Category: วัฒนธรรม

  • บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคม แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคม แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายซามูเอล ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 75,000 บาท แก่กองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคมของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการศึกษา การพัฒนาชุมชน และการช่วยเหลือสังคมในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายพัฒชัย วิเศษสมบัติ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด เป็นผู้แทนรับมอบ

    โดยจัดพิธีมอบเงินสนับสนุนขึ้น ณ ห้องประชุมคอนเฟอเร้นซ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวรุ่งกานต์ สืบสุทธา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ผู้แทนของ นายสุรชาติ การสะอาด ผู้อำนวยการสำนักงานฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ซึ่งการสนับสนุนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน (Creating Shared Value) โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพการศึกษาสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น และการดูแลสังคมให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

    นายซามูเอล ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเจตนารมณ์ของบริษัทว่า “เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการคืนประโยชน์สู่ชุมชน โดยเฉพาะการสนับสนุนทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมในระยะยาว”

    ด้าน นายพัฒชัย วิเศษสมบัติ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมในน้ำใจของ บริษัทไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญต่อชุมชนท้องถิ่น พร้อมยืนยันว่าจะนำเงินสนับสนุนดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดในการช่วยเหลือสมาชิกและการพัฒนาสังคม
    การมอบเงินสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนและสมาชิกสหกรณ์ แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของบริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ในการเป็นองค์กรที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ธุรกิจเพื่อสังคม และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ทุกภาคส่วน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/12/577551/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ro_6cZUgjvVxSpfanhGcX

  • เปิดเวทีระดมสมอง แก้ปัญหาความยากจน วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนที่ต้นเหตุ

    เปิดเวทีระดมสมอง แก้ปัญหาความยากจน วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนที่ต้นเหตุ

    “จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยบ่งชี้ว่า มูลเหตุแห่งความยากจนในสังคมไทย ร้อยละ 84 มีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดเงินออม อันเนื่องมาจากมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ร้อยละ 71 มาจากปัญหาหนี้สิน ร้อยละ 60 มาจากการขาดที่ดินทำกิน ร้อยละ 57 มาจากการขาดทักษะด้าน อาชีพที่สามารถสร้างรายได้ และร้อยละ 41 มาจากการเข้าไม่ถึงสวัสดิการจากรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นครัวเรือนคนจนมักจะมีถิ่นพำนักอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก”


    รายงานข้างต้นนี้ ทำให้ทราบว่าการ แก้ปัญหาความยากจน ในสังคมไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสาเหตุแห่งความยากจนนั้นล้วนเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและเรื้อรัง ทว่า ในนาทีนี้ คงไม่ใช่การยอมรับและยอมแพ้ต่อความท้าทายเหล่านี้ และนี่เองจึงเป็นสาเหตุให้ชุมนุมภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระดมชุดข้อมูลจากงานค้นคว้าวิจัย เสนอชุดคำตอบ 10 ประการ ตอบโจทย์ประเทศ ตอบสนอง 4 นโยบายสำคัญรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล
    โดยภารกิจสำคัญนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์” ที่จัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้
    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.
    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดที่ได้มาจากการ แก้ปัญหาความยากจน ทั่วประเทศ ในการบรรยายพิเศษสถานการณ์ความยากจนและการสร้างโอกาสเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม มีใจความสำคัญว่า
    “ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ที่เกิดจากการสังเคราะห์ชุดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน โดยคณะวิจัย 779 คน ร่วมกับนักศึกษา 1,688 คน และภาคีเครือข่ายอีก 1,767 ภาคี พบว่า มีจำนวนคนจนรวมกัน 2.39 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.41 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึงร้อยละ 31.71 ของจำนวนประชากรในพื้นที่”
    “รองลงมาอันดับ 2 ได้แก่ ภาคใต้ มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 30.65 ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 3 ได้แก่ ภาคกลาง มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 19.07 ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 4 ได้แก่ ภาคเหนือ มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 16.98 ของประชากรในพื้นที่ และอันดับสุดท้ายคือ กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 1.60 ของประชากรในพื้นที่”
    นอกจากนั้น ผู้อำนวยการ บพท. รายงานว่า “ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยบ่งชี้ว่า มูลเหตุแห่งความยากจนในสังคมไทย ร้อยละ 84 มีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดเงินออม ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ขณะที่ ร้อยละ 71 มาจากปัญหาหนี้สิน ร้อยละ 60 มาจากการขาดที่ดินทำกิน ร้อยละ 57 มาจากการขาดทักษะด้านอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ และร้อยละ 41 มาจาการเข้าไม่ถึงสวัสดิการจากรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นครัวเรือนคนจนมักจะมีถิ่นพำนักอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก”
    จากข้อมูล หรือ Data ที่ค้นพบนี้เองที่ บพท. นำไปสานต่อสู่การทำงานร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและภาคีในพื้นที่ ทำงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่อง
    “ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และได้ออกแบบโมเดลแก้จนที่มีความสอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมในพื้นที่ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้แล้วถึง 299 โมเดล ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้งยังได้สร้างนักจัดการพื้นที่เพื่อทำหน้าที่วิทยากรให้คำแนะนำแก่ชุมชนในการปรับใช้ประโยชน์จากโมเดลแก้จน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง กาฬสินธุ์ เลย นครราชสีมา อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มุกดาหาร ยโสธร สกลนคร บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ลำปาง พิษณุโลก และแม่ฮ่องสอน “
    “โดยผลจากการดำเนินงานวิจัยแก้จนอย่างต่อเนื่อง ยังก่อเกิดกองทุนแก้จน 34 กองทุน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง มุกดาหาร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ สกลนคร ยโสธร ชัยนาท พัทลุง อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา ปัตตานี ยะลา และยังเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดศูนย์วิจัยแก้จนขึ้นใน 3 พื้นที่คือ ปัตตานี พัทลุง และยะลา”
    ทั้งนี้ จากการทำงานอย่างต่อเนื่องของภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ยังร่วมกันเสนอแนะแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในพื้นที่ และแก้ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาภัยความมั่นคงบริเวณชายแดน รวมทั้งภัยสังคม ไปยังรัฐบาล รวม 10 ประการ ประกอบด้วย

