Category: วัฒนธรรม

  • “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน

    “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน

    ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินรัฐมนตรี 7 คน กรณีพ้นตำแหน่ง “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน “พิชัย” อดีต รมว.พาณิชย์ 380 ล้าน

    วันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตรัฐมนตรี 7 คน กรณีพ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีทรัพย์สิน 1,095,378,283 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง โดยมีนาฬิกา 22 เรือน รวม 22.6 ล้านบาท เครื่องประดับ 61 ชิ้น รวม 69.4 ล้านบาท ทองคำแท่ง 46 กิโลกรัม มูลค่า 100.6 ล้านบาท แจ้งมีหนี้สิน 410,756,723 บาท

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แจ้งมีทรัพย์สิน 1,475,132,790 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน เงินให้กู้ยืม ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และพระเครื่องชื่อดังต่างๆ หลายรายการ

    พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 78,477,444 บาท

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีทรัพย์สิน 505,115,586 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน 5 แปลง เป็นของตนเองและภริยาที่ จ.ระยอง เชียงใหม่ และ กทม. รวมมูลค่า 380 ล้านบาท

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีทรัพย์สิน 229,576,169 บาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีทรัพย์สิน 298,209,794 บาท โดยแจ้งว่ามีพระสมเด็จพิมพ์พระประธานและสร้อยทองคำขาว 1 องค์ มูลค่า 43 ล้านบาท

    นายอิทธิ ศิริลัทธยากร กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 22,983,856 บาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eroxQtpQtkTHXTnL_U9UW

  • พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    sustainability

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ แหล่งน้ำจืด “ลับ” ใต้ท้องทะเล มีค่าความเค็มต่ำเท่าน้ำดื่ม  สร้างความหวังแก้ปัญหาโลกขาดน้ำ

    • คณะวิจัยนานาชาติค้นพบแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งเคปคอด สหรัฐอเมริกา
    • น้ำที่พบมีคุณภาพดี มีความเค็มต่ำมากจนเกือบเทียบเท่าคุณภาพน้ำดื่มมาตรฐาน
    • การค้นพบนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการรับมือกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำจืดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
    • นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำในการนำมาใช้ประโยชน์

    คณะทีมวิจัยนานาชาติ Expedition 501 ทำการขุดเจาะนอกชายฝั่งเคปคอด จนค้นพบชั้นหินอุ้มน้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยได้ตรวจสอบตัวอย่างนับพัน พบว่าเป็นน้ำจืดที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับคุณภาพน้ำดื่ม นักวิจัยจึงทำการศึกษาจะติดตามวัฏจักรไนโตรเจนและวัดอายุของแหล่งกักเก็บใต้ท้องทะเลแห่งนี้

    นี่เป็นเพียงหนึ่งในแหล่งเก็บ “น้ำจืดลับ” จำนวนมากที่ทราบกันว่ามีอยู่ในน้ำเค็มตื้นทั่วโลก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดที่กำลังรุนแรงในขณะนี้ 

    “เราจำเป็นต้องค้นหาทุกความเป็นไปได้ที่เรามี เพื่อค้นหาน้ำเพิ่มเติมให้คนในโลก แม้แต่ในสถานที่ที่ไม่คิดว่าจะมีน้ำจืดอยู่” แบรนดอน ดูแกน นักธรณีฟิสิกส์และนักอุทกวิทยาจากวิทยาลัยเหมืองแร่โคโลราโด และ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ร่วมของคณะสำรวจกล่าวกับนักข่าวเอพี 

    สหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปี ความต้องการน้ำจืดทั่วโลกจะเกินปริมาณน้ำสำรองถึง 40% ส่วนหนึ่งมาจากศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเอไอและคลาวด์คอมพิวติ้งให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง กำลังทำให้แหล่งน้ำจืดชายฝั่งมีสภาพทรุดโทรม 

    ในรัฐเวอร์จิเนียเพียงรัฐเดียว พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดหนึ่งในสี่ของรัฐถูกนำไปใช้ที่ศูนย์ข้อมูล ซึ่งคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในห้าปี จากการประมาณการบางส่วน ศูนย์ข้อมูลขนาดกลางแต่ละแห่งใช้น้ำมากถึง 1,000 ครัวเรือน รัฐต่าง ๆ ในเขตเกรตเลกส์ต่างประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำบาดาล

    เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เกือบจะขาดแคลนน้ำจืดในปี 2018 ระหว่างภัยแล้งครั้งใหญ่ที่กินเวลานานถึง 3 ปี แม้จะเชื่อว่าแอฟริกาใต้มีแหล่งน้ำจืดซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเล เช่นเดียวกับในเกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ดของแคนาดา ฮาวาย และจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ 

