Category: วัฒนธรรม

  • สภาพตลาดปักกิ่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อน (จบ)

    สภาพตลาดปักกิ่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อน (จบ)

    ผมขอนำท่านผู้อ่านกลับมาที่สภาพตลาดในกรุงปักกิ่งกันต่อเลยครับ … 

    โดยทั่วไปแล้ว ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของจีน ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาอยู่แล้ว การพาสมาชิกในครอบครัวออกเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในรูปของทริปพักผ่อน เยี่ยมญาติ และการศึกษา (เพื่อไปแอบส่องสถานศึกษาและการร่วมฉลองการจบการศึกษาของลูกหลาน) ทำให้การท่องเที่ยวไม่เพียงกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในหัวเมืองที่เกี่ยวข้องอีกด้วย  

    รายงานของ LY.com แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ของจีน ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา การเดินทางของครอบครัว (ผู้เดินทางที่เดินทางพร้อมผู้เยาว์) นับเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการขนส่งในภาพรวมของจีน โดยคิดเป็นราว 35% ของผู้โดยสารทางเครื่องบินภายในประเทศโดยรวม สอดคล้องกับข้อมูลของ Zhongxin Tourism 

    ทำนองเดียวกันก็เกิดขึ้นกับรูปแบบการขนส่งอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟความเร็วสูง ข้อมูลจาก China Railway Group ระบุว่า ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน (กรกฎาคม-สิงหาคม) จำนวนผู้โดยสารคาดว่าจะแตะ 953 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 15.4 ล้านคน โดยปักกิ่งถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ข้อมูลจาก Qunar Travel เปิดเผยว่า ยอดการจองโรงแรมในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน สำหรับผู้เดินทางที่มีอายุระหว่าง 22-25 ปีเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อาทิ ปักกิ่ง ซีอาน และ หนานจิง นับเป็นตัวเลือกแรกๆ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

    ขณะเดียวกัน UTour ตัวแทนด้านการท่องเที่ยวในกรุงปักกิ่ง ยังเปิดเผยว่า จำนวนลูกค้าที่เดินทางในช่วงฤดูร้อน จะเพิ่มขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่า มากกว่า 60% ของลูกค้าโดยรวมในช่วงฤดูร้อนนี้ จะอยู่ในรูปของการเดินทางเป็นครอบครัว

    นอกจากนี้ รายงานเกี่ยวกับ “พัฒนาการวันหยุดของครอบครัวในปี 2025” ที่จัดทำโดย Meituan แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของจีน และ สมาคมสวนสนุกและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน (China Association of Amusement Parks and Attractions: CAAPA) ที่เปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สำหรับครอบครัวสมัยใหม่ของจีน วันหยุดพักผ่อนได้กลายเป็น “รูปแบบใหม่” ของการลงทุนในการบริโภค และมีแนวโน้มที่คนจีนจะให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์อันมีคุณค่า อาทิ การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แทนการซื้อสินค้าที่จับต้องได้ 

    เราจึงไม่น่าแปลกใจที่กิจกรรมพิเศษ อาทิ เวิร์กช็อปงานฝีมือแบบดั้งเดิม บนพื้นฐานของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อาทิ การทำตุ๊กตาแป้ง และ การตัดกระดาษ และสถานที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่เสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ อาทิ ท้องฟ้าจำลอง ที่ควรค่าแก่การถ่ายภาพและแชร์ในโลกออนไลน์ กำลังได้รับความสนใจ และเพิ่มสัดส่วนของการเดินทางมากขึ้น

    จุดหมายปลายทางที่มีทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ รายงานของ Mafengwo แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ ระบุว่า การจองตั๋วเข้าเยี่ยมชมสวนสนุก Pop Land เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนสำคัญน่าจะได้แรงหนุนจาก Labubu, Molly, Dimoo และ SkullPanda ที่เป็น IP หลักของ Pop Mart นั่นเอง

