Category: วัฒนธรรม

  • สพฐ.มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

    สพฐ.มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

    สพฐ.มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ปลื้มคนรุ่นใหม่โชว์ผลงานคลิป-ภาพถ่าย ต่อยอดแนวคิด ‘การศึกษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข” โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. พร้อมด้วยบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัล จำนวน 14 รางวัล รวม 20 คน เข้าร่วม ณ บริเวณหน้าห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมภาพลักษณ์ สพฐ. ประจำปี 2568 เป็นเวทีให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ และคุณค่าในการขับเคลื่อนงานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามบริบทของพื้นที่ ผ่านสื่อในรูปแบบคลิปวิดีโอ และภาพถ่าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการดึงศักยภาพของเด็กออกมา ที่สำคัญได้ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ สพฐ. ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีโรงเรียนกระจายอยู่ทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ลงไปในชุมชน รวม 29,005 โรงเรียน แต่บางคนยังไม่รู้ว่า สพฐ. คืออะไร จึงเป็นโอกาสดีที่เรามาช่วยกันผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อสารสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชนถึงคุณภาพของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนรับรู้ว่า สพฐ. ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอย่างไร และเผยแพร่ผลงานความดีนั้นออกสู่สังคม

    ด้าน นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. เปิดเผยว่า มีนักประชาสัมพันธ์หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ของ สพท.ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดประเภทคลิปวิดีโอ จำนวน 79 ทีม และนักเรียนในสังกัด สพฐ.ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดประเภทภาพถ่าย จำนวน 340 ทีม รวมทั้งสิ้น 419 ผลงาน

    สำหรับผลประกวด มีดังนี้ ประเภทคลิปวิดีโอ ได้รับรางวัล 5 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ  สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” โดยนายชนาวุฒิ ทองเชื้อ และนายเทวัณ ดำดี รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เรื่อง “แสงที่ซ่อนอยู่” โดย น.ส.ทิพย์สุคนธ์ ทิพย์เนตร และนายกรัณฑา นามทิพย์ รางวัลรองชนะเลิศอับดับสอง สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน” โดย นายธันวา ศรีสุภาพ และนายพงศ์ศักดิ์ แสนสุภา รางวัลชมเชย สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 เรื่อง “ไชยา ไชโยขอแค่มีความสุข…” โดยนายสุทิน เสาแก้ว และนายไชยา พรมวงค์ สพม.เลย-หนองบัวลำภู เรื่อง “เพาะ (Grow)” โดยนายจิตติศักดิ์ นามวงษา และ นายสุวัฒน์ชัย จันทร์สว่าง ส่วนรางวัลยอดผู้ชมสูงสุด (Top View) ตกเป็นของ สพม.ตาก เรื่อง “เดอะคีเพลอะ” และ สพป.นครพนม เขต 1 เรื่อง “หนังสั้น ปั้นฝัน”

    ประเภทภาพถ่าย ได้รับรางวัล 6 ทีม จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ รร.บรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข” โดย ด.ช.กลทีป์ ใจเก่งดี และนายเรวัตร อินมณเฑียร รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง รร.บ้านซำตาโตง สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ชื่อภาพ “ห้องเรียนหลากมิติ” โดย ด.ช.ธนธรณ์ ท่าหาญ และนายอภิวัฒน์ เวียงคำ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง รร.โยธินบูรณะ เพชรบุรี สพม.เพชรบุรี ชื่อภาพ “ความสุข ที่เท่าเทียม” โดย ด.ช.ศิริโชค นะสีห์โต และนายกฤษฎา พนันชัย รางวัลชมเชย รร.สอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ชื่อภาพ “เรียนจากดิน กินได้ มีสุข” โดย  ด.ช.ธนกฤต วุฒิเพ็ชร และนายชนาวิชญ์ กิจสมุทร รร.นครหลวง (พิบูลประเสริฐวิทย์) สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 ชื่อภาพ “เทคโนโลยีสร้างสุข ห้องเรียนสร้างอนาคต” โดย ด.ช.จิรพงศ์ แสงกฤช และ น.ส.พิมพ์จันทร์ มีสมยุทธ์ ส่วนรางวัลยอดผู้กดถูกใจสูงสุด (Top Likes) คือ รร.ตากพิทยาคม สพม.ตาก ชื่อภาพ “แสงแห่งความหวัง” โดยนายภูริณัฐ บุญเม่น และนายพีระพล อยู่รัศมี และ รร.บรบือ สพม.มหาสารคาม ชื่อภาพ “บ้านเฮา เท่ากับความสุข”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vilXDcHKw4fZ9hP0VZ-2Z

  • ‘อ๊อฟ พงษ์พัฒน์’ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง ลั่นไม่ขอวิจารณ์ แต่ฝากเรื่องความซื่อสัตย์! | เดลินิวส์

    ‘อ๊อฟ พงษ์พัฒน์’ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง ลั่นไม่ขอวิจารณ์ แต่ฝากเรื่องความซื่อสัตย์! | เดลินิวส์

    เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “อิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จนทำให้เก้าอี้ผู้นำประเทศสั่นสะเทือน และการเมืองไทยก้าวเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนอีกครั้ง ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

    ล่าสุดในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2567 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ด้าน “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง ได้เผยทัศนคติเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการเปลี่ยนผู้นำประเทศ โดยเปรียบเทียบกับการทำงานในวงการบันเทิงที่ตนเองยึดถือมาโดยตลอด พร้อมทั้งประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์และละครไทยที่กำลังเป็นกระแสปมร้อนในตอนนี้

    โดย อ๊อฟ เผยว่า “สำหรับความเห็นเรื่องลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และละคร ในมุมมองของผมในฐานะผู้กำกับและผู้จัดละคร เรื่องลิขสิทธิ์มันเป็นเรื่องตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ถ้าคุณละเมิดลิขสิทธิ์ก็ถือว่าผิดทั้งในเชิงจรรยาบรรณและกฎหมาย แต่สุดท้ายแล้วเรื่องผิดถูกก็ต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล เราเองรับรู้เพียงข่าวสารเท่าที่เขาอยากให้รู้ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นเรื่องของใครถูกใครผิด ซึ่งที่ผ่านมาผมยังไม่เคยมีปัญหาเรื่องการไปละเมิดใคร มีแต่เคยถูกละเมิด เพราะสมัยก่อนเราทำละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของเราที่เราแต่งเอง แต่สุดท้ายจะมารีเมคไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นของตัวเอง ถามว่าเรื่องนี้แก้ไขยังไง ก็เปลี่ยนเรื่องใหม่ แค่นั้นเอง เรื่องที่แล้วคิดเองได้ ทำไมเรื่องใหม่จะคิดไม่ได้ล่ะ

    ส่วนประเด็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้ มีคนเคยมาปรึกษาไหม ผมบอกเลยว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องมาปรึกษาผมหรอกครับ ควรไปปรึกษานักกฎหมายดีกว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ถูกต้อง อันไหนที่เราคิดว่าจะไปละเมิดสิทธิก็ควรแจ้งเจ้าของเขา ผมว่ามนุษย์เรามีความเมตตาอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนไทยด้วยกันเอง คนในวงการด้วยกันเอง หยวนๆ กันได้ ประนีประนอมกันได้ ผมว่าเรื่องลิขสิทธิ์หรืออะไรก็ตาม การพูดคุยกันไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะปวดหัวทีหลัง มีหลายครั้งที่คนทำละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้คุยกันให้เรียบร้อย แล้วมาโดนเรียกค่าเสียหายทีหลังก็มีเยอะแยะไปหมด

