Category: ท่องเที่ยว

  • พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน


    20/03/2569 | 20 |

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน
     
         ที่บริเวณท่าเรือวัดติโลกอาราม จังหวัดพะเยา นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ท่าเรือวัดติโลกอาราม” บนพื้นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน พย.7 เพื่อแก้ปัญหาความทรุดโทรมของโครงสร้างพื้นฐานเดิม และจัดระเบียบพื้นที่ให้มีความสวยงาม ปลอดภัย สมกับเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ โดยมีส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน 
        นางสาวเพ็ญนิภา คำภู่ ธนารักษ์พื้นที่พะเยา เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าพื้นที่เดิมยังมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่พะเยาจึงร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา พัฒนาพื้นที่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหัวใจสำคัญคือการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเทศบาลเมืองพะเยาจะเป็นผู้บริหารจัดการภายใต้แนวทาง 7 ด้าน อาทิ การใช้เรือขนส่งขนาดใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานประมงเพื่อความปลอดภัย , การกำหนดอัตราค่าบริการที่ชัดเจน , การใช้อาคารประหยัดพลังงาน , และการจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน 
        ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกว๊านพะเยาและวัดติโลกอาราม ซึ่งเป็นโบราณสถานกลางน้ำที่มีเอกลักษณ์ พร้อมให้คำแนะนำในการออกแบบสถาปัตยกรรมให้คงกลิ่นอายล้านนาที่สอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว
         ขณะนี้ ได้เริ่มขั้นตอนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้เทศบาลเมืองพะเยาเข้าดำเนินการตามระเบียบกรมธนารักษ์ โดยมุ่งหวังให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นมากกว่าจุดรับ-ส่งนักท่องเที่ยว แต่เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริมน้ำ” ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชาวพะเยาไว้อย่างยั่งยืน 

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/487166&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PtgbcL7Tjoq-7LkfEFEsV

  • 7 สมาคมท่องเที่ยว ถก ททท. ชงรัฐบาลอัดฉีดงบ 1.4 หมื่นล้าน แก้วิกฤติน้ำมันกระทบเชื่อมั่นเดินทาง

    7 สมาคมท่องเที่ยว ถก ททท. ชงรัฐบาลอัดฉีดงบ 1.4 หมื่นล้าน แก้วิกฤติน้ำมันกระทบเชื่อมั่นเดินทาง

    7 บิ๊กสมาคมท่องเที่ยวในนาม ‘เฟตต้า’ หารือร่วม ‘ททท.’ แก้วิกฤติน้ำมันกระทบเชื่อมั่น หวั่นกระทบมู้ดเที่ยวช่วงสงกรานต์ เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรโควต้าน้ำมันสำหรับภาคการท่องเที่ยว พร้อมอัดฉีดงบ 1.4 หมื่นล้านบาทผ่าน 3 โครงการ ทั้งมาตรการโคเพย์เมนต์ ส่งเสริมคนไทยเที่ยวข้ามจังหวัด 1 ล้านสิทธิ์ รวมถึงโครงการ ‘บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย’ และสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ

    (20 มี.ค. 2569) “สมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย” หรือ เฟตต้า (FETTA) ซึ่งประกอบด้วยสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมไทย สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย นายกสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ ได้หารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพจากภาวะวิกฤติน้ำมันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและบริการไทยปี 2569 เพื่อให้ ททท.นำเสนอต่อรัฐบาล

    รายงานจากเฟตต้าระบุว่า ตามที่สมาคมในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการได้หารือร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรวมถึงนักวิชาการด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น จากปัจจุบันพบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากข้อจำกัดด้านพลังงาน ต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น และความเปราะบางของความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่เริ่มมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้เลื่อนการเดินทาง เช่น ตลาดมาเลเซีย ดังข่าวที่ประจักษ์โดยทั่วไป และอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องในตลาดอื่นๆ หากไม่มีมาตรการออกมาแก้ไขอย่างเร่งด่วน

    โดยส่งผลกระทบทั้งต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรวม 2.7 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนราว 13% ของจีดีพีของประเทศ และอัตราการจ้างงานราว 4 ล้านคน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ

    การขาดแคลนน้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือ “วิกฤติความเชื่อมั่น” โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่คนไทยเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก หากไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอ คนจะตัดสินใจไม่เดินทางทันที กระทบท่องเที่ยวทั้งระบบ ยิ่งหากข่าวนี้แพร่ไปต่างประเทศ จะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาไทย ในภาวะนี้ “ไม่มีน้ำมันให้เติม” สำคัญกว่า “การคุมราคา” เพราะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าสถานการณ์ที่รถโดยสารเต็มคัน แต่ไม่สามารถเติมน้ำมันกลางทางและไปต่อไม่ได้

    ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในปั๊มอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อฟื้นความมั่นใจของประชาชนและนักท่องเที่ยว ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามเป็นวงกว้าง จากการหารือดังกล่าว ได้มีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขนโยบายแบบบูรณาการโดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งด้านซัพพลาย ต้นทุน และดีมานด์ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้นและการเสริมความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้

    1.การบริหารจัดการพลังงาน จัดสรรโควต้าน้ำมันสำหรับภาคการท่องเที่ยว จัดตั้งช่องทางเติมน้ำมันเฉพาะและควบคุมต้นทุนการกลั่นในช่วงวิกฤติ

    2.การลดต้นทุนการเดินทางทางอากาศ สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และลดค่าธรรมเนียมสนามบิน งบประมาณ 1,000 ล้านบาท รวม 3 ไตรมาส ไตรมาสละ 1,000 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 350,000 บาท

    3.การกระตุ้นตลาดในประเทศ มาตรการร่วมจ่าย และแรงจูงใจด้านการเดินทาง

    -ส่งเสริมเที่ยวข้ามจังหวัด 1 ล้านสิทธิ์ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้เกิดการกระจายของนักท่องเที่ยว คือ

    2 วัน 1 คืน : 1 จังหวัด : 1,000 บาท

    3 วัน 2 คืน : 2 จังหวัด : 2,000 บาท

    4 วัน 3 คืน : 3 จังหวัด : 3,000 บาท

    -ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะทั้งตลาดในประเทศและอินบาวด์ เพื่อการประหยัดพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศรวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะ “บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย” โดยออกแบบเส้นทางเที่ยวข้ามภาค ลงพื้นที่ชุมชน เป็นหมู่คณะ 20 คน ขึ้นไป 3 วัน 2 คืน สนับสนุนคันละ 10,000 บาท สิทธิ์ 1,000,000 คน งบประมาณ 10,000 ล้านบาท

    -ตามมติ ครม. 10 มีนาคม 2569 รัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ จัดประชุม สัมมนา ดูงาน ในประเทศ ขอให้ ใช้บริการ บริษัททัวร์ และใช้รถบัส ผ่านสมาคมต่างๆ

    4.จัดตั้งระบบติดตาม เฝ้าระวัง และจัดทำการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ผ่านกลยุทธ์ Two-way Marketing และ Roadshow ในตลาดหลัก

    5.การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย บริหารจัดการ Overstay และระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เข้มข้นเพื่อเฝ้าระวังบุคคลไม่พึงประสงค์

    6.การพัฒนาบุคลากรภาคการท่องเที่ยว ยกระดับทักษะภาษาและดิจิทัล

    7.ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีผลต่อการดำรงชีพพื้นฐานเพราะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่อการดำเนินธุรกิจภาคการท่องเที่ยวโดยตรง

    ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินมาตรการมีประสิทธิภาพ เสนอให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม ภาครัฐ ภาคเอกชน และวิชาการ เพื่อบูรณาการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226099&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00t-xhbUgaw2ZEFKjRKQ_M

  • ททท.ดึงคนไทยกระเป๋าหนักเที่ยวในประเทศ  ปลุกกระแสกิน-เที่ยวใกล้บ้าน

    ททท.ดึงคนไทยกระเป๋าหนักเที่ยวในประเทศ ปลุกกระแสกิน-เที่ยวใกล้บ้าน

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวท่ามกลางภาวะวิกฤตและปัญหาราคาน้ำมันแพงที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนว่า เพื่อเป็นการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ททท. ได้ปรับกลยุทธ์หันมาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน (Local Experience) และปลุกกระแสการเที่ยวใกล้บ้าน หรือการเดินทางระยะใกล้ โดยเน้นให้กลุ่มครอบครัวออกเดินทางค้นหาสถานที่ใหม่ๆ หรือเพชรเม็ดงาม (Hidden Gem) ที่อยู่ใกล้ตัวแต่ยังไม่เคยค้นพบ

    พร้อมกันนี้ ททท. ยังเตรียมให้สำนักงาน ททท. ทั้ง 45 แห่งทั่วประเทศ นำเสนอไอเดียนอกกรอบ เพื่อจัดทำกิจกรรมและโปรโมชันกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาค่าเดินทางได้ดีที่สุด โดยอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้พลังงานทางเลือก เช่น รถอีวี การปั่นจักรยาน หรือการเดิน

