Category: เศรษฐกิจ

  • สุดคึกคัก รมช.มนพร ส่งเสริมจัดงาน ‘ประชันความแซ่บ หมูหัน ส่งเสริมอาชีพปรุงเมนูเด็ดประจำถิ่น เที่ยวบุญแข่งเรือกีบ ต.ท่าจำปา ท่าอุเทน นครพนม’

    สุดคึกคัก รมช.มนพร ส่งเสริมจัดงาน ‘ประชันความแซ่บ หมูหัน ส่งเสริมอาชีพปรุงเมนูเด็ดประจำถิ่น เที่ยวบุญแข่งเรือกีบ ต.ท่าจำปา ท่าอุเทน นครพนม’

    ‘มนพร เจริญศรี’ รมช.คมนาคม ร่วมสนับสนุนส่งเสริม จัดงาน ประชันความแซ่บ หมูหัน ส่งเสริมอาชีพ ปรุงเมนูเด็ดประจำถิ่น เที่ยวบุญแข่งเรือกีบหาปลา ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน นครพนม กระตุ้น เศรษฐกิจ การค้าการท่องเที่ยว ในชุมชน”

    วันนี้ (13 กันยายน 2568) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พร้อมด้วย นายชินวัต ทองปรีชา นายอำเภอท่าอุเทน นครพนม นายจำรัส ตักโพธิ์ นายก อบต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน นครพนม รวมถึงผู้นำชุมชนท้องถิ่น ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมกันส่งเสริมจัดงานประเพณีแข่งขันเรือกีบหาปลา ประจำปี 2568 ซึ่งภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมแข่งขันปรุงอาหารเมนูเด็ดประจำถิ่น ประชันความแซ่บ หมูหัน รวมถึงแข่งขันการปรุงเมนูเด็ด ของอาหารประจำถิ่นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จากกลุ่มแม่บ้าน 16 ชุมชน โชว์ความสามารถในการปรุงมนูเด็ดอีสานพื้นบ้าน ประกอบด้วย การทำหมูหัน ปิ้งเขียดแห้ง แกงขี้เหล็ก ซุปหมากลิ้นฟ้า แกงหวาย แกงหน่อไม้ หมกหน่อไม้ อุปูนา หมกจ๊อปลา ซุปหนังเค็ม รวมถึงเมนูอีกมากมาย สร้างความประทับใจ ให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว ได้ชิมรสชาติ หลากหลายเมนูเด็ด

    สำหรับการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี ในชุมชน ยังได้เป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมประเพณีท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมสร้างอาชีพ ทำเมนูอาหารพื้นบ้าน สร้างรายได้ ให้ประชาชน มีงาน มีอาชีพ เลี้ยงครอบครัว กระตุ้น  เศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ในชุมชน  โดยมีการจัดขึ้นทุกปี ในช่วงเทศกาลบุญเข้าพรรษา ทั้งนี้ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้มอบเงินสนับสนุน กลุ่มแม่บ้านทุกชุมชน สร้างขวัญกำลังใจ และส่งเสริมการจัดงานสร้างอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ของ จ.นครพนม

    548030793_122221103660044999_3180171131784166334_n.jpg547271613_122221103540044999_6077435112203598980_n.jpg547281359_122221103060044999_7321156933762149049_n.jpg547739784_122221102796044999_1958227772244239123_n.jpg547780761_122221102778044999_1302882293391759172_n.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/28kYqypdf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qmZJNzyhlDuvDgzlRZ6aX

  • ภาคธุรกิจจ่อพบนายกฯ ชงข้อเสนอ 8 เดือน เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ-กระตุ้นการใช้จ่าย

    ภาคธุรกิจจ่อพบนายกฯ ชงข้อเสนอ 8 เดือน เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ-กระตุ้นการใช้จ่าย