    1. การ แก้ปัญหาความยากจน ควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
    2. ควรมีกลไกความร่วมมือระดับจังหวัดในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบองค์รวม
    3. พัฒนาระบบคัดกรองและชี้เป้าครัวเรือนยากจน เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นเอกภาพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และชี้เป้าความยากจนได้อย่างแม่นยำ
    4. กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเป็นฐานในการออกแบบมาตรการแก้จนเชิงรุกตามประเภทความยากจนของครัวเรือน
    5. แก้ปัญหาความยากจนแบบองค์รวม โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด
    6. จัดให้มีกลไกส่งต่อความช่วยเหลือคนจนในทุกระดับ
    7. สนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้เป็นเจ้าภาพหลักในระดับพื้นที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน โดยใช้ข้อมูลคนจนแบบชี้เป้าและเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์จังหวัด
    8. สนับสนุนให้นายอำเภอ ทำหน้าที่กำกับ ติดตามในระดับอำเภอและให้บรรจุเป็นนโยบายของศูนย์ขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด และให้สถาบันวิชาการในพื้นที่เป็นหน่วยสนับสนุนทางวิชาการแก่กลไกทุกระดับ
    9. สร้างนโยบายเชิงรุกด้านสวัสดิการมุ่งเป้า ครอบคลุมทุกมิติ
    10. สร้างโครงการพัฒนาทักษะอาชีพที่เข้าถึงครัวเรือนอย่างตรงเป้าและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่
    ขณะที่ สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เปิดเผยว่า “ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยอย่างเป็นทางการไตรมาส 1/2568 เท่ากับ 16.35 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เท่ากับ 87.4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานหากสูงเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าอันตราย”
    “ทั้งนี้ จากที่ติดตามพบว่าหนี้ครัวเรือนแม้ในภาพรวมสัดส่วนต่อจีดีพีจะดูลดลง แต่ปัญหาไม่ได้หายไปยังคงอยู่ต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของครัวเรือนต่างๆ ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องเข้าสู่ระบบการกู้เกิดภาระหนี้ กลายเป็นปัญหาซ้ำเติม รายได้ไม่สัมพันธ์กับภาระหนี้ที่หนักขึ้น ต้องแบกดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย (รายได้ประจำวัน = รายจ่าย + ชำระหนี้ ที่เหลือเท่ากับเงินออม)”
    “จากภูเขาหนี้คนช่วงอายุ 20 – 90 ปี เป็นหนี้อะไรบ้าง พบว่ามีการซื้อไปก่อนผ่อนทีหลัง คนเป็นหนี้เสียทั้งหมด 1.235 ล้านล้านบาท คิดเป็นบัญชีที่เป็นหนี้เสีย 9.6 ล้านบัญชี จำนวน 5.3 ล้านคน ขณะที่ลูกหนี้ 3.4 ล้านคน เป็นหนี้เสียที่ต่ำกว่า 1 แสนบาท และจะเป็นปัญหาคดีความที่กลายเป็นปัญหาสังคม ณ ปัจจุบันบริษัทติดตามหนี้ AMC จะซื้อหนี้ในอัตรา 5 บาทต่อมูลหนี้ 100 บาท เนื่องจากเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน 1.2 แสนล้านคือราคาหนี้ หากต้องจ่าย 6 พันล้านซื้อหนี้ ซึ่งค่าติดตามหนี้ 3.4 ล้านคนของบริษัทติดตามหนี้ คำนวณออกมาแล้วประมาณ 700 บาทต่อหัวต่อคน”
    จากสถานการณ์ NPL ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันหนี้จำนวน 1.24 ล้านล้านบาท ถ้าไม่มีมาตรการในการแก้ไขที่ได้ผลอย่างจริงจังจะทำให้ตัวเลขหนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราการเพิ่ม 4.8% จากปัจจุบัน โดยกลุ่มลูกหนี้ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่ม Gen Y ที่เป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานในตำแหน่งพนักงานระดับต้นเพราะว่าอัตราการเพิ่มของหนี้ NPL ของคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโดยรวม

    ต้นแบบการแก้ปัญหาความยากจนให้หลายพื้นที่ทั่วไทย

    ปลดล็อคชาวบ้านยะวึก จ.สุรินทร์ จากความยากจน ด้วยโมเดล ผักอินทรีย์แก้จน

    คิกออฟมหกรรมโชว์ผลงานวิจัย ‘เทคโนโลยีพร้อมใช้’ จากภาคใต้ ปลดล็อคสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต้นแบบการก้าวข้ามกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน

    พลิกชะตา 800 ชีวิตบนเกาะกลางแม่น้ำตากใบ จ.นราธิวาส ปลดล็อค ปัญหาความยากจน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนปลายด้ามขวานไทย ด้วยโครงการวิจัย มนร.