    เมื่อพูดถึง Pop Land ผมก็ขอขยายความหน่อย เพราะสวนสนุกแห่งนี้ เต็มไปด้วยกร็ดที่น่าสนใจให้ติดตามมากมาย Pop Land ถือเป็นสวนสนุกแห่งแรก และแห่งเดียวของ Pop Mart ในกรุงปักกิ่ง ตั้งอยู่ประตูด้านซีกตะวันตกของสวนสาธารณะเฉาหยาง (Chaoyang) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณกลางกรุงปักกิ่ง ทำให้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า “Pop Mart City Park” 

    บนพื้นที่แนวยาวขนาดรวมราว 40,000 ตารางเมตร Pop Land ถูกจัดแบ่งเป็น 3 โซนหลัก อันได้แก่ Pop Street ที่เต็มไปด้วยจุดถ่ายภาพที่เก๋ไก่ ซุ้มขายขนม เครื่องดื่ม และไอสครีม รวมทั้งจุดเล่นเกมสนุกๆ มากมาย โดยผู้ซื้อบัตรผ่านประตูสามารถเล่นบางเกมได้ฟรี 1 ครั้ง และหากติดใจก็อาจซื้อตั๋วเล่นต่อได้ เล่นชนะก็รับโชคเป็น “กล่องสุ่ม” ให้ได้ลุ้นกัน

    ถัดมาคือ Labubu Forest Park ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่รายล้อม อาทิ หมู่บ้านประมง (Fishing Village) และบ้านต้นไม้ (Tree House) รวมทั้งจุดเล่นแทรมโพลีนส์ (Trampolines) ชิงช้า และตาข่ายไต่ให้เด็กๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน และที่พลาดไม่ได้ก็คือ การได้สัมผัสกับคนสวมใส่ชุดตาม IP ชื่อดังที่ออกมาแสดงและร่วมถ่ายรูปกับผู้เข้าเยี่ยมชมอย่างเป็นกันเอง ดังนั้น เราจะได้ยินเสียงกรี๊ดของ FC ในมุมต่างๆ ในพื้นที่นี้อยู่เป็นระยะ

    พื้นที่ส่วนสุดท้ายได้แก่ Molly’s Castle หรือ ปราสาทของมอลลี่ ซึ่งด้านล่างเป็นจุดจำหน่ายของที่ระลึกนานาประเภท จุดแสดง IP และร้านขายขนมและไอสครีมแบบเร็วๆ ขณะที่ชั้น 2-3 เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ที่นำเสนออาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่มภายใต้แนวคิดหลักของ IP ที่หลากหลาย           

                                        สภาพตลาดปักกิ่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อน (จบ)

    นอกจากนี้ ในบริเวณด้านหน้าของปราสาทดังกล่าว ยังมีทะเลสาบใหญ่ ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยของจีน นี่คือแหล่งทรัพย์ที่ดี ที่นี่ท่านสามารถแวะไปรับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม ชมวิวทะเลสาบบนเรือใน DIMOO Yacht Restaurant “The Yum Explorer” หรือเล่นเรือถีบได้ ส่วนหลังนี้ ทำให้ผมคิดถึงชีวิตในวัยเด็ก ที่เคยถีบเรือเล่นตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ เขาดิน หรือ สวนสนุกของไทย

    ตอนที่ผมมีโอกาสเข้าไปส่อง Pop Land ในช่วงบ่ายของกลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ก็พบว่า มีวัยรุ่นและครอบครัวชาวจีนจำนวนมาก ที่หอบลูกจูงหลานเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ กับ IP ที่หลากหลายของ Pop Mart โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Molly’s Castle เพราะนอกจากได้แวะไปส่องดูของที่ระลึก และ IP ที่แปลกตาแล้ว ยังได้หลบไอร้อนเข้าไปรับแอร์เย็นๆ และถ่ายรูปในมุมสวยๆ อีกด้วย

    ดังนั้น หากท่านผู้อ่านจะพาครอบครัวไปส่อง และหาซื้อของที่ระลึกที่สวนสนุกแห่งนี้ ผมก็ขอแนะนำให้เผื่อเวลาสำหรับการชำระเงินและลองลิ้มชิมรสอาหารที่ปราสาทดังกล่าว และสำหรับกล่องสุ่ม ก็ถูกจำกัดการซื้อไว้เพียงคนละ 2 ชิ้น

