Category: เศรษฐกิจ

  • ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GGgRgCEpbp18HlwLQVgj6

  • “สภาอุตสาหกรรมโคราช” ห่วงเปิดด่านชายแดน ดันต้นทุน-บาทแข็ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    “สภาอุตสาหกรรมโคราช” ห่วงเปิดด่านชายแดน ดันต้นทุน-บาทแข็ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    13 กันยายน 2568 08:40 น. ประสิทธิ์วนะชกิจ/ข่าวนครราชสีมา ภูมิภาค

    วันที่ 13 กันยายน 2568 นางธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเปิดด่านชายแดนกับประเทศกัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดนครราชสีมา แม้โคราชจะไม่มีพื้นที่ติดชายแดนโดยตรง แต่การค้าชายแดนกลับมีผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างมันสำปะหลัง ที่ช่วงปิดด่านทำให้หัวมันจากฝั่งกัมพูชาลดลง กระทบต่อปริมาณที่ลานมันและโรงงานได้รับ

    ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมระบุว่า สิ่งสำคัญคือความมั่นคงของประเทศ โดยกองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทสำคัญในการดูแลสถานการณ์ชายแดนให้คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าระหว่างไทย–กัมพูชามีมากกว่า 160,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อด่านปิด ผู้ประกอบการต้องใช้เส้นทางลาวในการส่งออกสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังซบเซา

    สำหรับเอสเอ็มอีในโคราช คาดว่าผลกระทบไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากธุรกิจที่พึ่งพาชายแดนมักอยู่ใกล้พื้นที่แนวชายแดนโดยตรง แต่โรงงานที่ใช้วัตถุดิบจากกัมพูชายังต้องหาทางชดเชย แม้จะกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังจับตานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น “คนละครึ่ง” ที่อาจช่วยเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้ดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศสูงกว่าคู่แข่งราว 10–15% ส่งผลให้เสียเปรียบด้านการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมย้ำว่า สิ่งที่ต้องการที่สุดจากรัฐบาล คือการรักษาความมั่นคงชายแดนควบคู่กับการเร่งเจรจาเปิดการค้า เพราะหากทำได้ทั้งสองด้าน จะเป็นผลดีต่อทั้งผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1so3X_XKzLVwmcf-RTDPE7

  • “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” เตือน! อย่าให้เกิดทุจริต เล่นพรรคเล่นพวก คนในรัฐบาลฝ่าฝืนกฎหมายเอง และควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่ระยะยาว

    วันที่ 13 ก.ย.2568 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมาก และรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคน ว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม แต่ก็ควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง

    ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ที่ชัดเจน

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุอีกว่า นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คือ อย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังมองว่า รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จึงควรมี กรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ.ชุดย่อย คือ

    1.กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ

    2.กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้

    3.กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ ดร.สมเกียรติ เผยว่า ต้องปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

    RELATED

    TOP การเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/256978/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aiMThmTigB3H-37oi8XUW

  • เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    • เผยแพร่ : 13/09/2025 15:45

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    #TOPNEWS #topupdate
    #กัมพูชา #เขมร #ทัพบก
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย
    #กัมพูชายิงก่อน #cambodiaopendfire

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1313284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sCPipSBhP1WbrKlMexF8k

  • –

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/913882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZ-IWYQpr79Bo3LEJ9x0F