    ถามว่าเราเคยฟ้องใครไหม ผมฟ้องเมียอย่างเดียว (หัวเราะ) ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเท่าไหร่ ทุกวันนี้แม้แต่จะร้องเพลงของตัวเองยังต้องขออนุญาตคนแต่ง ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกต้องของเขา และต้องเสียเงินให้บริษัทต้นสังกัดด้วย เราก็ทำตามกฎของเขา นักร้องทุกคนสัญญาก็เป็นแบบนั้น เราก็ต้องเคารพสัญญาและอยู่กับมันมา 40 ปีแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องแก้ด้วยกฎหมาย อย่าแก้ด้วยอารมณ์ เพราะถ้าใช้อารมณ์แล้วมีตั้งแต่ด่ากัน ต่อยกัน ยิงกัน ฆ่ากัน เยอะแยะไปหมด ต้องตั้งสติให้ดี ถ้าแก้ปัญหาด้วยอารมณ์แล้ว ผมว่ามันบันเทิงแน่ๆ”

    ผู้กำกับชื่อดัง ได้เผยต่อว่า “สำหรับเหตุการณ์ตอนนี้ที่บ้านเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ เฮ้อๆ ชั่วโมงนี้ เวลานี้เฮ้อ มีความหวังไหม ทุกวันนี้ผมไม่อยากพูด เดียวจะโดนสีนั้นสีนี้มาอีก ขออนุญาตไม่วิจารณ์ก็แล้วกัน เราเป็นแค่คนไทยต้องทำตามกฎหมายเรื่องของการเลือกตั้ง แล้วเผอิญคนส่วนมากของประเทศเราเลือกพรรคหนึ่ง แล้วพรรคหนึ่งมาจัดตั้งรัฐบาล เราก็ต้องให้สิทธิเขาจัดตั้ง เขาจะเอาใครมาเป็นนายกฯ เราไม่สามารถกำหนดได้ แต่เราสามารถเฝ้าดูการทำงานของเขาได้ ชอบได้ไม่ชอบได้ วิจารณ์ได้ในขอบเขตเป็นสิทธิของเรา เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็นนายกฯ ก็เหมือนกันแหละ ผมเองทำงานระบบการทำงานของผมคือผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมเลือกคนเก่งมาทำงาน ผมเลือกผู้ช่วยเก่งๆ ผมเลือกนักแสดงดีๆ เอ๋-กษมา หม่ำ จ๊กมก นี่คล่องมาก หรือฝ่ายศิลป์เลือกเก่งๆ มาอุ้มเรา นี่คือการทำงานของผม แล้วถ้ารัฐบาลเอาแบบนี้ไปทำได้นะครับ ท่านไม่ต้องเก่งไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง เอาคนเก่งมาแต่ขอให้เก่งจริง แล้วที่สำคัญสุดในเรื่องของประเทศชาติคือความซื่อสัตย์ จริยธรรมต้องมีครับ

    ส่วนสิ่งที่อยากให้แก้มากที่สุด หรือเรื่องเร่งด่วน ก็เยอะนะ ผมว่าที่ไม่เคยได้รับการแก้หรือเหลียวแลเลยคือปัญหาปากท้องของผู้ไม่มีอันจะกิน ผู้มีรายได้น้อย ไม่เคยแก้ปัญหาเลย ที่ทำอยู่นี้ประชานิยมล้วนๆ ไม่ว่าเรื่องแจกเงินแจกอะไรกัน มันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น คุณจะให้เขาได้อาหาร แทนที่คุณจะแจกเบ็ดไปแจกปลาเลยเอาไปกินมื้อเดียวก็หมดเลย แต่ถ้าคุณแจกเบ็ดสอนวิธีหาเหยื่อสอนตกเบ็ดมันกินได้ตลอดชีวิตนะ นี่คือฐานของธรรมชาติสุด นี่เหรอจนเหรอเอาเงินไปๆ เงินจากไหนก็งบประมาณ เฮ้อ ผมไม่ใช่รัฐบาลนะ ผมไม่ใช่คนเก่งจะมาเชิญผมไปเป็นรัฐมนตรีนั่นนี่ผมไม่ไปนะ แต่ว่ามันง่ายๆ แค่นี่เองนะ โอ้พูดมากไปแล้ว เดียวเขายึดปริญญาคืน (ยิ้ม)”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5069837/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vshXHrJ6Bg51O2lTUL8EK

  • สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ส.ค.68 เผยดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดในรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านโดดเด่นกว่ารัฐบาล สะท้อนประชาชน “เครียดการเมือง-เครียดเงินในกระเป๋า” ฉุดความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง

    วันที่ 31 สิงหาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง 2,208 คน ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนสิงหาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.71 คะแนน (เดือนกรกฎาคม 2568 ได้ 3.86 คะแนน)

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

    (1) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.59 เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา
    (2) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.26 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (3) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 4.15 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (4) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.09 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (5) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 3.98 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (6) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 3.93 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (7) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 3.74 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (8) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 3.73 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (9) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.71 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (10) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.68 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (11) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.65 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (12) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.65 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (13) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.63 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (14) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.62 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (15) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 3.58 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (17) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.56 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (18) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.54 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (19) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.53 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (20) สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม ได้ 3.51 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (21) ราคาสินค้า ได้ 3.49 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (22) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.44 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.42 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (24) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.41 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (25) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.18 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา

    สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทโดดเด่นในเดือนสิงหาคม 2568 

    • นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

    อันดับ 1 ร้อยละ 38.16 ระบุ ภูมิธรรม เวชยชัย
    อันดับ 2 ร้อยละ 35.86 ระบุ มาริษ เสงี่ยมพงษ์
    อันดับ 3 ร้อยละ 25.98 ระบุ แพทองธาร ชินวัตร

    • นักการเมืองฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ร้อยละ 51.15 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
    อันดับ 2 ร้อยละ 30.66 ระบุ รักชนก ศรีนอก
    อันดับ 3 ร้อยละ 18.19 ระบุ พริษฐ์ วัชรสินธุ
     
    4. ผลงานของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบในเดือนสิงหาคม 2568

    • ผลงานฝ่ายรัฐบาล

    อันดับ 1 ร้อยละ 40.90 ระบุ โอนเงินช่วยชาวนา
    อันดับ 2 ร้อยละ 31.79 ระบุ นำคณะทูตและสื่อต่างชาติลงพื้นที่ชายแดน
    อันดับ 3 ร้อยละ 27.31 ระบุ ปิดดีลภาษีทรัมป์ 19%

    • ผลงานฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ร้อยละ 50.42 ระบุ ตรวจสอบการดำเนินงานให้โปร่งใส
    อันดับ 2 ร้อยละ 27.73 ระบุ ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาชายแดนไทย
    อันดับ 3 ร้อยละ 21.85 ระบุ อภิปรายงบประมาณ 2569

    สรุปผลการสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย เดือนสิงหาคม 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,208 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคม 2568 เฉลี่ย 3.71 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ได้ 3.86 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.59 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.18 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ภูมิธรรม เวชยชัย ร้อยละ 38.16 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 51.15 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ โอนเงินช่วยชาวนา ร้อยละ 40.90 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการดำเนินงานให้โปร่งใส ร้อยละ 50.42

    น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนสิงหาคมต่ำสุดในรอบ 20 เดือน สะท้อนว่าประชาชนวันนี้ทั้ง “เครียดการเมือง” และ “เครียดเงินในกระเป๋า” ไปพร้อมกัน ทั้งคดีการเมือง สถานการณ์ไทย-กัมพูชา นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และปัญหาค่าครองชีพ ล้วนกระทบต่อความรู้สึกและทำให้ความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง จนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เข้ามาและพิสูจน์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/729657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zDfFUHtrzK2o-zq6yGGZB

  • ‘กนอ.’ศึกษาต้นแบบนวัตกรรม-ความปลอดภัย 3 องค์กรญี่ปุ่น

    ‘กนอ.’ศึกษาต้นแบบนวัตกรรม-ความปลอดภัย 3 องค์กรญี่ปุ่น

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

    นายอัฏฐพล นิธิสุนทรวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายงานผู้ว่าการ 1 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. ในการเป็นหัวหน้าคณะนำคณะเจ้าหน้าที่ กนอ.และสื่อมวลชน เดินทางมาศึกษาดูงาน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 27– 31 สิงหาคม 2568 เพื่อเรียนรู้และถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 3 องค์กรชั้นนำของญี่ปุ่น ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม การบริหารจัดการเชิงธรณีวิทยา และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