    ในด้านอื่นๆ ธุรกิจของรัฐและเอกชนจีน ต่างก็พยายามออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ มาตอบสนองต่อความต้องการในการเดินทางที่หลากหลาย และล่อใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งบริการขนส่งสาธารณะที่รัฐผูกขาดอยู่ก็ตาม 

    ยกตัวอย่างเช่น การรถไฟของจีนก็ยังเตรียมเปิดตัวบริการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เพื่อเอาใจนักเดินทาง อาทิ รถไฟ “เพดานกระจก” (Sky Mirror) และ รถไฟ “ศึกษาดูงาน” ที่หันมุมเก้าอี้ของผู้โดยสารออกด้านนอก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้มองเห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง ประการสำคัญ บริการรถไฟพิเศษดังกล่าว มักมีเส้นทางผ่านหัวเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง

    สำหรับผมแล้ว แม้ว่าตัวเลขการบริโภคโดยรวมของจีน จะชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการผลักดันการบริโภคในช่วงฤดูร้อน ผ่านกิจกรรมพิเศษมากมายของหน่วยงานภาครัฐ โมเดลธุรกิจ และ แคมเปญการตลาด ที่สร้างสรรค์ของกิจการเอกชน ที่ช่วยบูรณาการการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การกีฬา การจับจ่ายใช้สอย และอื่นๆ เข้าด้วยกัน และแม้กระทั่งการขยายเวลาการพักผ่อนออกไปในยามค่ำคืนเพื่อหลบความร้อน สภาพตลาดช่วงปิดเทอมหนีร้อนในกรุงปักกิ่งก็ยังคึกคักในหลายส่วน 

    ท่านผู้อ่านว่างเมื่อไหร่ อย่าลืมแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่ปักกิ่งกันบ้างนะครับ …

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4126 หน้า 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/637583&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XfB4z8dSYWGuOlNrWWKg3

  • ญี่ปุ่นเผชิญภาวะขาดแคลนทหารท่ามกลางความกังวลจีนขยายอิทธิพล

    ญี่ปุ่นเผชิญภาวะขาดแคลนทหารท่ามกลางความกังวลจีนขยายอิทธิพล

    ญี่ปุ่นกำลังเผชิญความท้าทายในการขยายกำลังทหารท่ามกลางความกังวลเรื่องความมุ่งหมายด้านดินแดนของจีนที่เพิ่มมากขึ้น แม้จะมีการเพิ่มงบประมาณกลาโหม แต่การสรรหาบุคลากรใหม่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่

    ทาคุมะ ฮิยาเนะ อายุ 19 ปี อดีตนักแบดมินตันมัธยมปลายที่เพิ่งเข้าร่วมกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) หลังจากสำเร็จการศึกษาในเดือนมีนาคม กำลังฝึกซ้อมทหารในโอกินาวา พื้นที่แนวหน้าของการป้องกันประเทศ ฮิยาเนะเปิดเผยว่าเขาตัดสินใจเข้าร่วมเพราะต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ และคิดว่านี่เป็นงานที่สามารถมีส่วนร่วมกับประเทศและภาคภูมิใจได้

    ทาคุมะ ฮิยาเนะ สมาชิกใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น กล่าวว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจให้เข้าร่วมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ

    ทาคุมะ ฮิยาเนะ สมาชิกใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น กล่าวว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจให้เข้าร่วมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ

    ปัญหาการสรรหาบุคลากร

    ในปี 2023 กองกำลัง SDF ตั้งเป้าหมายรับสมัครบุคลากรเกือบ 20,000 คน แต่สามารถสรรหาได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม ปัจจัยที่ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นไม่สนใจเข้าร่วม ได้แก่ ภารกิจที่เสี่ยงอันตราย เงินเดือนต่ำ และอายุเกษียณที่เร็วประมาณ 56 ปี

    อัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรที่หดตัว และตลาดแรงงานที่แข่งขันสูงในญี่ปุ่น ทำให้การสรรหาทหารยิ่งยากขึ้น ปัจจุบันมีตำแหน่งว่างประมาณ 10% จากกำลังพลทั้งหมด 250,000 คน