    Post Views: 176

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/11/stop-poverty-with-data-technology/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GpisC2PezWaIvgmCsRASC

  • “ม.ศรีปทุม” คว้าแชมป์สมัยที่ 6 “ช้าง กอล์ฟ ยู แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “ม.ศรีปทุม” คว้าแชมป์สมัยที่ 6 “ช้าง กอล์ฟ ยู แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” ร่วมกับ เดอะ เจ็นซ์ เปิดศึกดวลวงสวิงระดับอุดมศึกษา ปีที่ 6 กับรายการ “ช้าง กอล์ฟ ยู-แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025” รอบชิงชนะเลิศ ที่เลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี (คอร์สซี-ดี) ระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2568

    “น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการกอล์ฟไทย ทั้งในระดับเยาวชน และระดับอุดมศึกษา จึงได้จัดรายการนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักกอล์ฟในระดับอุดมศึกษาได้มีเวทีแข่งขัน ส่งเสริมและสร้างโอกาสให้กับนักกอล์ฟในระดับอุดมศึกษาได้มีพื้นที่ในการแข่งขันเพื่อพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ

    ช้าง กอล์ฟ ยู-แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025” ทำการแข่งขันรอบคัดเลือก 2 สนาม และรอบชิงชนะเลิศ  1 สนาม แข่งขันประเภททีม 4 คน (คิดคะแนนดีที่สุด 3 คน) ซึ่งในรอบคัดเลือกเป็นการแข่งขันแบบสะสมคะแนน 2 สนาม แข่งขันแบบ Stroke Play 36 หลุม เพื่อจัดอันดับ คัด 8 ทีมเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ โดยรอบชิงชนะเลิศ แข่งขันแบบ Match Play ทำการแข่งขัน 2 วัน แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ดิวิชั่น ทำการแข่งขันรอบละ 18 หลุม (ทีมละ 2 คู่ คือ Foursomes 1 คู่ และ Four-Ball 1 คู่) แต่ละทีมส่งรายชื่อนักกีฬาได้ทีมละ 4 คน จับประกบคู่การแข่งขัน ชนะได้ 1 คะแนน เสมอ ได้ 0.5 คะแนน แพ้ไม่ได้คะแนน ซึ่งทีมที่ชนะเลิศในอันดับต่างๆ จะได้รับทุนการศึกษาพร้อมรางวัลเกียรติยศ

    สำหรับ 8 ทีมที่ผ่านเข้ามาชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศ มีดังนี้ ดิวิชั่น 1 จำนวน 4 ทีม ได้แก่ ทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (อันดับ 1), ทีมมหาวิทยาลัยศรีปทุม (อันดับ 2), ทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  (อันดับ 3) และทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (อันดับ 4) และดิวิชั่น 2 จำนวน 4 ทีม ได้แก่ ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (อันดับ 5), ทีมมหาวิทยาลัยรังสิต (อันดับ 6), ทีมมหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับ 7) และทีมมหาวิทยาลัยทีมมหาวิทยาลัยศิลปากร (อันดับ 8)

    โดยในรอบรองชนะเลิศ (6 ก.ย.68) คู่แรกของดิวิชั่น 1 เป็นการดวลกันระหว่างทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พบกับทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบ 18 หลุม เสมอกัน 1 ต่อ 1 แต้ม ทำให้ต้องตัดสินด้วยวิธี Shoot Out (การพัตต์) ปรากฏว่าทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญอาศัยความนิ่งและแม่นเอาชนะไปได้ ผ่านเข้าไปรอเล่นในรอบชิงชนะเลิศ (7 ก.ย.68)

    คู่ที่สองของดิวิชั่น 1 ทีมมหาวิทยาลัยศรีปทุม พบกับทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจบการแข่งขันสองคู่ (โฟร์บอลและโฟร์ซัม) ทีมมหาวิทยาลัยศรีปทุม ชนะโฟร์บอล 1 คู่ (2&1) และเสมอโฟรซัม 1 คู่ ชนะด้วยคะแนน 1.5 แต้ม ต่อ 0.5 แต้ม ผ่านเข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศต่อไป

    ด้านดิวิชั่น 2 คู่ที่ 1 ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พบทีมมหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจบการแข่งขัน 18 หลุม เป็นทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เอาชนะไปทั้ง 2 คู่ (โฟร์บอล ชนะ 2&1, โฟร์บอลชนะ 3&1)

    คู่ที่ 2 ทีมมหาวิทยาลัยรังสิต พบกับทีมมหาวิทยาลัยมหิดล หลังจบการแข่งขันเป็นทีมมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เอาชนะไปทั้ง 2 คู่ (โฟร์บอล ชนะ 2&1, โฟร์บอลชนะ 6&5)

    สำหรับในรอบชิงชนะเลิศ (7 ก.ย.68) คู่ชิงอันดับ 1 ในดิวิชั่น 1 เป็นการพบกันระหว่าง ทีมมหาวิทยาลัยศรีปทุม แชมป์เก่า พบกับ ทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่พลิกเอาชนะ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาได้ในรอบรองฯ คู่โฟร์บอล ชนินทร์ ทองไพจิตร-ปรานต์ พูลเพิ่ม (ม.ศรีปทุม) ชนะ สุภกฤษณ์ เชฎฐนาค-คมกฤษณ์ มิตรสมาน (ม.อัสสัมชัญ) 4 และ 2 คู่โฟร์ซัม ปริญยาภรณ์ รุ่งระวี-กฤษฎา เล็กเรืองสินธุ์ (ม.ศรีปทุม) เสมอ เกณิกา บุญประเสิรฐ-ราชศักดิ์ สุระสัจจะ (ม.อัสสัมชัญ) ทำให้ ม.ศรีปทุม คว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 6 ติดต่อกัน ส่วนทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้อันดับที่ 2