    โดยครั้งนี้ได้ศึกษาดูงานใน 3 สถานที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ (AIST) ซึ่งเป็นศูนย์นิทรรศการของสถาบัน AIST เพื่อเรียนรู้ความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงของญี่ปุ่น ซึ่งภารกิจของ AIST สอดคล้องโดยตรงกับพันธกิจของ กนอ. ในการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึก การดูงานครั้งนี้จะทำให้ กนอ. สามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) และส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาภายในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    2.พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา (Geological Museum, GSJ, AIST) โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยา ซึ่งสอดคล้องต่อภารกิจของ กนอ.ในด้านการวางผังและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่ง กนอ. ให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ตั้งที่มีความเหมาะสมและมั่นคงทางธรณีวิทยา เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับโรงงานอุตสาหกรรม การศึกษาดูงานในส่วนนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในการประเมินและบริหารจัดการที่ดินตามหลักธรณีวิทยา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    3.ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติฮอนโจ (Honjo Bosai-kan) เพื่อสัมผัสประสบการณ์จำลองและฝึกฝนการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ เช่น แผ่นดินไหว อุทกภัย และไฟไหม้  ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจของ กนอ. ในการสร้างความปลอดภัยและบริหารจัดการความเสี่ยงภายในนิคมอุตสาหกรรม องค์ความรู้ที่ได้จะถูกนำมาพัฒนาระบบเฝ้าระวัง แผนเผชิญเหตุ และส่งเสริมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างหลักประกันว่าการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของไทยมีความปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน

    “การเดินทางมาศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ กนอ.ที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเราเชื่อมั่นว่าการถอดบทเรียนจากต้นแบบความสำเร็จระดับโลกของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในมิติของนวัตกรรม ความยั่งยืน และความปลอดภัย จะเป็นทั้งกุญแจสำคัญและพิมพ์เขียวแห่งอนาคตในการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ผ่านการสร้างนิคมฯ อัจฉริยะที่แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี มีเสถียรภาพมั่นคง และมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน”นายอัฏฐพล กล่าว

    -033

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910894&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kwIypA6NJFQr0obox8VKg

  • ดูดวงรายวันประจำวันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์

    ดูดวงรายวันประจำวันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์

    ดูดวงรายวันประจำวันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์

    • การงาน : ทำธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนน้อยแต่ได้กำไรดี
    • การเงิน : พบรายจ่ายมากเป็นพิเศษ
    • ความรัก : มีโอกาสได้พบคู่บุญ

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • บริจาคอุปกรณ์การศึกษา
    • อัญมณีมงคล : ไพลิน
    • สีมงคล : สีน้ำเงิน
    • เลขนำโชค : 1, 2, 5, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 1- 7 กันยายน 2568 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม) 

    • 05:59 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ 
    • 08:09 – 14:29 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่ 
    • 08:45 – 12:59 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ           
    • 09:00 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่         
    • 06:00 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/313039/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aqIxcCmvA6GGxka7K-RVU

  • สจด. ต้อนรับคณะผู้ฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานอุดมศึกษาระดับกลาง (สายสนับสนุนวิชาการ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ต้อนรับคณะผู้ฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานอุดมศึกษาระดับกลาง (สายสนับสนุนวิชาการ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/114756/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KIq_GNmsno_sN6oB6d0kt

  • “นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6 เดินหน้าหนุน “ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก” | TOPNEWS

    “นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6 เดินหน้าหนุน “ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก” | TOPNEWS

    โครงการ Wellness CNB รุ่นที่ 6 มีองค์กรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม จำนวนมากเข้าร่วมโครงการ อาทิ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนรัชชประภา  โรงแรมเซ็นทารา อ่าวนาง บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่ โรงแรมเซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่  โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ   โรงเรียนพระอินทร์ศึกษา (กล่อมสกุลอุทิศ) บริษัท กิจดี ดีไซน์ จำกัด เป็นต้น

    โดยองค์กรที่มีผลงานดีเลิศทุกด้านคว้ารางวัลเกียรติยศ “THAILAND WellnessCorporate Nation-Building Award” 2025 คือ โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ ประธานในพิธี กล่าวว่า “การสร้างสภาวะของสุขสภาพที่ดีหรือ Wellness ของบุคลากร ในองค์กรต่าง ๆ จะนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งในด้านกาย-ใจ-จิต ซึ่งจะทำให้บุคลากรเหล่านั้นมีขีดความสามารถสูงในการทำงาน ส่งผลให้ทุกองค์กรมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ร่วมดำเนินกิจการได้อย่างมี Productivity สูง และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายดังที่ตั้งใจไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญยิ่ง ในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ประเทศ ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่งคั่ง ยั่งยืน”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมี Wellness เป็นจุดแกร่งที่สุดของประเทศ สถาบันการสร้างชาติมีวิสัยทัศน์อยากทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก เป็นต้นแบบที่ดีที่สุดของโลกด้าน Wellness ได้โดยส่งเสริมการจัดระบบการทำงานเพื่อทำให้ทุกสถานที่ทํางานช่วยสร้าง Wellnessให้พนักงานได้ครบถ้วนทุกมิติ ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง เพื่อให้ประเทศไทยที่เรารักเป็นเมืองแห่งความสุข นำสิ่งดีร่วมสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองและจะเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ด้วย จึงได้มีโอกาสนำเสนอต่อรัฐบาลให้มีการบรรจุ Wellness เข้าเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้คนไทยมี Wellness ที่ดี และทำให้ประเทศไทยพ้นความจนประชาชนอยู่ดีกินดีมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงต่อไป

    “ดังนั้น โครงการ Wellness CNB จะช่วยวางรากฐานที่สำคัญสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของประชากรไทยด้วย เป็นโครงการที่พนักงานก็ Win องค์กรก็ Win สังคมก็ Win และประเทศชาติก็ Win ด้วย สถาบันการสร้างชาติ จึงเป็นศูนย์รวมคนดี คนเก่ง คนกล้า เป็นสถาบันที่สร้างคน เพื่อคนจะไปสร้างชาติต่อ จึงขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งที่ 6 นี้ และอยากเชิญชวนหน่วยงานทุกประเภทในประเทศเข้าร่วมทำโครงการนี้ด้วยกัน”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ระบุ

    ขณะที่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการแพทยสภา ประธานอำนวยการหลักสูตร นสช.Wellness กล่าวว่า แสดงความยินดีกับ “รางวัลที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ มิได้สะท้อนเพียงความสำเร็จขององค์กรของท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานแห่งความตั้งใจ ความพยายามและการทุ่มเทอย่างจริงจังในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างสุขสภาพที่ดี ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม ทั้งภายในองค์กร และส่งต่อไปยังสังคม ประเทศชาติของเรา ทั้งยังทำให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจให้กับทั่วโลก ผมขอชื่นชมทุกท่านที่ได้เข้าร่วมโครงการ Wellness CNB และได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ การที่ทุกท่านได้ร่วมลงมือขับเคลื่อนโครงการฯ นี้ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของสังคมไทยแล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294890&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29lcLxXAFN6tYK5w4gClX3

  • กินอย่างไรให้นอนได้ดี ? อาหารบางชนิดช่วยให้หลับง่าย-หลับสนิท อย่างคาดไม่ถึ – BBC News ไทย

    กินอย่างไรให้นอนได้ดี ? อาหารบางชนิดช่วยให้หลับง่าย-หลับสนิท อย่างคาดไม่ถึ – BBC News ไทย

    กินอย่างไรให้นอนได้ดี ? อาหารบางชนิดช่วยให้หลับง่าย-หลับสนิท อย่างคาดไม่ถึง

    .

    ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

      • Author, เจสสิกา แบรดลีย์
      • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

    ทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลังลืมตาตื่นนอนขึ้นมาบนเตียงตอนเช้า เพราะเมื่อคืนสวาปามอาหารค่ำหรืออาหารมื้อดึกจนแน่นท้องก่อนนอน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากในการย่อยอาหารมื้อใหญ่ไขมันสูง แทนที่จะได้พักผ่อนนอนหลับจริง ๆ ตามที่ต้องการ ทั้งยังพลอยส่งผลรบกวนให้คุณภาพการนอนย่ำแย่ลงไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยาก เพราะมีวิธีปรับปรุงคุณภาพการนอนของคนเรา ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นเวลา รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวอย่างเช่นกาเฟอีน นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกรับประทานอาหารบางชนิดเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้ด้วย

    ต้องเลือกกินอาหารบางชนิด หรือปรับเปลี่ยนโภชนาการทั้งหมด ?

    ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นในอดีต พบว่าการกินอาหารบางชนิดเป็นมื้อเย็นหรือกินก่อนนอน สามารถจะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับอย่างได้ผล เช่นการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กครั้งหนึ่งพบว่า น้ำคั้นจากผลเชอร์รีที่มีรสเปรี้ยวอมฝาด จะช่วยให้หลับง่ายและหลับสนิทมากขึ้น

    ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งก็พบว่า การรับประทานผลกีวีก่อนนอนก็ช่วยได้เช่นกัน งานวิจัยอีกหลายชิ้นยังชี้ว่า การดื่มนมอุ่นก่อนนอนช่วยให้หลับดี เพราะในนมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) อยู่สูงมาก ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นให้ร่างกายนำไปสังเคราะห์เมลาโทนิน (melatonin) หรือ “ฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ” ที่จะทำให้หลับง่ายนั่นเอง

    เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น ของมนุษย์ โดยร่างกายจะผลิตเมลาโทนินมากขึ้นในช่วงตกเย็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลง อย่างไรก็ตาม เราสามารถจะรับเมลาโทนินเข้าสู่ร่างกายโดยตรงได้ ผ่านการกินอาหารชนิดต่าง ๆ เช่นไข่, ปลา, ถั่ว, และเมล็ดพืช

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • Sarvesh

    • น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน เมื่อครั้งที่ความสัมพันธ์ของทั้งตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุนยังดีอยู่

    • แพทองธาร ไหว้อำลา ครม.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผลการทดลองหลายครั้งพบว่า น้ำเชอรี่ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นได้

    ดร.มารี-ปิแยร์ ซานตอนจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โภชนาการ จากสถาบันโภชนาการมนุษย์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ บอกว่า “คุณจะมาทึกทักเอาเองไม่ได้ว่า เราสามารถจะกินของไม่ดีตามใจปากได้ตลอดทั้งวัน แล้วค่อยมาดื่มน้ำเชอร์รีตอนก่อนนอนก็พอแล้ว”

    ดร.ซานตอนจ์อธิบายว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการสกัดสารที่มีคุณค่าจากอาหาร เพื่อให้ร่างกายนำมาผลิตสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการนอนหลับ เป็นกระบวนการที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง แต่อาหารการกินที่เข้าสู่ร่างกายตลอดทั้งวันต่างหาก คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

    อาหารการกินแบบไหนช่วยให้หลับดี

    ผศ.ดร.เอริกา แจนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ บอกว่าผลการศึกษาวิจัยล่าสุดชี้ว่า อาหารที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นพืช หรือ “แพลนต์-เบส” (plant-based) ดูเหมือนจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อการนอนหลับมากที่สุด ซึ่งอาหารประเภทนี้รวมถึงธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี, ผลิตภัณฑ์จากนม, และโปรตีนที่มีไขมันต่ำอย่างเนื้อปลา

    ผู้เข้าร่วมการทดลองดังกล่าวกว่า 1,000 คน ได้รับมอบหมายจากทีมผู้วิจัย ให้พยายามกินผักผลไม้เพิ่มขึ้นในทุกวัน ก่อนที่ทีมวิจัยจะติดตามความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาในเรื่องของการนอน

    ขั้นตอนการวิจัยในลำดับก่อน-หลังเช่นนี้ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมให้แน่ใจว่า การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นำไปสู่การนอนหลับที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้จริง โดยทั้งสองสิ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์กันด้วยเหตุผลที่กลับตาลปัตร ซึ่งก็คือคนที่นอนหลับได้ดีอยู่แล้ว มีแนวโน้มจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

    ผศ.ดร.แจนเซนยังพบว่า ผู้หญิงที่กินผักผลไม้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน มีแนวโน้มสูงกว่าผู้ชายถึงกว่าสองเท่า ที่อาการนอนไม่หลับจะดีขึ้น

    งานวิจัยที่ทำขึ้นในประเทศสเปน ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2024 ได้สำรวจพฤติกรรมการนอนและอาหารการกินของนักศึกษา 11,000 คน พบว่า 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้รับทริปโตแฟนจากอาหารน้อยที่สุดในแต่ละวัน มีคุณภาพการนอนต่ำกว่าเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด ทีมผู้วิจัยจึงสรุปว่า การได้รับทริปโตแฟนในปริมาณที่ต่ำเกินไปนั้น เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องการนอนได้น้อยชั่วโมงหรือนอนไม่หลับ

    ผศ.ดร.แจนเซน อธิบายว่า ทริปโตแฟนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนอน เพราะเป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งจะถูกแปลงให้กลายเป็นเมลาโทนินในที่สุด “หากร่างกายไม่มีทริปโตแฟน หรือไม่ได้รับเมลาโทนินเพิ่มเติมจากแหล่งอาหารโดยตรง ระดับของเมลาโทนินที่ร่างกายผลิตได้ก็จะลดลงไปด้วย”

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ถั่วเมล็ดแห้งและธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ถูกขัดสี มีสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.แจนเซนเตือนว่า การกินอาหารที่มีทริปโตแฟนสูง ไม่ช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับได้ทั้งหมด เพราะคนเราจำเป็นจะต้องกินคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยไฟเบอร์สูง เช่นถั่วเมล็ดแห้งหรือธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ถูกขัดสี ควบคู่กันไปกับทริปโตแฟนด้วย เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการนอนหลับ ถูกย่อยและดูดซึมได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถซึมผ่านกระแสเลือดเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ควบคุมการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เคยมีการทดลองกับสัตว์ที่พิสูจน์ว่า สารจำพวกโพลีฟีนอล (polyphenols) ในพืช มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ดร.ซานตอนจ์เห็นว่า การทดลองแบบเดียวกันในมนุษย์ไม่อาจทำได้โดยง่าย เพราะฐานข้อมูลที่แสดงถึงปริมาณโพลีฟีนอลในพืชชนิดต่าง ๆ นั้น อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเสมอไป จนทำให้การตรวจวัดปริมาณของสารโพลีฟีนอลที่มนุษย์ได้รับจากอาหาร พลอยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปด้วย

    สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะปริมาณโพลีฟีนอลในพืชจะผันแปรขึ้นลงตลอดเวลา โดยแตกต่างกันไปในแต่ละงวดการเก็บเกี่ยวในแต่ละปี รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับคุณภาพและชนิดของดินที่ใช้ปลูกพืช, สภาพอากาศ, และกระบวนการทางการเกษตร ส่วนเมลาโทนินในพืชก็เช่นเดียวกัน อาจมีการผันแปรขึ้นลงได้ตามสถานที่และวิธีการเพาะปลูกพืช

    แมกนีเซียมช่วยได้แค่ไหน

    แมกนีเซียมเป็นสารอาหารจำพวกแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยให้นอนหลับได้ง่าย และพบได้มากในอาหารที่มีพืชเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากแมกนีเซียมช่วยลดระดับคอร์ติซอล (cortisol) หรือ “ฮอร์โมนเครียด” รวมทั้งช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย

    มีคำแนะนำว่าผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีข้อจำกัดทางสุขภาพ ควรได้รับแมกนีเซียมประมาณ 420 มิลลิกรัมต่อวัน จากการกินอาหารหลายชนิด เช่นผักใบเขียวอย่างผักโขม, ถั่วเมล็ดแห้ง, ถั่วเปลือกแข็ง, เมล็ดพืช, และธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เวลาที่คุณเลือกรับประทานอาหาร สามารถจะมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพการนอนได้

    แต่ถึงกระนั้น หลายคนก็ยังขาดแมกนีเซียม สาเหตุบางส่วนมาจากการกินอาหารแบบตะวันตก ซึ่งมีพืชผักผลไม้น้อย แต่เต็มไปด้วยอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก (UPF) สาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากวิธีการเพาะปลูกที่ใช้สารเคมีปริมาณมาก ทำให้ธาตุแมกนีเซียมในดินที่ใช้ปลูกพืชลดลง

    งานวิจัยของดร.ฮีเทอร์ เฮาเซนบลาส ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย จากมหาวิทยาลัยแจ็กสันวิลล์ของสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2024 ระบุว่าได้ให้คนที่นอนไม่หลับหรือมีคุณภาพการนอนย่ำแย่จำนวนหนึ่ง กินแมกนีเซียมเสริมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นได้สลับให้กินยาหลอกต่ออีก 2 สัปดาห์ โดยตลอดระยะเวลาของการทดลองทั้งหมด นักวิจัยได้ให้กลุ่มตัวอย่างสวมอุปกรณ์วัดคุณภาพการนอนติดตัวไว้ ทั้งยังให้รายงานความรู้สึกหลังตื่นนอน ว่าตนเองนอนหลับได้ดีแค่ไหนด้วย

    ดร.เฮาเซนบลาสพบว่า การหลับลึกและการหลับฝันในช่วง REM ของกลุ่มตัวอย่าง มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่า เมื่อได้กินแมกนีเซียมเสริม ทีมผู้วิจัยยังคาดการณ์ว่า แมกนีเซียมอาจส่งผลดีต่อการนอนนานกว่า 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่แน่ใจกับผลการศึกษาในส่วนนี้มากนัก

    แม้ผลการวิจัยของเธอจะพิสูจน์ว่า แมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคุณภาพดี สามารถช่วยให้คนส่วนใหญ่นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ดร.เฮาเซนบลาสก็กล่าวเตือนไว้เช่นกันว่า แมกนีเซียมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ยารักษาโรคนอนไม่หลับแบบครอบจักรวาล “แค่กินแมกนีเซียมก่อนนอน ไม่ช่วยแก้ปัญหาการนอนทั้งหมดที่คุณมีอยู่ได้ หากไม่ออกไปโดนแดดกลางแจ้งหรือออกกำลังกายเสียบ้าง และหากคุณยังคงกินแต่อาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก หรือมีวงจรการหลับ-ตื่น ที่ไม่แน่นอน แมกนีเซียมก็ไม่ช่วยอะไร”

    ผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2017 พบว่าการกินแมกนีเซียมเสริมทุกวัน ทำให้ภาวะเครียดวิตกกังวลและซึมเศร้าลดลงอย่างมาก โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ขึ้นอยู่กับเพศ, วัย, หรือระดับความรุนแรงของโรคทางใจที่เป็นอยู่ก่อนหน้านั้น ผลวิจัยจำนวนมากยังชี้ว่า อาหารที่มีผักผลไม้อยู่ในปริมาณสูง ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้าดีขึ้น

    เปลี่ยนพฤติกรรมการกินช่วยได้ไหม ?

    แม้การกินมื้อค่ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนได้ แต่การปรับเปลี่ยนเรื่องเวลาในการกิน หรือช่วงของมื้ออาหารที่เรากินตลอดทั้งวัน อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้มากขึ้น “หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนนอน คือต้องหยุดกินก่อนเข้านอนราว 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่กินอาหารมื้อใหญ่ที่มีแคลอรีสูงในตอนนั้นเด็ดขาด” ดร.แจนเซนกล่าว

    ดร.แจนเซนให้คำอธิบายต่อเรื่องนี้ว่า การกินแต่หัววันหรือกินแต่เฉพาะในช่วงที่ฟ้ายังไม่มืด ช่วยให้ร่างกายสามารถแยกแยะได้ดีขึ้นว่า เวลากลางวันมีไว้สำหรับการกิน และกลางคืนมีไว้สำหรับการนอน “เมื่อมีการแบ่งแยกกลางวันกลางคืนอย่างชัดเจนขึ้น สมองจะรับรู้ได้ง่ายว่าถึงเวลานอนแล้ว นอกจากนี้ สมองของคนเราเริ่มต้นใหม่ในทุกเช้า และการรับแสงแดดยามเช้าก็สำคัญ ต่อการปรับตั้งนาฬิกาชีวภาพเสียใหม่”

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การกินเมลาโทนินเสริมช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้ แต่เราก็สามารถจะได้รับเมลาโทนินจากอาหารเช่นกัน

    ดร.แจนเซน ยังกล่าวเสริมว่า “จังหวะเวลาในการกิน เป็นการให้สัญญาณเพื่อบอกร่างกายอีกทางหนึ่งว่า ตอนนี้เป็นเวลาไหนแล้ว ร่างกายคนเราจะรับรู้ถึงการทำงานของตนเองได้ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อมีการทำสิ่งเดียวกัน ในเวลาเดียวกันทุกวัน”

    งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การการกินอาหารเช้าที่มีผลิตภัณฑ์นมเป็นส่วนประกอบหลัก ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สว่างเจิดจ้า อาจมีประโยชน์ต่อการนอน มากกว่าการกินอาหารแบบเดียวกันในห้องที่มีแต่แสงไฟสลัว เนื่องจากการกินอาหารเช้ากลางแจ้ง จะช่วยให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินออกมามากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ดร.ซานตอนจ์บอกว่า แวดวงวิทยาศาสตร์ยังคงไม่อาจให้คำตอบที่แน่ชัด ในเรื่องที่ว่าการกินเมลาโทนินเสริม ทั้งในรูปแบบของยาหรือที่มาจากอาหารจำพวกพืช มีอิทธิพลต่อการผลิตเมลาโทนินในร่างกายหรือไม่ และส่งผลต่อการนอนหลับอย่างไร “นอกจากนี้ เรายังไม่รู้เลยว่า ระบบเผาผลาญได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เรากินเข้าไปหรือไม่ เรื่องนี้อาจสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการนอนอย่างมาก และเราจำเป็นต้องศึกษาแบบเจาะลึก ถึงเรื่องกลไกเหล่านี้ให้มากขึ้น”

    ดร.แจนเซนเห็นพ้องกับดร.ซานตอนจ์ว่า การวิจัยเรื่องอาหารการกินกับการนอนหลับ เป็นหัวข้อที่ยากยิ่งต่อการศึกษา โดยยังมีข้อสงสัยหลายเรื่องที่ยังไม่อาจหาคำตอบได้ เช่นปริมาณของเมลาโทนินในอาหารที่เราควรได้รับ ซึ่งไม่รู้ว่าเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อการออกฤทธิ์ให้นอนหลับได้

    “เป็นเรื่องยากที่จะศึกษาว่า ระหว่างแสงกับอาหารนั้น สิ่งใดมีอิทธิพลต่อเมลาโทนินมากกว่ากัน หรือว่าทั้งสองอย่างต่างทำงานร่วมกัน” ดร.แจนเซนกล่าว

    กินอย่างไรดีที่สุดต่อการนอนหลับ

    โดยสรุปแล้วดูเหมือนว่า อาหารแพลนต์เบสที่มีพืชเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์ต่อการนอนหลับมากที่สุด และหากสามารถควบคุมการกิน ให้ตรงเวลาของอาหารมื้ออาหารปกติได้ตลอดวัน ก็จะยิ่งช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจัยได้เน้นถึงความสำคัญของปัจจัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากอาหารด้วย เช่นการขยับเคลื่อนไหวร่างกายในช่วงกลางวัน, การสัมผัสกับแสงแดดและความมืดแบบเป็นเวลา, รวมทั้งการรักษาสุขภาพจิต ก็ช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับสนิทด้วยเช่นกัน