    โตเกียวเริ่มเพิ่มงบประมาณทางการทหารในปี 2023 แต่ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ให้เพิ่มงบประมาณให้มากขึ้นอีก

    โตเกียวเริ่มเพิ่มงบประมาณทางการทหารในปี 2023 แต่ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ให้เพิ่มงบประมาณให้มากขึ้นอีก

    การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่

    คาซุยูกิ ชิโออิริ ผู้ช่วยจัดการกรมทหารราบในโอกินาวา กล่าวว่าการเพิ่มงบประมาณกลาโหมช่วยปรับปรุงชีวิตของทหารได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการปรับปรุงเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำที่สะอาดขึ้น และความเป็นส่วนตัวในหอพักมากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ทหารญี่ปุ่นเคยร้องเรียนว่าขาดแคลนกระสุนและเสบียงพื้นฐาน บางครั้งต้องถอดชิ้นส่วนจากรถถังเก่าและเครื่องบินเก่ามาซ่อมอุปกรณ์ใหม่ ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม

    รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งถูกร่างขึ้นโดยสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน ห้ามโตเกียวใช้กำลังทางทหาร และไม่รับรองกองกำลังป้องกันตนเองว่าเป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ

    รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งถูกร่างขึ้นโดยสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน ห้ามโตเกียวใช้กำลังทางทหาร และไม่รับรองกองกำลังป้องกันตนเองว่าเป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ

    ความท้าทายด้านวัฒนธรรมและการเมือง

    แม้รัฐบาลจะผลักดันการเสริมสร้างกลาโหม แต่ประชาชนญี่ปุ่นยังคงรักษาระยะห่างจากเรื่องนี้ โดยบางส่วนยังคงมีความทรงจำที่ขมขื่นเกี่ยวกับอดีตลัทธิทหารของชาติ รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นที่ร่างโดยสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ห้ามการใช้กำลังและไม่ยอมรับ SDF เป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ

    จากการสำรวจของ Gallup International เมื่อปีที่แล้ว เพียง 9% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวญี่ปุ่นกล่าวว่าพวกเขาจะต่อสู้เพื่อประเทศหากเกิดสงคราม ขณะที่ 50% กล่าวว่าจะไม่ทำ ตัวเลขนี้แตกต่างจากประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ 46% สหรัฐอเมริกา 41% และแคนาดา 34%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/japan-military-recruitment-shortage-china-tensions&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g5QrB8JBPzW9NTBSpcnz0

  • เตรียมตัวให้พร้อมกับการรับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับ ปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2569 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เตรียมตัวให้พร้อมกับการรับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับ ปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2569 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/114799/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09EbsQwZo9iAAey0Uk_oG_

  • จุฬาราชมนตรี เปิดป้ายอาคารโรงเรียนอิสลามวิทยาบึงน้ำรักษ์ ต.บึงน้ำรักษ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา | TOPNEWS

    จุฬาราชมนตรี เปิดป้ายอาคารโรงเรียนอิสลามวิทยาบึงน้ำรักษ์ ต.บึงน้ำรักษ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา | TOPNEWS

    จุฬาราชมนตรี เปิดป้ายอาคารโรงเรียนอิสลามวิทยาบึงน้ำรักษ์ ต.บึงน้ำรักษ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

