Category: ท่องเที่ยว

  • เผยยอดใช้พลังงาน ปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโต รับท่องเที่ยวบูม

    เผยยอดใช้พลังงาน ปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโต รับท่องเที่ยวบูม

    สนพ. สรุปการใช้พลังงานรวมปี 2568 ลดลง 1.6% การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันเครื่องบินโต 7.5% สอดคล้องท่องเที่ยวขยายตัว

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้จัดทำรายงานสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่าการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศอยู่ที่ระดับ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย 

    สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในปี 2568 การใช้พลังงานขั้นต้นอยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยการใช้พลังงานในภาพรวมลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า

    การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงร้อยละ 3.8 การใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 3.5 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 1.2

    ในส่วนของการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.001 โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67.0 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.8

    ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลอยู่ที่ 31.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และการใช้ LPG อยู่ที่ 19.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1

    การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6,633 พันตัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็นการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 42 ของการใช้ทั้งหมด รองลงมาคือการใช้ในภาคครัวเรือนร้อยละ 32 การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ร้อยละ 14 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 10

    ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ ในปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงร้อยละ 4.0 โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 61 รองลงมาคือการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 17 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ร้อยละ 20 และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ร้อยละ 2

    สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลงร้อยละ 3.3 โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe

    การใช้ไฟฟ้า ในส่วนของการใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) ในปี 2568 อยู่ที่ 208,428 ล้านหน่วย ลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 42 ภาคครัวเรือนร้อยละ 28 ภาคธุรกิจร้อยละ 25 และภาคอื่น ๆ ร้อยละ 5

    สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739650&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gBAdoOd7xFbqSwEbMkRl0

  • เซ็นทาราเผยโฉม “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองแห่งใหม่

    เซ็นทาราเผยโฉม “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองแห่งใหม่

    เซ็นทาราเผยโฉม

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เผยโฉมโรงแรมแห่งที่สองในญี่ปุ่นเซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” เป็นครั้งแรก โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองอันสะดวกสบายแห่งใหม่ เตรียมเปิดให้บริการต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก ในเดือนเมษายนปี 2569 นี้

    เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ตั้งอยู่ย่านนัมบะอันเลื่องชื่อ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเมืองโอซาก้า โดยมีห้องพักให้บริการจำนวน 300 ห้อง ห้องพักทุกห้องได้รับการออกแบบอย่างทันสมัย ผสมผสานความสะดวกสบาย ความเรียบง่าย ความอบอุ่น และศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นเมืองโอซาก้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    เซ็นทาราเผยโฉม

    ห้องพักที่เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ได้รับการออกแบบในสไตล์เรียบง่ายอย่างร่วมสมัย เน้นการตกแต่งด้วยโทนสีสดใส นำเสนอแบบห้องพักให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ห้องสแตนดาร์ด, ห้องซูพีเรีย, ห้องดีลักซ์ และห้องแฟมิลี่สำหรับครอบครัว โดยมีเตียง 2 ชั้น สำหรับเด็กในห้องสำหรับครอบครัว ซึ่งทุกห้องพักเป็นห้องปลอดบุหรี่ และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน อาทิ โต๊ะทำงาน ทีวีจอแบน และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงฟรี

    โรงแรมแห่งนี้นำเสนออาหารเลิศรสผ่านห้องอาหารทั้ง 2 แห่ง โดยมีห้องอาหารหลักของโรงแรม คือ ห้องอาหาร Dining ที่นำเสนอเมนูอาหารเช้าแบบนานาชาติและท้องถิ่นญี่ปุ่น และ SORA บาร์ รูฟท็อปเลาจน์ในบรรยากาศสบายๆ ให้แขกผู้เข้าพักได้ดื่มด่ำกับวิวยามค่ำคืนของเมืองโอซาก้า พร้อมจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดและอาหารว่างอย่างผ่อนคลาย

    เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัมบะ สายนันไค โรงแรมแห่งนี้รายล้อมด้วยร้านอาหารท้องถิ่น แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากมาย อาทิ ย่านโดทงโบริ (Dotonbori), ตลาดปลาคิซุ (Kizu Wholesale Market), ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi) และปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

