Category: ท่องเที่ยว

  • คึกคัก! ‘ประแสพาวเวอร์รัน ครั้งที่ 1’ นักวิ่งแห่ร่วมบุญตั้งมูลนิธิ กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    คึกคัก! ‘ประแสพาวเวอร์รัน ครั้งที่ 1’ นักวิ่งแห่ร่วมบุญตั้งมูลนิธิ กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 มี.ค.  ที่อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส อ.แกลง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศกิจกรรมวิ่งการกุศล “ประแสพาวเวอร์รัน ครั้งที่ 1 (PRASAE POWER RUN 2026)” เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักวิ่งนับพันคนหลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น สร้างสีสันและความคึกครื้นให้กับพื้นที่เป็นอย่างมาก

    โดยมี นายประสานต์ พฤกษชาติ รองนายก อบจ.ระยอง ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายสิทธิพร อุตสาหะ ปลัดอาวุโสอำเภอแกลง นายนพรัตน์ เอื้อตระกูล อดีตประธานสภา อบจ.ระยอง นายไชยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปากน้ำประแส ดร.กนกวรรณ เบญจาทิกุล ส.อบจ.ระยอง เขตแกลง นายนาวิน เจริญพร ส.อบจ.ระยอง เขตแกลง นายธวัชชัย เจริญรื่น ส.อบจ.ระยอง เขตแกลง นายศรศักดิ์ เค้ามูล กำนันตำบลปากน้ำประแส และ น.ส.ชฎานิศ ศิริมหา ผู้จัดงาน ร่วมเปิดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ดำเนินการโดยศาลเจ้าไหหลำปากน้ำประแส ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปสมทบทุนจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อใช้ช่วยเหลือสังคมในระยะยาว นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผสานพลังแห่งการให้เข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างลงตัว

    ทั้งนี้ “ปากน้ำประแส” เป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดดเด่นด้วยวิถีชีวิตด้านการค้าและการประมง รวมถึงวัฒนธรรมไทยผสมผสานจีนอย่างกลมกลืน ปัจจุบันกลายเป็นจบสำคัญของ จ.ระยอง ทั้งในด้านแหล่งเรียนรู้ วิถีชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์

    คณะผู้จัดงานเปิดเผยว่า นอกจากจะส่งเสริมสุขภาพและความสามัคคีของประชาชนแล้ว ยังมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงชุมชน สร้างรายได้ และยกระดับภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    สำหรับเส้นทางการแข่งขัน เริ่มต้นจากอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ผ่านสะพานประแสสิน มุ่งหน้าสู่จุดชมวิวแหลมสน โดยแบ่งออกเป็นประเภทฟันรัน 5 กิโลเมตร และมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง

    ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ในช่วงเย็น เมื่อบรรดานักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสความงดงามของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหนือปากน้ำประแส ท้องฟ้าแต่งแต้มด้วยเฉดสีส้มทองสะท้อนผืนน้ำอย่างตระการตา หลายคนหยุดเก็บภาพความประทับใจระหว่างเส้นทางวิ่ง กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ช่วยตอกย้ำศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่

    งานนี้นับเป็นภาพสะท้อนพลังความร่วมมือของคนในชุมชน ที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5709100/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36iRGQPU3ZHK7Z8UfTWJte

  • โลกไม่ปลอดภัย อิหร่าน ขู่หนัก ขยายเขตโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก โต้เดือดสหรัฐฯ-อิสราเอล

    โลกไม่ปลอดภัย อิหร่าน ขู่หนัก ขยายเขตโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก โต้เดือดสหรัฐฯ-อิสราเอล

    โลกไม่ปลอดภัย อิหร่าน ขู่หนัก ขยายเขตโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก โต้เดือดสหรัฐฯ-อิสราเอล

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

    21 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอโบลฟาซล์ เชคาร์ชี (Abolfazl Shekarchi) โฆษกระดับสูงของกองทัพอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านจะขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนทั่วโลก เพื่อตอบโต้ สหรัฐฯ และ อิสราเอล โดยสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกจะไม่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของอิหร่าน  โดยท่าทีล่าสุดของอิหร่านเกิดขึ้นหลังอิหร่านเพิ่มระดับการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ภายหลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส  ของอิหร่าน

    ล่าสุดมีรายงานว่าโดรนของอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมีนา อัล-อาห์มาดี ใน คูเวต ถึง 2 ระลอกในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่โรงกลั่น ซึ่งโรงกลั่นแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตสูงถึงประมาณ 730,000 บาร์เรลต่อวัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/953995&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l5tObHr23uLsHHfrellxg