    • เผยแพร่ : 31/08/2025 12:10

    โดยมี นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ข้าราชการ คณะครูนักเรียน เข้าร่วมพิธีฯ ผู้อำนวยการโรงเรียนอิสลามวิทยาบึงน้ำรักษ์ กล่าวว่า เนื่องจากจำนวนนักเรียนได้เพิ่มขึ้นทุกปี คณะผู้บริหารโรงเรียนได้ประชุมปรึกษาหารือและมีมติให้สร้างอาคารเรียนหลังนี้ เป็นอาคารคอนกรีตสูง 5 ชั้น คาดว่า ต้องใช้งบประมาณก่อสร้าง 26 ล้านบาท วิธีการได้มาซึ่งงบประมาณ ใช้วิธีการขอบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา และการจัดงานประจำปีของโรงเรียน ขณะนี้โรงเรียนมีหนี้จากการให้ยืมของผู้มีจิตกุศล จำนวน 3 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างอาคารโดยไม่คิดดอกเบี้ย นับเวลาตั้งแต่จัดงานตอกเสาเข็ม เมื่อ 13 มิถุนายน 2557 โดย อ.อรุณ อีซอประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะนั้น ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 11 ปี 2 เดือน 18 วัน อัลฮัมดุลิ้ลละห์ด้วยความโปรดปราณของอัลเลาะห์ซุบฮาน่าฮูว่าต่าอาลาโดยแท้ และความร่วมมือ ความเสียสละของพี่น้องมุสลิมทำให้อาคารเรียนหลังนี้เป็นประโยชน์ทางด้านการศึกษาแก่พี่น้องมุสลิมและเยาวชนของชาติตลอดไป อินชาอัลเลาะห์

    SOCAIL 16-9_2ok

    TOPNEWS website - update 2025 (9)

    “สันติสุข” เตือนสติ 2 พรรคใหญ่ เร่งเกมตั้งรัฐบาล แค่แย่งเสียงปชน. รับทุกเงื่อนไข ไม่สนใจหลักคิดส้ม

    ช็อตสุดซึ้ง “พนง.ท็อปนิวส์” เจอพ่อบังเกิดเกล้าครั้งแรก พลัดพรากนานถึง 37 ปี กลายเป็นปมรันทดชีวิต

    ครั้งแรกสุดยิ่งใหญ่! THE COP CHARITY RUN 2025 วิ่งลอยฟ้า เพื่อการกุศล จัดโดย มูลนิธิพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

    วัดเขาช่องลมทำบุญวันบูรพาจารย์หลวงพ่อเหลือปฐมเจ้าอาวาสมรณกาลครบ 7 ปี

    วันหยุดคนทยอยแห่ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู (ท่านทองล้น) กันเนืองแน่น หวังถูกรางวัลที่ 1 เป็นรายที่ 17

    “หมอวรงค์” ยิงตรง 3 พรรค ชิงจัดขั้วรัฐบาล ถามคนไทยได้อะไรจากเงื่อนไข “พรรคส้ม” ล้มสร้างรธนใหม่ ยิ่งเสี่ยงเปิดทาง สร้างผลกระทบสถาบันหลักชาติหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294458&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CzqBzL5U8_OGawpt2tgTl

  • ผลนิด้าโพล คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ รองลงมาเป็นทหาร มอง Gen X เหมาะ

    ผลนิด้าโพล คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ รองลงมาเป็นทหาร มอง Gen X เหมาะ

    ผลนิด้าโพล 1,310 หน่วยตัวอย่าง ส่วนใหญ่หนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกรัฐมนตรี รองลงมาเป็นทหาร มองนายกฯ Gen X เหมาะสม เผย มีแนวโน้มเลือกพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่ได้มี สส. ในสภาฯ

    วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในการได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งหน้า

    เมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า

    • ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่
    • ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร
    • ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ
    • ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น)
    • ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ
    • ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
    • ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME)
    • ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น
    • ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น)
    • ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม
    • ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ
    • ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด
    • ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ
    • ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล
    • ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
    • ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน
    • ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง
    • ร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า

    • ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45-60 ปี)
    • ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29-44 ปี)
    • ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61-79 ปี)
    • ร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80-100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส.ระบบเขตเลือกตั้งจากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า

    • ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่
    • ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
    • ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
    • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
    • ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า

    • ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
    • ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่
    • ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
    • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
    • ร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879865&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LJtVD6KM3-ej-WJWQWQTp

  • จัดใหญ่! เปิดบ้านไทยจัดงานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันแนะแนวเส้นทางสู่อาชีพ 2568

    จัดใหญ่! เปิดบ้านไทยจัดงานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันแนะแนวเส้นทางสู่อาชีพ 2568