    “น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน แต่เราต้องใช้อย่างฉลาด ททท. ต้องการสร้างสมดุลทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ททท. ยังตั้งเป้าดึงกลุ่มคนไทยที่มีฐานะและกำลังซื้อสูง ซึ่งปกติมักจะเดินทางไปต่างประเทศ ให้หันมาจับจ่ายใช้สอยในประเทศแทน เนื่องจากปัจจุบันราคาตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศมีราคาแพง ททท. จึงจะกระตุ้นให้เกิด “การเดินทางที่มีความหมาย” (Meaningful travel) เพื่อสร้างคุณค่าให้ชีวิต เช่น การเลือกรับประทานอาหารท้องถิ่น (Local food) ที่ดีต่อสุขภาพ และสร้างตำนานให้ชีวิตผ่านการแชร์เรื่องราวดีๆ ลงบนโลกโซเชียล เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนช่วยพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเตรียมเร่งเครื่องสร้างแรงส่งตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนและเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป “ททท. ไม่ได้หยุดนิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยล่าสุดได้ชูแคมเปญ “Healing is a new luxury” หรือ “Healing Journey in Thailand” (เส้นทางการเยียวยาในประเทศไทย) ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ”

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ทำให้ผู้คนเกิดความเหนื่อยล้า ประเทศไทยจึงเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์การเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุด โดยการเดินทางเพื่อการเยียวยานี้ครอบคลุมเป้าหมาย 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.การเยียวยาตัวเอง เพื่อสร้างสมดุลชีวิตในยามวิกฤต 2.การเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ ผ่านการกระจายรายได้จากการกินและใช้จ่าย 3. การเยียวยาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

    สำหรับสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ยอมรับว่า ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่อตลาดระยะไกลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสถิติวันที่ 1-18 มี.ค.ที่ผ่านมา ตลาดยุโรปและอิสราเอล ปรับตัวลดลง 10% โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 448,000 – 449,000 คน ถือว่าเริ่มอยู่ในระดับที่ทรงตัวแล้ว ขณะที่ตลาดอเมริกา ลดลงเล็กน้อย 3% ตลาดตะวันออกกลาง ลดลง 58% จากที่ลดลงสูงสุด 80% ช่วงเริ่มเกิดเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2921475&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2STiSHLTNvLgYAGRcUBS4g

  • ไทยขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน Trip.Best ชี้ ดีมานด์โลกแรง คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง 80%

    ไทยขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน Trip.Best ชี้ ดีมานด์โลกแรง คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง 80%

    อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญคือการเลือกที่พักที่เน้น “ประสบการณ์เฉพาะตัว” มากขึ้น โดยความต้องการโรงแรมธีมเฉพาะเติบโตถึง 75% ต่อปี นักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับโรงแรมวิวธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยโรงแรมระดับ 4 ดาวที่คัดสรรเป็นพิเศษ และที่พักระดับลักชัวรี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างชัดเจน

    เพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าว Trip.com ยังเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ได้แก่ Trip.Best Reviewer Program ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการรีวิวและจัดอันดับจริง, สิทธิพิเศษด้านอาหารสำหรับสมาชิกระดับ Black Diamond และการจัดอันดับ “Top Experiences Ranking – Thailand Edition” ที่รวบรวมประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงลึก ตั้งแต่เทศกาลสงกรานต์ ไปจนถึงกิจกรรมโลคอลอย่างการทำอาหารไทยหรือท่องเที่ยวเชิงผจญภัย

    ไทยขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน Trip.Best ชี้ ดีมานด์โลกแรง คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง 80%

    ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ปี 2026 จะเป็นอีกปีที่ “การท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อ” ทั้งในมิติของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภค โดยประเทศไทยยังคงรักษาสถานะ “แม่เหล็กการท่องเที่ยวโลก” ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวไทยก็พร้อมออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ในเวทีโลกมากขึ้นกว่าที่เคย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/862596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j6zyy9PeTfMjF7NKZcwJw

  • ททท.สำนักงานตราด เผย มี.ค. เม.ย. 69 นักท่องเที่ยวทะลักกว่า 4.8 แสนคน รายได้พุ่งเกือบ 3.9 พันล้านบาท | TOPNEWS

    ททท.สำนักงานตราด เผย มี.ค. เม.ย. 69 นักท่องเที่ยวทะลักกว่า 4.8 แสนคน รายได้พุ่งเกือบ 3.9 พันล้านบาท | TOPNEWS

    อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด – ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อาจกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวบางส่วน

    อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แม้ภาพรวมของประเทศจะมีความกังวลเกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่ลดลงราว 18% จากการเดินทางผ่านศูนย์กลางการบิน เช่น ดูไบ และอาบูดาบี

    สำหรับจังหวัดตราด โดยเฉพาะ เกาะช้าง ยังคงมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยกว่า 20,000 คนต่อสัปดาห์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2% เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยยังคงพำนักต่อ รวมถึงนักท่องเที่ยวระยะใกล้ เช่น กลุ่มตลาดจีน ที่เริ่มเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น