    เพื่อเตรียมฉลองการเปิดให้บริการ “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” เซ็นทารามอบข้อเสนอช่วงเปิดตัว ด้วยส่วนลด 25% สำหรับสมาชิก CentaraThe1 (สำหรับราคา The Place to Be และ Flexible Rates) พร้อมคะแนนสะสมสามเท่าสำหรับสมาชิก โดยลูกค้าสามารถจองข้อเสนอพิเศษนี้ได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤษภาคม 2569 สำหรับการเข้าพักตั้งแต่ 6 เมษายน ถึง 31 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ สามารถสมัครเป็นสมาชิก CentaraThe1 โดยไม่เสียค่าสมัครใดๆ ทั้งสิ้น ได้ที่ https://centara1card.com/signup

    สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองห้องพักภายใต้ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” ได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/centara-life/th/cloj/opening-offer


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12800092&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kjo_rSU481klvIwY_XpfS

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2


    19/03/2569 | 23 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมนนทบุรี พาเลซ จังหวัดนนทบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ (D-HOPE) ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2 โดยมี นางสาวริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะวิทยากร และผู้แทนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดประชุมในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยนำแนวคิด D-HOPE (Decentralized Hands-On Program Exhibition) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ขายสินค้า มาเป็นการสร้าง “โปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชน โดยรุ่นที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2569 มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นักวิชาการพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการ รวมทั้งสิ้น 58 ชุมชน โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้

    – การยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี: มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้บริหารจัดการชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้สามารถออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวที่ดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมาสร้างจุดเด่น (Champ) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างมีชั้นเชิง

    – กลยุทธ์การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Hands-On): เน้นการจัดกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมทำกิจกรรมกับคนในชุมชนได้โดยตรง (Experience Economy) ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างมหาศาล

    – สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน: ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือหลักในการกระจายรายได้สู่หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้และเกิดความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาวตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “การพัฒนาทักษะด้านการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริงในรุ่นที่ 2 นี้ จะเป็นการเติมเต็มศักยภาพให้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีความพร้อมสูงสุดในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามแผนงานของรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่ประชาชนในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    กิจกรรมในครั้งนี้ยังรวมถึงการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อรับมือกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต และการเตรียมความพร้อมในการจัดงานนิทรรศการโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อประกาศศักยภาพของชุมชนท่องเที่ยวไทยสู่สายตาสาธารณชนต่อไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/340123&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FVj2kzLgPabe-MpzQOWRc

  • ราคาน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เขย่า GDP ไทย ดันเงินเฟ้อ-ธุรกิจอ่วม

    ราคาน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เขย่า GDP ไทย ดันเงินเฟ้อ-ธุรกิจอ่วม

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจไม่จบเร็วจะกระทบราคาน้ำมันให้ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า กดดันทั้งเศรษฐกิจไทย ดันเงินเฟ้อขึ้นเข้าหากรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปจนถึงแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกในระยะต่อไป 

    นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อการค้าและการคมนาคมขนส่งทางอากาศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินลดลงและต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในมิติการเงิน ค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับจีดีพีโลกและของไทย ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2-0.7 หลังมองว่าสถานการณ์อิหร่านมีโอกาสยืดเยื้อ 

    อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงาน และเป็นประเด็นเปราะบาง ทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75–90 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 ในขณะที่จีดีพีทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต

    • กระทบส่งออกรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ไทย

    ดร. รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทยคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด

    ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราวร้อยละ 8.1

    นอกจากนี้ สงครามอิหร่านคาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราวร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 11.5 ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 38.3 ในปีก่อนหน้า
           

    • สงครามยืดยื้อ สูญเสียนักท่องเที่ยวกว่าล้านคน 

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739642&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JddQGfyFaP5EdIU4dAHys

  • ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    ‘ททท.’ เตรียมจัดมหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพเสน่ห์เมืองไทยทั่วประเทศสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 25-29 มี.ค.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดเต็ม 9 โซนกิจกรรม ขนไฮไลต์ทั้งแลนด์มาร์กจำลอง จุดถ่ายภาพต้องเช็กอิน ของดีของเด็ดจากแต่ละพื้นที่ นวัตกรรมการท่องเที่ยวล้ำสมัย ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิงจากศิลปินชื่อดัง