    ส่วนคู่ชิงอันดับ 3 และ อันดับ 4 ในดิวิชั่น 1 เป็นการพบกันระหว่าง ทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบกับ ทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คู่โฟร์บอล กีรดิต ศรีสหกิจ-ศุภพล บริเพชร์ (ม.ธรรมศาสตร์) ชนะ ระพีพงศ์ อภิศรีเพชร-บุญสิตา บุญโต (ม.เกษตรศาสตร์) ที่ 1 อัพ คู่โฟร์ซัม ประภวัต สว่างวงศ์-ติณณ์ภัทร วิทยาพันธ์ประชา (ม.ธรรมศาสตร์) เสมอ กรกริช เชาว์พานิช-พีรณัฐ วัศราติยานนท์ (ม.เกษตรศาสตร์) หลังจบ 2 คู่เป็นทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อันดับที่ 3 ส่วนทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อันดับที่ 4

    สรุปผลการแข่งขัน “ช้าง กอล์ฟ ยู-แชมเปี้ยนส์ คัพ 2025” ประเภททีม รอบชิงชนะเลิศ มีดังนี้

    ดิวิชั่น 1 อันดับ 1 ทีมมหาวิทยาลัยศรีปทุม รับทุนการศึกษา  80,000 บาท, อันดับ 2 ทีมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รับทุนการศึกษา  40,000 บาท, อันดับ 3 ทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับทุนการศึกษา  30,000 บาทและอันดับ 4 ทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับทุนการศึกษา  20,000 บาท

    ดิวิชั่น 2 อันดับ 1 ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รับทุนการศึกษา  15,000 บาท, อันดับ 2 ทีมมหาวิทยาลัยมหิดล รับทุนการศึกษา  10,000 บาท, อันดับ 3 ทีมมหาวิทยาลัยศิลปากร รับทุนการศึกษา  5,000 บาทและอันดับ 4 ทีมมหาวิทยาลัยรังสิต รับทุนการศึกษา  3,000 บาท

    และในปีนี้มีการแข่งขันประเภทบุคคลชายและบุคคลหญิง เพิ่มเข้าในในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทำการแข่งขัน 3 วัน จำนวน 54 หลุม หลังจบการแข่งขันในรอบสุดท้ายในประเภทบุคคลชาย แชมป์ตกเป็นของ ปภังกร หนูประชุม จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 211 (73-68-70) ในประเภทบุคคลหญิง น.ส.ธีรฏา แต้มมาลา จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม คว้าแชมป์ปด้วยสกอร์รวม 13 โอเวอร์พาร์ 229 (79-75-75) ติดตามความเคลื่อนไหวและผลการแข่งขันได้ที่เพจ Facebook: Chang Golf Club

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/11/577527/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y-60lREf7YQKiDGFfi6ZC

  • สกพอ. จัดอบรม “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ยกระดับทักษะสร้างนักพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สกพอ. จัดอบรม “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ยกระดับทักษะสร้างนักพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยคณะกรรมการสวัสดิการ จัดอบรมหลักสูตร “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ระหว่างวันที่ 23, 24, 30 และ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเชิงลึกให้กับผู้สนใจเข้ามามีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาของสำนักงานและนักพัฒนาโครงการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Promotion Zone, SEPZ)

    การจัดอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เป็นประธานในพิธีเปิดและปิดกิจกรรมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 26 คนจากหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทที่ปรึกษา หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และนักลงทุนทั่วไป สะท้อนถึงความสนใจต่อการพัฒนา SEPZ ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของหลักสูตรดังกล่าวต่อการส่งเสริมการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษและการสร้างเครือข่ายที่ปรึกษามืออาชีพในอนาคต

    ทั้งนี้ ตลอด 4 วันของการอบรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับองค์ความรู้ครบทุกมิติผ่านหัวข้อหลัก ได้แก่ “See the big picture”: ทำความเข้าใจวิสัยทัศน์และบทบาทของ EEC ในการยกระดับประเทศไทย “Land with purpose”: เจาะลึกการจัดวางอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษบนพื้นที่อย่างมีกลยุทธ์ “Value creation with impact awareness”: วิเคราะห์ความคุ้มค่าและผลกระทบของโครงการ พร้อมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ “Build to last”: การจัดทำรายงานออกแบบระบบสาธารณูปโภคและการพัฒนาพื้นที่ให้ยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ หลักสูตรได้รับการออกแบบให้ผสมผสานทั้งการบรรยายเชิงวิชาการ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ การอภิปรายกลุ่ม และการ Pitching ปิดท้าย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เข้าอบรม ซึ่งผู้ผ่านการอบรมทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตรรับรองจาก สกพอ. ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการขึ้นบัญชีที่ปรึกษาของสำนักงานฯ ตามระเบียบว่าด้วยการขึ้นบัญชีรายชื่อที่ปรึกษาการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2568

    สำหรับการจัดหลักสูตรครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกลไกสนับสนุนและยกระดับคุณภาพการพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมสำหรับการรองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/11/577181/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hi2AX2n9TTHIBoaA6ZCja

  • คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษา

    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษา

    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษา

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิปภา ภุมมารักษ์ รักษาการคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้เกียรติรับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์จากคุณชยณัฐ ไทยเพชร์กุล ผู้จัดการบริษัท ชลบุรีออกซิเจน จำกัด ณ สำนักงานคณะพยาบาลศาสตร์ อาคาร 23 ชั้น 5 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ฝึกทักษะในห้องปฏิบัติการทางการพยาบาล เพื่อพัฒนาทักษะ ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนที่จะออกไปปฏิบัติงานจริงในสถานพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ขอขอบคุณบริษัท ชลบุรีออกซิเจน จำกัด ที่ได้ให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์การศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนการสอนของคณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อผลิตบัณฑิตพยาบาลที่มีคุณภาพและพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในระบบสุขภาพของประเทศต่อไป

    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษา


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12746947&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03kVHtAXzd-imnO0Uj44lS