    ส่วนแนวโน้มในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (Peak Season) จากปิดภาคเรียนและเทศกาลสงกรานต์ คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและกลุ่มไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5%

    แม้ว่าต้นทุนการเดินทาง เช่น ราคาน้ำมันและค่าตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้น แต่จังหวัดตราดยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่เข้าถึงได้ง่ายด้วยรถยนต์ส่วนตัว จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น เช่น ภูเก็ตหรือเกาะสมุย

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดตราด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวในภาคตะวันออก คิดเป็น 60.17% โดยมาจากจังหวัดจันทบุรี (33.50%) กรุงเทพมหานคร (15.76%) ชลบุรี (11.32%) ระยอง (7.26%) สมุทรปราการ (3.47%) และนนทบุรี (2.97%)

    ในด้านรายได้จากการท่องเที่ยว คาดว่าในช่วง 2 เดือน (มีนาคม–เมษายน 2569) จะมีรายได้รวมประมาณ 3,883.93 ล้านบาท โดยในเดือนมีนาคมคาดว่ามีรายได้ 1,751.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2568 เนื่องจากตลาดในประเทศและเอเชียยังคงแข็งแกร่ง ทดแทนตลาดยุโรปที่ชะลอตัว

    ขณะที่เดือนเมษายน คาดว่าจะมีรายได้ 1,997.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากอานิสงส์เทศกาลสงกรานต์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ในพื้นที่

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1522343&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F-vLnvnMyMeY8YUsKlqYe

  • วิกฤตน้ำมันขาดแคลน! บางสะพานน้อยเรือจอดนับสิบ ปลาขาดตลาด ท่องเที่ยวสะดุดหนัก

    วิกฤตน้ำมันขาดแคลน! บางสะพานน้อยเรือจอดนับสิบ ปลาขาดตลาด ท่องเที่ยวสะดุดหนัก

    สถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในอำเภอบางสะพานน้อยส่งผลกระทบทั้งชาวประมง, แม่ค้า, และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยว ต้องหยุดเดินเรือ เนื่องจากน้ำมันราคาแพงและหาซื้อไม่ได้ ทำให้ปลาขาดตลาดและธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

    วันที่ 20 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณคลองหาดสน ต.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย พบเรือประมงชายฝั่งและเรือนำเที่ยวจอดเรียงรายกว่า 50 ลำ สะท้อนภาพวิกฤตที่กำลังบีบคั้นวิถีชีวิตชุมชนชายทะเลอย่างหนัก

    นายอุดม ทองคำ ชาวประมงพื้นบ้าน เปิดเผยว่า ปัญหาน้ำมันขาดแคลนทำให้ชาวประมงเดือดร้อนอย่างหนัก ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ 2 แห่งไม่มีน้ำมันจำหน่าย ต้องเดินทางไปซื้อไกล บางครั้งต้องนำแกลลอนไปใส่ แต่กลับถูกปฏิเสธการขาย เนื่องจากปั๊มกังวลเรื่องการกักตุน

    “ทั้งที่ความจริงเราจะเอาไปใส่เรือออกทะเล แต่พอปั๊มไม่ขายก็ต้องกลับมือเปล่า หลายคนเลยต้องหยุดทำประมง” นายอุดมกล่าว พร้อมระบุว่า ราคาน้ำมันยังพุ่งจากลิตรละ 31 บาท เป็น 36 บาท ยิ่งซ้ำเติมต้นทุน

    ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ชาวประมง แต่ลุกลามไปถึงแม่ค้าที่รับซื้อปลา เนื่องจากไม่มีปลาสดไปจำหน่าย ส่งผลให้ชาวบ้านขาดแคลนอาหารทะเลในพื้นที่

    ด้านผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวเผยสถานการณ์ไม่ต่างกัน นายประจักษ์ ทองรัตน์ เจ้าของเรือดำน้ำ ระบุว่า ปัจจุบันต้องใช้วิธี “เวียนเทียนซื้อน้ำมัน” เนื่องจากปั๊มจำกัดการขายเพียงครั้งละ 500 บาท ทั้งที่การออกเรือต้องใช้น้ำมันอย่างน้อย 100 ลิตร ทำให้บางวันต้องจอดเรือ งดให้บริการนักท่องเที่ยว

    “ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว แต่กลับต้องมาเจอปัญหาน้ำมันแบบนี้ หากไม่เร่งแก้ไข ธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จะเสียหายหนัก” นายประจักษ์กล่าว