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ประจำปี 2569 ครั้งที่ 44 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25-29 มี.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้ ททท. พร้อมที่จะพาไป สัมผัสเสน่ห์ไทย ภายใต้แนวคิด “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” และ 5 Must Do in Thailand ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต อาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น เสมือนเป็นการยกความมหัศจรรย์ของเมืองไทยเอามาไว้ในงานเดียว

    รวมทั้งปีนี้ ททท. ยังได้ร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วยการนำเสนอนิทรรศการ การแสดง การสาธิต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวตามรอยพระราชดำริที่มีหัวใจสำคัญในการพัฒนาและยกระดับภูมิปัญญา ผสานแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ททท. เตรียมเสิร์ฟความสุขและความมหัศจรรย์กับ 9 โซนกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ ได้แก่ 5 โซนหมู่บ้านภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ ที่ยกขบวนเสน่ห์ไทย 5 ภูมิภาค  ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ นอกจากนี้ยังมีอีก 4 โซนกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ โซน Amazing Thailand, โซน Road to Sustainability โซนหน่วยงานพันธมิตร และห้าง ททท. และโซนเวทีกลาง ซึ่งจะสร้างความประทับใจและจัดให้ผู้ชมทุกคนอย่างเต็มอิ่มแน่นอน

    ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    โซนที่ 1 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออก

    ชวนสัมผัสทุกเฉดสีแห่งความสุขของดินแดนบูรพา ผ่านแนวคิด “เทศกาลสีสันตะวันออก” โดดเด่นด้วยแลนด์มาร์กสำคัญอย่างอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี พร้อมจุดถ่ายภาพเช็กอินประภาคารแหลมงอบ จังหวัดตราด จุดถ่ายภาพพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ “The Lord of Success” จาก ฉะเชิงเทรา สวนเรือนกระจก “The Flower of the Queen” ดอกไม้แห่ง Queen สิริกิติ์ และวิถีชาวประมงบางเสร่ จังหวัดชลบุรี และขึ้นชื่อว่า “สวรรค์นักกิน” ททท. ก็ไม่พลาดยกทัพอาหารทะเลและอาหารถิ่น กว่า 50 ร้าน มาให้ลิ้มลอง อาทิ ข้าวคลุกพริกเกลือ หมูชะมวง ผัดกระวาน เส้นจันท์ผัดปู น้ำมะปี๊ด ก๋วยเตี๋ยวเลียง แมงกระพรุนสะดุ้งไฟ และขนมควยลิง พร้อมผลไม้สดจากสวนที่หลายคนรอคอยอย่าง ทุเรียนและมะยงชิด และพิเศษสุดกับโซนคาเฟ่ไม่ลับตะวันออกที่คัดสรรร้านกาแฟคุณภาพดี เบเกอรี่อร่อยมาเสิร์ฟให้ได้ฟินกันแบบถึงที่ นอกจากนี้ เพิ่มสีสันด้วยการแสดงคาบาเร่โชว์สุดอลังการ การเดินแบบแฟชั่นโชว์เสื่อกกจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT)  ศิลปินนักร้อง แว่นใหญ่ พีจัง กฤษณะALALA ริวจิน และแพทจิ เอม วิทวัส และวงดนตรีจากดุริยางค์ทหารเรือ