  • เศรษฐกิจภูมิภาค เดือน ก.ค. เงินเฟ้อลดลง 0.70% แต่ความเชื่อมั่นฯฟื้นตัว

    เศรษฐกิจภูมิภาค เดือน ก.ค. เงินเฟ้อลดลง 0.70% แต่ความเชื่อมั่นฯฟื้นตัว

    สำนักงานนโยบายและบุทธศาสตร์การค้ารายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาค ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 โดยภาพรวมดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ในภาพรวมลดลง 0.70% มีปัจจัยหลักจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มผักสด ผลไม้สด และของใช้ส่วนบุคคล และกลุ่มพลังงาน (น้้ามันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า)ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (หักสินค้าอาหารสดและพลังงาน) เดือน ก.ค. 68 ในภาพรวมสูงขึ้น 0.84% และเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน กรกฎาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแต่ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 48.4 โดยมีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.5 ส่วนภาคอื่น ๆ อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้ง เดือน ก.ค. 68 ภาพรวมอยู่ที่ 7,710ราย ลดลง 1.6% โดยภาคใต้ ลดลงต่ำสุด 12.4% ภาคเหนือ เพิ่มขึ้น 14.4% และภาคกลาง เพิ่มขึ้น 6.5% 

    นอกจากนี้จำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิก เดือน ก.ค. 68 ภาพรวมอยู่ที่ 1,825 ราย ลดลง 3.4% โดยภาคเหนือ ลดลงต่ำสุด 12.7% ภาคใต้ เพิ่มขึ้นมากที่สุด 21.1%

    เศรษฐกิจกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.53%

    ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 1.02%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45.9 จากเดือนก่อนหน้า (43.6) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 4.7% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 2.1%

    เศรษฐกิจภาคกลาง 

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 1.03% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.61%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 46.1 จากเดือนก่อนหน้า (45.1) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง เพิ่มขึ้น 6.5% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 6.3%

    เศรษฐกิจภาคเหนือ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.66% ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.67%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 46.7 จากเดือนก่อนหน้า (45.5) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ด้านจำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง เพิ่มขึ้น 14.4% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 12.7%

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.83% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.63%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 53.5 จากเดือนก่อนหน้า (50.4) อยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ด้านจำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 6.6% และ จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 12.3%

    เศรษฐกิจภาคใต้

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.23% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 1.36%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.9 จากเดือนก่อนหน้า (47.1) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 12.4% จำนวนจดทะเบียนเลิก เพิ่มขึ้น 21.1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/638815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00uNzqXoL7Du5HhKMFLZCG

  • นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    13 ก.ย. 2025 เวลา 11:19 น.

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาลฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน แนะลดค่าครองชีพ – ลุย Investment Roadshow

    13 ก.ย. ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา 
    ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์ 

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ 
    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ. ดร.ธันยพร กล่าว

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    ด้าน ศ. ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข 
    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย
    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1198651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bTeHjlf6FfN7vq6MX2n5x

  • แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง จับมือภาคเอกชน ปฏิวัติระบบสินเชื่อไทย ชู “Risk-Based Pricing” เสี่ยงสูงกู้ได้ เสี่ยงต่ำดอกเบี้ยถูก

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผนึกกำลังสมาคมธนาคารไทยและผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย

    เดินหน้าโครงการ “Reinvent Thailand” เปิดฉากประชุมนัดแรก (kick-off) เพื่อวางรากฐานกลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing)

    ตั้งเป้าแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่ออย่างยั่งยืน สร้างความเป็นธรรมให้ลูกหนี้ทุกกลุ่ม และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู 

    เปิดแนวคิด “Risk-Based Pricing” สร้างความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ

    หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการพัฒนากลไก Risk-Based Pricing ซึ่งจะนำข้อมูลเครดิต หรือ Credit Score ของลูกหนี้มาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ย

    โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ตามแนวทาง “เสี่ยงสูงกู้ได้ เสี่ยงต่ำกู้ถูกลง”

    ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น:

    • สำหรับลูกหนี้ความเสี่ยงสูง: ผู้ที่ปัจจุบันอาจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ จะได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมายและเป็นธรรมมากขึ้น แม้จะเริ่มต้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามระดับความเสี่ยง แต่ก็จะเป็นก้าวแรกในการสร้างประวัติทางการเงินในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB)
    • สำหรับลูกหนี้ความเสี่ยงต่ำ: ผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีและมีวินัยทางการเงิน จะได้รับรางวัลเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ “ถูกลง” ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจในการรักษาวินัยทางการเงินต่อไป