    ในท้ายที่สุด ดร.ซานตอนจ์ได้กล่าวเตือนว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะต้องแยกแยะให้ได้ ระหว่างคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี กับโรคหรือความผิดปกติในการนอน (sleep disorder) อย่างเช่นโรคนอนไม่หลับ (insomnia) หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea)

    “หากคุณมีโรคหรือความผิดปกติในการนอน คุณจะต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อตรวจวินิจฉัย และเข้ารับการรักษา” ดร.ซานตอนจ์กล่าว “ส่วนหนึ่งของแผนการรักษา อาจรวมถึงการปรับปรุงอาหารการกินของคนไข้ แต่บางคนต้องใช้วิธีรักษาบางอย่างเพิ่มเติมที่มากไปกว่านั้น”

    คำเตือน: เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ผู้อ่านไม่ควรนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติแทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพการดูแลสุขภาพ บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ต่อการวินิจฉัยโรคของผู้อ่าน หากใช้เนื้อหาในบทความนี้เป็นหลักในการวินิจฉัยโรคดังกล่าว นอกจากนี้ บีบีซียังไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาจากลิงก์ภายนอก และไม่ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือบริการเชิงพาณิชย์ใด ๆ ที่มีการแนะนำหรือเอ่ยถึงในหน้าเว็บไซต์นี้ กรุณาขอคำปรึกษาจากแพทย์ทั่วไปประจำตัวของคุณทุกครั้งหากมีความกังวลเรื่องสุขภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx2xwnr3830o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FmrxvA-Yq5jLERXXhAhNi

  • อะไรอยู่เบื้องหลัง “การปล้นหนังสือครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”  – BBC News ไทย

    อะไรอยู่เบื้องหลัง “การปล้นหนังสือครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” – BBC News ไทย

    หนังสือ

      • Author, นีนา นาซาโรวา
      • Role, บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย

    ในเดือน เม.ย. 2022 ชายสองคนเข้าไปในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทาร์ตูในประเทศเอสโตเนีย และขออ่านหนังสือ 8 เล่มของศิลปินในศตวรรษที่ 19 สองคน ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ พุชกิน กวีและนักเขียนบทละครชาวรัสเซีย และนิโคไล โกกอล นักเขียนชาวรัสเซียเชื้อสายยูเครนผู้มีชื่อเสียง

    ชายทั้งสองพูดภาษารัสเซีย และอธิบายกับเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่าชายที่อายุน้อยกว่ากำลังทำวิจัยเพื่อเตรียมตัวไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา

    สามเดือนต่อมา เจ้าหน้าที่สังเกตว่าหนังสือสองเล่มถูกสับเปลี่ยนเป็นของปลอม บันทึกของห้องสมุดแสดงให้เห็นว่าหนังสือทั้งสองเล่มนั้น ถูกยืมครั้งสุดท้ายโดยชายสองคนเดียวกันนี้ในเดือน เม.ย.

    บรรณารักษ์รีบตรวจสอบหนังสือคลาสสิกภาษารัสเซียอีก 6 เล่มที่เหลือ หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าทั้งหมดเป็นของปลอมที่ทำขึ้นอย่างแนบเนียน ซึ่งดูเหมือนของจริงเพราะมีตราประทับของห้องสมุดและหมายเลขหนังสือ

    ห้องสมุดทาร์ตูไม่ใช่เป้าหมายเดียว เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา หนังสือหายากอีก 10 เล่มจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทาลลินน์ในเมืองหลวงของเอสโตเนียก็หายไปเช่นกัน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • Sarvesh

    • น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน เมื่อครั้งที่ความสัมพันธ์ของทั้งตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุนยังดีอยู่

    • แพทองธาร ไหว้อำลา ครม.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในช่วงเวลากว่า 18 เดือน หนังสือคลาสสิกภาษารัสเซียหลายฉบับ รวมถึงสิ่งพิมพ์โบราณอื่น ๆ ที่เป็นภาษารัสเซีย ถูกขโมยไปจากห้องสมุดในยุโรปกว่าสิบแห่งตั้งแต่ประเทศแถบทะเลบอลติกและฟินแลนด์ ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

    ในห้องสมุดบางแห่ง หนังสือต้นฉบับถูกแทนที่ด้วยของปลอม ส่วนในที่อื่น ๆ หนังสือถูกนำออกจากห้องสมุดไปและไม่เคยถูกส่งคืนอีกเลย

    ในการติดตามเหตุโจรกรรมครั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจยุโรป (Europol) ซึ่งเป็นหน่วยงานความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายของสหภาพยุโรป จึงเปิดการสอบสวนภายใต้ชื่อปฏิบัติการว่า “โอเปอร์เรชัน พุชกิน (Operation Pushkin)”

    ภายใต้ปฏิบัติการนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 100 นาย โดยพวกเขาเข้าตรวจค้นทรัพย์สินในหลายแห่งในหลายประเทศ

    จนถึงตอนนี้นี้ มีผู้ต้องสงสัยถูกติดตามและจับกุมแล้วทั้งหมด 9 คน ทั้งหมดเป็นพลเมืองของประเทศจอร์เจีย

    Collage with images of Gogol and the convicted Beka Tsirekidze

    คำบรรยายภาพ, เบกา ซิเรคิดเซ ผู้ต้องโทษคดีขโมยหนังสือ ซึ่งปรากฏอยู่ทางขวามือของภาพร่วมกับภาพของนิโคไล โกกอล บอกกับบีบีซีว่าตนเองรู้สึกเหมือนเป็น “พ่อมด” เมื่ออยู่กับหนังสือ

    “เหมือนพ่อมดที่ใช้หนังสือเป็นเวทมนตร์”

    เบกา ซิเรคิดเซ วัย 48 ปี เป็นคนแรกที่ถูกจับกุม เขาถูกดำเนินคดีและตัดสินว่ามีความผิดใน 3 ข้อหาจากสองประเทศพร้อมกัน ได้แก่ ลัตเวียและเอสโตเนีย ซึ่งรวมถึงคดีขโมยหนังสือจากห้องสมุดในมหาวิทยาลัยทาร์ตู และมหาวิทยาลัยทาลลินน์

    ปัจจุบัน ซิเรคิดเซกำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี 3 เดือนในเอสโตเนีย ซึ่งที่นั่นนักโทษได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์กับนักข่าวได้

    จากในเรือนจำ ซิเรคิดเซให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าเขาเริ่มเข้าสู่วงการหนังสือเก่าตั้งแต่ปี 2008 ผ่านการซื้อ ซ่อมแซม และขายต่อ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการศึกษาด้านการบูรณะหนังสือ เขาตอบว่าตนเองเรียนรู้ทุกอย่างจากการลงมือทำจริง

    “ผมเหมือนพ่อมดที่ใช้หนังสือเป็นเวทมนตร์ ผมสามารถถือหนังสือไว้ในมือ แล้วรู้ได้ทันทีว่ามันมีมูลค่าเท่าไร และจะขายได้เท่าไรในการประมูล” เขากล่าว

    การมีปัญหากับกฎหมายครั้งแรกของซิเรคิดเซ เกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในประเทศจอร์เจีย จากการขโมยหนังสือโบราณจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทบิลิซี และเขายอมรับผิดในขณะนั้น จนได้รับโทษเป็นการรอลงอาญาในเวลาต่อมา

    A collage depicting a police officer from behind and the National Library of Latvia in the background

    คำบรรยายภาพ, หนังสือเก่าและมีค่ามักจะหายไปจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย เพราะหัวขโมยเชื่อว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามันหายไปเป็นเวลาหลายเดือน

    “การปล้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”

    ในเดือน ต.ค. ปี 2023 คู่รักวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ในห้องอ่านหนังสือของห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอร์ซอ เป็นชายสวมหมวกแก๊ปสีดำและหญิงสาวผมแดง