  • ม.มหิดล เผยผลวิจัยพบกว่า 4 ใน 10 พนักงานเอกชนไทยเผชิญการคุกคามทางเพศ | เดลินิวส์

    ม.มหิดล เผยผลวิจัยพบกว่า 4 ใน 10 พนักงานเอกชนไทยเผชิญการคุกคามทางเพศ | เดลินิวส์

    ม.มหิดล เผยผลวิจัยพบกว่า 4 ใน 10 พนักงานเอกชนไทยเคยเผชิญการคุกคามทางเพศ – ผู้หญิง กลุ่มหลากหลายเพศ และวัยทำงานตอนต้นเสี่ยงสูงสุดมหิดลเปิดตัวโครงการพัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติ ‘ยุติความรุนแรงและการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5103838/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39cWkQD0TG1xiiDyN5tWFi

  • วิจัยเมืองนอกพบ “ผลไม้ชนิดนี้” ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ คนไทยได้ยินชื่อแล้วร้องอ๋อ!

    วิจัยเมืองนอกพบ “ผลไม้ชนิดนี้” ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ คนไทยได้ยินชื่อแล้วร้องอ๋อ!

    ทีมวิจัยเมืองนอกเผย “ผลไม้ชนิดนี้” ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ กินให้ถูกวิธีเพื่อผลลัพธ์สูงสุด

    ทีมนักวิจัยชาวอังกฤษค้นพบวิธีเปลี่ยนผลไม้ยอดนิยมให้กลายเป็นตัวช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมร้ายแรงนี้

    ปัจจุบันมีชาวอเมริกันราว 6.7 ล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับอัลไซเมอร์ โรคที่ค่อย ๆ ทำลายความทรงจำ ทักษะการคิด และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน

    งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การบริโภค “เชอร์รี่” อาจช่วยเสริมการทำงานของสมองในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะผลไม้สีแดงสดนี้อุดมด้วยแอนโธไซยานินและเควอร์ซิทิน สารฟลาโวนอยด์สองชนิดที่มีชื่อเสียงด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ

    Pixabay

    งานวิจัยล่าสุดนำโดยมหาวิทยาลัยเคนต์ เสนอว่า การแปรรูปเชอร์รีให้เป็นผงอาจให้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเชอร์รีในรูปผงยังคงเก็บแอนโธไซยานินไว้ได้มากกว่า

    นักวิจัยได้ร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่น นำเชอร์รีที่คัดทิ้ง มีตำหนิ หรือสีไม่สม่ำเสมอ มาทำเป็นน้ำเชอร์รี เนื้อผล และผง

    จากนั้นพวกเขาวัดปริมาณแอนโธไซยานินในแต่ละรูปแบบ พบว่าผงเชอร์รีให้ “กิจกรรมทางชีวภาพสูงกว่า”

    iStockphoto

    ทีมนักวิจัยหวังว่าผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสมองและความยั่งยืน

    “เรากำลังแสดงให้เห็นว่า ผลพลอยได้จากการเกษตรไม่จำเป็นต้องถูกทิ้ง พวกมันสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางผลิตอาหารสุขภาพที่ยั่งยืนและเข้าถึงได้ง่าย” มารีนา เอซคูร์รา หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวในแถลงการณ์

    ทีมนักวิจัยยังมองโลกในแง่ดีว่าความร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่นจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดแนวทางคล้ายกัน

    “นวัตกรรมที่เราค้นพบเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปใช้ในวงกว้างได้ทั้งในเคนต์และภูมิภาคเกษตรอื่น ๆ” เอซคูร์รากล่าว “เราตั้งตารอการทำวิจัยต่อไปเพื่อขับเคลื่อนแนวทางนี้”

    ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Antioxidants ยังเสริมหลักฐานสนับสนุนบทบาทของฟลาโวนอยด์

    งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการบริโภคอาหารที่อุดมฟลาโวนอยด์เพิ่มอีกวันละ 6 หน่วยบริโภค สามารถลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้ 28% โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันสูง ภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูง

    จากการวิเคราะห์ฟลาโวนอยด์หลายชนิด งานวิจัยปี 2024 พบว่า แอนโธไซยานิน ฟลาวาน-3-อล และฟลาโวน มีความสัมพันธ์สูงสุดกับการลดความเสี่ยงสมองเสื่อม ชา ไวน์แดง และเบอร์รีถือเป็นแหล่งสำคัญของสารพฤกษเคมีเหล่านี้

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคำแนะนำด้านอาหารสำหรับชาวอเมริกันยังไม่กล่าวถึงฟลาโวนอยด์ งานวิจัยนี้อาจช่วยดึงความสนใจไปยังสารอาหารพืชสำคัญเหล่านี้ได้

    “นี่ถือเป็นก้าวแรกที่จะบอกว่า ‘เอาล่ะ เราควรส่งเสริมให้ผู้คนบริโภคอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสม?’” ดร. ไลรอน ซินวานี ผู้อำนวยการฝ่ายบริการโรงพยาบาลผู้สูงอายุที่ North Shore University Hospital กล่าวกับ The Post

    “เรามีนโยบายสาธารณะที่สามารถเน้นอาหารที่อุดมฟลาโวนอยด์ได้หรือไม่?” เธอกล่าวต่อ “เพราะนี่คือสิ่งที่ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนได้ คล้ายกับการออกกำลังกายและกิจกรรมทางกาย ซึ่งเราทราบดีว่าสามารถลดความเสี่ยงสมองเสื่อมและแม้กระทั่งช่วยเพิ่มศักยภาพทางสมองในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมอยู่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842014/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VoG2ofwY1bNocHKlJ1C1J

  • “นิยม” เปิดแผน 20 ปี ปฏิรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตั้ง 4 ยุทธศาสตร์ใหญ่ ชงตั้งสำนักโฆษกคณะสงฆ์