    รายงานข่าวระบุว่า ปั๊มน้ำมันในพื้นที่เปิดขายเฉพาะช่วงที่มีรถขนน้ำมันมาส่ง โดยขายเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง และเมื่อหมดจะขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” ทันที

    ขณะที่ภาคประมงได้รับผลกระทบทุกระดับเรือเล็กใช้น้ำมัน 10 ลิตร ยังซื้อไม่ได้เรือขนาดกลางต้องใช้ 50 ลิตรขึ้นไป แต่ถูกจำกัดยอดซื้อเรือพาณิชย์ต้นทุนพุ่ง จากน้ำมันเขียวลิตรละ 20-21 บาท เป็น 36 บาท นอกจากนี้ กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ต้องใช้เครื่องยนต์สูบน้ำก็เผชิญปัญหาเดียวกัน ต้นทุนพุ่ง แต่ราคาสินค้ากลับลดลง ชาวประมงและผู้ประกอบการต่างเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนวิกฤตจะลุกลามกระทบเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/136181&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k9acQVTVkwoOSU5z8MFBU

  • การท่องเที่ยวมาเก๊า (MGTO) นำทัพคนดัง และ “อาจารย์ช้าง” บินลัดฟ้ามูเสริมเฮงที่มาเก๊า ร่วมพิธีเปิดคลังเจ้าแม่กวนอิมฤกษ์สำคัญปีละครั้ง

    การท่องเที่ยวมาเก๊า (MGTO) นำทัพคนดัง และ “อาจารย์ช้าง” บินลัดฟ้ามูเสริมเฮงที่มาเก๊า ร่วมพิธีเปิดคลังเจ้าแม่กวนอิมฤกษ์สำคัญปีละครั้ง

    หนึ่งทริปที่น่าจับตามองมากที่สุด เมื่อ การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) จัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟนำเหล่าคนดังและเซเลบริตี้จากหลากหลายวงการของไทย แท็กทีมเดินทางสู่มาเก๊าเพื่อเข้าร่วม “พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม” ณ วัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า โดยมี อาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา นำคณะร่วมสัมผัสพลังแห่งศรัทธาในฤกษ์มงคลที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบปี

    ทริปครั้งนี้มีเหล่าคนดังร่วมเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์พิธีศักดิ์สิทธิ์ของมาเก๊าอย่างใกล้ชิด อาทิ วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์, กระแต-ศุภักษร เรืองสมบูรณ์, ใบเตย-สุธีวัน ทวีสิน บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง นุ่น-นพลักษณ์ (Nobluk) และบล็อกเกอร์รีวิวอาหารชื่อดัง แป๋ว จากเพจ Eat Like 852 ที่ร่วมสักการะและตั้งจิตอธิษฐานตามธรรมเนียมของพิธีเปิดคลัง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเปิดรับความมั่งคั่ง ความก้าวหน้า และโอกาสในชีวิต

    ตลอดช่วงเวลา 24 ชั่วโมงของพิธี บริเวณ วัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า เต็มไปด้วยผู้ศรัทธาที่เดินทางมาจากหลากหลายประเทศ ซึ่งทาง MGTO มุ่งหวังที่จะนำเสนออีกเสน่ห์หนึ่งของมาเก๊า ที่ผสานวัฒนธรรม ความเชื่อ และประสบการณ์การเดินทางร่วมสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิมยังคงเป็นเทศกาลสำคัญที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศแห่งศรัทธาในทุก ๆ ปี

    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่
    Facebook : https://www.facebook.com/th.macaotourism
    Instagram : https://www.instagram.com/macaoth/
    #ExperienceMacao #มามะมาเก๊า #MacaoWonder2026 #เปิดคลังเจ้าแม่กวนอิมมาเก๊า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/408762.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MAnwf75T_9gA025EitXI6

  • ท่องเที่ยวชงรัฐบาลอัดหมื่นล้าน ดัน บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย โคเพย์ เที่ยวข้ามจังหวัด

    ท่องเที่ยวชงรัฐบาลอัดหมื่นล้าน ดัน บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย โคเพย์ เที่ยวข้ามจังหวัด

    วันนี้(วันที่ 20 มีนาคม 2569) นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ช่วงบ่ายของวันนี้ทาง“สมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย” หรือ เฟตต้า (FETTA) ซึ่งประกอบด้วย 7 สมาคมท่องเที่ยวรายใหญ่ของประเทศไทย จะมีการหารือกับทางผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการรักษาสถียรภาพจากภาวะวิกฤติน้ำมันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยและบริการไทย ปี 2569