    เจซ เอเวอเรสต์ ผู้จัดการโครงการ Expedition 501 นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรในเอดินบะระ สกอตแลนด์ กล่าวถึงน้ำใต้ทะเลว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าปรากฏการณ์นี้มีอยู่ทั้งที่นี่และที่อื่น ๆ ทั่วโลก แต่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน จนกระทั่งโครงการนี้” 

    ในปี 2015 มีการสำรวจชั้นหินอุ้มน้ำจากระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า และประเมินค่าความเค็มของน้ำเบื้องล่างอย่างคร่าว ๆ

    โครงการ Expedition 501 เป็นโครงการความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์จากกว่าสิบประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐ และ European Consortium for Ocean Research Drilling (โครงการนี้ได้รับเงินทุนจากสหรัฐก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะขอตัดงบประมาณ)

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าชั้นน้ำใต้ดินที่พวกเขาเก็บตัวอย่างอาจเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการน้ำของมหานครนิวยอร์กเป็นเวลา 800 ปี พวกเขาพบน้ำจืดหรือเกือบน้ำจืดที่ระดับความลึกทั้งสูงและต่ำกว่าพื้นทะเลมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีปริมาณน้ำมากกว่านั้น

    โครงการ Expedition 501 สามารถเจาะลึกลงไปใต้พื้นทะเลได้ลึกถึง เกือบ 400 เมตร ตัวอย่างที่เก็บมาจากใต้พื้นทะเลมีค่าความเค็มตั้งแต่ 1-4 ส่วนต่อพันส่วน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณเกลือในมหาสมุทรที่ 35 ส่วนต่อพันส่วนอยู่มาก โดยน้ำบางพื้นที่มีระดับความเค็มผ่านมาตรฐานน้ำจืดของสหรัฐที่ต่ำกว่า 1 ส่วนต่อพันส่วน

    ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบว่าน้ำนั้นปลอดภัยต่อการบริโภคหรือนำไปใช้หรือไม่

    “นี่คือสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อน น้ำอาจมีแร่ธาตุที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากน้ำซึมผ่านชั้นตะกอน อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่คล้ายคลึงกันนี้ก่อให้เกิดชั้นน้ำใต้ดินที่เราใช้สำหรับน้ำจืด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีคุณภาพสูงมาก” โจเซลีน ดิรุจจิเอโร นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเมืองบัลติมอร์ ผู้ศึกษาระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วและไม่ได้มีส่วนร่วมในการสำรวจกล่าว

    โดยทั่วไปแล้ว ระดับความเค็มของตะกอนใต้พื้นทะเลจะใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลที่อยู่เบื้องบน แต่นอกชายฝั่งนิวอิงแลนด์ พื้นใต้ทะเลกลับมีแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ผิดปกติ 

    รีเบคก้า โรบินสัน ศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ กำลังศึกษาคำถามเหล่านี้โดยการวิเคราะห์วัสดุที่รวบรวมได้จากแหล่งกักเก็บนอกชายฝั่งสามแห่งใกล้เกาะแนนทัคเก็ต กล่าวว่า “น้ำที่เรานำมาตรวจสอบ มีระดับความเค็มใกล้เคียงกับระดับน้ำดื่ม เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ฉันไม่คิดว่าน้ำในทะเลจะจืดเหมือนกับน้ำที่เราดื่มกัน”

    การสูบน้ำบาดาลปริมาณมากออกจากบ่อโดยไม่ทำให้บ่อพังทลายถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง นักวิจัยจึงจำเป็นต้องวางแผนเพื่อกำหนดตำแหน่งสูบน้ำ อัตราการไหลผ่านอุปกรณ์ และตำแหน่งที่วางอุปกรณ์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่เราได้เรียนรู้เพื่อปรับให้เหมาะสมที่สุด 

    ในขั้นตอนต่อไป โรบินสันจะศึกษาต้นกำเนิดและประวัติของไนโตรเจนในน้ำตัวอย่าง โดยการตรวจสอบองค์ประกอบของตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ

    “เราจะศึกษาวัฏจักรไนโตรเจนของน้ำและผลกระทบจากน้ำจืด สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการไนโตรเจนเพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้นวัฏจักรของมันจึงเป็นเครื่องหมายของกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับจุลินทรีย์ การเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามเส้นทางการไหลของไนโตรเจนสามารถบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับประวัติของมันได้” โรบินสันกล่าว

