ 10 ชายหาดไทยสวยระดับ 5 ดาว การันตีความสะอาดระดับสากล

    คพ. ประกาศ 10 “ชายหาดติดดาว” ปี 2568! ยกหาดบิเละ-เกาะกระดาน คว้า 5 ดาวระดับยอดเยี่ยม การันตีความสะอาดและสิ่งแวดล้อมดีเยี่ยมระดับสากล เช็กรายชื่อที่นี่!

    นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ. เดินหน้ายกระดับการท่องเที่ยวชายหาดของประเทศไทยให้มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ผ่านโครงการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดท่องเที่ยว หรือ “ชายหาดติดดาว (Beach Star)” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชายหาดท่องเที่ยวของประเทศ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 โดยได้พัฒนาดัชนีคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดท่องเที่ยว หรือ Beach Index เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชายหาด โดยเฉพาะพื้นที่ชายหาดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา โครงการชายหาดติดดาวได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันดูแลและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    เปิดลิสต์ 10 ชายหาดไทยสวยระดับ 5 ดาว การันตีความสะอาดระดับสากล  

    นายสุรินทร์ กล่าวว่า ปี 2568  คพ. ได้ดำเนินการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดท่องเที่ยว จำนวน 20 ชายหาด โดยพิจารณาจากเกณฑ์การประเมิน 5 ด้าน ได้แก่ 

    1. ปัจจัยทางกายภาพของชายหาด 
    2. คุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านมลพิษ 
    3. สภาพและความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ 
    4. การจัดการสิ่งแวดล้อม 
    5. การจัดการด้านการท่องเที่ยว 

    ผลการประเมิน มีชายหาดที่ได้รับการจัดระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับ ดีมากถึงยอดเยี่ยม (4.5 – 5 ดาว) จำนวน 10 แห่ง ซึ่งถือเป็นชายหาดที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดดเด่น เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสามารถเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการชายหาดอย่างยั่งยืนของประเทศไทย 

    โดยชายหาดที่ได้รับการจัดระดับ 5 ดาว (ระดับยอดเยี่ยม) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ 

    1. หาดบิเละ (เกาะห้อง) จังหวัดกระบี่ 
    2. หาดเกาะกระดาน จังหวัดตรัง 

    เปิดลิสต์ 10 ชายหาดไทยสวยระดับ 5 ดาว การันตีความสะอาดระดับสากล

    และชายหาดที่ได้รับการจัดระดับ 4.5 ดาว (ระดับดีมาก) จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ 

    1. อ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่ 
    2. หาดเขากะโหลก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
    3. หาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง
    4. หาดแหลมสน เกาะอาดัง จังหวัดสตูล
    5. หาดเกาะไม้ไผ่ จังหวัดกระบี่
    6. หาดแหลมโตนด จังหวัดกระบี่
    7. หาดสามพระยา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    8. หาดหยงหลิง จังหวัดตรัง 

    เปิดลิสต์ 10 ชายหาดไทยสวยระดับ 5 ดาว การันตีความสะอาดระดับสากล

    การประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดท่องเที่ยวภายใต้โครงการชายหาดติดดาว ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดให้มีความสะอาด สวยงาม และมีระบบการจัดการที่เหมาะสม รองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศ และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น คพ.จะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบประเมินและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชน เพื่อร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรชายฝั่งให้คงความสมบูรณ์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพของประเทศไทยต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ในปี 2569 คพ.จะเปิดรับสมัคร หรือเปิดให้ท้องถิ่นแนะนำชายหาดท่องเที่ยวเข้าร่วมประเมินในโครงการ “ชายหาดติดดาว (Beach Star)” และให้นักท่องเที่ยวร่วมประเมินชายหาดด้วย โดยผ่าน QR Code นายสุรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1225717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZobhVSByeiP10Qkmmid6j

  • ซากุระฟีเวอร์ไม่หยุด! Klook เผยคนไทยค้นหาคำว่า “ซากุระ” พุ่ง 57% พร้อมเน้นวางแผนเที่ยวอย่างคุ้มค่าหลายจุดหมายใน 1 ทริป – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ซากุระฟีเวอร์ไม่หยุด! Klook เผยคนไทยค้นหาคำว่า “ซากุระ” พุ่ง 57% พร้อมเน้นวางแผนเที่ยวอย่างคุ้มค่าหลายจุดหมายใน 1 ทริป – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – การท่องเที่ยวฤดูใบไม้ผลิในเอเชียกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยว Klook พบว่า ยอดการค้นหากิจกรรมท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับ “ซากุระ” เพิ่มขึ้นถึง 57% ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความสนใจของนักท่องเที่ยวไทยที่เริ่มวางแผนทริปชมดอกไม้บานล่วงหน้าสำหรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง โดยญี่ปุ่นยังครองแชมป์จุดหมายชมซากุระ ตามด้วยเกาหลีใต้และจีน พร้อมเทรนด์เที่ยว “หลายเมืองในทริปเดียว” กำลังมาแรง