    โซนที่ 2 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ชวนหลงรักถิ่นอีสาน 20 จังหวัดกับคอนเซปต์ “ประเพณีสีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา” บอกเล่าความเป็นอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร งานหัตถกรรม พร้อมออกแบบประสบการณ์ดื่มด่ำกับเสน่ห์อีสานผ่าน 5 Senses (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) หยิบ“เทียนพรรษา” สัญลักษณ์ของ Signature Thailand ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และจุดถ่ายภาพสุดเก๋ “มื้อใด๋มากะอย่าลืมชักฮูป” จำลองบรรยากาศสวนดอกไม้เพลาเพลิน จ.บุรีรัมย์ และ หุบเขาไดโนเสาร์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเติมเสบียงความแซ่บกับโซน “หม่องแซ่บหลาย” รวมความแซ่บของอาหารอีสานที่ทั้งหอมนัวไว้กว่า 36 ร้าน อาทิ หม่ำแม่คำตัน จ.ชัยภูมิ สามพี่น้องไก่ย่างเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ตำกระเทยสาเกต จ.ร้อยเอ็ด แจ่วฮ้อนแม่เสงี่ยม จ.มหาสารคาม และห้ามพลาดกับ “อีสานม่วนเฟี้ยว” เปิดเวทีความม่วนแบบเต็มขั้น ชวนสัมผัสการแสดงพื้นบ้าน ดนตรี หมอลำ ได้แก่ ระเบียบวาทศิลป์ ก้านตอง ทุ่งเงิน เวียง นฤมล เต๋า ภูศิลป์ พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ และการแสดงนาคเล่นน้ำ

    โซนที่ 3 สุขทันที ที่เที่ยวภาคใต้

    หล๊บใต้บ้านเราในบรรยากาศ “GO SOUTH เสน่ห์ทะเลใต้” กับแลนด์มาร์ก “Under the Sea – ท้องทะเลภาคใต้” ผ่านประสบการณ์ Immersive Experience พร้อมมุม Film Location จากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ถ้ำโต๊ะหลวง จังหวัดกระบี่ และตึก Standard Chartered จังหวัดภูเก็ต สายกินห้ามพลาดกับโซน “หลาดหรอยเพ Must Taste” ตลาดอาหารใต้ที่รวมเมนูเด็ดและเครื่องดื่มขึ้นชื่อจากภาคใต้ไว้ในที่เดียว กับร้านอร่อยถึงเครื่องกว่า 38 ร้าน พร้อมร้านชาชักและโรตี ให้ได้ลิ้มลองรสชาติแบบต้นตำรับ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ Mutiverse แดนใต้ ถ่ายทอดเรื่องราวพลังแห่งศรัทธา ตำนาน และวัตถุมงคลจากเกจิชื่อดังสายใต้ ก่อนจะผ่อนคลายร่างกายที่ หลาดคลายเส้น ได้แรงอก! กับบริการนวดแผนไทยและสปา เติมพลังให้พร้อมออกเดินทางต่ออย่างสดชื่น

    โซนที่ 4 สุขทันที ที่เที่ยวภาคกลาง

    เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนกับคอนเซปต์ อู่ข้าว อู่น้ำ… ผ้าทอราชธานี วิถีภาคกลาง : Harmony of Heritage and Charm ถ่ายทอดเรื่องราวของศูนย์กลางอารยธรรมไทย ผ่านแลนด์มาร์กบ้านทรงไทยร่วมสมัย ลานโอ่งราชบุรี พร้อมออกแบบซุ้มทางเข้าเป็นลานบุปผาราชินี และ ลานภูษาพัสตรา นำเสนอเรื่องราวผ้าไทยอันทรงคุณค่า และที่พลาดไม่ได้คือโซน UNESCO นำเสนอความโดดเด่นของ 3 เมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (Creative City of Design) เพชรบุรี (City of Gastronomy) และสุพรรณบุรี (Creative City of Music) ผ่านกิจกรรมทดลองชิมน้ำ 3 รส จากเพชรบุรี ออกแบบเสื้อยืดจากร้านห่านคู่ กรุงเทพฯ และทดลองเรียนระนาด ตีฉิ่ง

    รวมถึงไฮไลต์การจำลองบรรยากาศ “ย่านบรรทัดทอง” ที่ยกขบวน 12 ร้านดังมาให้ลิ้มลอง พร้อมจัดเต็มร้านดังและเมนูเด็ดมาไว้ในที่เดียว 60 บูธ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องโบราณ เมี่ยงคำลำพญา กุ๊ยช่าย เจ้มล ข้าวเหนียวแม่ทองอยู่ กังสดาล อัมพวา
    สิริสมปอง ฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ ส้มโอขาวแตงกวา ชัยนาท ข้าวแช่แม่เล็กสะกิดใจ ร้านลุงเอนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์ ข้าวต้มเทเวศร์ น้ำโตนดจี๊ดจ๊าด  ลอดช่องน้ำตาลโตนดเมืองเพชร แม่พลอย เป็นต้นและ โซน “ลานสำแดง” เวทีการแสดง พร้อมเสิร์ฟความสนุกกับพระเอกลิเกเงินล้าน ศรราม น้ำเพชร นักร้องคุณภาพ เปาวลี พรพิมล รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ หนังใหญ่ มวยลพบุรี