    ทั้งนี้ตามที่สมาคมในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการได้หารือร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบ การในอุตสาหกรรม รวมถึงนักวิชาการด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์และผล กระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง  ปัจจุบันพบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากข้อจำกัดด้านพลังงาน ต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น และความเปราะบางของความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    ทั้งมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่เริ่มมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้เลื่อนการเดินทาง เช่นตลาดมาเลเซีย ดังข่าวที่ประจักษ์โดยทั่วไป และอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องในตลาดอื่น ๆ

    หากไม่มีมาตรการออกมาแก้ไขอย่างเร่งด่วน จะส่งผลกระทบทั้งต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรวม 2.7 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนราว 13% ของจีดีพีของประเทศ และอัตราการจ้างงานราว 4 ล้านคนซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ เพื่อให้ผู้ว่าททท.ฯ นำเรียนเสนอรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

    ธนพล ชีวรัตนพร

    ไม่มีน้ำมันให้เติม กระทบเที่ยวสงกรานต์ 2569

    การขาดแคลนน้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่คนไทยเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก หากไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอ คนจะตัดสินใจไม่เดินทางทันที กระทบท่องเที่ยวทั้งระบบ ยิ่งหากข่าวนี้แพร่ไปต่างประเทศ จะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาไทย ในภาวะนี้ “ไม่มีน้ำมันให้เติม” สำคัญกว่า“การคุมราคา” เพราะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าสถานการณ์ที่รถโดยสารเต็มคัน แต่ไม่สามารถเติมน้ำมันกลางทางและไปต่อไม่ได้

    ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในปั๊มอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อฟื้นความมั่นใจของประชาชนและนักท่องเที่ยว ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามเป็นวงกว้าง  

    FETTA ชง 7 มาตรการ ชงรัฐบาลอัดฉีดงบ 1.4 หมื่นล้านบาท กู้ท่องเที่ยว

    จากการหารือดังกล่าวภาคเอกชนได้มีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงนโยบายแบบบูรณาการโดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งด้าน Supply, Cost และ Demand ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้นและการเสริมความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีมาตรการสำคัญ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล ราว 14,000 ล้านบาท ดังนี้

    1 การบริหารจัดการพลังงานจัดสรรโควต้าน้ำมันสำหรับภาคการท่องเที่ยว จัดตั้งช่องทางเติมน้ำมันเฉพาะ และควบคุมต้นทุนการกลั่นในช่วงวิกฤต

    2. การลดต้นทุนการเดินทางทางอากาศ : สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และลดค่าธรรมเนียมสนามบินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท  สามไตรมาสๆละ 1,000 เที่ยวบิน  เที่ยวบินละ 350,000 บาท

    3. การกระตุ้นตลาดในประเทศ : มาตรการร่วมจ่าย และแรงจูงใจด้านการเดินทางส่งเสริมเที่ยวข้ามจังหวัด หนึ่งล้านสิทธิ์ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้เกิดการกระจายของของนักท่องเที่ยว คือ 2 วัน 1 คืน 1 จังหวัด 1,000  บาท 3 วัน 2 คืน 2 จังหวัด 2,000  บาท 4 วัน 3คืน 3 จังหวัด 3,000  บาท ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะทั้งตลาดในประเทศและอินบาวด์เพื่อการประหยัดพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะเสนอให้จัดทำโครงการ“บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย” โดยออกแบบเส้นทางเส้นทางเที่ยวข้ามภาค ลงพื้นที่ชุมชน เป็นหมู่คณะ 20 คน ขึ้นไป 3 วัน 2 คืน สนับสนุนคันละ 10,000 บาท สิทธิ์ 1,000,000 คน งบประมาณ 10,000 ล้านบาท ตามมติ ครม.10 มีนาคม 2569 รัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ  จัดประชุม  สัมมนา ดูงาน  ในประเทศ   ขอให้ ใช้บริการ  บริษัททัวร์ และใช้รถบัส  ผ่านสมาคมต่างๆ

    4. จัดตั้งระบบติดตาม เฝ้าระวัง และจัดทำการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ : กลยุทธ์ Two-way Marketing และ Roadshow ในตลาดหลัก

    5. การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย : บริหารจัดการ Overstay และระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวที่เข้มข้นเพื่อเฝ้าระวังบุคคลไม่พึงประสงค์

    6. การพัฒนาบุคลากรภาคการท่องเที่ยว : ยกระดับทักษะภาษาและดิจิทัล

    7.ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีผลต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐานเพราะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่อการดำเนินธุรกิจภาคการท่องเที่ยวโดยตรง

    ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินมาตรการมีประสิทธิภาพ เสนอให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม  ภาครัฐ ภาคเอกชน และวิชาการ  เพื่อบูรณาการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์