    ข้อมูลดังกล่าวมาจาก Sakura Readiness Index หรือดัชนีความพร้อมการท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลิของ Klook ซึ่งต่อยอดจากงานวิจัยประจำปี Travel Pulse เพื่อติดตามพฤติกรรมการวางแผนเดินทางของนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ในช่วงไฮซีซั่นของภูมิภาคเอเชีย ผลสำรวจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยพบว่า ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (78%) ตามมาด้วย เกาหลีใต้ (52%) และจีนแผ่นดินใหญ่ (42%) โดยแรงดึงดูดสำคัญคือการเดินทางเพื่อสัมผัสความสวยงามของซากุระที่กำลังจะเบ่งบานในช่วงเวลาสั้น ๆ ของแต่ละปี แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจ Travel Pulse 2569 ของ Klook ซึ่งระบุว่า “ประสบการณ์ตามฤดูกาล” เช่น การชมดอกไม้บาน หรือการเดินทางไปยังสถานที่ที่มีความสวยงามในช่วงเวลาจำกัด ติดอันดับต้น ๆ ของกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสมากที่สุดในปีนี้

    “เที่ยวทั้งทีต้องไปหลายเมือง” เทรนด์ใหม่ของนักเดินทางปี 2026

    นอกเหนือจากการเดินทางเพื่อชมธรรมชาติในช่วงฤดูกาลแล้ว ข้อมูลจาก Sakura Readiness Index ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นการค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ มากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวต้องการใช้เวลาในแต่ละทริปให้คุ้มค่าที่สุด หนึ่งในเทรนด์ที่โดดเด่นคือ การเดินทางแบบหลายจุดหมายปลายทาง (Multi-destination travel) แทนที่จะเลือกเพียงเมืองหลักหรือเมืองรองอย่างใดอย่างหนึ่ง นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกผสมผสานทั้งสองเข้าด้วยกันในทริปเดียว

    ข้อมูลผลสำรวจ Travel Pulse จาก Klook ระบุว่า เกือบ 4 ใน 5 ของนักท่องเที่ยวมีแผนเดินทางไปยังหลายเมืองในหนึ่งทริป สะท้อนการเปลี่ยนจากรูปแบบการท่องเที่ยวแบบจุดหมายเดียว ไปสู่การเดินทางที่เปิดโอกาสให้ค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ ระหว่างทาง ในบริบทนี้ เมืองใหญ่จึงไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นประตูสู่การสำรวจเมืองและภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว

    สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลภายในของ Klook ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ได้แก่ ญี่ปุ่น: ฟุกุโอกะ นาโกย่า และฮิโรชิม่า, เกาหลีใต้: คยองกีโด คังวอนโด และคยองจู, จีนแผ่นดินใหญ่: ชิงหย่วน อิ๋นชวน และลี่เจียงจุดหมายเหล่านี้สะท้อนถึงความสนใจของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ นอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวหลัก

    จองล่วงหน้าไม่นานเพราะต้องการความยืดหยุ่น

    แม้ว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลายอดนิยมของการเดินทาง แต่ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับ ความยืดหยุ่นในการวางแผนทริปและประสบการณ์ที่ราบรื่น โดยเมื่อถามถึงความกังวลในการเดินทางช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวระบุว่า 47% กังวลเรื่องความแออัดในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และอีก 41% กังวลว่าจะพลาดช่วงเวลาที่ดอกไม้บานเต็มที่ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ หรือราคาที่เพิ่มขึ้นในช่วงพีคซีซั่นมากนัก พฤติกรรมที่น่าสนใจคือ 7 ใน 10 ของนักท่องเที่ยววางแผนจองกิจกรรม ทัวร์ หรือสถานที่ท่องเที่ยวภายในเวลาไม่เกิน 2 เดือนก่อนเดินทาง สะท้อนถึงเทรนด์การจองกิจกรรมเที่ยวในระยะเวลาสั้น เพราะต้องการความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถปรับตามการพยากรณ์ช่วงดอกไม้บานและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้

    Marcus Yong รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Klook กล่าวว่า “การท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลิในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงนักเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น พวกเขาต้องการทั้งความยืดหยุ่นในการวางแผน และประสบการณ์ที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการลิ้มลองอาหารประจำภูมิภาค โดยงานสำรวจ Sakura Readiness Index ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีขึ้น และทำให้ Klook สามารถพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้นักท่องเที่ยววางแผนทริปได้สะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น”
    จากอินไซต์สู่ประสบการณ์จริง: Klook ช่วยนักเดินทางเตรียมตัวท่องเที่ยวอย่างสบายใจในฤดูซากุระ