    โซนที่ 5 สุขทันที ที่เที่ยวภาคเหนือ

    แอ่วเหนือและดื่มด่ำกับเสน่ห์เมืองล้านนากับแนวคิด “Season of North 2026 สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ความงดงามของการท่องเที่ยวภาคเหนือในทุกฤดูกาล ด้วยไฮไลต์แลนด์มาร์กเมืองน่าน เมืองสร้างสรรค์ด้านงานหัตถศิลป์ของยูเนสโก กับอัตลักษณ์สุดคลาสสิกของภาพจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน ผ้าทอลายน้ำไหล และ หัวโอ้เรือ สัญลักษณ์ประเพณีแข่งเรือสำคัญของเมืองน่าน ภายในโซนยังจัดเต็มความอร่อยกับอาหารพื้นเมืองเหนือในโซน “อิ่มใจ” กว่า 35 ร้าน พร้อมคาเฟ่และเบเกอรี่กว่า 15 ร้าน ที่ยกความหอมกรุ่นมาเสิร์ฟให้ได้พักเติมความสดชื่น หรือจะผ่อนคลายร่างกายที่ “กาดนวด” กับกิจกรรมนวดเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาชุมชนออนใต้ จังหวัดเชียงใหม่ ปิดท้ายด้วยโซนมูเตลู “สุขใจ” พื้นที่แห่งความสงบและศรัทธา ที่จำลองพระบรมธาตุบ้านตาก ให้ผู้เข้าชมได้สักการะเพื่อเสริมสิริมงคล พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศแห่งศรัทธาในแบบล้านนา

    โซนที่ 6 Amazing Thailand

    นำเสนอแคมเปญท่องเที่ยวของ ททท. เริ่มจากนิทรรศการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” และมุมถ่ายภาพจากไวรัลแคมเปญ Feel All the Feelings ที่ชวนตามรอย LISA ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador รวมถึงนิทรรศการ 66 ปี ททท. ที่บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทย ความสนุกยังต่อเนื่องกับเวที Fan Meet ที่ขนทัพศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาใกล้ชิดกับแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็น PERSES, จุ๊มเหม่ง (Japan and Friends), DICE, มาย–อาโป และ POLCASAN (โพก้าซัง) พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปและของที่ระลึกสุดยูนีคในโซน Osotho & Friends : Craft Village สายเที่ยวสามารถแวะมาพูดคุยและรับข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่ 1672 Travel Buddy พร้อมสนุกกับ AI Photo Booth ธีม Feel All the Feelings และกิจกรรม SOURI X 1672 Travel Buddy ก่อนจะไปตื่นตาตื่นใจต่อในโซน Amazing Thailand Amazing AI กับเทคโนโลยีท่องเที่ยวสุดล้ำ ผ่านกิจกรรม Aura Journey และ Amazing Sukjai ที่จะพาทุกคนผจญภัยไปกับ TATAI น้อง AI ของ ททท. เพื่อค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยว พร้อมสมัครเป็นสมาชิก AMAZING FRIEND รับข่าวสารและสิทธิพิเศษจาก ททท. และลุ้นรับของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

    โซนที่ 7 Road to Sustainability : Travel with care

    นำเสนอแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มาพร้อมไฮไลต์ “เต่าตนุ” ประติมากรรมจากสิ่งของเหลือใช้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านโครงการในพระราชดำริ “ป่ารักน้ำ” และ “อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล (เกาะมันใน)” พร้อมเปิดมิติใหม่ของการเดินทางและพักผ่อนเชิงสร้างสรรค์ผ่าน Immersive Experience และบำบัดจิตใจด้วยพลังแห่งเสียง Sound Healing & Dark sky และเยี่ยมชมและชอปปิงสินค้ารักษ์โลก

    โซนที่ 8  หน่วยงานพันธมิตรและห้าง ททท.