    ท่องเที่ยวชงรัฐบาลอัดหมื่นล้าน ดัน บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย โคเพย์ เที่ยวข้ามจังหวัด ท่องเที่ยวชงรัฐบาลอัดหมื่นล้าน ดัน บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย โคเพย์ เที่ยวข้ามจังหวัด ท่องเที่ยวชงรัฐบาลอัดหมื่นล้าน ดัน บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย โคเพย์ เที่ยวข้ามจังหวัด

    ภาคเอกชนท่องเที่ยว ได้แก่ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย สมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ และสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย หวังว่าจะได้รับความร่วมมือในการขับเคลื่อน มาตรการดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในภาวะวิกฤตพลังงานและวิกฤตสงครามต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qsA9IX1FkJ0QQ0rqD21HC

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เฉลิมฉลอง 395 ปีปราสาทนครหลวง 27-31 มี.ค.69 | TOPNEWS

    ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เฉลิมฉลอง 395 ปีปราสาทนครหลวง 27-31 มี.ค.69 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 20/03/2026 16:21

    กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ตามรอยวัฒนธรรมโบราณ ฉลองครบรอบ 395 ปีปราสาทนครหลวง ชมแสงเสียงชุด”ปราสาทนครหลวงเรืองรุจี วิจิตรธานีศรีอยุธยา” 27-31 มีนาคม 2569

    ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ ปราสาทนครหลวง หมู่ 1 ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา นางสรวงสุดา ปิติเสรี นายอำเภอนครหลวง และนายบุญส่ง กลิ่นสวาทหอม นายกเทศมนตรีตำบลนครหลวง ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน ตามรอยอารยธรรมโบราณ ตระการตาปราสาทนครหลวง ซึ่งจะจัดในวันที่ 27-31 มีนาคม 2569 ที่บริเวณปราสาทนครหลวง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน โดยนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการแถลงข่าวครั้งนี้มีพระปลัดพิทักษ์ รตนวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนครหลวง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น มาร่วมจำนวนมาก  ซึ่งเปิดตัวด้วยการนำ ตำรวจน็อต ส.ต.อ.อิสระ สินพูลผล ผบ.หมู่(ป.) สภ.นครหลวง ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียที่มีผู้ชมติดตามในเรื่องการปฎิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนด้วยความเป็นกันเอง มาพา แม่เมืองโบราณ หรือแม่ติ๋ม อรชุม แช่มเฉย อินฟลูฯท้องถิ่นที่มีคนรู้จักพาไปเที่ยวชมปราสาทนครหลวง เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร

    นางสรวงสุดา กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้เป็นนโยบายของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ที่ต้องการการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยว และผลักดันเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง หรือการท่องเที่ยวในอำเภอต่างๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวนำมาสู่เศรษฐกิจรายได้ในท้องถิ่น โดยในปีนี้ กำหนดจัดงานเป็นเวลา 5 วัน มีการแสดงแสงเสียงชุด”ปราสาทนครหลวงเรืองรุจี วิจิตรธานีศรีอยุธยา” ซึ่งปีนี้ครบรอบ 395 ปีปราสาทนครหลวงด้วย โดยจะได้ชมการใช้ไฟและระบบเทคนิคแสงเสียงสาดส่องโบราณสถานปราสาทนครหลวงอย่างสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา พร้อมทั้งมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การจำหน่ายอาหารจากร้านค้าชุมชน และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกคืนได้แก่ ใบเตย อาร์สยาม เต้ย อธิวัฒน์ ปู่จ๋านลองไมค์ น้ำแข็งทิพย์วรรณ และแซคชุมแพ โดยไม่มีการเก็บค่าชมแต่อย่างใด

    ปราสาทนครหลวง ตั้งอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ราว พ.ศ. 2174) โดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา เพื่อใช้เป็นที่ประทับแรมระหว่างเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี และเฉลิมพระเกียรติการได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็นประเทศราช ต่อมาตาปะขาวปิ่นได้สร้างพระพุทธบาทสี่รอยและวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2352 อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยจำลองแบบจากปราสาทนครวัด-นครหลวง ในกัมพูชา เพื่อเป็นที่ประทับร้อนหรือที่ประทับแรมระหว่างการเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี.เป็นปราสาทก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนภูเขาจำลอง มีสถาปัตยกรรมแบบเขมรผสมผสานไทย ประกอบด้วยระเบียงคด 3 ชั้นลดหลั่นกัน มีปรางค์ประจำทิศทั้ง 4 มุม และปรางค์องค์ประธานตรงกลาง ในปี พ.ศ. 2352 (สมัยรัตนโกสินทร์) ตาปะขาวปิ่นได้สร้างวัดนครหลวงขึ้น และสร้างมณฑปพระพุทธบาทสี่รอยไว้บนยอดปราสาท ทำให้ที่นี่กลายเป็นโบราณสถานคู่กับวัดนับตั้งแต่นั้นมา

    เกียรติยศ ศรีสกุล บก.ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคกลาง

    11SOCAIL 16-9 copy

    ปก web CIB ปันน้ำใจ!