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้ารวบรวมปัญหาภาคธรุกิจที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยแก้ไขและข้อเสนอแนะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่สามารถได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในระยะสั้น ว่า ขณะนี้ได้มีหอการค้าต่างประเทศในไทย และสมาชิกหอการค้าไทยทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมการค้าที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทย ได้จัดส่งแบบสอบถามมายังหอการค้ากลางแล้ว กำลังคัดกรองข้อเสนอและจัดทำเป็นเอกสาร โดยให้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นในวันที่ 15 กันยายนนี้ จากนั้นคณะกรรมการจะตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมขอเข้าพบเพื่อหารือในประเด็นต่างๆ

    สำหรับข้อเสนอจะทำเป็น 4 เดือนระยะแรกที่เข้าบริหารประเทศ และ 4 เดือนในช่วงเลือกตั้งถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ รวม 8 เดือน ที่เราเตรียมข้อเสนอ ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่จะนำเสนอคือ เร่งรัดและความต่อเนื่องในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ อย่าให้ล่าช้าหรือสะดุด ในระยะ 8 เดือนจากนี้ รวมถึงเจรจาต่อเนื่องทั้งรายละเอียดต่อจากภาษีตอบโต้นำเข้าของสหรัฐฯ และการเจรจาเอฟทีเอ โดยเฉพาะเอฟทีเอไทย-อียู เราจะเสนอให้เห็นว่า 4 เดือนระยะสั้น ควรทำอะไรฟื้นเศรษฐกิจและกำลังใช้จ่าย ระยะต่อไปอีก 4 เดือนจากนั้น ต้องวางฐานอย่างไรที่จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นใช้จ่ายและเศรษฐกิจกลับมาซึมตัวอีกครั้ง โดยจะขอเข้าพบทันที หลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่

    ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดย ส.อ.ท. จะขอฟังนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย ของนายกรัฐมนตรี จากนั้น ส.อ.ท. จะรายงานสถานการณ์และเปิดหารือถึงแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมและมาตรการช่วยเหลือ ในประเด็น 1. ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและนโยบายการขับเคลื่อนของ ส.อ.ท. ภายใต้นโยบาย 4GO 2. การเตรียมความพร้อมรับมือจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 3. แนวทางการแก้ไขสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน 4. การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs 5. แนวทางการแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และ ความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000087815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NWl8mkJQRuqis2kxCi9_a

  • เว็บไซต์คนละครึ่ง 2568 ยังเข้าไม่ได้ ลุ้นลงทะเบียนรับสิทธิ เวอร์ชั่น 2.0

    เว็บไซต์คนละครึ่ง 2568 ยังเข้าไม่ได้ ลุ้นลงทะเบียนรับสิทธิ เวอร์ชั่น 2.0

    www.คนละครึ่ง.com 2568 ยังเข้าไม่ได้ เตรียมลุ้นลงทะเบียนรับสิทธิ “คนละครึ่ง” เวอร์ชั่น 2.0

    ภายหลังจาก “รัฐบาลอนุทิน” มีแนวคิดที่จะนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาปัดฝุ่น เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนอีกครั้งนั้น ทางด้าน “กระทรวงการคลัง” มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    สำหรับ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

    www.คนละครึ่ง.com ยังเข้าไม่ได้

    ทั้งนี้ หลังจากการเตรียมนำโครงการคนละครึ่ง มาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ประชาชนจำนวนมาก ต่างค้นหาวิธีลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ กระทั่งล่าสุด วันที่ 13 ก.ย. 2568 พบว่าโดเมน www.คนละครึ่ง.com ที่เคยใช้นั้นหายไป ซึ่งขึ้นว่าเป็นเว็บไซต์ไม่มีชื่อ และรายละเอียดที่โชว์ในหน้า google กลายเป็นภาษาจีนที่แปลได้ว่า “จำชื่อผู้ใช้ ลืมรหัสผ่าน? เข้าสู่ระบบ”

    โดยก่อนหน้านี้ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลังคนใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “คนละครึ่งอาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้จะกลับมาในเวอร์ชัน คนละครึ่ง 2.0 ให้ประชาชนซื้อขายแบบกระตือรือร้นมากขึ้น”