    โรบินสันจะวัดความเข้มข้นและองค์ประกอบไอโซโทปของไนโตรเจน ด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์มวลอัตราส่วนไอโซโทป ส่วนอายุของน้ำจะถูกวัดโดยใช้ไอโซโทปกัมมันตรังสี เช่น คาร์บอน-14 และฮีเลียม-4

    อายุของน้ำจะเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาว่าสามารถนำน้ำนี้มาใช้ได้หรือไม่ หากเป็นน้ำที่มีอายุ 100-200 ปีจะถูกกักเก็บและมีจำกัด ส่วนน้ำที่มีอายุน้อยกว่านั้น จะบ่งชี้ว่าชั้นน้ำใต้ดินยังคงเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำใต้ดินและกำลังได้รับการฟื้นฟู แม้จะใช้เวลานานก็ตาม

    หลังจากนี้ชั้นหินจะถูกเก็บถาวรและเปิดให้เข้าถึงเฉพาะวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมสำหรับชุมชนวิทยาศาสตร์ เมื่อการวิจัยเสร็จทั้งหมดข้อมูลข้อมูลการสำรวจทั้งหมดและผลลัพธ์การวิจัยจะถูกเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

    ที่มา: AP NewsDWScitech Daily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1197954&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uINLEJ_QQxYIXRCcB2HfF

  • “คลั่งรัก 2025”

    “คลั่งรัก 2025”

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    “คลั่งรัก 2025”

    10 ก.ย. 2568 04:03 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881674&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g7NeVEM074zKlAp2V5Yxx

  • การตรวจสอบปลาแมคเคอเรลกระป๋องนำเข้าที่ผลิตในประเทศจีน

    การตรวจสอบปลาแมคเคอเรลกระป๋องนำเข้าที่ผลิตในประเทศจีน

    เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 หน่วยงานสาธารณสุขของชิลีได้ทำการตรวจสอบตัวอย่างสินค้าปลาแมคเคอเรล กระป๋องที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น โดยผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งชิลีมีการนำเข้าปลากระป๋อง (ปลาแจ๊คแมคเคอเรล หรือ “จูเรล”)  ที่มีอยู่ในตลาดเป็นจำนวนกว่า 30 ล้านกระป๋อง และจัดจำหน่ายในซูเปอร์มาเก็ต ร้านชำ ห้างค้าส่ง รวมทั้ง มีการจำหน่ายไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ โดยจากการตรวจสอบพบข้อมูลเกี่ยวกับการติดฉลากไม่ตรงกับคุณลักษณะของสินค้า เช่น สายพันธุ์ปลาไม่ถูกต้อง หรือมีการผสมสายพันธุ์ เป็นต้น ทั้งนี้ สินค้าที่พบความผิดปกติทั้งหมดเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน จัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Coliseo, Barquito, Novamar, Unimarc และ Acuenta (แบรนด์สินค้าของ Walmart) นอกจากการตรวจสอบดังกล่าว หน่วยงานสาธารณสุขได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการและชาวประมงในอุตสาหกรรมปลากระป๋องด้วย ซึ่งผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เห็นว่าปลากระป๋องจากแบรนด์ที่มีการตรวจสอบมีคุณภาพต่ำ มีการใช้ปลาสายพันธุ์อื่นมาผสมกับปลาแจ๊คแมคเคอเรล  นอกจากนี้ จากการศึกษาและเก็บตัวอย่างปลากระป๋องจำนวนกว่า 200 ตัวอย่าง ของมหาวิทยาลัย Catholic University ของชิลี พบว่าปลาจากตัวอย่างดังกล่าวมีความแตกต่างด้านสัณฐานวิทยาอย่างชัดเจนกับปลาแจ๊คแมคเคอเรล หรือ “จูเรล”ของชิลี และได้มีการทดสอบเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการ ซึ่งพบข้อมูลยืนยันว่าปลากระป๋องส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ “caballo sardina” หรือซาร์ดีนสเปน chub mackerel หรือมีการผสมสายพันธุ์อื่น ๆ ในกระป๋องเดียวกัน 

    ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงในวงกว้างระหว่างในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการชิลีในอุตสาหกรรมประมง เกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจที่ผิดแก่ผู้บริโภค และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวประมงที่จับปลาแมคเคอเรลในท้องถิ่น โดยสมาคมชาวประมงชิลี (Pescadores Industriales del Biobío) ได้เรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุขให้มีการสอบสวน กำหนดบทลงโทษ และนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องออกจากตลาด รวมถึง การเพิ่มเติมเงื่อนไข/กฎระเบียบในการควบคุมผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีการระบุลักษณะที่แท้จริง ถูกต้องและมีข้อมูลทางโภชนาการ (2) การห้ามนาเข้าอาหารที่ดัดแปลง ปนเปื้อนหรือปลอมแปลง และ (3) การติดฉลากจะต้องปราศจากความคลุมเครือหรือสร้างความเข้าใจที่ผิด ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับของการติดฉลาก และการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น[1] 

    เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 หน่วยงานสาธารณสุขระดับภาค (Regional Health Authority: Seremi de Salud) ได้ยืนยันว่าปลากระป๋องที่มีการผลิตและนำเข้าจากประเทศจีน และวางจำหน่ายในชิลีโดยใช้ชื่อ “ปลาแมคเคอเรล หรือ จูเรล” ไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบุ โดยจากการวิเคราะห์ทางสายพันธุ์ของสถาบันโภชนาการและเทคโลยีอาหาร (Institute of Nutrition and Food Technology: INTA) มหาวิทยาลัยชิลี ได้ข้อสรุปว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหามีการใช้สายพันธุ์ปลา caballo ไม่ตรงกับปลาแมคเคอเรล สายพันธุ์ Trachurus murphyi แต่เป็นปลาแมคเคอเรล สายพันธุ์ Scomber spp. ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ตรงกับสายพันธุ์ปลาแจ๊คแมคเคอเรลตามที่ตลาดต้องการ ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขระดับภาคได้ดำเนินการกับสินค้าผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง 5 แบรนด์ ที่พบปัญหา นำออกจากตลาด รวมทั้ง แบรนด์ La Mar ได้มีการขอนำเข้ามาจัดจำหน่ายในชิลี อย่างไรก็ดี สินค้าที่ให้นำออกจากตลาดดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และปลอดภัยต่อการบริโภค[1]

    บทวิเคราะห์ / ความเห็น สคต. ณ กรุงซันติอาโก

              ปลากระป๋อง เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ที่ได้จากการแปรรูปปลา และปลาที่นิยมบริโภคมี ชนิด คือ ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล (ปลาทู ปลาซาบะ) ซึ่งประเทศจีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาแมคเคอเรลสูงที่สุดในโลก โดยปลาแมคเคอเรลมีหลากหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์มีราคาถูก (ปลาซาบะ) และมีการบริโภคทั่วไปในครัวเรือน การแข่งขันในตลาดจึงมีทั้งสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสินค้าทั่วไป โดยผู้ประกอบการไทยควรตระหนักถึงการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและติดฉลากที่ถูกต้องตรงกับการใช้วัตถุดิบการผลิตจริง รวมทั้งจำเป็นต้องศึกษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบการนำเข้าของประเทศปลายทาง ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานอื่น ๆ โดยในส่วนของประเทศชิลีมีการกำหนดเงื่อนไขการติดฉลากที่เข้มงวด ซึ่งภายหลังจากการเกิดเหตุการณ์ปัญหาการใช้วัตถุดิบที่ไม่ตรงตามที่กำหนดในฉลากของสินค้านำเข้าจากประเทศจีน อาจส่งผลกระทบให้ชิลีมีการตรวจสอบสินค้าในกลุ่มเดียวกันที่มาจากประเทศอื่น ๆ รวมทั้งจากไทยด้วย 

              ที่ผ่านมา จีนครองส่วนแบ่งตลาดปลากระป๋อง (แจ๊คแมคเคอเรล) เป็นอันดับที่ 1 ในชิลี ที่ร้อยละ 98 และไทยเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งประปัญหาตามที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้ปลากระป๋องจากไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดชิลีมากขึ้น ทั้งนี้ สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปเป็นสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังชิลี และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากอาหารทะเลกระป๋องและสำเร็จรูป โดยเฉพาะทูน่า ซาร์ดีน แมคเคอเรล เป็นที่นิยมในการบริโภค ซึ่งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีราคาค่อนข้างถูก โดยในปี 2568 (เดือนมกราคม – กรกฎาคม) ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังชิลีคิดเป็นมูลค่า 39.74 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.49 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปของไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร จึงมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ไทยจะขยายส่วนแบ่งตลาดชิลีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ปัญหาฯ ปลากระป๋องจากจีน ทำให้ผู้บริโภคชาวชิลีตระหนักถึงความถูกต้องของวัตถุดิบและแหล่งที่มาของสินค้าปลากระป๋อง และเป็นโอกาสของสินค้าปลากระป๋องจากไทยที่จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดปลากระป๋องในชิลี รวมไปถึงในตลาดอื่นในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าไทย การได้รับมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ และการมีความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ชิลี ที่ช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้

