Category: เศรษฐกิจ

  • ผอ.สำนักงบฯ ยืนยันมีเงินเพียงพอ สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ‘อนุทิน’

    ผอ.สำนักงบฯ ยืนยันมีเงินเพียงพอ สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ‘อนุทิน’

    ผอ.สำนักงบฯ ยันยืน มีเงินเพียงพอ สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ‘อนุทิน’ ชี้ดึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำ ‘คนละครึ่ง’ ได้ หากเริ่มทัน 30 กันยายนนี้ 

    วันนี้ (9 กันยายน) อนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ว่างบประมาณมีเพียงพอสำหรับดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามความประสงค์ของรัฐบาลชุดใหม่

    โดยกล่าวยืนยันว่า สามารถนำงบจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ มาใช้ได้ทันทีเมื่อมีการประกาศใช้

    สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท ที่เหลืออยู่จาก 157,000 ล้านบาท อนันต์กล่าวว่าจะถูกนำมาใช้ หากสามารถเริ่มโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งใกล้จะสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายนนี้

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/budget-bureau-stimulus-fund/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QTP1XPlBJf_tosfSmZ-K8

  • มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: เงินบาทแข็ง “ยาพิษ” เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 31.65-31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี

    บางคนอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณดีสำหรับผู้นำเข้า(Import) หรือนักลงทุนต่างชาติในบางกรณี แต่ในระดับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโดยรวม จะมีผลเสียจะมีค่อนข้างชัดเจน และหลายด้านดังนี้

    1. กระทบการส่งออก (Export)

    • สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
    • ผู้ซื้อสินค้าไทย จากต่างประเทศอาจหันไปเลือกสินค้าจากคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ค่าเงินอ่อนกว่า
    • ภาคการส่งออก (Export) ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 60% ของ GDP ที่อาจจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว

    2. กระทบการท่องเที่ยว

    • นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะลดอันดับทางเลือกในการท่องเที่ยวของไทยไปอยู่อันดับรองลงไป หากเงินบาทแข็งค่า โดยรู้สึกว่า “ไทยแพงขึ้น” เพราะเมื่อแลกเงินเป็น “เงินบาท” แล้วใช้จ่ายได้ลดลง
    • รายได้การท่องเที่ยว ถือเป็นตัวขับหลักของเศรษฐกิจไทย หลังจบปัญหาโควิดมีความเสี่ยงที่อาจจะเติบโตช้าลง

    3. รายได้ภาคการเกษตรและผู้ประกอบการรายเล็ก

    • สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ซึ่งขายเป็นเงินดอลลาร์ แต่เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทจะได้น้อยลง ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ที่พึ่งพาการส่งออกจะถูกกดดันหนัก และอาจกระทบผลประกอบการในไตรมาส 3/68

    4. ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ในส่วนของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

    • ภาคอุตสาหกรรมส่งออก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องลดกำลังการผลิต เนื่องจากมีการชะลอคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ ทำให้โรงงานต้องกำลังการผลิต เสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน หรือลดค่าล่วงเวลา และอื่นๆ

    5. การไหลออกของเงินทุน

    • แม้ค่าเงินบาทแข็งอาจดึงดูดเงินทุนระยะสั้นเข้ามาเก็งกำไร แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากเศรษฐกิจชะลอลงทั้งจากการส่งออกและท่องเที่ยวที่อ่อนลง เงินทุนก็อาจจะไหลออกในที่สุด ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดแรงหนุนจาก Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ

    6. กระทบต่อ GDP โดยรวม

    • ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวสูง เมื่อ 2 ภาคส่วนนี้ชะลอตัว จะทำให้การเติบโตของ GDP ถูกกดดันให้ลดลง และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
    • “ความแข็งแรง” ของ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยจะแข็งแรงตามไปด้วย หากแต่เสี่ยงที่จะเป็นตัวกดดันเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยได้