    31 สิงหาคม 2568 08:58 น. สยามรัฐออนไลน์ การศึกษา

    เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาไต้หวันและไทย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันในประเทศไทย จึงได้จัดงาน “งานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ” ประจำปีนี้ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30–31 สิงหาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยจากไต้หวันเข้าร่วมทั้งสิ้น 39 แห่ง และมีบริษัทไต้หวัน 12 แห่ง มาตั้งบูธรับสมัครคนไทยเข้าทำงาน

    ในปีนี้ผู้จัดงานได้รวบรวมมหาวิทยาลัยชื่อดังจากไต้หวันจำนวน 39 แห่ง มาให้บริการแนะนำหลักสูตร วิธีการสมัคร ข้อมูลทุนการศึกษา และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อยังต่างประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการสอบวัดทักษะภาษาจีนแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาการทดสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาจีนก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อให้ข้อมูลที่สมบูรณ์แก่ผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อในไต้หวัน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานยังมีโอกาสเข้าร่วมจับรางวัล โดยรางวัลใหญ่ที่สุดคือหลักสูตรภาษาจีนแบบเข้มข้น เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ได้รับรางวัลจะได้เรียนที่ศูนย์ภาษาจีนในสถาบันการศึกษาที่ไต้หวันฟรี! 

    นอกจากนิทรรศการการศึกษาแล้ว ยังมีกิจกรรมการแนะแนวอาชีพ โดยเชิญบริษัทไต้หวัน 12 แห่งมาตั้งบูธให้คำปรึกษาด้านฝึกงานและประกอบอาชีพ ช่วยให้นักศึกษาวางแผนประกอบอาชีพหลังจากสำเร็จการศึกษาอย่างมั่นใจ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนครู นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยมาเข้าชมงานนิทรรศการกันเยอะ ๆ

    นายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไต้หวันและไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา (TVET) และมอบโอกาสการฝึกภาคปฏิบัติให้แก่นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในไต้หวัน ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือในอนาคตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผน “ส่งเสริมให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนและพำนักในไต้หวัน” ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน จึงได้จัดพิธีเปิดศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร) อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการทางการศึกษาในเมือง: อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการเกี่ยวกับหลักสูตรเตรียมภาษาจีน แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนด้านวิชาการ และทรัพยากรความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้นักศึกษาไทยไปศึกษาและหางานทำในไต้หวัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวันในการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรด้านอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ (INTENSE Program)

    เนื่องจากไต้หวันมีคณาจารย์คุณภาพสูง สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นสากล การศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันจึงได้รับความนิยมจากนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด และกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค ในปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 120,000 คน ไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากไทยเกือบ 5,000 คน ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งนักศึกษาต่างชาติอันดับที่ 6 ของโลกที่มาเรียนในไต้หวัน ซึ่งแสดงถึงพลวัตด้านวิชาการอันเต็มเปี่ยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647901&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S9jfQSi2dfUfzn2sTsjJX

  • “นิด้าโพล” ชี้คนไทยเบื่อนักการเมืองในสภาฯ เลือกตั้งครั้งหน้า เป็นไปได้ขอลงคะแนนให้สส.-พรรคใหม่ ๆ | TOPNEWS

    “นิด้าโพล” ชี้คนไทยเบื่อนักการเมืองในสภาฯ เลือกตั้งครั้งหน้า เป็นไปได้ขอลงคะแนนให้สส.-พรรคใหม่ ๆ | TOPNEWS

    31 สค.2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในการได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง และร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) และร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม
    ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294338&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oLkSGouoQx3xcNT2ukyK8

  • ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หนุนนวัตกรรมวิทยาศาสร์ป้อนตลาดแรงงาน

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หนุนนวัตกรรมวิทยาศาสร์ป้อนตลาดแรงงาน

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หนุนนวัตกรรมวิทยาศาสร์ป้อนตลาดแรงงาน

    รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.จตุพร กระจายศรี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับบุคลากรคุณภาพ โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่ 

    ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเชิงเศรษฐกิจและสังคม 

    อีกทั้งยังมีหลักสูตรใหม่ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อบุคลากรออกสู่ตลาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

    อาจารย์ดร.ปิยะวัฒน์  ปิติกุลธรรม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรวิทยาศาตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีรูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการหรือต่อยอดในเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรมได้ 