    ทั้งสองเปิดดูหนังสือเก่าไปเรื่อย ๆ และในช่วงหนึ่ง ชายหนุ่มก็หันไปจูบแก้มของหญิงสาว

    เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้โดยกล้องวงจรปิดของห้องสมุด

    ชายหนุ่มคนนั้นคือ มาเต ซิเรคิดเซ ลูกชายของเบกา และหญิงสาวคือ อานา โกโกลาดเซ ภรรยาของเขา ทั้งคู่ถูกจับกุมในเวลาต่อมา ตามมาด้วยการถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาขโมยหนังสือมูลค่าเกือบ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,300,000 ล้านบาท) จากห้องสมุดแห่งนั้น

    มหาวิทยาลัยวอร์ซอมีคอลเลกชันหนังสือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ทั้งหนังสือก่อนและหลังยุคโซเวียต หนังสือเหล่านี้รอดพ้นจากเหตุการณ์ลุกฮือในกรุงวอร์ซอปี 1944 มาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้ตัวอาคารจะถูกไฟไหม้

    ศาสตราจารย์เฮียโรนิม กราลา จากมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “พวกเราเป็นคนรุ่นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มีใครบางคนเคยช่วยรักษาหนังสือเหล่านี้ไว้เพื่อพวกเรา”

    ตลอดระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี หนังสือหายากจำนวน 73 เล่ม มูลค่ารวมเกือบ 600,000 ดอลลาร์ สหรัฐ (ราว 19.8 ล้านบาท) ถูกขโมยไปจากห้องสมุด และบางคนที่เกี่ยวข้องกับคดียังไม่ถูกจับกุมจนถึงตอนนี้

    “นี่คือการปล้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” ศาสตราจารย์กราลาอธิบายความรุนแรงของอาชญากรรมครั้งนี้ และเสริมว่า “มันเหมือนกับการงัดอัญมณีออกจากมงกุฎ”

    A collage featuring a young couple at a table in a library, a police car and University of Warsaw Library buildings in the background

    คำบรรยายภาพ, มาเต ซิเรคิดเซ และ อานา โกโกลาดเซ เล็งเป้าหมายไปที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยวอร์ซอ

    เจ้าหน้าที่ห้องสมุดไม่ได้สังเกตเห็นการสับเปลี่ยนหนังสือในทันที

    “มีเลขทะเบียนหนังสืออยู่ หนังสือก็มีขนาดเท่าเดิม และไม่มีช่องว่างบนชั้นหนังสือ” ศาสตราจารย์กราลา กล่าว

    “ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า กลุ่มหัวขโมยที่มาถึงตั้งแต่แรกมีเป้าหมายชัดเจนและเตรียมตัวมาอย่างดี พวกเขาน่าจะทำหนังสือปลอมที่มีคุณภาพสูงไว้ล่วงหน้า” ศาสตราจารย์กราลากล่าวกับบีบีซี

    เขากล่าวต่อว่า การปฏิรูประบบห้องสมุดครั้งล่าสุดอาจมีส่วนทำให้การโจรกรรมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการผ่อนคลายกฎระเบียบ ที่ทำให้สามารถเข้าถึงหนังสือหายากและหนังสือเก่าได้ เนื่องจากมีการควบคุมดูแลน้อยลง

    การเปลี่ยนแปลงนี้ เดิมทีมีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือได้มากขึ้น

    ตราประทับเล็ก ๆ

    พีออตร์ ดรูชนิน ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือหายากและนักสะสม กล่าวว่าตามธรรมเนียมแล้ว ห้องสมุดทั่วโลกจะประทับตราไว้บนหนังสือทุกเล่ม โดยขนาดของตราประทับจะแตกต่างกันไปตามประเทศและห้องสมุด ตัวอย่างเช่น ประเทศรัสเซียมักใช้ตราประทับที่ชัดเจนและเด่นชัด

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ในทางทฤษฎี เราสามารถใช้ตราประทับเหล่านี้ในการระบุได้ว่าหนังสือเล่มใดอาจถูกขโมยไปจากห้องสมุด

    อย่างไรก็ตาม มันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เนื่องจากบางครั้งห้องสมุดก็ขายหนังสือออกไปเพราะเป็นหนังสือที่มีซ้ำหลายเล่มอย่างเช่นในยุคโซเวียต ซึ่งเกิดจากพื้นที่จัดเก็บขาดแคลน

    บางทีห้องสมุดบางแห่งอาจถูกยุบและปิดตัวลง อย่างที่เกิดขึ้นกับห้องสมุดของหน่วยงานต่าง ๆ หลายแห่งในช่วงยุคเปเรสตรอยกา (Perestroika)

    นอกจากนี้ ดรูชนินยังกล่าวด้วยว่า มันยังเป็นเรื่องยากที่จะระบุที่มาของหนังสือที่มีตราประทับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 หรือก่อนหน้านั้น

    “ถ้าตราประทับมาจากศตวรรษที่ 18 หรือ 19 เราก็ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นผ่านอะไรมาบ้าง ใช่ มันมาจากที่นั่น [ห้องสมุด] จริง แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันออกไปจากที่นั่นได้อย่างไร”

    ตราประทับของห้องสมุดยังสามารถถูกลบออกได้ด้วยสารเคมี หรือหน้าหนังสือเก่าในเล่มอาจถูกแทนที่ด้วยหน้าที่พิมพ์ใหม่บนกระดาษแผ่นเก่า ซึ่งร่องรอยของการดัดแปลงเหล่านี้ มักจะถูกสังเกตเห็นโดยนักสะสมหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

    ในบางกรณีหนังสือเก่าในห้องสมุดอาจไม่มีตราประทับเลย เพราะมันถูกนำเข้ามาในคอลเลกชัน ก่อนที่การประทับตราจะกลายเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน

    A collage depicting a book being hidden in the bosom of a coat, with the MSU library building in the background

    คำบรรยายภาพ, บางครั้งหัวขโมยก็แค่หยิบหนังสือออกจากห้องสมุด แล้วไม่เคยนำกลับมาคืนอีกเลย

    หลายพันล้านดอลลาร์

    “ทองครึ่งกิโลกรัม มูลค่า 60,000 ดอลลาร์ (ราว 2.17 ล้านบาท) มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ 22 คนคอยเฝ้า ส่วนหนังสือสองเล่มที่มีมูลค่าเท่ากัน กลับวางอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องสมุดแห่งหนึ่งในยุโรป และมีหญิงชราตัวเล็กคนเดียวคอยดูแล ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่มีแม้แต่กล้องวงจรปิด” ซิเรคิดเซ กล่าวกับ บีบีซีจากเรือนจำในเอสโตเนีย

    แล้วอะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาหนังสือเหล่านี้สูงลิ่ว โดยเฉพาะวรรณกรรมคลาสสิกของรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ซึ่งราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ดรูชนินชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของหนังสือรัสเซียหายากในตลาดระหว่างปี 2022-2024 ซึ่งเป็นช่วงที่คลื่นอาชญากรรมในยุโรปพุ่งสูงสุด

    ผู้เชี่ยวชาญควรจะรู้ว่า “นี่ไม่ใช่การขายจากคอลเลกชันส่วนตัว” เขากล่าว

    เขากล่าวต่อว่า กลุ่มผู้ซื้อหนังสือราคาแพงซึ่งเป็นแวดวงจำกัด อาจมองว่าการซื้อของพวกเขาเป็นการกระทำที่แสดงถึงความรักชาติ

    “นี่คือช่วงเวลาแห่งการนำหนังสือสำคัญกลับคืนสู่มาตุภูมิในเชิงประวัติศาสตร์” เขากล่าว

    มิคาอิล ซัมทารัดเซ พลเมืองชาวจอร์เจีย คืออีกหนึ่งตัวอย่าง เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากขโมยและขายหนังสือมีค่าจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยวิลนีอุสในประเทศลิทัวเนีย