  • กลุ่มเซ็นทรัล x ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน

    กลุ่มเซ็นทรัล x ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน

    กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

    s__124903920_0

    กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

    Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

    s__124903882_0

    กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    s__124903961_0

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

    ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก

    พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์   งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน

    s__124904116_0

    การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

    s__124904065_0

    กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    s__124904072_0

    s__124904099_0_1

    s__124903972_0_1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948672/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u8TnIxa8tpuOtRkMctiZf

  • อิหร่านขู่โจมตี “สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก” | เข้มข่าวค่ำ | 21 มี.ค. 69

    อิหร่านขู่โจมตี “สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก” | เข้มข่าวค่ำ | 21 มี.ค. 69

    สงครามอิหร่านที่กำลังจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 มีแนวโน้มที่จะไม่จบลงง่ายๆ เมื่อวานมีการส่งสัญญานจาก นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จะยกระดับปฏิบัติการทางทหารด้วยการส่งกองกำลังภาคพื้นที่ดินเข้าสู่อิหร่าน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงต้องเรียกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

    #สงครามอิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #อิหร่าน #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/214525&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e9Tu3SW8zAXOY_rD7ZPF9

  • ปลุกกระแสเที่ยวประจวบฯ ยุคดิจิทัล! เปิดเวทีเฟ้นหา Influencer หน้าใหม่ ประชันไอเดียทำคอนเซ็ปต์ “ใจฟู”

    ปลุกกระแสเที่ยวประจวบฯ ยุคดิจิทัล! เปิดเวทีเฟ้นหา Influencer หน้าใหม่ ประชันไอเดียทำคอนเซ็ปต์ “ใจฟู”

    ภูมิภาค

    ปลุกกระแสเที่ยวประจวบฯ ยุคดิจิทัล! เปิดเวทีเฟ้นหา Influencer หน้าใหม่ ประชันไอเดียทำคอนเซ็ปต์ “ใจฟู”

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เปิดตัวแคมเปญการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok “เที่ยวประจวบ Nextvibe ให้ใจฟู V.2” ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท หวังปั้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมุมมองใหม่ที่ทันสมัย เข้าถึงไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน นายจตุรนต์ ภักดีพานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวและลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) สานต่อโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ร่วมกับ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและสถาบันการศึกษาในพื้นที่

    นายสราวุธ เปิดเผยว่า โครงการนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในจังหวัด โดยเน้นการสื่อสารผ่านคลิปวิดีโอสั้นที่แสดงถึงเสน่ห์ของประจวบคีรีขันธ์ในแง่มุมที่สดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม คาเฟ่ หรือวิถีชีวิตที่ทำให้ “ใจฟู” ได้อย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้ทั้ง Influencer มืออาชีพ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้ร่วมประลองไอเดีย

    สำหรับการประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ระดับ Micro Influencers (ผู้ติดตาม 10,000 คนขึ้นไป) และประเภทบุคคลทั่วไปหรือทีม (ไม่เกิน 5 คน) โดยกติกาต้องเป็นคลิปแนวตั้งความยาว 60-90 วินาที ถ่ายทำใหม่ตั้งแต่วันประกาศรับสมัคร และต้องติดแฮชแท็ก #เที่ยวประจวบNextVibeให้ใจฟูV2 และ #อบจประจวบคีรีขันธ์

    ทั้งนี้ ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล โโล่เกียรติยศ และใบประกาศเกียรติคุณ โดยรางวัลสูงสุดของระดับ Influencer คือเงินสด 30,000 บาท ส่วนประเภทบุคคลทั่วไปรางวัลสูงสุด 15,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษเป็นบัตรกำนัลที่พักรีสอร์ตหรูในจังหวัดมอบให้เพิ่มเติม ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 21 กรกฎาคม 2569 ประกาศผลวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ผ่านทางหน้าเพจ Facebook และ TikTok อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469973&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NDdX7B4KKf8Wc2q5aswGC

  • จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    21/03/2569 | 15 |

    วันที่ 21 มี.ค. 69 เวลา 10.30 น. ณ บริเวณบ่อหิน พื้นที่ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานการแข่งขันรถจักรยานยนต์ “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 นักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่พนมสวาย และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สำหรับกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ มีนักแข่งเข้าร่วมมากกว่า 300 คน และมีผู้ติดตามเข้าชมกว่า 3,000 คน สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้นำสินค้า อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายควบคู่กับการจัดงาน

    การจัดงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่
    ทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับให้พนมสวายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาและธรรมชาติที่สำคัญในอนาคต


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/487301&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32AX2t3vGLksUC_1f0g8NZ

  • เชียงใหม่ เปิดยิ่งใหญ่! “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เชียงใหม่ เปิดยิ่งใหญ่! “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ ลานประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา : เสน่ห์ชาติพันธุ์ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวล้านนาสร้างสรรค์ “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” โดยมีนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูนประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน นางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมกิจกรรม

    นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน หรือดินแดนล้านนา เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งภาษา อาหาร วิถีชีวิต ประเพณี และเครื่องแต่งกาย ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างลุ่มลึกและทรงคุณค่า โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมรดกจากอดีต แต่คือ “ทุนของอนาคต” ที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ อาชีพ และความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้

    พร้อมเน้นย้ำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดวัฒนธรรม แต่เป็น “ผู้สร้างคุณค่า” และสามารถก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม โดยหัวใจสำคัญคือ “การเล่าเรื่อง” ให้เข้าถึงความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมองหาประสบการณ์แท้จริงและอัตลักษณ์ที่แตกต่าง

    ด้านนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน พื้นที่ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์อารยธรรมล้านนามาอย่างยาวนาน ล้วนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม อันเป็นทุนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเผยแพร่ และแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ความหลากหลายของ มรดกวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีความลุ่มลึก และทรงคุณค่า รวมทั้งเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชาติพันธุ์ ที่จะเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ อย่างทั่วถึง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนาสร้างสรรค์ ได้อย่างแท้จริง และยั่งยืน

    ขณะที่นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–24 มีนาคม 2569 ณ ข่วงประตูท่าแพ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา พร้อมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ การจำลองบ้านและสาธิตภูมิปัญญา การแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้านสินค้ากว่า 150 บูธ การประกวดอาหารชาติพันธุ์ และแฟชั่นโชว์ผ้าชาติพันธุ์ล้านนา สะท้อนพลัง “เศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่มีชีวิตและขับเคลื่อนชุมชนได้จริง

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา เพื่อร่วมกันผลักดันวัฒนธรรมให้เป็นพลังสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

    ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์วิถีชาติพันธุ์ล้านนา ระหว่างวันที่ 20 – 24 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ข่วงประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1523270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oj9J0roks5PqSbxxQUbOm

  • ผงะ!พบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯชลบุรีอื้อเร่งสอบเชิงลึกว่า 100 บ. พาณิชย์สั่งปิด 4 บ.นำเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ผงะ!พบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯชลบุรีอื้อเร่งสอบเชิงลึกว่า 100 บ. พาณิชย์สั่งปิด 4 บ.นำเที่ยว : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 ทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดย สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องสังสัยว่าจะเป็นนอมินี โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย รวม 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียนอยู่หลายบริษัท รวมถึง ผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมฯ ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

    นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมในลักษณะคนต่างชาติใช้ให้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของกรรมการบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ปิดคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไว้ ณ สถานประกอบการ โดยนิติบุคคล 4 รายที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบด้วย (1) บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 12/03325 (2) บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/00404 (3) บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/04490 และ (4) บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 13/03359

    นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของธุรกิจต่างด้าว ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด และยังได้ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งจากการคัดกรองข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด หรือต้องได้รับอนุญาตก่อน

    อธิบดีรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวย้ำว่า “กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอเตือนคนไทยที่สนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดหยุดพฤติกรรมดังกล่าว สำหรับผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREK0IQE2RPSHL5PYUUG0T4G0U7TU6JK&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTVkJkxhtGff2b9JerBMy

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บุกชลบุรี ลุยเช็ก “นอมินี” ธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯ พบพิรุธเพียบ!

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บุกชลบุรี ลุยเช็ก “นอมินี” ธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาฯ พบพิรุธเพียบ!