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู 

    เดินหน้าทดสอบใน Sandbox ก่อนใช้จริง

    ในการหารือเบื้องต้น ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยในระยะแรกจะมีการนำร่องทดสอบกลไกดังกล่าวใน Sandbox (โครงการทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน)

    เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพร้อมของผู้ให้บริการทางการเงินในการนำหลักการ Risk-Based Pricing ไปปรับใช้จริง ก่อนที่จะขยายผลสู่การให้บริการในวงกว้างต่อไป

    การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของการให้สินเชื่อในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการร่วมกันออกแบบสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม

    เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายและตอบโจทย์ความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ความร่วมมือระหว่าง ธปท. สศค. และภาคเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในโครงการนำร่อง (pilot projects) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งภายใต้โครงการ Reinvent Thailand

    โดยทุกภาคส่วนมุ่งมั่นที่จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาหนี้สินและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/730340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34Ud942MPDJjn3VH-BR-vq

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : 4โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเจอ ต้องหาคนที่รู้จริงมาแก้

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : 4โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเจอ ต้องหาคนที่รู้จริงมาแก้

    วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    เมื่อประเทศไทย…ได้รัฐบาลใหม่แล้ว ได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว…แม้อาจจะมีเวลาเพียงแค่ 6 เดือนที่ได้บริหารประเทศ…แต่ช่วงเวลาที่มีในมือ ประชาชนก็ยังหวังมากๆ ที่จะให้รัฐบาลเข้ามาเร่งทำเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้…

    แล้วถ้าถามว่าในช่วงเวลาต่อจากนี้เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง…1.ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน การส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนใหญ่มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า (Front-loaded exports) ก่อนที่สหรัฐฯจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 คาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลง จะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมในภาคการผลิตทั่วโลก

    2.การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (+4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 2567 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า แต่แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปี 2568 คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐ วงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่ จากปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    3.ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 21.9 ล้านคน ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนาม

    4.การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ อาทิ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีจำกัด เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่างๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลง เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซาต่อเนื่อง การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    4 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นในเวลาที่มีอยู่ของรัฐบาล แม้จะแก้ปัญหาถึงแก่นของปัญหาไม่ได้ แต่ถ้าทำได้ถูกวิธี และชาญฉลาดพอ ก็พอจะประคับประคองกันไปได้…ดังนั้นโจทย์แรกเลยคือ…รัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจ…ต้องถูกฝาถูกตัว…ไม่ใช่แต่งตั้งตามโควตาทางการเมือง…

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/914083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0meJJatVXgmBMsL7JcszkU

  • มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นายขจร ศรีชวโนทัย  รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนางานหัตถกรรมไทยให้คงอยู่และก้าวไกลอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ เพื่อทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย สร้างรายได้และความเข้มแข็งแก่ชุมชน โดยผ่านการประชุมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งจะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านผ้าและหัตถศิลป์ไทยถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ 

    และแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้เข้าร่วม เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการออกแบบ การผลิต และการต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับความต้องการในยุคสมัย และสามารถยืนหยัดในระดับนานาชาติ

    มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    สำหรับการดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นไปตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงานและแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา 

    และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

    นายขจร กล่าวอีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีแนวพระดำริผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเป็นการผสมผสานความงดงามของผ้าไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเข้ากับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย สร้างรายได้และความเข้มแข็งแก่ชุมชน  

    อีกทั้งพระองค์ยังได้พระราชทานลายผ้าหลากหลายลาย เช่น ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา ผ้าลายดอกรักราชกัญญา ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ 

    รวมถึงทรงพระราชทานเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน แก่ช่างฝีมือที่ผลิตงานหัตถกรรมโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลและพระประสงค์ที่จะให้ผ้าไทยและหัตถกรรมไทยก้าวสู่สากลอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16pFhFPrQiaNe2cY37Jysw