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FJvUoEU9rAxKcuMFx95oc

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก นักลงทุนจับตาการเมืองฝรั่งเศส-ข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก นักลงทุนจับตาการเมืองฝรั่งเศส-ข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกในวันนี้ (9 ก.ย.) โดยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ขณะที่บรรดานักลงทุนประเมินข่าวสารใหม่ ๆ ของบริษัทจดทะเบียน พร้อมจับตาความวุ่นวายทางการเมืองในฝรั่งเศสที่รุนแรงขึ้น หลังนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) ทำให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จะต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของประเทศในเวลาไม่ถึง 2 ปี

    ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 552.55 จุด เพิ่มขึ้น 0.51 จุด หรือ +0.09%

    ส่วนดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 7,750.92 จุด เพิ่มขึ้น 16.08 จุด หรือ +0.21% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 23,802.61 จุด ลดลง 4.52 จุด หรือ -0.02%

    นอกจากนี้ ตลาดจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการในสัปดาห์นี้ รวมถึงการตัดสินใจกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB), ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และข้อมูลปรับปรุงตัวเลขการจ้างงาน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09LfWYtsNwWi77xHdxxqzL

  • เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    ส่วน กระทรวงคมนาคม น่าจะหนี้ไม่พ้น ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ว่าที่ รมว.คมนาคม อดีต รมว.แรงงาน รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ‘นภินทร ศรีสรรพางค์’ ว่าที่ รมช.คมนาคม อดีต รมช.พาณิชย์ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นว่า ‘ธนกร หวังบุญคงชนะ’ อดีต รมต.ประจำสำนักนายก จะมานั่งในตำแหน่งนี้ ทางด้านกระทรวงแรงงาน ‘ตรีนุช เทียนทอง’ ว่าที่ รมว.แรงงาน ในอดีตเคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ มาก่อน  ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คือ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ อดีต รมว.เกษตรฯ ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม

    ส่วนที่ฮือฮากันมากในตอนนี้ คือ กระทรวงพาณิชย์ ในตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายอนุทิน ได้ทาบทาม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ซีอีโอ ดุสิตธานี มานั่งในตำแหน่งรมว.พาณิชย์ และล่าสุด ศุภจีได้ตอบรับแล้ว  อย่างไรก็ตามทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ 3 แกนหลัก ได้แก่

    1. ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ พลังงาน เดินทาง และค่าขนส่ง

    2. แก้หนี้สิน เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

    3. เพิ่มรายได้ฐานราก ผ่านการพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

    เอกชน ชี้ ทีมเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ต้องเร่งเพิ่มกำลังซื้อ-ส่งเสริมท่องเที่ยว

    มาฟังความเห็นจากภาคเอกชนที่มีมุมมองต่อทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลใหม่ โดย #ฐานเศรษฐกิจ สัมภาษณ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เขากล่าวว่า นโยบายที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศออกมา 4 ด้าน ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พลังงาน และหนี้ 2.การแก้ปัญหาปากท้องและสวัสดิการ 3.การแก้ปัญหาด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ และ 4.การปรับระบบราชการ เหล่านี้ ถือว่าครอบคลุมโจทย์ใหญ่ที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งเรื่องค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือน ปัญหาต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้เอกชน มองว่า สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ระยะเวลา 4 เดือนนั้นสั้นมาก ไม่เพียงพอสำหรับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลเลือกทำมาตรการที่เร่งด่วนและจับต้องได้ก็ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ และสิ่งที่เอกชนต้องการเห็น คือ การบรรเทาภาระพลังงาน และค่าครองชีพ การช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสภาพคล่อง รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ให้สะดุด นอกจากนี้จะต้องเร่งปรับกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่อเอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ทิศทางที่นายกฯ วางไว้ถือว่าถูกต้อง แต่ต้องทำให้เฉพาะเจาะจงและทันทีเพื่อให้เห็นผลจริงในช่วงเวลาจำกัดนี้