    ในช่วงแคมเปญฤดูใบไม้ผลิ Klook ได้เปิดตัวโครงการ Chief Sakura Officer เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนและรับมือกับการเดินทางในช่วงไฮซีซั่นได้ดียิ่งขึ้น โดยได้เปิดรับสมัครคณะ Chief Sakura Officer จำนวน 25 คนจาก 43 เมืองทั่วโลก เพื่อลงพื้นที่ในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีนแผ่นดินใหญ่ ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 โดยคณะ Chief Sakura Officer จะร่วมแชร์ข้อมูลจากสถานที่จริงแบบ LIVE ทั้งคำแนะนำ คอนเทนต์ และประสบการณ์การเดินทางแบบ Real Time เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถติดตามสถานการณ์ดอกไม้บานและวางแผนทริปได้แบบเรียลไทม์ โดยเนื้อหาจะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางอินสตาแกรม @klooktravel_th

    ประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟกับ Everland และการรับประกัน Bloom Back Guarantee
    นอกจากการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับฤดูกาลแล้ว Klook ยังร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในการพัฒนาประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดพิเศษสำหรับนักเดินทาง หนึ่งในไฮไลต์คือ โปรแกรมทัวร์เอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับ Everland สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าชม Secret Garden เพื่อชมซากุระในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ทั้งรอบกลางวันและกลางคืน พร้อมกิจกรรมพิเศษอย่างการชมการแสดงดอกไม้ไฟ ทัวร์ดังกล่าวยังมีไกด์นำทางที่จะพานักท่องเที่ยวไปยังจุดชมวิวที่มีผู้คนไม่พลุกพล่าน เพื่อมอบประสบการณ์การชมดอกไม้บานที่ใกล้ชิดและน่าประทับใจยิ่งขึ้น

    ยิ่งไปกว่านั้น Klook ยังเปิดตัว Bloom Back Guarantee การรับประกันพิเศษสำหรับทัวร์ชมซากุระในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อเป็นบริการเสริมบนแพลตฟอร์ม หากดอกซากุระยังไม่บานตามช่วงเวลาที่มีการพยากรณ์อย่างเป็นทางการ นักท่องเที่ยวจะได้รับ เงินคืน 30% เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการวางแผนทริปช่วงฤดูใบไม้ผลิ โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของ Klook ในการเปลี่ยน ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับฤดูกาลให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริง เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างยืดหยุ่น สะดวก และมั่นใจมากยิ่งขึ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/18/626584/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KUh71NTKv_8MivBF8lkvP

  • โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับนานาชาติฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำโดย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ร่วมกับองค์กร Blood Lions พบว่ามีเสียงคัดค้านอย่างชัดเจน ทั้งจากประชาคมนานาชาติและจากภายในประเทศแอฟริกาใต้ ต่อความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกแผนยุติอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์ในกรงของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะประกาศในปี 2021 ว่าจะยุติอุตสาหกรรมสิงโตในกรง แต่ความคืบหน้าในการดำเนินแผนยุติอย่างเป็นรูปธรรมยังคงล่าช้า และผลจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้อาจถูกเปลี่ยนทิศทาง

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอฟริกาใต้เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์แบบ “Canned Hunting” การท่องเที่ยวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสลูกสิงโต (Cub Petting Tourism) และการส่งออกโครงกระดูกสิงโต ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยบริษัท ซาวันตา (Savanta) ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถามในแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมทั้งสิ้น 2,528 คน พบว่า สามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 77) สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลแอฟริกาใต้ในปี 2021 ที่จะยุติการแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสิงโตในกรง

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ข้อมูลจาก 4 กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมายังแอฟริกาใต้พบว่า 

    • ร้อยละ 70 ระบุว่าพวกเขาจะลังเลหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงและกักขังสิงโตในกรงเพื่อแสวงหากำไร
    • ร้อยละ 69 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแอฟริกาใต้ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม
    • ร้อยละ 77 เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า มากกว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์
    • ร้อยละ 65 ระบุว่าพวกเขาอาจเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่น หากอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

    คุณทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า ความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของสิงโตยังคงเป็นแรงจูงใจสำคัญของสาธารณชน การปกป้องสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง โลกกำลังจับตาว่าแอฟริกาใต้จะบริหารจัดการมรดกทางธรรมชาติของตนอย่างไร และนักท่องเที่ยวก็กำลังใช้ปัจจัยเหล่านี้ในการตัดสินใจเดินทาง”