    ________________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c8tr9nrfrilr6a94a84kpkjk&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HHXwzqeZ2QxYO0osGp7s9

  • ฉะเชิงเทรา เปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา เปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/09/2025 21:40

    ฉะเชิงเทรา พิธีเปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 และ พิธีลงนามความร่วมมือ การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสร้างสรรค์ Soft Power

    5

    515151

    ผู้ว่าฯ ปัตตานีให้กำลังใจผู้ผ่านการบำบัดสิ่งเสพติด

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซ้อมแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ หยุดให้บริการแบบบางส่วน

    “นครเกมส์ 2568” เปิดฉากยิ่งใหญ่! นักเรียน-นักศึกษา-ประชาชนร่วมชิงชัยกีฬากรีฑาเมืองคอน

    เยาวชนฟาฎอนีต่อต้านสิ่งเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันห่างไกลพืชกระท่อม

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ระบบนำทางเป่ยโต่วมีสถานีฐานเกือบ 7,000 แห่งทั่วจีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หางโจวจัดแข่งทักษะ ‘ไลฟ์สด’ ขายสินค้าเกษตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1307808&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16-Yd13DsR2USHUKehi5LS

  • ‘อนุทิน’ สั่งเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” เมินอายุรัฐบาล 4 เดือน

    ‘อนุทิน’ สั่งเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” เมินอายุรัฐบาล 4 เดือน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภายหลังเดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเพื่อประชุมหารือกับสมาชิกพรรคนั้น

    ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามนายอนุทินถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)

    'อนุทิน' สั่งเดินหน้า

    นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวยังคงผลักดันต่อถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน

    ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ทั้งนี้ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาฯ

    นอกจากนี้สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 69 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 73

    ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทเหลือ 9.97 แสนล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่ เหลือเพียง 3 ระยะ

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    อย่างไรก็ดีด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปีโดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/638384&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m8OQdv0qvc7tIzXkAXI9w

  • ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากแม่ทัพใหญ่ ‘ดุสิตธานี’ กลางศึกสายเลือด สู่ว่าที่ ‘รมว.พาณิชย์’ ป้ายแดง

    ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากแม่ทัพใหญ่ ‘ดุสิตธานี’ กลางศึกสายเลือด สู่ว่าที่ ‘รมว.พาณิชย์’ ป้ายแดง

    ธุรกิจ

    ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากแม่ทัพใหญ่ ‘ดุสิตธานี’ กลางศึกสายเลือด สู่ว่าที่ ‘รมว.พาณิชย์’ ป้ายแดง

    09 ก.ย. 2025 เวลา 13:09 น.

    สร้างเซอร์ไพรส์อย่างยิ่ง! เมื่อชื่อของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ติดโผ ครม.อนุทิน 1 หลังมีรายงานข่าวเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (8 ก.ย.68) ว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ได้ทาบทาม ศุภจี ให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โลกโซเชียลต่างแซ่ซ้องว่า “โควตาคนนอก” ของ ครม.ชุดนี้มีแต่ “คนหน้าตาดี” เห็นแล้วอดตื่นเต้นไม่ได้!

    ชีวิตการทำงานของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” (ชื่อเล่น แต๋ม) ตลอด 36 ปี คร่ำหวอดใน 3 อุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ทั้งไอที ดาวเทียม และท่องเที่ยว-บริการ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับดิสรัปชัน (Disruption) มากมายจากเทคโนโลยี และตามรายงานข่าวล่าสุด ศุภจีกำลังจะกระโดดเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับประเทศ ประจำกระทรวงพาณิชย์ หลังได้รับการทาบทามจากนายกฯ อนุทิน

    สำหรับประวัติการศึกษา ศุภจี จบการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา ระดับปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการเงินและการบัญชีต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป สหรัฐ

    ก่อนหน้าที่ ศุภจี จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2559 ได้มัดรวมความรู้ และประสบการณ์มาเป็นส่วนเสริม จากภูมิหลังเป็นคนไทยคนแรกที่ก้าวสู่ตำแหน่งผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานใหญ่ ไอบีเอ็ม (IBM) นิวยอร์ก สหรัฐ ทำงานในองค์กรไอบีเอ็มถึง 23 ปี ก่อนจะก้าวสู่อุตสาหกรรมดาวเทียม ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นเวลาอีก 4 ปี กระทั่งข้ามฟากมาเป็นซีอีโอนำทัพกลุ่มดุสิตธานีขยายธุรกิจไปสู่น่านน้ำใหม่ นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ต