    เงื่อนไขคนละครึ่งอัปเกรด หรือ คนละครึ่งพลัส

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

    ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

    อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง 2.0 หรือ คนละครึ่งอัปเกรด หรือ คนละครึ่งพลัส แล้วนั้น จะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2882586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FIblIz1757TZOPTyMFKgK

  • มทภ.2  ชี้ เปิดด่านกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องดูความมั่นคง เหตุกัมพูชาตรึงกำลังอื้อ

    มทภ.2 ชี้ เปิดด่านกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องดูความมั่นคง เหตุกัมพูชาตรึงกำลังอื้อ

    การเมือง

    13 ก.ย. 2025 เวลา 10:11 น.

    แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ยืนยันยังไม่เปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสาน เหตุทหารกัมพูชายังตรึงกำลัง รอรัฐบาล–กลาโหมพิจารณาตามความเหมาะสม

    วันที่ 13 กันยายน 2568  พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) กล่าวถึงประเด็น การเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสาน ว่ายังไม่มีการเปิดด่านในขณะนี้ เนื่องจากยังมีกำลังทหารกัมพูชาตรึงกำลังอยู่จำนวนมาก การตัดสินใจเปิดด่านจะต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดและต้องตอบคำถามกับประชาชนในพื้นที่ว่า เมื่อใดถึงจะสามารถเปิดด่านได้ โดยแต่ละพื้นที่มีบริบทและสถานการณ์แตกต่างกัน

    แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า แม้นักธุรกิจที่ค้าขายระหว่างสองประเทศจะเรียกร้องให้เปิดด่านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องพิจารณาภาพรวมของสถานการณ์แนวชายแดน และความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก โดยคาดว่าในช่วงต่อไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะออกมาให้คำชี้แจงในเรื่องนี้

    ในอีกประเด็นหนึ่ง เกี่ยวกับการมีบริษัทเอกชนเตรียมเข้ามาอบรมการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ให้กับทหาร ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านเพจของ กองทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเริ่มต้นดำเนินการแต่อย่างใด แต่ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีที่จะช่วยเพิ่มทักษะให้กำลังพล อย่างไรก็ตาม จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องข้อกฎหมาย ความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้จัดอบรม รวมถึงเส้นทางการเงินของแหล่งทุนที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอให้กองทัพบกพิจารณาตัดสินใจต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1198647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21n66PUR0uFDKh0DEy2T1h

  • ‘อนุทิน’ ถกว่าที่รัฐมนตรี ทีมเศรษฐกิจ เตรียมความพร้อมแถลงนโยบายต่อสภาฯ

    ‘อนุทิน’ ถกว่าที่รัฐมนตรี ทีมเศรษฐกิจ เตรียมความพร้อมแถลงนโยบายต่อสภาฯ

    “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะเสิร์ฟเค้กส้ม ประชุมว่าที่ รมต.ด้านเศรษฐกิจ เตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภาฯ หวังนับหนึ่งตามสัญญาโดยเร็ว

    13 กันยายน 2568 – ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อเข้าร่วมประชุมกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย และว่าที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพื่อวางนโยบายของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่จะแถลงต่อรัฐสภาต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา บรรดา บุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและภาคเอกชนยังคงทยอยส่งดอกไม้อวยพรวันคล้ายวันเกิดนายอนุทิน อายุครบ 59 ปี อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และภริยา พญ. พักตร์พิไล ทวีสิน รวมถึงนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)และภรรยา นางสุวรรณา ศิลปอาชา นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นำแจกันดอกไม้ และรูปปั้นเทพเจ้ากวนอู ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการยกย่องและเคารพบูชาอย่างสูงในวัฒนธรรมจีน โดยกวนอูเป็นตัวละครสำคัญในวรรณกรรมสามก๊ก มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์ ความกตัญญู ความจงรักภักดี และความกล้าหาญ