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้

    ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแอฟริกาใต้ และสนับสนุนการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 1.8 ล้านตำแหน่ง ในปี 2025 แอฟริกาใต้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 10.5 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจาก สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมกันมากกว่า 1.2 ล้านคน 

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    หากร้อยละ 70 ของนักท่องเที่ยวจากตลาดเหล่านี้ ตัดสินใจไม่เดินทางมาเยือน แอฟริกาใต้อาจสูญเสียนักท่องเที่ยวประมาณ 860,000 คน โดยเมื่อพิจารณาว่าภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างงาน 1 ตำแหน่งต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทุก 13 คน อาจหมายความว่าจะมีตำแหน่งงานในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 66,000 ตำแหน่ง ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ

    ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์คาดว่ามีการจ้างงานเพียงประมาณ 1,568 ถึง 2,069 ตำแหน่ง ทั่วประเทศแอฟริกาใต้

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    กระแสคัดค้านจากประชาชนภายในประเทศ

    ประชาชนชาวแอฟริกาใต้แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 4 ตลาดหลัก โดยระบุว่า

    • ร้อยละ 72 ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสัตว์ป่าที่เอาเปรียบสัตว์ มากกว่าทางเลือกด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า
    • ร้อยละ 66 ระบุว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทางจริยธรรม
    • ร้อยละ 66 เชื่อว่าไม่ควรเสี่ยงทำลายความต้องการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
    • ร้อยละ 63 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์
    • ร้อยละ 57 เชื่อว่าการยุติการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากขึ้น และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศ

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    ประเด็นสวัสดิภาพของสิงโตถูกระบุว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการยุติอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลในปี 2021 ให้เหตุผลด้านนี้

    ดร.ลูอีส เดอ วาล (Dr Louise de Waal) ผู้อำนวยการองค์กร Blood Lions กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงหลายด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ จริยธรรม สวัสดิภาพสัตว์ และความเสี่ยงของโรคจากสัตว์สู่คน ข้อมูลผลสำรวจล่าสุดของเรายังแสดงให้เห็นว่า การไม่ยุติอุตสาหกรรมนี้ยังเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศ เราขอเรียกร้องให้รัฐมนตรี วิลเลม เอาแคมป์ (Willem Aucamp) ยุติความล่าช้าและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการตามคำมั่นที่จะยุติอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว”

    โพลโลกชี้ 70% นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากฟื้นฟูฟาร์มสิงโตในกรง

    เครดิตภาพถ่าย  Blood Lions

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/739537&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ScO-bQW5iHuG5hVu-QLAV

  • ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ บุกเมืองท่องเที่ยว เปิดตัวสินค้าพร้อมนวัตกรรมครั้งแรกในชลบุรี

    ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ บุกเมืองท่องเที่ยว เปิดตัวสินค้าพร้อมนวัตกรรมครั้งแรกในชลบุรี

    เยอรมันตะวันแดง เดินหน้าขยายประสบการณ์การดื่มสู่หัวเมืองท่องเที่ยว จัดงาน German Tawandang Road to Chonburi เปิดตัว ‘เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง’ อย่างเป็นทางการ นับเป็นกลยุทธ์ขยายตลาดต่อจากกรุงเทพฯ มาสู่จังหวัดชลบุรี หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

    18 มี.ค. 2569 – นายเสถียร เสถียรธรรมะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และเบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดนิหน้าขยายตลาดของเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง โดยล่าสุดได้เลือกจังหวัดชลบุรี ผ่านการนำมาตรฐาน และเอกลักษณ์ของเบียร์สดต้นตำรับจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง มาสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น จากประสบการณ์ในการสร้างสรรค์เบียร์สดคุณภาพมานานกว่า 20 ปี รวมถึงมีการพัฒนาและต่อยอด ทำให้สามารถสร้างสรรค์การพิมพ์ลายบนฟองเบียร์ได้อย่างชัดเจน ต่อยอดให้เกิดประสบการณ์ใหม่

    สำหรับภายในงาน German Tawandang Road to Chonburi ที่ร้าน Folks On The Beach
    หาดดงตาล และร้านต่างๆ ในจังหวัดชลบุรี ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเอกลักษณ์ของเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง รสชาติเบียร์สดแท้แบบเยอรมัน พร้อมเทคนิคการเสิร์ฟฟองเบียร์ Micro-Foam แบบญี่ปุ่น โดยหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือกิจกรรม เยอรมันตะวันแดง Foam Art นวัตกรรมพิมพ์ลายบนฟองเบียร์ และมีการนำเสนอเอกลักษณ์ของเบียร์สด 2 สไตล์หลักของแบรนด์ ได้แก่ เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ลาเกอร์ (Lager) และเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง โรเซ่

    อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่าการขยายประสบการณ์ของแบรนด์เยอรมันตะวันแดงสู่จังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ สะท้อนแนวโน้มของตลาดเครื่องดื่มและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “Drinking Experience” มากกว่าการบริโภคเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวที่มีวัฒนธรรมการกินดื่มและการสังสรรค์เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/965173/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M9pE9rZpe24k5xw4khNYL

  • สงกรานต์ตราดกระทบน้อย แม้ราคาน้ำมันขึ้นราคา ชี้ตลาดท่องเที่ยวคนไทย เผยจีน-ไต้หวัน เดินทางเที่ยวเพิ่มขึ้น

    สงกรานต์ตราดกระทบน้อย แม้ราคาน้ำมันขึ้นราคา ชี้ตลาดท่องเที่ยวคนไทย เผยจีน-ไต้หวัน เดินทางเที่ยวเพิ่มขึ้น

    ภูมิภาค

    สงกรานต์ตราดกระทบน้อย แม้ราคาน้ำมันขึ้นราคา ชี้ตลาดท่องเที่ยวคนไทย เผยจีน-ไต้หวัน เดินทางเที่ยวเพิ่มขึ้น

    วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ตะวันออกกลาง และส่งผลกระทยต่อการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวของทั้งไทยและต่างประเทศนั้น นางสาวพิชยา ธชัยอดิทรัพย์ (เจ้าของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์) นายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางมาของนักท่องเที่ยว เพราะค่าใช้จ่สยในการเดินทางมาเที่ยวจ.ตราดต้องเดินทางมาโดยรถยนต์และเครื่องบิน และยังต้องขึ้นเรือโดยสารอีก ซึ่งทำให้ต้นทุนในการเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดตราดเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็กว่า 10 % ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมาแน่นอน อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสมาชิกและจากการจองของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์ก็พบว่า ตลาดท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและปีนี้ยอดการจองก็มี และแม้จะลดไปบ้างแต่ก็เล็กน้อย แต่ที่เพิ่มขึ้นอย่างแปลกใจก็คือ นักท่องเที่ยวชาวเอเซียเดินทางมาเที่ยวเพิ่มขึ้น ทั้งจีน และไต้หวัน หรือกลุ่มใหม่อย่างอุซเบกิสถานก็เดินทางมาเที่ยวที่จ.ตราดและเกาะกูด ซี่งต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

    “แต่หากราคาน้ำมันสูงขึ้นมากถึง 35 บาท/ลิตร(ดีเซล)ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อต้อนทุนในการเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราดและในหมู่เกาะ เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงต้องตรวจสอบอีกครั้งในช่วงสิ้นเดือนนี้หรือต้นเดือนเมษายนว่า ยังตัดสินใจเหมือนเดิมหรือไม่“นางสาวพิชยากล่าว และว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะมีบางส่วนที่เดินทางมา แต่คงไม่มากเหมือนช่วงปลายปีและต้นปีซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของบ้านเขา 

    ด้านนายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด (อยู่เกาะช้าง) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวช่วงนี้ที่เดินทางมาเที่ยวเกาะช้างยังมีการเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง และถึงช่วงสงกรานต์นักท่องเที่ยวชาวไทยจะเดินทางมาเพิ่มขึ้น ส่วนต่างชาติที่มีปัญหาจากการสู้รบอาจจะไม่เดินทางมา แต่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่เดินทางกลับหรือกลับไปแล้วจะเดินทางมาใหม่ ซึ่งจากการที่พูดคุยกับอินฟลูเรนท์เซอร์พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางกลับมาเที่ยวที่จ.ตราด ในช่วงสงกรานต์ส่วนหนี่ง รวมทั้งที่ยังอยู่ในไทยก็จะเดินทางมาเพิ่ม 

    นายวิชิต กล่าวว่า ในช่วงสงกรานต์ทางอำเภอเกาะช้างและภาคเอกชนในเกาะช้างก็จะร่วมกันทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะช้างโดยจัดงานวันไหลเกาะช้าง และกิจกรรมที่หาดทรายขาว เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาเที่ยวที่เกาะช้าง ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จด้วยดี จึงน่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะช้างได้เป็นอย่างดี 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469605&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nz_5MEszOT-k0ntPBWid8

  • สงกรานต์ตราด 69 กระทบน้อย! แม้น้ำมันแพง นักท่องเที่ยวเอเชียพุ่ง | TOPNEWS

    สงกรานต์ตราด 69 กระทบน้อย! แม้น้ำมันแพง นักท่องเที่ยวเอเชียพุ่ง | TOPNEWS

    แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง แต่ภาพรวมการท่องเที่ยวช่วงเทศกาล สงกรานต์ ปี 2569 ของจังหวัด ตราด ยังได้รับผลกระทบไม่มาก โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ยังคงเดินทางต่อเนื่อง