    นอกจากนี้เอกชนเห็นว่า 3 เรื่องหลัก ที่รัฐบาลควรเดินหน้าให้เร็วภายใน 4 เดือน คือ

    • ตั้งทีมเศรษฐกิจที่ดี เก่ง มีความเป็นมืออาชีพ และตัดสินใจได้เร็ว เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงาน ค่าเงิน หรือความผันผวนจากต่างประเทศ
    • เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ที่ยังติดขัดอยู่ ถ้าเงินไม่ลงสู่ระบบ เศรษฐกิจก็จะไม่หมุน เงินงบประมาณเป็นกลไกหลักที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุน การเร่งเบิกจ่ายจึงเป็นสัญญาณที่สำคัญมาก
    • เร่งเดินหน้าท่องเที่ยวเชิงรุก เพราะนี่คือ Quick win ที่สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้ทันที โดยเฉพาะการดึงนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน และต้องไม่ลืมที่จะกระจายรายได้ไปยังเมืองรอง ไม่ใช่เพียงจังหวัดหลักเพียง 4–5 จังหวัด เพราะเมืองรองอีกจำนวนมาก ที่เป็นทั้งธุรกิจท้องถิ่นและ SMEs โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็ก หรือกิจการที่เป็นของคนไทย 100% ไม่ค่อยได้อานิสงส์ ดังนั้น ต้องกระจายให้ทุกจังหวัดได้รับประโยชน์ และลงให้ลึกที่สุดไปถึงระดับรากหญ้า

    อย่างไรก็ตามครม.ใหม่ที่ภาคเอกชนต้องการเห็นก็คือ ทีมเศรษฐกิจที่ทำงานเป็นทีม เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ประเทศต้องการตอนนี้ เนื่องจากประเด็นเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ เกษตรฯ และการท่องเที่ยวด้วย สามารถบูรณาการการทำงานได้อย่างจริงจัง ทุกวินาทีใน 4 เดือนนี้มีค่า จึงต้องการเห็นทีมที่ทั้งรู้ลึก รู้จริง และพร้อมตัดสินใจอย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน

    พร้อมกันนี้ยังเสนออีกว่า โครงการ “คนละครึ่ง” เป็นมาตรการที่ดีและเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผล อีกทั้งแอปพลิเคชันนี้ก็มีพร้อมแล้ว ระบบมีความแม่นยำ โปร่งใส ใช้งานได้สะดวก รวดเร็วและประชาชนได้รับประโยชน์ทั่วถึง น่าจะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจได้เร็วในสถานการณ์เช่นนี้ และย้ำว่าทุกวินาทีใน 4 เดือนนี้มีค่า รัฐบาลต้องรีบเร่งในการแก้ปัญหาปากท้องและฟื้นความเชื่อมั่น เพราะถ้าเศรษฐกิจทรุดหนักไปกว่านี้ การประคองก็จะยากขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859674&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NvIKDSnfLjF7KMpXSUA2x

  • รบ.ภูมิใจไทยไร้ทีมเศรษฐกิจ เวลาจำกัด ดึงคนนอกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    รบ.ภูมิใจไทยไร้ทีมเศรษฐกิจ เวลาจำกัด ดึงคนนอกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นต่อทิศทางการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่มี “ทีมเศรษฐกิจ” เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย หรือรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ช่วงแรกมีทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ได้พยายามปิดช่องว่างด้วยการดึงคนนอกที่มีประสบการณ์ทำงานและมีความรู้ความสามารถเข้ามามีบทบาท ซึ่งถือเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    เอาคนนอกที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และมีความรู้ความสามารถเข้ามาจัดการ ถือเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

    ดร.นณริฏ ระบุว่า ด้วยเวลาที่เหลือเพียงราว 4 เดือน อาจไม่เพียงพอสำหรับการวางแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง แต่สิ่งที่จะเห็นได้คือมาตรการสั้น ๆ เพื่อประคองเศรษฐกิจและสร้างแรงกระตุ้นในระยะสั้น เช่น นโยบาย “คนละครึ่ง” ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่เคยมีประสิทธิภาพในอดีต มากกว่าการสร้างนโยบายใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นผลงานทางการเมืองของพรรค

    อย่างน้อยรัฐบาลนี้ก็พยายามเลือกเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ดีในอดีตมาปรับใช้ ไม่ได้มาถึงก็สร้างแต่นโยบายใหม่ แพลตฟอร์มใหม่เพื่อให้เป็นชื่อของพรรคตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GS-VpIV7tFoKt0WeLvg8t

  • กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่งโลจิสติกส์ รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

    กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่งโลจิสติกส์ รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

    กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่งโลจิสติกส์ รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ รุดหน้าสร้างถนนสาย อย.3011จ.พระนครศรีอยุธยา คืบ 36% เร็วกว่าแผน คาดแล้วเสร็จในปี 2570

    นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญและมีความจำเป็นในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย อย.3011 แยก ทล.347 – บ้านโคก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยปัจจุบันผลงานการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 36 เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างงานดินถมคันทาง งานลงทรายถมคันทาง และงานตอกเสาเข็ม คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 ต่อไป

    อธิบดีฯ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ถนนทางหลวงชนบทสาย อย.3011 เป็นเส้นทางเชื่อมโยงโครงข่ายสายทางระหว่าง ทล.347 และ ทล.3263 สามารถใช้เส้นทางเพื่อเป็นทางลัดเชื่อมในจังหวัด ระหว่าง อำเภอบางไทร และอำเภอเสนา ส่งผลให้มีปริมาณรถบรรทุกหนักเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งผู้ประกอบการมักใช้เส้นทางดังกล่าวในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากในสายทางมีท่าทรายและอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ตั้งอยู่ จึงเป็นเหตุให้สภาพถนนมีความชำรุดเสียหายถึงชั้นโครงสร้างทาง

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับปริมาณจราจรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สนับสนุนภาคการคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ พัฒนาโครงข่ายให้สามารถเดินทางระหว่างอำเภอได้อย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ทช. จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว รวมระยะทางดำเนินการ 12.170 กิโลเมตร โดยก่อสร้างเป็นผิวจราจรลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร ไป – กลับ มีผิวจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร มีการติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องหมายจราจร พร้อมสิ่งอำนวยความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้เส้นทางตลอดสายทาง

    นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างขยายสะพานข้ามคลอง จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย แห่งที่ 1 ช่วง กม.ที่ 15+882 ก่อสร้างขยายสะพานเดิม ขนาด 2 ช่องจราจร (ขยายสองข้าง) จากผิวจราจร กว้าง 9 เมตร เป็น 15.60 ถึง 22 เมตร และแห่งที่ 2 ช่วง กม.ที่ 16+467 ก่อสร้างขยายสะพานเดิม ขนาด 2 ช่องจราจร จากผิวจราจร กว้าง 9 เมตร เป็น 12 เมตร (ขยายข้างเดียว) โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 684.550 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/56930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GzsGeW3nUTtbXWrelA4Jj

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์เชื่อมั่นครม.มีคนนอกร่วมฟื้นเศรษฐกิจ คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์เชื่อมั่นครม.มีคนนอกร่วมฟื้นเศรษฐกิจ คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์หรือไซด์เวย์อัพ จากความมั่นใจในการฟื้นเศรษฐกิจ หลังมีความชัดเจนออกมาเกี่ยวกับรัฐมนตรีจากภายนอก ประกอบกับ Fund flow ไหลเข้า ส่งผลค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง และความคาดหวังเฟดลดดอกเบี้ยหนุน Sentiment พร้อมให้แนวต้าน 1,275 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    นายวีรวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวไซด์เวย์ หรือไซด์เวย์อัพ โดยที่ยังคงมีแรงหนุนจากปัจจัยในประเทศในการที่เริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งคณะรัฐมนตรีเข้ามาเตรียมเดินหน้าทำงาน โดยเฉพาะรายชื่อรัฐมนตรีที่มาจากคนภายนอก ทำให้ตลาดมีความมั่นใจในการฟื้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกันค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากกระแสเงินทุน (Fund flow) ที่ไหลเข้ามา ยังช่วยหนุนต่อตลาดหุ้นไทยได้ ประกอบกับ Sentiment ของตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวขึ้น จากความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้าวันนี้ปรับตัวส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น