    จับมือกับ 31 พันธมิตรรวบรวมแพ็กเกจท่องเที่ยวและดีลพิเศษจากผู้ประกอบการ

    โซนที่ 9 เวทีกลาง

    เปิดฟลอร์แห่งความสุขผ่านเวทีการแสดงที่อัดแน่นไปด้วยสีสันและความบันเทิง ทั้งการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ อาทิ KT Kratae, ลำไย ไหทองคำ, ไรอัล กาจบันฑิต, ATLAS, กลัฟ คณาวุฒิ, Fellow Fellow, Paradox, Nuvo, No One Else, อะตอม ชนกันต์ รวมทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงร่วมสมัย การเดินแบบแฟชั่นโชว์ ตลอดจนกิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัลที่จะสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้ผู้เข้าชมอย่างต่อเนื่องตลอด 5 วันของการจัดงาน

    ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    ยิ่งไปกว่านั้น ททท. ยังคงสานต่อความตั้งใจให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนภายใต้เป้าหมาย “Zero Waste to Landfills” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  โดยตั้งเป้าลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยระบบการคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจุดคัดแยกขยะ จำนวน 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน พร้อมขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการในการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะที่ไม่ได้คัดแยกให้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา

    ททท.ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปร่วมสัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยแบบครบทุกมิติ และค้นพบความสุขและแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวไทยไปด้วยกัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าร่วมงานฟรี โดยสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, เดินทางโดยรถแท็กซี่ ณ จุดบริการ รับ – ส่ง ชั้น G บริเวณฝั่งทะเลสาบ, รถประจำทาง สาย 136 ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center โทร. 1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1225964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34mVPDLoZosBk5Qepbb40O

  • รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ ‘ทับปุด-กระบี่’ เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ ‘ทับปุด-กระบี่’ เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ 'ทับปุด-กระบี่' เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ ‘ทับปุด-กระบี่’ เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท. ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 งานสำรวจ ออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงทับปุด–กระบี่

    ขณะเดียวกันการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งนี้ เป็นการนำเสนอร่างข้อเสนอโครงการ รายละเอียดโครงการ ขอบเขตการศึกษา และแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม 

    นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปประกอบการศึกษาของโครงการให้มีความครบถ้วน รอบด้าน และเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น 
     

    นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ตามแผนรฟท. จะรวบรวมข้อมูลนำไปเป็นแนวทางในพัฒนาปรับปรุงโครงการ เพื่อจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าสามารถนำเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณภายในปี 2571 

    ขณะเดียวกันตามผลการศึกษาได้คัดเลือกแนวโครงการในรายงานการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม  และสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่ศึกษาครอบคลุมในระยะทาง 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการ ในพื้นที่จังหวัดพังงา และกระบี่ รวม 15 ตำบล 4 อำเภอ 

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ 'ทับปุด-กระบี่' เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    ส่วนแนวเส้นทางโครงการฯมีจุดเริ่มต้นโครงการที่บริเวณ ตำบลโคกเจริญ อำเภอทับปุด จังหวัดกระบี่ แนวเส้นทางมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองจังหวัดกระบี่ ผ่านทางหลวงหมายเลข 415 มุ่งหน้าลงทิศใต้ ขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) 

    ทั้งนี้จากนั้นเข้าพื้นที่ตำบลเขาใหญ่ ตำบลอ่าวลึก ตำบลอ่าวลึกเหนือ และตำบลบ้านกลาง ซึ่งจะไปตัดกับถนนทางหลวงหมายเลข 44 เข้าพื้นที่ตำบลคลองหิน ตัดผ่านถนน กบ.1020 จากนั้นเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ ตำบลเขาคราม ผ่านตำบลเขาทอง เข้าพื้นที่ตำบลทับปริก ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 1016 