    พิชยา ธชัยอดิทรัพย์ นายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดตราด และเจ้าของ เกาะกูดพาราไดซ์ เปิดเผยว่า ต้นทุนการเดินทางมายังจังหวัดตราดเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% เนื่องจากต้องใช้ทั้งรถยนต์ เครื่องบิน และเรือโดยสาร ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการตัดสินใจ

    อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการจองห้องพัก พบว่ายอดจองช่วงสงกรานต์ลดลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลักยังเป็นคนไทย ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเอเชียกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะจาก จีน ไต้หวัน รวมถึงกลุ่มใหม่อย่าง อุซเบกิสถาน ที่เริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่และ เกาะกูด มากขึ้น

    ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นแตะระดับ 35 บาทต่อลิตร อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางและการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้งในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน

    ด้าน วิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด เปิดเผยว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวใน เกาะช้าง ยังคงคึกคัก นักท่องเที่ยวทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าช่วงสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนที่ยังพำนักในประเทศไทย หรือเคยเดินทางกลับไปแล้ว มีแนวโน้มกลับมาเที่ยวซ้ำ โดยเฉพาะหลังการประชาสัมพันธ์ผ่านกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์

    สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ อำเภอเกาะช้างเตรียมจัดกิจกรรม “วันไหลเกาะช้าง” และกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณ หาดทรายขาว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1519846&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-UYK4gqO5razoj5pxWdRf

  • รื้อถอนโครงสร้างป้าย VMS บนถนนมิตรภาพ ขาเข้า กม.29

    รื้อถอนโครงสร้างป้าย VMS บนถนนมิตรภาพ ขาเข้า กม.29

    ตำรวจทางหลวงสระบุรี ประชาสัมพันธ์ผู้ใช้เส้นทางมิตรภาพ

    ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่จะดำเนินการปิดทางเดินรถบนถนนมิตรภาพ ขาเข้า กทม. เนื่องจากมีการรื้อถอนป้ายไฟ บริเวณ กม.29 ก่อนถึงค่ายลูกเสือเพชรรัตน์ ซึ่งจะทำการปิดทางเดินรถ 100% โดยจะทำการเปิดช่องทางพิเศษใน ขาออก-กทม. จำนวน 1 ช่องทาง

    – ทำการเบี่ยงเข้าช่องทางพิเศษที่ กม.31 บริเวณสนามกีฬามวกเหล็

    – ทำการเบี่ยงออกช่องทางพิเศษที่ กม.24 บริเวณหน้าโรงเรียนซับบอน

    เวลาดำเนินการ 08.00-16.00น

    #เส้นทางเลี่ยง

    ให้เข้าคู่ขนานบริเวณหน้าครูต้อ และเลี้ยวช้ายเข้าชับพริกวิ่งยาวไป ออกที่ TPI และเลี้ยวช้ายเข้ามิตรภาพ

    https://maps.app.goo.gl/5Ratn5GwqmcXach38?g_st=ic

    ทางออกสู่ถนนมิตรภาพ

    https://maps.app.goo.gl/mjcNuvNNKzyBkXzEA?g_st=ic

    เส้นทางนี้แนะนำสำหรับรถเล็กไม่เกิน 6 ล้อ เนื่องจากทางคตเคียว

    เผื่อเวลาในการเดินทาง และระบบเชื้อเพลิงด้วย ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68464&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fZDnT7uWHvKNMUMQZcGV9

  • แอตต้า แนะพลิกวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง ปั้นไทยโมเดลท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    แอตต้า แนะพลิกวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง ปั้นไทยโมเดลท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    วันนี้(วันที่ 18 มีนาคม 2569) นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า โลกการท่องเที่ยวทุกวันนี้ไม่ต่างจากระบบนิเวศทางชีววิทยา หากสายใยเส้นหนึ่งขาด อีกเส้นต้องพยุงระบบไว้ได้ มิฉะนั้นทั้งโครงสร้างจะสั่นคลอน 

    วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังกดดันเส้นทางการบิน พลังงาน และความเชื่อมั่นของนักเดินทางคือบทเรียนสำคัญว่า ประเทศที่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป จะเปราะบางทันทีเมื่อภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน

    ดันไทยรุกยุทธศาสตร์ Regional Tourism Economy

    ผมจึงเสนอแนวคิด Regional Tourism Economy ไม่ใช่เพียงยุทธศาสตร์การตลาด แต่เป็น “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงระดับชาติ” สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐจึงควรพัฒนาเป็น Cluster Tourism Collaboration Policy โดยมี Bilateral Tourism Mechanism เป็นกลไกขับเคลื่อน เพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวระดับภูมิภาคที่ยืดหยุ่นต่อวิกฤตโลก และสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศ

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามตะวันออกกลาง

    ความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนการบิน ภัยพิบัติทางธรรมชาติและโรคระบาด และโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่กระจุกตัว

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การเดินทางระยะไกล โดยเฉพาะจากยุโรป มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนตั๋วเครื่องบินและเส้นทางการบินที่ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง

    ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนา กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงตลาด (Market Risk Diversification) และ สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค (Regional Tourism Network)

    ทั้งนี้วัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ควรต้องมีนโยบาย Regional Tourism Economy มีเป้าหมายหลัก 4 ประการ

    1 สร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤตโลก

    ลดผลกระทบจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามอ่าว และความผันผวนของราคาพลังงาน

    2 กระจายความเสี่ยงตลาดนักท่องเที่ยว

    เพิ่มสัดส่วนตลาดที่มีเสถียรภาพ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และภูมิภาคเอเชีย

    3 เพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาคเปลี่ยนจาก Single Destination เป็น Regional Tourism Hub

    4 ใช้ศักยภาพตลาด Outbound ของไทยเป็นเครื่องมือการเจรจา

    นักท่องเที่ยวไทยเดินทางออกต่างประเทศกว่า 12 ล้านคนต่อปี ถือเป็นอำนาจต่อรองเชิงการท่องเที่ยวที่สำคัญ 

    สำหรับกลไกขับเคลื่อนนโยบาย Bilateral Tourism Mechanism ควรจัดตั้ง คณะทำงานความร่วมมือการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ มีบทบาทเป็นหน่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Cluster Tourism 

    ประกอบด้วย ภาครัฐ คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน แพลตฟอร์มการท่องเที่ยว รวมถึงภาควิชาการ อย่าง สถาบันวิจัยการท่องเที่ยว สกสว บพข ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลการท่องเที่ยว

    โดยมีหน้าที่หลัก คือ เจรจาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวร่วม (Joint Tourism Routes)  เชื่อมโยงการบินและการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า และจัดตั้งระบบติดตามความเสี่ยงด้านการท่องเที่ยว

    แอตต้า แนะพลิกวิกฤต สงครามตะวันออกกลาง ปั้นไทยโมเดลท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    3 ยุทธศาสตร์ กระจายความเสี่ยง ลดผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    ขณะที่ยุทธศาสตร์ลดผลกระทบจากวิกฤตสงครามและโลกผันผวนเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก จำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือเชิงระบบ 3 ด้าน

    1 Tourism Risk Monitoring System

    ตั้ง Tourism War Room ติดตามข้อมูลสำคัญแบบเรียลไทม์ เช่น เส้นทางการบินระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันและต้นทุนการบิน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
    และการจองการเดินทาง

    ระบบนี้จะช่วยให้รัฐบาลและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถปรับกลยุทธ์ได้รวดเร็ว

    2 Market Diversification Strategy

    ลดการพึ่งพาตลาดระยะไกลที่มีความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีข้อได้เปรียบ ระยะบินสั้นกว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจสูง ความต้องการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    3 Regional Travel Networ

    พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวหลายประเทศ เช่น Thailand – Laos – Vietnam – China และ Thailand – Malaysia – Indonesia เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางบินระยะไกลเพียงอย่างเดียว

    Tourism Cluster ที่ไทยควรสร้าง

    •  Greater Mekong Tourism Cluster ไทย – จีน – ลาว – เวียดนาม ตลาดหลักจีน / เกาหลี / ยุโรป Product River Tourism Cultural Heritage Route
    • Andaman Tourism Cluster ไทย – มาเลเซีย – อินโดนีเซีย ตลาดหลัก ยุโรป / อินเดีย / ตะวันออกกลาง
    • Product Island Hopping Marine Tourism

    การใช้ตลาด Outbound ของไทยเป็นเครื่องมือการเจรจา

    ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางออกต่างประเทศประมาณ 12 ล้านคนต่อปี
    จำนวนนักเดินทางดังกล่าวสามารถใช้เป็น “อำนาจต่อรองเชิงเศรษฐกิจ” ในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

    รูปแบบความร่วมมือที่เสนอ ได้แก่ การทำ Joint Tourism Promotion การแลกเปลี่ยนโควตาการบิน การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวร่วม

    หลักการ คือ Mutual Tourism Exchange ประเทศคู่ความร่วมมือจะได้รับนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดและการบิน ถือเป็นความร่วมมือแบบ Win–Win Strategic Partnership