    ซัมทารัดเซลงทะเบียนเข้าใช้ห้องสมุดโดยใช้เอกสารปลอม และสั่งหนังสือหายากจำนวน 17 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่มีตราประทับ จากนั้นเขาสับเปลี่ยนหนังสือ 12 เล่มด้วยฉบับที่ทำสำเนาขึ้นมา และนำหนังสือหายากอีก 5 เล่มออกจากห้องสมุด โดยไม่ส่งคืน

    มูลค่ารวมของหนังสือที่ถูกขโมยนั้นประเมินไว้ใกล้เคียงกับ 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23.1 ล้านบาท)

    ซัมทารัดเซให้การในศาลว่า เขาขโมยหนังสือเหล่านั้นตามคำสั่งจากกรุงมอสโก จากนั้นเขาแพ็กหนังสือรวมกันแล้วส่งไปยังประเทศเบลารุสด้วยรถโดยสารประจำทาง และได้รับค่าตอบแทนเป็นสกุลเงินคริปโตจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 990,000 ล้านบาท)

    เขาอ้างว่าหนังสือที่ถูกทำสำเนาขึ้นมา รวมถึงเอกสารปลอมต่าง ๆ ก็ถูกส่งมาจากรุงมอสโกเช่นกัน

    ซัมทารัดเซกล่าวว่าลูกค้าของเขาเป็นบุคคลระดับสูงในบริษัทจัดการประมูลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก

    A collage depicting a sample stamp from stolen books from a library in Vilnius

    คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเพียงแค่หนังสือเล่มหนึ่งมีตราประทับเก่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นหนังสือที่ถูกขโมยมาจากห้องสมุดเสมอไป

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทจัดการประมูลถูกจับตามอง

    ตามข้อมูลจากศาสตราจารย์กราลา มีหนังสืออย่างน้อย 4 เล่มจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ที่ถูกขายผ่านบริษัทจัดการประมูลชื่อว่า ลิทฟันด์ (LitFund) ในกรุงมอสโกช่วงปลายปี 2022 และในปี 2023

    บีบีซีมีภาพหน้าจอจากศาสตราจารย์กราลา ซึ่งแสดงเว็บไซต์ประมูลที่มีหนังสือที่คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันจากห้องสมุด

    หนึ่งในหนังสือที่ถูกประมูลคือ The Tales of Ivan Belkin (เรื่องเล่าของอีวาน เบลกิน) ของพุชกิน ซึ่งมีตราประทับจากศตวรรษที่ 19 ปรากฏอย่างชัดเจนในภาพถ่ายของหนังสือฉบับนั้น

    อีกชุดหนึ่งในการประมูลเดียวกัน คือ หนังสือรวมบทกวีของพุชกินจำนวน 4 เล่ม ซึ่งสามารถเห็นตราประทับของมหาวิทยาลัยวอร์ซอ โดยภาพนี้ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ของบริษัทประมูล ซึ่งขณะนี้ถูกลบไปแล้ว

    เซอร์เกย์ เบอร์มิสตรอฟ ผู้อำนวยการของบริษัทลิทฟันด์ กล่าวว่าการดำเนินงานของบริษัทประมูลเป็นไปตามกรอบกฎหมายของสหพันธรัฐรัสเซีย และบริษัทจะไม่รับหนังสือที่มีตราประทับของห้องสมุดของรัฐที่ยังเปิดทำการอยู่มาขาย

    เบอร์มิสตรอฟกล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าของหนังสือจะต้องลงนามในสัญญากับบริษัทประมูล เพื่อยืนยันว่าแหล่งที่มาของหนังสือที่นำมาประมูลนั้นถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นหนังสือแต่ละเล่มจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญของบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีตราประทับหรือเครื่องหมายอื่นใดจากห้องสมุดที่ยังเปิดทำการอยู่

    เขากล่าวกับบีบีซีด้วยว่าตราประทับเก่าไม่ได้ทำให้เกิดข้อสงสัยเสมอไป

    “ในช่วงหลังการปฏิวัติ มีหนังสือจำนวนมหาศาลจากห้องสมุดของจักรวรรดิรัสเซียที่ถูกแจกจ่ายไปทั่วโลก และไปอยู่ในคอลเลกชันของรัฐและเอกชนจำนวนมาก ดังนั้นหนังสือที่ไปอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัว จึงสามารถหมุนเวียนในตลาดโลกได้อย่างเสรี”

    ด้านศาสตราจารย์กราลากล่าวกับบีบีซีว่าประเด็นเรื่องตราประทับเก่านั้นมีความซับซ้อน

    “ถ้ามีตราประทับอันเก่าแก่ของห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอร์ซอ และยังมีเลขทะเบียนอันเป็นประวัติศาสตร์ให้เห็นอยู่ นั่นถือว่าเป็นสิ่งของทางประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง [ไม่มีใคร] จะประทับตราใหม่หรือใส่รหัสใหม่ลงไป พวกมันอยู่กับตราเหล่านี้มา 200 ปี และไม่ได้รับการประทับตราใหม่เพราะเป็นการให้เกียรติ” เขากล่าวกับบีบีซี

    ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการพุชกินยังไม่สิ้นสุด อย่างน้อยหนึ่งผู้ต้องสงสัยกำลังรอการพิจารณาคดีในฝรั่งเศส โทษฐานขโมยหนังสือจากห้องสมุดที่นั่น และทางการเชื่อว่ายังมีอาชญากรอีกหลายคนที่ยังลอยนวล เช่นเดียวกับหนังสือทรงคุณค่าหลายเล่มของยุโรปที่ยังคงสูญหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cp94egy2dg4o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MrFtCX7NoCEJ5-e3O6PmA

  • วท.ชม.ดำเนินโครงการประชุมชี้แจงการใช้ระบบศูนย์เครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษา (V-COP)

    วท.ชม.ดำเนินโครงการประชุมชี้แจงการใช้ระบบศูนย์เครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษา (V-COP)

    วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้นายชรันต์ยุทธ์ บุญยง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการประชุมชี้แจงการใช้ระบบศูนย์เครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษา (V-COP) และติดตามภาวะ
    การมีงานทำของนักเรียนนักศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมด้วย นางสาวเขมจิรา บุญสุข หัวหน้างานแนะแนวและจัดหางาน ครูที่ปรึกษานักเรียน นักศึกษา ที่จบการศึกษาประจำปีการศึกษา 2567 และครูแนะแนวประจำแผนกวิชา เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

    โดยการจัดโครงการฯในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานข้อมูลส่วนตัวให้นักเรียน นักศึกษา สถานศึกษา และสถานประกอบการ ของวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ให้เป็นฐานข้อมูลสำหรับนักเรียน นักศึกษา เพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการศึกษา นักเรียนนักศึกษาปัจจุบัน รวมถึง ติดตามภาวะการมีงานทำของนักเรียนนักศึกษาที่จบปีการศึกษา 2567 โดยมีคณะครูที่ปรึกษานักเรียนนักศึกษาที่จบปีการศึกษา 2567 ระดับ ปวช.และปวส. และคณะครูแนะแนวแต่ละแผนกวิชา เข้าร่วมการอบรม ในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 75 คน

    ในการจัดอบรมครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 2 ท่าน ร่วมบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุม ได้แก่
    1.นายจักรวี สมศักดิ์ตระกูล ตำแหน่งครูชำนาญการ ครูวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่
    2.นายอนุชาติ รังสิยานนท์ ตำแหน่งครูชำนาญการ ครูวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่
    ซึ่งในการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคณะครู เพื่อจะนำเอาความรู้ที่ได้รับนำไปใช้ในการสร้างฐานข้อมูลสำหรับนักเรียน เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างนักเรียน นักศึกษา สถานศึกษา และสถานประกอบการ ต่อไป
    ณ ห้องประชุมสุธาธรรม วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

      ร่วมแสดงความคิดเห็น

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3756914/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vMJJYso9d1yo083CPSJSb