    สำหรับนโยบาย​ที่แน่ชัดแล้วคือ​ การฟื้นคืนชีพคนละครึ่ง​ แต่ปรับรูปแบบ​สำหรับผู้ที่เสียภาษีจะแบ่งเป็นรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย​ 40 นอกจากนี้ ที่มีการพูดถึง​ แต่ยังไม่ได้สรุป​ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน​ และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น​ รวมถึงแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติด้วย

    ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติ ซึ่งใช้เวลา​จนถึงวันนี้​ 7 วันแล้ว​ เพื่อความรอบคอบรัดกุม​ เนื่องจากเคยมีคำวินิจฉัย​ศาลรัฐธรรมนูญ​เกี่ยวกับ คุณสมบัติรัฐมนตรีในชุดนายเศรษฐา​ ทวีสิน​ มาแล้ว​ อย่างไรก็ตาม​ ยังมีอีกหลายตำแหน่ง ที่ยังไม่ได้เปิดตัว​ โดยเฉพาะคนนอกอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งนายอนุทิน​ ก็ยืนยันชัดเจนว่า​ “หากทุกอย่างเรียบร้อย ก็พร้อมที่จะเปิดเผย​”

    จากนั้นเวลาประมาณ 15.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้โพสต์ภาพการประชุมร่วมกับว่าที่รัฐมนตรีและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประชุมหารือเพื่อเตรียมการจัดทำนโยบายรัฐบาลเพื่อที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา จะได้นับวันแรกของสี่เดือนได้โดยเร็วตามสัญญา Moa #ไม่มีวันหยุด

    โดยในภาพการร่วมประชุมกับว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายรัฐมนตรีและว่าที่รมว.คลัง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รมว.การต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รมว.กลาโหม ได้ทยอยเดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทย 

    จากนั้นเวลา 15.45 น. นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นำบรรดา ทีมงาน สจ.สงขลา กว่า 20 คน เข้าร่วมมอบดอกไม้อวยพรนายกรัฐมนตรี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมครั้งนี้มีการเสิร์ฟเค้กส้ม และกาแฟร้านจาริสต้าให้กับว่าที่รัฐมนตรีด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/861120/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b_rfQO7gy8kswkpWpP_U8

  • ททท.อีสาน ลุยเปิดแคมเปญ ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยว ภาคอีสาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 จังหวัดชายแดน | TOPNEWS

    ททท.อีสาน ลุยเปิดแคมเปญ ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยว ภาคอีสาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 จังหวัดชายแดน | TOPNEWS

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จะเน้นการทำตลาดท่องเที่ยวข้ามภาค โดยให้ความสำคัญด้านประเพณีวัฒนธรรม อาหาร ชุมชน รวมถึงสุราท้องถิ่น และที่เน้นมากขึ้นคือการท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติ เชิงนิเวศ ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติมากขึ้นยิ่งขึ้นในปี 2568-2569

    ด้าน นายอรรถพล วรรณกิจ ผอ.ททท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ความสำเร็จในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปีนี้ มีนักท่องเที่ยวกว่า 45 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน ทาง ททท.ได้ปรับแผนการดำเนินการจัด คาราวานสัญจรเยี่ยวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กลางเดือนนี้ โดย ททท. จะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว จากกรุงเทพมหานคร มาช่วยเยี่ยวยาและช่วยเหลือ

    ขณะที่ทางภาคอีสาน เราโชคดีที่มีต้นทุนในด้านประเพณีวัฒนธรรม และมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ 3 มรดกโลกยูเนสโก โคราช หรือแหล่งมรดกที่อุดรธานี ไตรมาสสุดท้ายภาคการท่องเที่ยวอีสาน ก็ยังถือเป็นบวกถึงแม้จะเจอเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนรายได้อาจไม่มากเพราะสินค้าหรือของที่ระลึกอาจสู้ภาคอื่นๆ ไม่ได้

    ในส่วนการผลักดันกลยุทธ์และโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคอีสาน อาทิเช่น การส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณี: ภายใต้แนวคิด “ประเพณี สีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน: ผ่านโครงการ “I-SAN Raincation สุขใจในสายฝน บุญล้นเข้าพรรษา” เพื่อกระตุ้นการเดินทางใน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, บึงกาฬ, สุรินทร์, และสกลนคร หรือ การร่วมมือกับภาคเอกชนและพันธมิตร: เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย. 