    วาง Roadmap สู่การเป็นAsia Tourism Hub

    ในด้าน Roadmap การดำเนินงาน สามารถดำเนินการได้ใน ดังนี้

    • เป้าหมายระยะสั้น

    ระยะ 3 เดือน จัดตั้ง Bilateral Tourism Taskforce ลงนามความร่วมมือเบื้องต้นกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค เริ่มต้นระบบ Tourism Risk Monitoring Dashboard โดยมีตัวชี้วัด คือ การลงนาม MOU อย่างน้อย 3 ประเทศ และจัดตั้ง War Room การท่องเที่ยว

    ระยะ 6 เดือน เริ่มโครงการ Joint Tourism Promotion จัด Roadshow ร่วมกับประเทศพันธมิตร เปิดตัวแพ็กเกจท่องเที่ยวหลายประเทศ ตัวชี้วัด คือโปรแกรมทัวร์ร่วมอย่างน้อย 10 โปรแกรม เที่ยวบินเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น 15%

    ระยะ 12 เดือน เริ่มระบบ Regional Tourism Platform ให้ข้อมูลการเดินทางหลายประเทศในแพลตฟอร์มเดียว
    ขยายเส้นทางการบินใหม่สู่ตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตัวชี้วัด คือ นักท่องเที่ยว multi-destination เพิ่ม 20% เส้นทางบินใหม่เพิ่มอย่างน้อย 5 เส้นทาง

    • เป้าหมายระยะกลาง 3 ปี

    สร้างระบบ Regional Tourism Economy ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค ตัวชี้วัด คือ รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่ม 30% ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยเพิ่ม 2 วัน

    • เป้าหมายระยะยาว 5 ปี

    ประเทศไทยพัฒนาเป็น Asia Tourism Hub มีเครือข่ายการท่องเที่ยวเชื่อมโยงหลายประเทศ ตัวชี้วัด คือ นักท่องเที่ยว multi-country มากกว่า 40% รายได้การท่องเที่ยวเพิ่ม 50%

    ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ นโยบายนี้จะช่วยให้ประเทศไทย ลดความเสี่ยงจากวิกฤตโลก กระจายตลาดนักท่องเที่ยว เพิ่มบทบาทในเศรษฐกิจท่องเที่ยวภูมิภาค และเปลี่ยนบทบาทของประเทศจาก Tourism Destination ไปสู่
    Regional Tourism Network Hub

    ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ เชื่อมโยงเครือข่ายได้ดีที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654228&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WuDTJpA9eJ-VDTPDzyDAe

  • วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

    วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

    วิทยาลัยการบินในมณฑลเสฉวนออกประกาศหนุนนักศึกษาและบุคลากร “วางตำราแล้วออกไปหาความรัก” ท่ามกลางดอกไม้บาน ในช่วงวันหยุดยาวฤดูใบไม้ผลิเดือนเมษายนนี้ ขณะที่รัฐบาลจีนเร่งออกนโยบายเพิ่มวันหยุดหวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และแก้ปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ท่ามกลางค่านิยมการเรียนหนักเพื่อผลการเรียนที่เป็นเลิศในสังคมจีน ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินพลเรือนตะวันตกเฉียงใต้แห่งเสฉวน ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศธีมวันหยุดปิดเทอมภาคฤดูใบไม้ผลิระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้ว่า “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก”

    ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี WeChat ทางการของวิทยาลัย โดยระบุให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาใช้เวลาช่วงนี้ออกไปสัมผัสธรรมชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่โรแมนติก ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลจีนที่เริ่มผลักดันให้สถานศึกษามี “วันหยุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง” เพิ่มเติมจากวันหยุดปิดเทอมปกติ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมนันทนาการมากขึ้น

    ปัจจุบันหลายมณฑลในจีน เช่น เสฉวน และเจียงซู รวมถึงเมืองใหญ่อย่างซูโจวและหนานจิง เริ่มนำร่องแผนวันหยุดฤดูใบไม้ผลิในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยส่งเสริมให้ประชากร 1,400 ล้านคนออกเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว 

    ทางการยังหวังว่าการเพิ่มเวลาว่างจะช่วยสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะ สมาคม และนำไปสู่การแต่งงานและการมีบุตร หลังจากที่ในปี 2025 จำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.) คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน ยังได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม “เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก” โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงบริการสาธารณะ ตั้งแต่ระบบการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ

    ด้าน เจมส์ เหลียง ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ Trip.com และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ระบุว่าสังคมจำเป็นต้องมีทั้ง “เวลา” และ “เงิน” ที่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้มากขึ้น รวมถึงต้องเร่งปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงประโยชน์ของการมีครอบครัวขนาดใหญ่ เพื่อประคองโครงสร้างสังคมไม่ให้วิกฤตไปมากกว่านี้.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2920885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ll3G5ybdRG_PtTacY7iWw