    “นิยม” เปิดแผน 20 ปี ปฏิรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตั้ง 4 ยุทธศาสตร์ใหญ่ ชงตั้งสำนักโฆษกคณะสงฆ์


    “นิยม เวชกามา” ผู้ช่วย รมต.ประจำนายกฯ เสนอวิสัยทัศน์ “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา 20 ปี” วาง 4 ยุทธศาสตร์หลัก ปฏิรูปการศึกษา–การเผยแผ่–การบริหารจัดการคณะสงฆ์ และสร้างเครือข่ายพุทธทั่วโลก

    เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล จ.นครปฐม  นายนิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปบรรยายพิเศษ เรื่อง “วิสัยทัศน์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ความท้าทายและโอกาส” ในการประชุมสัมมนาบุคลากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้กับพระสังฆาธิการ คณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด และบุคลากรด้านการเผยแผ่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต  นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ

    นายนิยม ได้กล่าวว่า ได้แสดงวิทัศน์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน 20 ข้างหน้า โดยได้วางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ 4 ประเด็นหลัก ซึ่งแต่ละยุทธศาสตร์มีการวางหัวข้อย่อย พร้อมกับยกรัฐธรรมนูญปี 2568 ที่วางกรอบไว้  ทำไมต้องมีแผนยุทธศาสตร์  สถานการณ์ปัจจุบันและความท้าทายก่อนจะวางแนวทางการพัฒนา เราจำเป็นต้องเข้าใจบริบทแวดล้อมอย่างชัดเจนเสียก่อน  ความท้าทายต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ปัจจุบันมองได้ 5 ประเด็นหลัก คือ 

    หนึ่งวิกฤตศรัทธาและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์บางส่วนที่มัวหมอง การตีความพระธรรมวินัยที่บิดเบือน และการเน้นพุทธพาณิชย์มากกว่าพุทธธรรม ทำให้ศรัทธาของประชาชนสั่นคลอน สอง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี วิถีชีวิตที่เร่งรีบ สังคมวัตถุนิยม และอิทธิพลของสื่อดิจิทัล ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างเหินจากวัดและการปฏิบัติธรรม สาม ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการ ระบบการปกครองคณะสงฆ์บางส่วนอาจยังขาดประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส และไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สี่ ความขัดแย้งทางความคิด การเกิดขึ้นของลัทธิความเชื่อใหม่ๆ และความเห็นต่างในการตีความหลักธรรม อาจนำไปสู่ความแตกแยกในหมู่พุทธศาสนิกชน และ ห้า ภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ การลดลงของจำนวนพระภิกษุสามเณรผู้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่งผลกระทบต่อการสืบทอดพระศาสนาในระยะยาว

    ตรงนี้ ภาระของรัฐหรือรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยและส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาและงานคณะสงฆ์ เพราะรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ว่า “รัฐมีหน้าที่ในการดูแล ส่งเสริม สนับสนุน และ คุ้มครองพระพุทธศาสนา” ไม่เฉพาะงานคณะสงฆ์เท่านั้นที่รัฐต้องส่งเสริมแม้กระทั้งในหมู่ชาวพุทธ รัฐก็ต้อง  รัฐต้องส่งเสริมการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และพัฒนาจิตใจและปัญญาของประชาชน พร้อมสนับสนุนองค์กรทางศาสนาให้เข้ามามีส่วนร่วม รวมทัังป้องกัน ฟื้นฟู และดึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในกิจการพระพุทธศาสนาด้วย

    ยุทธศาสตร์ที่ 1: การศึกษาเพื่อปัญญา  เป้าหมาย : สร้างพุทธศาสนิกชนที่มี “สัมมาทิฏฐิ” เข้าใจแก่นแท้ของคำสอน สามารถแยกแยะระหว่างพุทธแท้และพุทธเทียมได้
    1.โครงการ “พระไตรปิฎกออนไลน์” : จัดทำและเผยแพร่พระไตรปิฎกในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทั้งในรูปแบบหนังสือ สื่อดิจิทัล (E-book, Audiobook) และแอปพลิเคชัน พร้อมคำอธิบายเชิงวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
    2.ปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรม : พระภิกษุต้องแม่นพระไตรปิฎก ปรับปรุงหลักสูตรนักธรรม-บาลี ให้ทันสมัย เน้นการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงเพื่อการสอบผ่าน ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการศึกษาเปรียบเทียบกับศาสตร์สมัยใหม่
    3.การอบรมการเขียนข่าว ผลิตคอนเท้นต์ ที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับบทบาทของพระสงฆ์ให้สามารถเป็นผู้นำด้านการเผยแพร่พระธรรมผ่านสื่อยุคใหม่
    4.จัดตั้ง “สถาบันพุทธนวัตกรรมและการวิจัย” : เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาเชิงลึก เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสังคมร่วมสมัย เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพจิต และความขัดแย้ง โดยใช้หลักพุทธธรรมเป็นฐาน ส่งเสริมให้พระสงฆ์ตื่นตัวให้รู้ทันสังคม เรียนรู้ศาสตร์ใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับมติมหาเถรสมาคม ที่เปิดโอกาสให้พระหนุ่มเณรน้อย เรียนศาสตร์สมัยใหม่ได้
    5.ส่งเสริม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” : จัดอบรมหลักสูตรพระพุทธศาสนาระยะสั้นสำหรับบุคคลทั่วไปในหลากหลายหัวข้อ เช่น พุทธเศรษฐศาสตร์ พุทธจิตวิทยา พุทธธรรมเพื่อการบริหาร เป็นต้น