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1313437&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kZapplkUtSoogqk4d7uZH

  • ฮ่องกงผลักดันฐานประกอบ EV เจรจาค่ายใหญ่จีน รับมือเศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    ฮ่องกงผลักดันฐานประกอบ EV เจรจาค่ายใหญ่จีน รับมือเศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    ฮ่องกงกำลังเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายของจีนเพื่อจัดตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีเป้าหมายใช้เป็นอุตสาหกรรมขั้นสูงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    เจ้าหน้าที่ฮ่องกงตั้งเป้าพัฒนาฐานประกอบ EV ในเขตดินแดนใหม่ที่ติดกับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยกระบวนการนี้ถือว่าซับซ้อนและต้องใช้ทักษะขั้นสูง โดยการเจรจาครอบคลุมไปถึงกลุ่มเอฟเอดับเบิลยู (FAW Group) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของรัฐบาลจีน

    แม้ฮ่องกงพยายามโปรโมตตัวเองเป็นศูนย์กลางการผลิตขั้นสูงเพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างงาน แต่ต้นทุนค่าแรงและค่าเช่าที่ดินสูงยังเป็นอุปสรรค ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โรงงานหลายแห่งผลิตได้เพียงครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ และต้องเจอกับสงครามราคาที่รุนแรงจนรัฐบาลจีนต้องเข้ามาแทรกแซง

    ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าของจีน ตั้งแต่ผู้ผลิตแบตเตอรี่จนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างเข้ามาตั้งฐานในฮ่องกงเพื่อใช้ประโยชน์จากระบบการเงินสำหรับการขยายสู่ตลาดโลก คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี (Contemporary Amperex Technology) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดในโลก ได้เปิดสำนักงานใหญ่ระดับนานาชาติที่ฮ่องกง และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเดือนพ.ค. ด้วยมูลค่าการระดมทุนสูงที่สุดของปีนี้

    นอกจากนี้ ยังมีบริษัทด้านการขับเคลื่อนอัตโนมัติ เช่น แบล็ก เซซามี เทคโนโลยีส์ (Black Sesame Technologies) และปักกิ่ง ฮอไรซัน โรโบติกส์ เทคโนโลยี อาร์แอนด์ดี (Beijing Horizon Robotics Technology R&D) ที่ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สร้างฐานธุรกิจในฮ่องกง

    ฮ่องกงหันมาพึ่งพาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อกระตุ้นการเติบโต หลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจจากการปราบปรามทางการเมือง การล็อกดาวน์โควิด และภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ ซึ่งทำให้สถานะเมืองในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับโลกลดลง รัฐบาลต้องใช้มาตรการรุนแรง เช่น การปรับลดตำแหน่งข้าราชการหลายพันตำแหน่ง และการขึ้นภาษี เพื่อพยุงฐานะการคลังและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก

    สำนักงานนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมของฮ่องกงระบุว่า ฮ่องกงกำลังส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการผลิตขั้นสูง ตามแผนแม่บทนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T) ปี 2565

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r-q6h6xIUzAKcrPcNnBvT

  • ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินการยกระดับผู้ประกอบการ ให้สามารถสร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ (New Service Business Model) เพื่อการเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    โดยดำเนินการผ่านจัดโครงการสร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน (Build ThailandInnovation Service) ปีงบประมาณ 2568 ผ่านกิจกรรม Hackathon เอาชนะปัญหาด้วยวิธีการใหม่

    ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ชนะเลิศจาก 2 รุ่น จำวน 10 กิจการ ได้รับโอกาสการเชื่อมโยงทางการตลาด เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 และ 75 สร้างมูลค่าทางเศรษกิจตลอดโครงการมากกว่า 20 ล้านบาท

    สำหรับโครงการดังกล่าวนั้น เปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนิติบุคคล ภาคบริการ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมที่พัก ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจเชิงการจัดการ 

    และสร้างนวัตกรรมธุรกิจภาคบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ดี หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับ คือ การพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจในรูปแบบเครือข่ายผ่านกิจกรรมต่างๆ

    โดยล่าสุดได้คัดเลือกผู้ประกอบการผลจากการดำเนินกิจกรรม Hackathon จำนวน 6 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกรายได้รับการพัฒนาเชิงลึก และรับการคัดเลือกจำนวน 4 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ngjZU6PCCvgjMdwyHukz-

  • หอการค้าศรีสะเกษ ชี้เปิดด่านต้องฟังเสียงประชาชน เศรษฐกิจต้องมาคู่ความมั่นคง

    หอการค้าศรีสะเกษ ชี้เปิดด่านต้องฟังเสียงประชาชน เศรษฐกิจต้องมาคู่ความมั่นคง

    ภูมิภาค

    หอการค้าศรีสะเกษ ชี้เปิดด่านต้องฟังเสียงประชาชน เศรษฐกิจต้องมาคู่ความมั่นคง

    วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวการเตรียมเปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเริ่มจากการขนส่งสินค้าในพื้นที่ที่ไม่มีความตึงเครียด หรือที่เรียกว่าระดับสาม ได้แก่ บริเวณชายแดนจังหวัดจันทบุรี และตราด โดยในระยะแรกยังไม่มีการอนุญาตให้บุคคลเดินทางข้ามแดน โดยมีรายงานว่า การพิจารณาดังกล่าวเกิดขึ้นจากแรงกดดันของประเทศที่สามที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าที่ไม่สามารถผ่านประเทศไทยได้

    เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ รายงานว่า นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า รัฐบาลควรกำหนดมาตรการที่ชัดเจนร่วมกับประเทศกัมพูชา โดยต้องให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” เป็นอันดับแรก ก่อนเดินหน้าด้านเศรษฐกิจการค้า ซึ่งภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนได้เอง โดยไม่ควรยอมอ่อนข้อจนทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาระหว่างประเทศ

    นายรัฐวิทย์ กล่าวต่อว่า การปิดด่านช่องสะงำย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดน แต่หากเปิดโดยไร้หลักประกันด้านความมั่นคง ย่อมเสี่ยงต่อการถูกสั่งปิดอีกครั้ง ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการและนักลงทุนมากกว่า เพราะการเตรียมการด้านการค้าและการลงทุนจะต้องหยุดชะงักทันที

    “ตนไม่อยากเห็นการปิดด่าน แต่ถ้าเปิดแล้วไม่มีเสถียรภาพจนต้องปิดอีกครั้ง จะยิ่งสร้างความเสียหายหนักกว่า ดังนั้น การเปิดด่านควรเป็นการเปิดที่มั่นคงและชัดเจน ใช้โอกาสนี้เป็นการต่อรองเพื่อสร้างประโยชน์ในอนาคต มากกว่าการเปิดชั่วคราวแล้วกลับมาปิดใหม่โดยไม่รู้ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” นายรัฐวิทย์กล่าว

    ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ยังย้ำว่า รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ของชาติและเสียงของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก แม้จะมีแรงกดดันจากประเทศที่สามก็ตาม โดยเห็นว่าความต้องการของชาวบ้านและความมั่นคงของประเทศต้องมาก่อนทุกปัจจัย หากมีความเชื่อมั่นระหว่างประเทศเกิดขึ้นแล้ว การค้าชายแดนก็จะเดินหน้าได้เองอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KlojoKyrcAApYQgkoNjmV