    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย “นอมินี” ในกลุ่มท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ พบพฤติกรรมผิดปกติจำนวนมาก

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมพันธมิตร ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตรวจ ‘นอมินี’ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบพิรุธอื้อ!! ทั้ง *ใช้สถานที่ตั้งเดียวกันหลายบริษัท *คนไทยคนเดียวถือหุ้นมากกว่า 100 บริษัท

    *เปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนถือหุ้นผิด พ.ร.บ.นำเที่ยว สั่งปิดทันที 4 บริษัท และ

    *ต่างชาติฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต …ลงตรวจ 3 วัน พบนิติบุคคลที่ต้องบูรณาการพันธมิตรตรวจเชิงลึกกว่า 100 บริษัท!! หากพบผิดจริงทั้งไทยและเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอาให้หนัก!! โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สัญญาจะทำสุดพลัง..ปราบปรามนอมินีให้หมดสิ้นไป

     นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 ทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดย สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องสังสัยว่าจะเป็นนอมินี โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 

     ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย รวม 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียนอยู่หลายบริษัท รวมถึง ผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมฯ ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ีมีพฤติกรรมในลักษณะคนต่างชาติใช้ให้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของกรรมการบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ปิดคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไว้ ณ สถานประกอบการ โดยนิติบุคคล 4 รายที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบด้วย (1) บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 12/03325 (2) บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/00404 (3) บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/04490 และ (4) บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 13/03359 

     นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของธุรกิจต่างด้าว ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด และยังได้ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งจากการคัดกรองข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด หรือต้องได้รับอนุญาตก่อน 

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวย้ำว่า “กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอเตือนคนไทยที่สนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดหยุดพฤติกรรมดังกล่าว สำหรับผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41278&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R5kvjkMwUPbBHSSPqLLbp

  • คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับ Royal Caribbean Group (RCG) กางแผน พัฒนา ท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) แห่งใหม่ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    กระทรวงคมนาคมจัดการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจาก Royal Caribbean Group (RCG) หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมสายการเดินเรือระดับโลก เพื่อหารือถึงแนวทางเชิงลึกในการพัฒนา ท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) แห่งใหม่ หวังแก้ปัญหาความแออัดและเพิ่มศักยภาพการรองรับเรือขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธานการประชุมผ่านระบบประชุมทางไกล (Zoom) ร่วมกับ Ms. Wendy Yamazaki รองผู้อำนวยการระดับภูมิภาค ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ทวีปเอเชีย ผู้แทนบริษัท รอยัล แคริบเบียน กรุ๊ป (Royal Caribbean Group: RCG) และผู้แทนจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    เร่งดันโปรเจกต์ โครงการลงทุน PPP ครอบคลุมอ่าวไทยและอันดามัน

    นายปัญญา ชูพานิช เปิดเผยว่า ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับศักยภาพเพื่อรองรับเทรนด์การเที่ยวเรือสำราญที่กำลังเติบโต โดยเร่งผลักดันแผนการพัฒนา ท่าเรือสำราญ ขนาดใหญ่ ผ่านรูปแบบ โครงการลงทุน PPP (Public-Private Partnership) เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา

    ปัจจุบันได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายหลัก ได้แก่ ท่าเทียบเรือเกาะสมุย จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดระหว่างพัทยาและสัตหีบ ทั้งนี้เพื่อขยายโครงข่ายการท่องเที่ยวระดับโลกให้ครอบคลุมทั้งสองฝั่งทะเล

    คมนาคม กางแผนสร้าง ท่าเรือสำราญ ดันไทยผงาดฮับท่องเที่ยวทางทะเล

    Royal Caribbean ไทย กับเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวทะลุ 1.2 แสนคน

    การหารือครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาด Royal Caribbean ไทย โดย RCG ถือเป็นพันธมิตรระดับโลกที่มีกองเรือให้บริการถึง 69 ลำ ครอบคลุมเส้นทางทั่วโลก

    สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ ทางบริษัทฯ เตรียมนำเรือสำราญเข้ามาจอดเทียบท่าในประเทศไทยมากกว่า 45 เที่ยว ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้ประมาณ 120,000 คน

    อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการท่องเที่ยวทางทะเลย่อมตามมาด้วยความท้าทาย ทั้งสองฝ่ายจึงได้แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนท่าเทียบเรือที่สามารถรองรับสายการเดินเรือระดับโลกได้อย่างมีมาตรฐาน

    กางแผน “ท่าเรือแหลมฉบัง” และพื้นที่ศักยภาพ เสนอนักลงทุน

    เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มนักลงทุน กระทรวงคมนาคมได้เตรียมพิจารณาจัดทำข้อมูลแผนพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญในพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพสูง โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินการ (Timeline) ที่ชัดเจน เพื่อแจ้งให้ทางบริษัท RCG และกลุ่มผู้ลงทุนได้รับทราบและนำไปพิจารณาแผนการดำเนินธุรกิจต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d3mzTNsHI7PFIhqgyznk8