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การยกระดับการปฏิบัติและการเผยแผ่ (Practice & Propagation Enhancement)  เป้าหมาย: ทำให้วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมเป็น “สัปปายะสถาน” ที่เป็นที่พึ่งทางใจ และสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ 
    1.พัฒนาวัดให้เป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาชีวิต” : ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การปฏิบัติธรรม และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Public Service) โดยมีพระสงฆ์เป็น “พระอาจารย์” และ “โค้ชชีวิต”
    2.โครงการ “ธรรมะดิจิทัล” : สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์กลาง (National Dhamma Platform) เพื่อรวบรวมคำสอนที่ถูกต้อง หลักปฏิบัติกรรมฐาน และเป็นช่องทางให้ประชาชนได้ปรึกษาปัญหาชีวิตกับพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
    3.จัดตั้งสำนักโฆษก และช่องทางสื่อสารของมหาเถรสมาคม เพื่อทำหน้าที่สื่อสารให้ความรู้ข้อหลักธรรมะ ข่าวสารกิจการของคณะสงฆ์ แถลงการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
    4.สร้างภาคีเครือข่ายด้านสื่อมวลชน เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และประสิทธิภาพการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงที


    5.ปฏิรูปการบวชและพัฒนาระบบคัดกรอง : สร้างมาตรฐานกระบวนการบวชให้มีความเข้มข้น เพื่อให้ได้ผู้ที่เข้ามาในพระธรรมวินัยด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง พร้อมจัดตั้งระบบ “พระพี่เลี้ยง” เพื่อดูแลและให้คำปรึกษาแก่พระนวกะ
    6.ส่งเสริม “การเผยแผ่เชิงรุกนานาชาติ” สนับสนุนการแปลพระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญเป็นภาษาต่างๆ จัดตั้งศูนย์วิปัสสนากรรมฐานในต่างประเทศ และส่งพระธรรมทูตที่มีความสามารถทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติไปเผยแผ่พระศาสนาทั่วโลก

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปฏิรูปการบริหารจัดการองค์กร (Organizational & Governance Reform)  เป้าหมาย สร้างองค์กรคณะสงฆ์ที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และเป็นที่น่าเคารพศรัทธาแผนงานหลัก
    1.นำหลัก “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) มาใช้: จัดทำประมวลจริยธรรม (Code of Conduct) สำหรับพระสังฆาธิการทุกระดับ และจัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงการพระพุทธศาสนา” ขึ้นมาโดยเฉพาะ
    2.พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง (Big Data): จัดทำระบบฐานข้อมูลพระภิกษุ-สามเณร วัด และทรัพย์สินของวัดทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
    3.ปฏิรูปกฎหมายคณะสงฆ์: ทบทวนและปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นแกนกลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพุทธบริษัทสี่
    5.จัดตั้ง “กองทุนพัฒนาพระพุทธศาสนา”: ระดมทุนจากภาคประชาชนและภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างเครือข่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วม (Network & Participation Building) เป้าหมาย ผนึกกำลัง “พุทธบริษัท 4” (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ให้ร่วมกันขับเคลื่อนงานพระศาสนาอย่างเป็นเอกภาพ
    1.จัดตั้ง “สมัชชาชาวพุทธแห่งชาติ”: สร้างเวทีกลางให้ตัวแทนจากองค์กรชาวพุทธต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันเป็นประจำทุกปี
    2.โครงการ “ครอบครัวธรรมะ”: ส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวเป็นรากฐานในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาให้แก่เยาวชน
    3.ส่งเสริม “องค์กรชาวพุทธเพื่อสังคม”: สนับสนุนการจัดตั้งและดำเนินงานขององค์กรชาวพุทธที่ทำงานด้านต่างๆ เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างสันติภาพ
    4.สร้าง “เครือข่ายพุทธนานาชาติ”: สร้างความร่วมมือกับองค์กรชาวพุทธทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันเผยแผ่สัจธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กว้างไกล

    “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การจะทำให้แผนนี้สำเร็จลุล่วงได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือ “ความจริงจังและจริงใจ” ของคณะสงฆ์ผู้เป็นผู้นำ และ “พลังศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา” ของพุทธศาสนิกชนทุกคน  แผนพัฒนาฉบับนี้เป็นเพียงกรอบแนวทางกว้างๆ ที่จะต้องมีการนำไปขยายผลและกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนในลำดับต่อไป อาตมภาพหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แผนฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่จะนำพาให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เป็นแสงสว่างนำทางให้แก่สังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างยั่งยืนสืบไปชั่วกาลนาน..”  นายนิยม กล่าวฝากทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uhh7vPElXLoxc_zvVB7Xz

  • เกาะสนามยานยนต์ : มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่า 3.5 ล้าน สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

    เกาะสนามยานยนต์ : มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่า 3.5 ล้าน สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่ามูลค่ารวม 3,580,000 บาท สานต่อเจตนารมณ์สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

    มร. ทาคาชิ ฮาตะ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ยึดมั่นในวิสัยทัศน์องค์กร คือ  วิถีอีซูซุ : ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา เดินหน้าสานต่อภารกิจอันเป็นประโยชน์เพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. 2568 มอบเงินสนับสนุน มูลค่ารวม 3,580,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอีก 1,500,000 บาท สำหรับ 6 โครงการ ได้แก่

    – ทุนการศึกษาแก่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น

    – ทุนการศึกษาสำหรับผู้ทุพลลภาพแก่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ

    – เงินสนับสนุนมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

    –  อุปกรณ์การเรียนแก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

    – เงินสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 

    – อุปกรณ์จราจรแก่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวม 7 หน่วยงาน

    ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ครอบคลุมทั้งการศึกษา การดำรงชีวิต ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ตลอดจนการเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