    ศุภจี ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงรับไม้ต่อบริหาร ในการสวมหมวก “ซีอีโอนอกสายเลือด” ของกลุ่มดุสิตธานี ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2491 หรือนานกว่า 77 ปี โดย “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ผู้ก่อตั้ง “กลุ่มดุสิตธานี” เป็นซีอีโอนานกว่า 50 ปี ตามด้วยทายาทรุ่นที่ 2 อย่าง “ชนินทธ์ โทณวณิก” เป็นซีอีโออีก 15 ปี พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ไม่ใช่แค่คนนอกตระกูล แต่ยังเป็นคนนอกอุตสาหกรรมอีกด้วย

    ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากแม่ทัพใหญ่ ‘ดุสิตธานี’ กลางศึกสายเลือด สู่ว่าที่ ‘รมว.พาณิชย์’ ป้ายแดง

    ศุภจี มาพร้อมกับแผนกลยุทธ์ระยะยาวปรับรากฐานการเติบโตของกลุ่มดุสิตธานีในระยะ 9 ปี เพื่อสร้างการเดินทางบทใหม่ “New Chapter” ให้มีความมั่นคงขึ้นในแง่ที่มารายได้ของพอร์ตโฟลิโอ จากเดิมที่มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม พึ่งพารายได้กลุ่มโรงแรมและฮอสพิทาลิตี้มากถึง 90% ของรายได้ทั้งหมด อีกขาคือ กลุ่มการศึกษา

    มุ่งหน้าปรับสู่กลยุทธ์ “Balance – Diversify – Expand” การสร้างความสมดุล การเติบโต และการกระจายความเสี่ยง ด้วยการเติมขารายได้ใหม่ ให้ยืนได้ด้วยธุรกิจหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่

    1.กลุ่มโรงแรมและฮอสพิทาลิตี้ ปัจจุบันมีโรงแรมในเครือรวมเกือบ 60 แห่ง เมื่อรวมกับกลุ่มแบรนด์ “อีลิธ เฮเวนส์” (Elite Havens) ธุรกิจบริหารจัดการ และให้เช่าวิลล่าหรูรายใหญ่ในเอเชีย ทำให้มีอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตโรงแรม และฮอสพิทาลิตี้รวมมากกว่า 300 แห่ง ภายใต้ 8 แบรนด์ กระจายใน 18 ประเทศ 2.กลุ่มการศึกษา กลุ่มดุสิตธานีน่าจะเป็นกลุ่มแรกที่ทำเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม และการทำอาหารอย่างจริงจัง 3.กลุ่มอาหาร 4.กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ  5.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต้อนรับ เฉพาะ 3 กลุ่มธุรกิจหลัง เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่บริษัทเพิ่งเริ่มกระจายการลงทุนในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามแผนกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดยเป้าหมายกลยุทธ์ 9 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะในทุกๆ 3 ปี ระยะที่ 1 มุ่งวางฐานบริษัทให้แข็งแรง ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 2 สร้างการเจริญเติบโต และระยะที่ 3 ก้าวสู่ New Chapter ของกลุ่มดุสิตธานี แต่ดันเจอวิกฤติโควิด-19 ระบาดหนักเมื่อปี 2562

    จนถึงปี 2568 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในการเป็นแม่ทัพใหญ่ของกลุ่มดุสิตธานี เป็นปีที่จะได้เห็นพัฒนาการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่านโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” (Dusit Central Park) มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท บนที่ดิน 23 ไร่ ทำเลไพร์มโลเคชันหัวมุมถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4 ภายใต้การร่วมลงทุนกันระหว่าง 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) โดยโครงการนี้มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ โรงแรม ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และสวนลอยฟ้า หลังจากได้ทยอยเปิดให้บริการแต่ละองค์ประกอบไปเกือบหมดแล้ว เหลือแค่โครงการที่พักอาศัยแบบ Branded Residence ภายใต้แบรนด์ “Dusit Residences” และ “Dusit Parkside” ซึ่งปัจจุบันมียอดขายกว่า 92-93% หรือคิดเป็นเงินกว่า 17,000 ล้านบาท จะเริ่มทยอยโอนในปลายปี 2568

    ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากแม่ทัพใหญ่ ‘ดุสิตธานี’ กลางศึกสายเลือด สู่ว่าที่ ‘รมว.พาณิชย์’ ป้ายแดง