    “นายกฯอนุทิน” เซ็นตั้ง “พิพัฒน์” คุมแก้วิกฤตน้ำมัน ป้องกันภาวะขาดแคลน สั่งโรงกลั่นรายงานปริมาณการผลิต-รายชื่อลูกค้าทุกวัน

    กอ.รมน.-ฝ่ายปกครองพิจิตร จับมือกันบุกจับยาบ้าผู้ค้ารายใหญ่ในหมู่บ้าน

    ผู้ว่าฯนครสวรรค์ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค และชุดเรื่องนอน แก่ผู้ยากไร้

    “วันนอร์” มั่นใจจับได้แน่ ทีมยิงถล่ม “กมลศักดิ์” ลั่นอยู่การเมืองภาคใต้มา 40 ปี ไม่เคยเจอเหตุรุนแรงกับสส.ขนาดนี้

    เหล่ากาชาดจังหวัดนครสวรรค์ มอบรางวัลให้กับผู้โชคดี ในการออกสลากกาชาดการกุศล ประจำปี 2569

    แพทย์พระราชทานลงพื้นที่น่าน ผ่าตัดต้อกระจกฟรี 354 ราย สร้างโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1522144&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZlMsdU9gzQd97gE-cS1s0

  • เที่ยวตราดฮอต! นทท.ทะลัก 4.8 แสนคน รับสงกรานต์ รายได้พุ่งเกือบ 3.9 พันล้าน แม้น้ำมันแพง

    เที่ยวตราดฮอต! นทท.ทะลัก 4.8 แสนคน รับสงกรานต์ รายได้พุ่งเกือบ 3.9 พันล้าน แม้น้ำมันแพง

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันของประเทศไทย ซึ่งทำให้ค่าขนส่ง หรือค่าเดินทางไปท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และอาจจะเปลี่ยนไม่เดินทางมาท่องเที่ยว แต่จากการตรวจสอบสถานการณ์ทางการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในเดือนมีนาคม 2569 แม้ภาพรวมประเทศจะกังวลเรื่องนักท่องเที่ยว ยุโรปและตะวันออกกลางที่บินผ่านฮับ (ดูไบ/อาบูดาบี) ลดลงถึง18% แต่สำหรับตราดยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจน โดยเฉพาะเกาะ ช้างที่ยังมีนักท่องเที่ยวกว่า 20,000 คนต่อสัปดาห์ คาดการณ์ตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2% เนื่องจากนักท่องเที่ยว ต่างชาติที่อยู่ในไทยอยู่แล้วยังเลือกพำนักต่อ และกลุ่มตลาดระยะใกล้ (จีน) เริ่มเข้ามา

    “ส่วนแนวโน้มในเดือนเมษายน 2569 นั้นสถานการณ์เดือนนี้เป็นช่วง Peak Season ของตราดจากช่วงปิดภาคการศึกษาและเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นตัว ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Lifestyle และครอบครัวได้ดีมาก คาดการณ์ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% แม้ต้นทุนการเดินทาง (น้ำมัน/ ตั๋วเครื่องบิน) จะสูงขึ้น แต่ตราดเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าถึงได้ง่ายด้วยรถยนต์ส่วนตัว ทำให้ได้รับผลกระทบจากค่า ตัวเครื่องบินน้อยกว่าภูเก็ตหรือสมุย เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มาตราดส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวในภาคตะวันออกด้วยกันเอง (60.17%) โดยเฉพาะจากจันทบุรี (33.50%) กรุงเทพฯ (15.76%) ชลบุรี (11.32%) ระยอง (7.26%) สมุทรปราการ (3.47%) และ นนทบุรี (2.97%“

    ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด กล่าวว่า ในส่วนรายได้ที่เข้ามาสู่จังหวัดตราดในช่วง 2 เดือน คือมเดือนมีนาคม -เมษายน 2569 นั้น คาดว่า จะมีรายได้รวม 3,883.93 ล้านบาท โดยเดือนมีนาคม 2569 คาดว่ามีรายได้ 1,751.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 2 % ทั้งนี้ เพราะ ตลาดในประเทศและเอเชียยั้งแข็งแกร่ง ทดแทนยุโรปที่ชะลอตัว และในเดือนเมษายน 2569 คาดว่ามีรายได้ 1,997.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ที่
    ได้อานิสงส์เทศกาลสงกรานต์และกิจกรรม Sports Tourism ในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/136145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rxW_xSh5U09TUnlrCkRBi