  • สื่อต่างชาติจับตาอนาคตการเมืองไทยภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะเป็นอย่างไรต่อไป

    สื่อต่างชาติจับตาอนาคตการเมืองไทยภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะเป็นอย่างไรต่อไป

    ในประเทศไทย การเลือกตั้งไม่ได้ตัดสินว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลเสมอไป ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งดังกล่าวได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลตัดสิน ‘ปลด’ ออกจากตำแหน่ง และ 1 สัปดาห์ต่อมา กลายเป็นว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ อดีตพันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยก็ได้รับการโหวตในสภาให้ขึ้นเป็นนายกฯ คนใหม่ 

    “ความวุ่นวายที่ไม่มีวันจบสิ้นนี้ให้ความรู้สึกราวกับไม่มีทางออก ฉันรู้สึกผิดหวังและเหนื่อยล้ากับการเมืองของเรา”

    — อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ นักเคลื่อนไหวชาวไทยวัย 28 ปี บอกกับสำนักข่าว South China Morning Post 

    อิชย์อาณิคม์ เผยอีกว่า เธอรู้สึกเหนื่อยล้ากับสถาบันอนุรักษนิยมที่ยึดมั่นในอำนาจ ซึ่งแทบจะไม่คลายอำนาจลงเลย แม้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ตาม “ฝ่ายซ้ายดูเหมือนแตกแยก แต่ละฝ่ายต่างไล่ตามลำดับความสำคัญของตัวเอง บางฝ่ายให้ความสำคัญกับสิทธิที่เท่าเทียมกันเหนือสิ่งอื่นใด แต่บางฝ่ายสนับสนุนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม…บางครั้ง ประชาธิปไตยก็ดูเหมือนเป็นเรื่องรอง”  

    “ขณะที่ ฝ่ายขวาดูเหมือนจะเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันมากกว่า รวมตัวกันเพื่อเป้าหมายเดียว นั่นคือการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง”อิชย์อาณิคม์ กล่าว 

    ผู้มองเกมการเมืองเฉียบขาด…จนได้เป็นนายกฯ  

       (Photo by Chanakarn Laosarakham / AFP)

    (Photo by Chanakarn Laosarakham / AFP)

    นายกฯ อนุทินในวัย 59 ปี ทายาทของอาณาจักรก่อสร้างที่เคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของประเทศไทยมาแล้วถึง 3 ครั้ง 

    South China Morning Post รายงานว่า

    “อนุทินมีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่งที่ค่อนไปทางขวา เขาวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ แทนที่ แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐีที่ถูกจำคุก ซึ่งแพทองธารเพิ่งขึ้นเป็นนายกฯ ต่อจาก เศรษฐา ทวีสิน เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์เมื่อปีที่แล้ว” 

    “อนุทินมีความเฉียบแหลมทางการเมืองอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา…แน่นอนว่าในช่วงเวลาปกติ พรรคการเมืองที่มีที่นั่งมากกว่า 70 ที่นั่งเพียงเล็กน้อยจะไม่ถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองหลักในรัฐบาลผสม แต่นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติอย่างแน่นอน” เคน เมธิส โลหเตปานนท์ นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าว 

    อนุทินอาศัยจังหวะลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ในช่วงที่แพทองธารมีประเด็นคลิปเสียงหลุดคุยกับ ฮุน เซน ซึ่งนำไปสู่การ ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว’ และท้ายที่สุดก็ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2025 

    แม้อนุทินจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดอย่างยากลำบาก แต่เขาก็ให้คำมั่นว่า “จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในไม่กี่เดือน” ภายใต้ข้อตกลงกับพรรคประชาชน ฝ่ายค้านที่สนับสนุนประชาธิปไตย ซึ่งมี สส.ในสภามากที่สุดจนทำให้อนุทินได้รับคะแนนเสียงในสภาเพิ่มถึง 143 เสียง นอกจากนี้ เขายังต้องจัดการลงประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2017 ที่ร่างโดยกองทัพ ซึ่งนักวิจารณ์ระบุว่า “เป็นการปิดกั้นผู้ต้องการปฏิรูป และทำให้อำนาจของชนชั้นนำแน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย” 