    แต่แล้ว ศุภจี ต้องเผชิญกับสถานการณ์ปมขัดแย้งภายในศึกสายเลือด 2 ขั้วของ “ทายาทดุสิตธานี” ระหว่างขั้วของ ชนินทธ์ โทณวณิก (พี่ชายคนโต) กับขั้วของ สินี เธียรประสิทธิ์ (ลูกสาวคนโต) และสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (ลูกสาวคนเล็ก) ทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี ที่ยังคงเป็นประเด็นร้อน ณ ขณะนี้ หลังจากปมขัดแย้งภายในนำไปสู่การถอด “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากการมีอำนาจใน “บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เมื่อเดือนก.พ.2568

    และน่าจับตาผลการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของดุสิตธานี ในวันที่ 26 ก.ย.2568 อย่างยิ่ง เพราะนอกเหนือจากวาระ ถอดถอน “ชนินทธ์ โทณวณิก” ให้ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทแล้ว  ยังมีวาระขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงอำนาจลงนาม จากเดิมซึ่งประกอบไปด้วย ชนินทธ์ โทณวณิก, สินี เธียรประสิทธิ์ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ ร่วมกัน 2 ใน 3 คน เปลี่ยนมาเป็นคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งประกอบด้วย สินี เธียรประสิทธิ์, กฤษดา กวีญาณ และ ศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ 

    การถอดชื่อ ศุภจี ออกจากการลงนามทั้งๆ ที่เป็นซีอีโอของ บมจ.ดุสิตธานี จึงไม่ต่างจากการริบดาบในการบริหารงาน สั่นคลอนเก้าอี้ซีอีโอของศุภจีอย่างยิ่ง!

    แต่แล้ว… ก็ตรงกับจังหวะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ทาบทาม ศุภจี ให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในห้วงเวลาเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา ตามข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน

    ต้องติดตามกันว่าช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้ หญิงแกร่งอย่าง “ศุภจี” จะเปลี่ยนมันให้มีความหมาย สร้างคุณค่า และมูลค่าแก่เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยขนาดไหน?

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1198020&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kpCQcyON7lcROSV7IA7od

  • คณะกรรมการผู้จัดการแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 (ครั้งที่ 3) เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    คณะกรรมการผู้จัดการแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 (ครั้งที่ 3) เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115053/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M8cBEq-OKpaRTG6qC0NMl

  • ชำแหละงบ กทม. 9 หมื่นล้าน พร้อมหนุน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    ชำแหละงบ กทม. 9 หมื่นล้าน พร้อมหนุน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    เปิดงบ กทม. ปี 68 กว่า 90,000 ล้าน พร้อมสนับสนุนโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ได้ไม่เป็นปัญหางบประมาณ

    รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กลายเป็นนโยบายที่ประชาชนจับตา เพราะไม่เพียงช่วยลดภาระค่าเดินทาง แต่ยังสะท้อนสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งเป็นเส้นทางหลักภายใต้การบริหารของกทม. ซึ่งมีงบประมาณกว่า 90,000 ล้านบาท และสามารถนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาใช้ในโครงการได้อย่างไม่เป็นปัญหา

    ส่องงบ กทม. พร้อมอุดหนุน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทม. ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าไม่มีปัญหาในการสนับสนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่มีข้อกังวลเรื่องบประมาณในการชดเชยรายได้ให้กับเอกชนตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งในความเป็นจริงเมื่อพิจารณางบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในปี 2568 ที่มีวงเงินกว่า 90,773 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายหลักด้านการพัฒนาเมืองและคมนาคมราว 11,466 ล้านบาท และด้านจัดการจราจรและระบบขนส่งสาธารณะอีก กว่า 2,977 ล้านบาท รวมทั้งมีงบกลางอีก 17,745 ล้านบาท และงบด้านสิ่งแวดล้อมอีกกว่า 10,272 ล้านบาท

    งบประมาณดังกล่าวสามารถปรับจัดสรรเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายของโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทได้ หากมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจัง โดยมี 4 แนวทาง ดังนี้