    อย่างไรก็ดีแนวเส้นทางจะเบี่ยงตามแนวเขตเสาไฟฟ้าแรงสูง และตัดกับทางหลวงหมายเลข 1016 อีกครั้ง และเข้าพื้นที่ตำบลกระบี่น้อยวิ่งตัดกับถนน กบ. 6017 และถนน กบ.1025 ไปยังจุดสิ้นสุดโครงการที่ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ รวมระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร 

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ 'ทับปุด-กระบี่' เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงทับปุด–กระบี่ เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟให้สามารถเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานกระบี่ และรองรับการเดินทางของผู้โดยสารจากเส้นทางรถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี–พังงา–ท่านุ่น ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดระยะเวลาในการคมนาคม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ อีกทั้งยังถูกจัดอยู่ในแผนงานระยะเร่งด่วน (พ.ศ.2566 – 2570) 

    ทั้งนี้เส้นทางโครงการนี้จะแยกออกจากทางรถไฟสายหลักที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีแผนการก่อสร้างในอนาคต ไปยังพื้นที่จังหวัดภายในประเทศในลักษณะเป็น Feeder ให้กับเส้นทางสายหลักตามผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงพื้นที่ทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ยังรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/654343&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wAoEJFwuYAwJtCvgckLkB

  • ไทยโดนแล้ว สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน | TOPNEWS

    ไทยโดนแล้ว สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน | TOPNEWS

    ข่าวเด่น เล่าข่าวข้น | 19 มี.ค. 69 | ช่วง 2

    – “เสื้อแดงศรีสะเกษ”ดักมอบดอกไม้ให้กำลังใจนายกฯบอกเป็นคนดีไม่เคยโกรธใคร
    – ปชน.จ่อปรับโครงสร้างพรรครับมือคดี 44 สส. – สะพัด “วีระยุทธ” เตรียมนั่งหัวหน้า “เท้ง” ขยับเป็นเลขาฯ
    – ฐาปนีย์ ผุดแคมเปญเที่ยวใกล้บ้าน รับมือสงครามทำน้ำมันแพง เตรียมถกเอกชนสู้วิกฤต
    – สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต มีนาคมเดือนเดียว ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน
    – “สวีเดน” สั่งร้านค้ากลับมารับเงินสด แนะประชาชนพกธนบัตร “กรณีฉุกเฉิน”

    #topnewstv #ภูเก็ต #ตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1521655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZAzCHzhsdrOej0K58JALf

  • ตำรวจท่องเที่ยว ลุยกำชับผู้ค้าหน้าวัดพระแก้ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีรับต่างชาติ | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยว ลุยกำชับผู้ค้าหน้าวัดพระแก้ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีรับต่างชาติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 มี.ค.​ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.ท.ราเชษฐ์ เหมือนเสน สว.สทท.1 กก.1 บก.ทท.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เดินเท้าตรวจความเรียบร้อยบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เพื่อกวดขันและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย

    โดย​เน้นย้ำงานบริการ กำชับกลุ่มผู้ค้าสินค้าและผู้ให้บริการในพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความเป็นธรรมด้านราคา จากการสุ่มตรวจแผงค้า พบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการติดตั้งป้ายแสดงราคาสินค้าที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    ​​จากการพูดคุยกับมัคคุเทศก์ (ไกด์) ในพื้นที่ พบว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยระบุว่า “สถิติการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวน้อยลงอย่างมาก” ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวโดยรวมมีความราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

    ทั้งนี้ตำรวจท่องเที่ยวได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกลุ่มผู้ค้าที่ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงการให้บริการตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเหตุต้องสงสัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5702846/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gyrVOJI4EkCSHbaH8Ngcz

  • “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน แนะเปิดใจกว้างรับฟัง

    “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน แนะเปิดใจกว้างรับฟัง

    “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน หลังไม่เชิญรมว.เกษตรฯ -ท่องเที่ยว ร่วมเป็น ศบก. ดูแลความเดือดร้อนผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    วันที่ 19 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ ในวาระเรื่องด่วน พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯจากพรรคภูมิใจไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯจากพรรคประชาชน ว่า นายอนุทิน ฐานะนายกฯ ทำงานได้รวดเร็ว แต่วันนี้ตนไม่แน่ใจว่านายอนุทินมีความจำที่ดีหรือไม่ เพราะตนกังวลว่าการทำงานมากเกินไป อาจมีภาวะขี้ลืม หากลืมเยอะ อาจกระทบต่อการทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบทุกมิติ

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานายกฯ ตั้งศูนย์ศปก. แก้วิกฤติปัญหาสงคราม องค์ประกอบคณะดูดี แต่นายกฯ ลืม ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงลืมคำมั่นสัญญาที่บอกว่าให้คนไทยรวยทุกคน มีรายได้ แต่การแก้วิกฤติน้ำมันเป็นทิศทางตรงกันข้าม และ ผมกลัวว่าจะลืมพี่ ลืมน้อง ลืมเพื่อน เดือนที่แล้วบอกว่าไม่น่าพลิกขั้วแต่คนร่วมสู้กันมา ลืมผู้กองธรรมนัส ผมไม่ว่า ขออย่างเดียวว่าอย่าลืมความเดือดร้อนของประชาชน

    “พรรคกล้าธรรม จะไม่ตีรวนเพราะอยากให้ประเทศไทยเดินหน้าขอให้สภาฯเร่งแก้ไขปัญหาประชาชน หากเป็นคนไม่ลืม ขอความกรุณาใจกว้างด้วย หลังจบสิ้นกระบวนการโหวตนายกฯ ขอให้ใจกว้างให้มีการเสนอญัตติ เพื่อให้ สส.นำปัญหาที่เดือดร้อนของประชาชนมาหารือ วันนี้ไม่สามารถโหวตให้ได้ แต่หากพาประเทศผ่านวิกฤติที่น่ากังวลได้ เราอาจจะโหวตกฎหมายที่ท่านเสนอมา เราจะทำหน้าที่ต่อไป ครั้งนี้พรรคกล้าธรรมใช้สิทธิ์งดออกเสียง” นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921114&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LtPp-1FRau-93bNCG_4e0

  • วธ.เตรียมเปิด 7 แหล่งท่องเที่ยว ‘เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี’ | เดลินิวส์

    วธ.เตรียมเปิด 7 แหล่งท่องเที่ยว ‘เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี’ | เดลินิวส์

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า วธ. กำหนดจัดกิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ในวันที่ 28 มี.ค. 2569 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติศาสนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    รมว.วธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับไฮไลต์สำคัญของการจัดกิจกรรม คือ การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวแบบ One Day Trip เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับ Unseen ของปัตตานี จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรม 2. วัดราษฎร์บูรณาราม (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญ คาดว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี สะท้อนอารยธรรมโบราณในคาบสมุทรมลายู 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเก่าแก่สมัยอยุธยา ศูนย์รวมศรัทธาของชาวไทยพุทธและไทยเชื้อสายจีน มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อเสริมสิริมงคลด้านการค้าขาย 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในภาคใต้ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมงดงามคล้ายทัชมาฮาล และเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี สร้างด้วยอิฐแดง มีเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบอาหรับ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในภูมิภาค 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางชุมชนคาทอลิกในปัตตานี สะท้อนบทบาทของคณะธรรมทูตด้านศาสนาและการศึกษาในอดีต

    น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมลายูผสมผสานกับความเป็นไทยอย่างลงตัว อาทิ ไก่ฆอและ ข้าวยำปัตตานี มะตะบะ โรตีปาแย และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ผ้าจวนตานี ผ้าบาติก งานจักสาน ผลิตภัณฑ์ลูกปัดมโนราห์ อีกทั้งสินค้าแปรรูป ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นและสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมไปถึงการเช่าบูชาวัตถุมงคล อย่างเหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เป็นต้น

    ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมเดินทางสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของจังหวัดปัตตานี ผู้สนใจสามารถเข้าชมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) : “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” ได้ที่ระบบฐานข้อมูลสื่อสิ่งพิมพ์ กรมการศาสนา https://e-book.dra.go.th/site/index?page=1&per-page=12 หรือสอบถาม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี โทร. 0-7332-3197 และสายด่วนวัฒนธรรม 1765

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5702574/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hmgi_vLrarznrgJr_xIb7