    โดยให้แนวต้าน 1,275 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    *ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (8 ก.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,514.95 จุด เพิ่มขึ้น 114.09 จุด หรือ +0.25%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,495.15 จุด เพิ่มขึ้น 13.65 จุด หรือ +0.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,798.70 จุด เพิ่มขึ้น 98.31 จุด หรือ +0.45%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดลบ ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดที่ระดับ 43,907.55 จุด เพิ่มขึ้น 263.74 จุด หรือ +0.60% และหลังจากตลาดเปิดทำการได้ 15 นาที ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 413.77 จุด หรือ +0.95% แตะระดับ 44,057.58 จุด ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นทะลุระดับ 44,000 จุดเป็นครั้งแรก ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,711.07 จุด เพิ่มขึ้น 77.16 จุด หรือ +0.30% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,811.67 จุด ลดลง 0.84 จุด หรือ -0.02%

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (8 ก.ย.) 1,266.11 จุด เพิ่มขึ้น 1.31 จุด (+0.10%) มูลค่าซื้อขาย 54,546.06 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (8 ก.ย.) 1,414.12 ลบ.

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. (8 ก.ย.) เพิ่มขึ้น 39 เซนต์ หรือ 0.63% ปิดที่ 62.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (8 ก.ย.) อยู่ที่ 4.46 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิด 31.63 แข็งค่าต่อเนื่อง จับตา Flow-ราคาทอง คาดดกรอบวันนี้ 31.60-31.80

    – นักวิเคราะห์ค่าเงินชี้ “เงินบาท แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี” และยังพบสัญญาณ ยังแข็งค่าต่อเนื่อง หลังค่าเงินบาทหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าสุดนำภูมิภาค “กรุงไทย” ชี้มีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 31.50 บาท ต่อดอลลาร์ ธปท.ชี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 7% จากต้นปี นำหน้าสกุลเงินภูมิภาค ย้ำจับตาใกล้ชิด เล็งออกมาตรการสกัดบาทแข็งค่าจากผลกระทบราคาทองพุ่ง แนะเอกชนป้องกันความเสี่ยง

    – “ปลัดคลัง” พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ผ่าน “เป๋าตัง” ได้ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 69 ที่มี 2.5 หมื่นล้านบาท “นักวิชาการ” ชี้ “คนละครึ่ง” 2.0 ต้องปรับเงื่อนไข แนะโมเดลจีนเพิ่มเกณฑ์ใช้จ่ายเงินขั้นต่ำ เร่งใช้จ่ายหมุนเงินเข้าระบบ “ภาคธุรกิจ” แนะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายผ่าน คนละครึ่ง ดำเนินการให้เร็ว ขยายให้ครอบคลุมท่องเที่ยวโรงแรม

    – โผอนุทิน 1 ยังไม่นิ่ง เก้าอี้ “รมว.กลาโหม” ยังไม่ชัดเอาใคร อนุทิน โพสต์ภาพ “บวรศักดิ์” ตอบรับรองนายกฯ แล้ว รัฐบาล 4 เดือนโควตาคนนอกคึกคัก 6 กระทรวง 6 คน “ศุภจี” จากดุสิตธานีมานั่ง รมว.พาณิชย์ “บิ๊กป้อม” ประกาศไม่รับตำแหน่ง พร้อมอยู่เบื้องหลังช่วยเหลือ “กล้าธรรม” ผวาชื่อถูกตีกลับส่ง “อามินทร์-นเรศ” นั่งแทน “เท้ง” ยังกั๊กแนวคิด พท. แถลงนโยบายปุ๊บไม่ไว้วางใจปั๊บ เหน็บต้องการตรวจสอบหรือล้างแค้น “บิ๊กอ้วน” จ่อนั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.นัดสุดท้ายอำลาเก้าอี้

    – ผอ.ท่าอากาศยานภูเก็ต มั่นใจไฮซีซันนี้ภูเก็ตคึกคักแน่ สายการบินต่างชาติจองบินเข้าเพียบ รัสเซียบินเข้าเพิ่มเป็นอันดับหนึ่ง “แอร์ฟรานซ์” เตรียมบินเข้ามาครั้งแรก คาดผู้โดยสารทะลุวันละ 70,000 คนเหมือนปี 62 อย่างแน่นอน