    1. บูรณาการกับงบด้านขนส่งและโครงข่ายคมนาคม
      ปัจจุบัน กทม.จัดสรรงบให้ระบบขนส่งสาธารณะและการจราจรเกือบ 3,000 ล้านบาท หากมีการกันส่วนหนึ่งมาอุดหนุนค่าโดยสารให้กับรถไฟฟ้า จะช่วยให้ราคาตั๋วลดลงได้โดยตรง คล้ายโมเดล “บัตรโดยสารร่วม” ที่รัฐบาลหลายประเทศใช้ในการอุดหนุน
    2. ใช้งบกลางเพื่อความเร่งด่วน
      งบกลางของ กทม.ในปี 2568 อยู่ที่ 17,745 ล้านบาท ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์จำเป็นและนโยบายเร่งด่วน รถไฟฟ้า 20 บาท อาจถูกจัดอยู่ในกรอบนี้ได้ หากแสดงให้เห็นผลตอบแทนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ชัดเจน
    3. เชื่อมโยงกับงบด้านสิ่งแวดล้อม
      งบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมูลค่ากว่า 10,272 ล้านบาท สามารถนำมาใช้ในการอุดหนุนระบบขนส่งมวลชนราคาถูกและเข้าถึงได้ ควบคู่ไปกับมาตรการลดรถยนต์ส่วนบุคคล ลดการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจก รวมถึงโอกาสในการดึง “กองทุนการเงินเพื่อภูมิอากาศ” (Climate Finance) ตามแนวทางที่ประเทศไทยเริ่มใช้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางสนับสนุนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ที่ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ขณะเดียวกันช่วยลดมลพิษของเมือง
    4. ความร่วมมือรัฐ-เอกชน (PPP) แบบอุดหนุนร่วม
      หากใช้งบกทม.ร่วมกับการเจรจาปรับสัญญาสัมปทานกับผู้ให้บริการ สามารถออกแบบให้เอกชนรับประกันต้นทุนดำเนินงาน ขณะที่กทม.สนับสนุน “ส่วนต่างค่าโดยสาร” เพื่อกดราคาตั๋วลงมา 20 บาท เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถพิจารณาดำเนินการได้เช่นเดียวกัน

    ประโยชน์จากการใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ

    การบริหารจัดการงบให้เกิดประโยชน์ต่อคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ถือเป็นแนวทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ ที่กทม.สามารถนำมาปรับใช้ และผลประโยชน์ที่ได้จะมีมากกว่าการสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ จากค่าเดินทางที่ถูกลงจะกระตุ้นกำลังซื้อ เพิ่มรายได้แก่ธุรกิจในเมืองด้านสังคม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนกรุงเทพฯ ที่พึ่งพารถยนต์ส่วนตัวกับผู้ใช้รถไฟฟ้า และด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เห็นผล ผ่านการลดการใช้พลังงานฟอสซิล

    ปัจจุบันเมืองใหญ่ทั้งในยุโรป เอเชีย มีรูปแบบการบริหารจัดการงบของเมือง รวมถึงมีมาตรการด้านภาษี เพื่อสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้ชีวิตในเมือง อาทิ ลักเซมเบิร์ก ใช้ระบบขนส่งมวลชนฟรีทั่วประเทศ โดยใช้ภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีน้ำมันหรือรายได้จากยานยนต์ส่วนบุคคล ฮ่องกงใช้ระบบบัตรโดยสารร่วม (Octopus Card) เชื่อมต่อทุกการเดินทาง และใช้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ของระบบรถไฟฟ้า สนับสนุนค่าโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารจ่ายไม่สูงเกินจริง หรือ สิงคโปร์ ที่รัฐบาลอุดหนุนค่าโดยสารปีละหลายหมื่นล้านบาท เพื่อให้ค่าตั๋วขนส่งสาธารณะต่ำ และยังเน้นให้มีการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่กระทบผู้มีรายได้น้อย

    นอกจากนี้ กทม.ยังสามารถวางแผนระยะยาว เพื่อบริหารจัดการโครงการได้อย่างต่อเนื่อง ตามที่นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญได้มีการเสนอก่อนหน้านี้ เช่น การจัดตั้งกองทุนถาวรเพื่อขนส่งสาธารณะ การเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียมที่จอดรถใจกลางเมือง (Congestion Charge) รวมถึงเปิดทางให้มีรายได้จากการพัฒนาอสังหาฯ รอบสถานี (Transit-Oriented Development) เป็นต้น

    รถไฟฟ้า 20 บาท เป็นโครงการที่ทำได้จริง หาก กทม.สามารถจัดการงบประมาณที่มีอยู่กว่า 90,000 ล้านบาท อย่างมีกลยุทธ์ และบูรณาการมากขึ้น โดยการผสานงบขนส่ง งบกลาง และงบสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดรับแหล่งทุนใหม่จากกองทุนด้านสิ่งแวดล้อม จะทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่เพียงการอุดหนุนค่าโดยสาร แต่เป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิต ความเท่าเทียม และอนาคตเมืองที่ยั่งยืน ซึ่งท้ายที่สุด รถไฟฟ้า 20 บาท จะไม่ใช่เพียงแค่ตั๋วราคาถูก แต่คือสัญลักษณ์ของ “เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/09092568_20baht-budget_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D0pwgtU5rF1w4kXc4E7c_