    “ความท้าทายสำหรับอนุทินในขณะนี้คือ การบริหารประเทศในขณะที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่และความตึงเครียดบริเวณชายแดนยังคงเป็นปัญหาอยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกับพรรคประชาชนด้วย”

    — เคน กล่าว 

    สำหรับผู้นำที่ไม่มีเสียงข้างมากในสภา อุปสรรคต่างๆ จะชัดเจนอย่างมาก เพราะการปฏิรูปรัฐธรรมนูญใดๆ อาจทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นฐานเสียงที่น่าเชื่อถือที่สุดของเขาไม่พอใจ เนื่องจากในปี 2023 ที่พรรคก้าวไกลในขณะนั้น ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย กลับถูกเหล่า สว. รวมถึงพรรคภูมิใจไทย และพันธมิตรขัดขวางไม่ให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล 

    สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่หมดหวังมองว่า การทรยศหักหลังครั้งนั้นยังคงเจ็บปวด ไม่ต่างอะไรกับการที่พรรคประชาชนให้การสนับสนุนอนุทิน “ถ้าฉันต้องลงคะแนนเสียงในวันนี้ ฉันยังคงจะไปลงคะแนนเสียง…แต่ฉันจะกา ‘งดออกเสียง’ ในบัตรลงคะแนน” อิชย์อาณิคม์ กล่าว 

    อนาคตประเทศไทยภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะเป็นอย่างไร… 

       (Photo by Chanakarn Laosarakham / AFP)

    (Photo by Chanakarn Laosarakham / AFP)

    “สำหรับสิ่งที่อนุทินต้องทำนั้นน่าหวั่นเกรง เศรษฐกิจกำลังต้องการการฟื้นตัวอย่างเร่งด่วน ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ และข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาก็ต้องจัดการอย่างรอบคอบ ขณะที่ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนเริ่มลังเล และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ลดระดับเครดิตของไทย” 

    — South China Morning Post รายงาน

    สำหรับประชาชนชาวไทยที่เหนื่อยล้ากับการผิดสัญญา และความวุ่นวายที่ไม่รู้จบ การเลือกตั้งครั้งใหม่ดูเหมือนจะให้ความหวังในการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เพราะมีเพียงไม่กี่คนที่เชื่อว่าเหล่าชนชั้นอนุรักษนิยมจะสละอำนาจหากพวกเขาแพ้ 

    “นี่เป็นช่วงเวลาที่ผันผวนในภูมิทัศน์ทางธุรกิจและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ด้วยความคาดหวังต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป รัฐบาลชุดใหม่จะมีแรงจูงใจที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อให้ได้เปรียบในการเลือกตั้ง…”

    — ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

    ศ.ดร.ฐิตินันท์ บอกอีกว่าพรรคภูมิใจไทยทราบดีว่าพรรคประชาชนกำลังเตรียมพร้อมที่จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่พรรครัฐบาลที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่นี้น่าจะทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ โดยอาจได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรนอกรัฐสภา เพื่อรักษาอำนาจของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป”

    แต่ขณะที่ฝุ่นควันจากวัฏจักรความวุ่นวายทางการเมืองของไทยเริ่มจางลง “มีบุคคลหนึ่งที่ยืนหยัดอย่างชนะเลิศ คนที่หัวเราะสุดเสียงก็คือ ‘อนุทิน’ เขาเป็นหน้าใหม่ของชนชั้นนำไทย” ศาสตราจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการไทย กล่าว 

    (Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/whats-next-for-thailand-unpacking-the-rise-of-anutin-charnvirakul&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PPA0Nxhc7UZR_tLWEf9cU