    *หุ้นเด่นวันนี้

    – ICHI (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 14 บาท คาดกำไรไตรมาส 3/68 ที่ 360 ลบ. +12% q-q, +1% y-y ได้แรงหนุนมูลค่าตลาดชาเขียวเดือน ก.ค.กลับมา +2.1% y-y เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส แนวโน้มรายได้ ก.ค. ฟื้นตัว q-q และดีต่อใน ส.ค.แม้เป็น Low Season ผู้บริหารมั่นใจว่าแนวโน้ม H2/68 จะดีกว่า H1/68 เราประเมินกำไรปี 68 ที่ 1.3 พันลบ. -3% y-y และกลับมาเติบโต +7% y-y ในปี 69 จุดเด่นคือ Dividend Yield ที่สูงราว 10% ต่อปี รวมถึงเป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์บวกจากโครงการ “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลนำกลับมา

    – TASCO (ดีบีเอสฯ) “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 16.70 บาท คาดจะได้อานิสงส์น้ำท่วมทำให้ต้องซ่อมถนนในหลายพื้นที่ รวมทั้งยังมีเงินงบประมาณปี 68-69 สร้างถนนต่อเนื่อง นอกจากนั้นคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งทั่วไปด้วย แนวโน้มกำไร H2/68 คาดว่าจะเพิ่ม HoH จากความต้องการซื้อยางมะตอยในประเทศเพิ่มขึ้น ประเมินกำไรสุทธิปี 68-69 ขยายตัว 15% และ 13% หนุนโดยรายได้และมาร์จิ้นที่ดีขึ้น

    – BCPG (ลิเบอเรเตอร์) ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงถัดไป มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก จากการทยอยเริ่ม COD โครงการต่างๆ และคาดจะไม่มีการตั้งด้อยค่าในจำนวนมากอย่างช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ผสานรายได้จากการขายไฟใน US จะปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/68 เป็นต้นไป จากการปรับค่าความพร้อมจ่ายที่เร่งขึ้นแบบก้าวกระโดดตามความต้องการไฟฟ้าที่รองรับ datacenter ที่เพิ่มขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10JiMwu1dZIs_hSTXC36bJ

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียร่วง 3.1% วิตกเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงาน

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียร่วง 3.1% วิตกเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงาน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยเวสต์แพค แบงกิง คอร์ป (Westpac Banking Corp) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคออสเตรเลียปรับตัวลง 3.1% มาอยู่ที่ระดับ 95.4 จุดในเดือนก.ย. เนื่องจากภาคครัวเรือนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการปลดพนักงานจำนวนมาก

    ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 100 บ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นลบต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นบวก โดยเดือนก.ย.นับเป็นเดือนที่ 43 ที่ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่มีการสำรวจในปี 2517 รองจากช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในต้นคริสต์ทศวรรษ 1990

    ผลสำรวจดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ธนาคารเอเอ็นแซด กรุ๊ป โฮลดิงส์ (ANZ Group Holdings) คาดการณ์ว่าจะมีพนักงาน 3,500 คนต้องออกจากธนาคารฯ ภายในปีหน้า และสถาบันเวสต์แพค–เมลเบิร์น (Westpac–Melbourne Institute) เปิดเผยดัชนีคาดการณ์การว่างงานเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนก.ย.

    ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงการคาดการณ์ที่ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ผ่านมานั้น ภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเคยเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจออสเตรเลียในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR880IQ9RFNK70IIY9NH47RRVTK6IYDW&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vtpWkrWBxzVko971U3F9C

  • ผอ.สำนักงบฯ ยัน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีพอสนองนโยบายรัฐบาล อนุทิน ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำคนละครึ่งได้

    ผอ.สำนักงบฯ ยัน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีพอสนองนโยบายรัฐบาล อนุทิน ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำคนละครึ่งได้

    9 ก.ย.2568- ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า พร้อม ยืนยันว่างบประมาณมีพอ

    เมื่อถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ใช่ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท จะสามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 68 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากสามารถดำเนินการทัน ก็ต้องทำเลย.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/858473/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw005cqJXP8Di2OVG3VsRxiG

  • คลังพร้อมลุย “คนละครึ่ง” ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านได้เลย