    นอกจากนี้นักศึกษายังจะได้มีการฝึกปฏิบัติงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกสถาบันเพื่อเสริมสร้างทักษะทางด้านการวิจัย นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือนวัตกรด้านการแพทย์ และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในระดับที่สูงขึ้นได้ 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรภพ นัยเนตร หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าว่า หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร สนับสนุนระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นศาสตร์ที่บูรณาการองค์ความรู้ผสมผสานหลักการของวิศวกรรมเข้ากับชีววิทยาและการแพทย์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถออกแบบพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    โดยครอบคลุมงานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในทุกมิติ เช่น งานเครื่องมือแพทย์ งานวิศวกรรมโรงพยาบาล งานวิจัย รวมถึงงานด้านระเบียบข้อบังคับมาตรฐานทางด้านเครื่องมือแพทย์ นักศึกษาจะได้ฝึกจากห้องปฏิบัติการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริงทางการแพทย์ รวมถึงเพิ่มโอกาสสร้างเครือข่ายผ่านการเรียนแบบโมดูล โดยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนร่วมกับบุคลากรภายนอกในสายวิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการทำงาน

    รศ.ดร.วาณี ชนเห็นชอบ หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร แนะนำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ กล่าว่า ปัจจุบันอาหารทางการแพทย์และสุขภาพมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศในด้านนี้อยู่มาก จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้อย่างเร่งด่วน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยได้อย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T_ZtbxrmXm7UMgH5G2dHh

  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่ประเทศ

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่ประเทศ

    การศึกษา

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่ประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ มอบโล่เชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณแก่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงานด้านการอาชีวศึกษา ร่วมกับอีก 28 หน่วยงาน ภายในงานมหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา จัดขึ้น ณ ห้องปทุมมาศ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ในโอกาสนี้ นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. เป็นผู้แทนขึ้นรับโล่เชิดชูเกียรติจาก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา และการพัฒนากิจกรรมที่มุ่งเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพสู่ตลาดแรงงาน โดยสอดคล้องกับเป้าหมายของ สอศ. ในการยกระดับมาตรฐานทักษะ ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้การสนับสนุนการพัฒนาด้านอาชีวศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยังคงมุ่งมั่นเหนี่ยวนำร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการเตรียมกำลังคนรุ่นใหม่ ให้พร้อมเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ด้วยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบการศึกษาเพื่อความเสมอภาค และเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/444520&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kfwQO2y21LVv501gnqRpa

  • โอ้ว! “คนไทยอยากเปลี่ยน” เลือก “พรรคการเมืองใหม่”

    โอ้ว! “คนไทยอยากเปลี่ยน” เลือก “พรรคการเมืองใหม่”

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร 
    -ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ 
    -ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) 
    -ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ 
    -ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน 
    -ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) 
    -ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น 
    -ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) 
    -ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม 
    -ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ 
    -ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด 
    -ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ 
    -ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล 
    -ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 
    -ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน 
    -ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง 
    -ร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) 
    -ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) 
    -ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) 
    -ร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม
    ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา 
    -ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน 
    -ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน 
    -ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย 
    -ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา 
    -ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ 
    -ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน 
    -ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย 
    -ร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ 
    -ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง 
    -ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ 
    -ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
    -ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ 
    -ร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง 
    -ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย 
    -ร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ช่วงอายุ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี 
    -ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี 
    -ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี 
    -ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี 
    -ร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป 

    ศาสนา โดยตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ 
    -ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม 
    -ร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    สถานภาพ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด 
    -ร้อยละ 61.53 สมรส 
    -ร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ 

    การศึกษา โดยตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา 
    -ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา 
    -ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 
    -ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า 
    -ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 
    -ร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    อาชีพ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 
    -ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน 
    -ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ 
    -ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง 
    -ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน 
    -ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน 
    -ร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    รายได้ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ 
    -ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท 
    -ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท 
    -ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท 
    -ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท 
    -ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท 
    -ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท 
    -ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท 
    -ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท 
    -ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท 
    -ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป 
    -ร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966207&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NpdreeofK3nUKyuoG9BeH