    มอบหมวกกันน็อก : ไทยฮอนด้า ร่วมกับร้านผู้จำหน่ายทั่วประเทศที่ร่วมโครงการฉลองวาระครบรอบ 60 ปี เดินหน้าส่งมอบความห่วงใยสู่สังคมไทย ผ่านโครงการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศ  60 ปี ไทยฮอนด้า ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน โดยจากเดิมที่ไทยฮอนด้ามอบหมวกกันน็อกมาตรฐาน มอก. จำนวน 60,000 ใบ มูลค่า 60 ล้านบาท 

    ล่าสุด ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศร่วมสมทบเพิ่มอีก 52,440 ใบ ส่งผลให้ยอดรวมการมอบหมวกกันน็อกในโครงการนี้อยู่ที่ 112,440 ใบ รวมมูลค่า 112 ล้านบาท สามารถส่งมอบให้ประชาชนใน 77 จังหวัดทั่วประเทศได้ทั่วถึงและครอบคลุมยิ่งขึ้น

    รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ : บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปี 2568 จากนายยศพล เวลุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในงานมหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมปทุมมาศ วิทยาลัยการอาชีวศึกษปทุมธานี  จังหวัดปทุมธานี

    ทั้งนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในโครงการ T-TEP ตั้งแต่ปี 2533 สนับสนุนการเรียนการสอน อบรมครู จัดหาอุปกรณ์การฝึก และการแข่งขันทักษะนักศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาโตโยต้าและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ลงนามความร่วมมือเพิ่มเติมด้านอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกวิชาชีพกับสถานประกอบการ มีรายได้ ได้รับการรับรองทักษะ และผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงตรงตามความต้องการอุตสาหกรรมยานยนต์

    และจากความร่วมมือต่างๆที่ทางบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ดำเนินงานเป็นระยะเวลานาน ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ จากนายยศพล เวลุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการให้กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยมีนายนโภช แซ่อุ่ย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้าเป็นตัวแทนในการรับมอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2882289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bOja-fQGtW563PjcbG5k6

  • มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี มอบอุปกรณ์การศึกษา-สิ่งของจำเป็น แก่ 5 โรงเรียน ตชด. จ.เชียงราย | เดลินิวส์

    มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี มอบอุปกรณ์การศึกษา-สิ่งของจำเป็น แก่ 5 โรงเรียน ตชด. จ.เชียงราย | เดลินิวส์

    มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ส่งมอบอุปกรณ์การศึกษาและสิ่งของจำเป็นให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 5 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล ที่ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการเรียนรู้ที่เพียงพอ เพื่อเพิ่มเติมคุณภาพการศึกษา สนับสนุนทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต

    คุณดอล บุญมั่น ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “เรายึดมั่นในแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสังคมเสมอมา เราเชื่อว่า ‘คน’ คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และการศึกษาคือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การลงทุนด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจึงเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติในระยะยาว การมอบโอกาสที่เท่าเทียมให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เราต้องการให้พวกเขาได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ เพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนต่อไป”

    ทางด้าน ส.ต.ท.สัชฌุกร สถิรพิบูลวงค์ ตัวแทนคณะครูจากรร.ตชด.บำรุงที่ 112 ได้กล่าวขอบคุณและสะท้อนปัญหาว่า “โรงเรียนของเรามีนักเรียนระดับชั้นอนุบาล3-ป.6 จำนวน 143 คน ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น อาข่า ลาหู่ ซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่ที่อ.แม่ฟ้าหลวง ห่างไกลจากตัวเมืองเชียงรายกว่า 90 กม. ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเป็นไปได้ยาก ขาดแคลนสื่อการสอนที่ทันสมัยซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และอาจทำให้นักเรียนพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไป การสนับสนุนในครั้งนี้มีคววามสำคัญมาก คอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ จะช่วยเปิดโลกทัศน์และเป็นสื่อการสอนที่ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะภาษาไทย อุปกรณ์ในห้องพยาบาลและโรงครัว ช่วยให้สามารถดูแลสุขอนามัยและโภชนาการของเด็กๆ ได้อย่างเต็มที่เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเรา สิ่งของทุกชิ้นที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุกคนต่อไป”

    มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มอบอุปกรณ์การศึกษาและสิ่งของจำเป็นรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท ให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 5 แห่งในจังหวัดเชียงรายเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับนักเรียนกว่า 709 คน และครู 64 คน โดยสิ่งของที่มอบให้ครอบคลุม 5 หมวด รวม 31 รายการ ประกอบด้วย อุปกรณ์การเรียนการสอนและสำนักงาน อาทิ ชุดโต๊ะเก้าอี้นักเรียนและครู, โทรทัศน์-คอมพิวเตอร์สำหรับห้องเรียน, เครื่องปรินเตอร์, ตู้เหล็กใส่เอกสาร, ชุดเครื่องเสียง และกระดานไวท์บอร์ด อุปกรณ์ใช้ในโรงอาหาร อาทิ ตู้เย็น,ตู้กับข้าว, ถาดหลุมใส่อาหาร, แก้วน้ำสแตนเลส, และชุดถังแก๊สพร้อมหัวเตา อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับที่อยู่อาศัย อาทิ ที่นอนสำหรับนักเรียนอนุบาล และ เสื่อโฟมกันกระแทก อุปกรณ์งานช่างและการเกษตร อาทิ เครื่องตัดหญ้า, จอบและเสียม, และตู้เชื่อม รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านสุขอนามัยอย่าง อุปกรณ์ตัดผมนักเรียนและเตียงผู้ป่วยสำหรับห้องพยาบาล เป็นต้น การสนับสนุนในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5102878/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kzM4vIaJXFbYbyFcILzEK