    คลังพร้อมลุย “คนละครึ่ง” ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านได้เลย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ ภายใต้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า หากรัฐบาลใหม่ดำเนินโครงการนี้จริง ภายหลังการแถลงนโยบายแล้ว สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะมีระบบรองรับอยู่แล้ว คือ แอปพลิเคชันเป๋าตัง สำหรับงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการนั้น หากเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 จะใช้งบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของปี 69 ที่มีวงเงินอยู่ 25,000 ล้านบาท แต่หากต้องใช้งบประมาณมากกว่านั้น สามารถปรับเปลี่ยน โดยโยกงบจากงบประมาณกลางมาใช้ได้

    ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการเฟสใหม่ อาจมีเพียงเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ แต่หากร้านค้าใด ที่เคยเข้าร่วมโครงการครั้งก่อนแล้วยังไม่ลบแอปฯถุงเงิน ก็ยังใช้งานต่อได้ เพราะยืนยันตัวตนไว้แล้ว หากนโยบายชัดเจน กระทรวงการคลังก็จะเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังปรับรายละเอียดโครงการได้อีก ขึ้นกับนโยบายรัฐบาล เช่น ปรับสัดส่วนใช้เงิน พิจารณาสินค้าที่ร่วมรายการ รัฐบาลต้องการให้ใช้ต่อเดือนเท่าใด เป็นต้น ส่วนจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการว่าใส่เงินลงไปเท่าใด และให้ใช้เท่าไรต่อวัน ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะประเมิน

    “ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดต่างๆ ได้ ต้องรอนโยบายรัฐบาล แต่ทางเทคนิค ระบบมีความพร้อม มีเงินงบประมาณรองรับ และพร้อมดำเนินการ”

    ส่วนนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า สนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่นำโครงการ คนละครึ่งกลับมา เพราะจะช่วยกระตุ้นได้ทั้งภาคบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว และเสนอให้ สนับสนุนต่อโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งได้ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.68 มีนักท่องเที่ยวลงทะเบียนรับสิทธิ์ 2.14 ล้านคนใช้สิทธิ์สำเร็จ 484,130 สิทธิ์ ยังมีสิทธิ์คงเหลือ 15,874 สิทธิ์ จากทั้งสิ้น 500,000 สิทธิ์ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะสิ้นเดือนก.ย.68 เมื่อถึงเวลานั้น จึงจะคำนวณได้ว่า ยังเหลือวงเงินที่จะใช้ได้อีกเท่าใด

    ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจบอบช้ำมานาน ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และพ่อค้าแม่ขายที่เป็นรากหญ้า เข้าใจว่า ช่วง 4 เดือนนี้ รัฐบาลใหม่คงแก้ปัญหาไม่ทัน แต่อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน โดยระยะสั้น เร่งกระตุ้นใช้จ่ายปลายปี และวางแผนการท่องเที่ยวปีหน้าแบบบูรณาการ รวมถึงออกมาตรการพยุงเอสเอ็มอี ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ซอมบี้ เพราะกระแสเงินสดหมดแล้ว และยังแบกดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ช่วงโควิด

    “อยากเห็นเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการเพิ่มกำลังซื้อประชาชน พ่อค้าแม่ขายด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เพราะจะช่วยพยุงเศรษฐกิจรากหญ้าได้ทันที รวมทั้งเร่งช่วยเอสเอ็มอี ร้านค้ารายย่อย ด้วยการใช้มาตรการภาษี โดยให้บุคคลธรรมดาเก็บใบกำกับภาษีจากร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีได้ในปี 70 ไม่เกิน 20,000 และนิติบุคคลใช้ใบกำกับภาษีจากการจัดงานเลี้ยง ประชุมสัมมนา เลี้ยงรับรองไปลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไม่เกิน 200,000 บาท เร่งออกซอฟต์โลน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ดอกเบี้ยไม่เกิน 2.5% รวมถึงทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี 68 ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภายในประเทศแบบเร่งด่วน และแผนระยะยาวของปี 69 เป็นต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2881582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sJ1e7X2mlae19F5ZAR3HJ