Category: วัฒนธรรม

  • S

    S

    ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย SCB Academy เดินหน้าสร้างแรงกระเพื่อมด้านการศึกษาไทย ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาคการศึกษา และภาคเอกชน เปิดตัว “AFAST Smart University” ภายใต้แนวคิด “เตรียม เสริม เพิ่ม” บัณฑิตจะไม่ใช่แค่ ‘จบการศึกษา’ แต่พร้อม ‘เริ่มทำงาน’ ได้ทันที” โดยโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังจากพันธมิตรสำคัญทั้งจากภาคการศึกษาและภาคเอกชน ได้แก่ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.), มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, สำนักเคเอกซ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT), Thai AirAsia Academy, Microsoft (Thailand) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนยกระดับพัฒนาทักษะการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับนิสิต นักศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่แท้จริง

    SCB Academy เปิดตัว

    นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า AFAST Smart University เป็นการต่อยอดความสำเร็จของโครงการ AFAST ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2566 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ‘เตรียม เสริม เพิ่ม’ เตรียมความรู้พื้นฐานทักษะอนาคต เสริมทักษะนอกห้องเรียนผ่านการฝึกปฏิบัติ และเพิ่มโอกาสในการได้รับการคัดเลือกเข้าทำงาน พวกเขาจะไม่ใช่แค่ ‘จบการศึกษา’ แต่พร้อม ‘เริ่มทำงาน’ ได้ทันที” เพราะสิ่งที่องค์กรต้องการ ไม่ใช่เพียง ‘ใบปริญญา’ แต่คือบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมทำงานจริง และพร้อมรับมือกับโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา SCB Academy เปิดตัว

    เราประยุกต์ใช้สิ่งที่เรียนรู้ และดำเนินการในธนาคาร สู่การออกแบบหลักสูตร และเครื่องมือโดยใช้ความสามารถของ AI ช่วยสร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และล้ำสมัยให้กับนิสิต นักศึกษา เช่น Ikigai Mentor U Application แอปพลิเคชันช่วยค้นหาตัวเอง แนะนำต่อยอดการเรียน การพัฒนาทักษะ และการสร้างอาชีพ, Talky ผู้ช่วยวิเคราะห์ทักษะการเล่าเรื่อง พร้อมคำแนะนำพิเศษเฉพาะสำหรับบุคคล, Smart CV Application สร้าง CV หลายเวอร์ชันให้ดึงดูดใจ HR รวมทั้งมีชุดวิชาพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบครบวงจร ทั้ง ฟัง พูด เขียน การนำเสนอ และยังมี Skill Boost Boot Camp แคมป์เสริมทักษะนอกห้องเรียน เตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกด้วย

    โครงการได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งต่างสะท้อนถึงความจำเป็นในการเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับอุตสาหกรรมจริง อาทิ

    • สำนักเคเอกซ์ KMUTT : เปิดตัว Ikigai Mentor U แอปพลิเคชันช่วยค้นหาตัวเอง แนะนำต่อยอดการเรียน การพัฒนาทักษะ และเส้นทางการสร้างอาชีพ
    • Thai AirAsia Academy : เปิดตัว Communication Skills Pathway ครอบคลุมการฟัง พูด เขียน และการนำเสนอ เพื่อช่วยให้นักศึกษาสื่อสารได้ชัดเจน และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ
    • Microsoft Thailand : นำเสนอการเรียนรู้ด้าน AI ภายใต้โมเดล Learn – Practice – Prove และมอบ Microsoft Certificate ที่สามารถใช้ยืนยันทักษะได้จริงบน LinkedIn หรือ Resume
    • ทปอ. : เน้นย้ำว่านายจ้างในยุคปัจจุบันต้องการมากกว่า “ความรู้ในตำรา” แต่ต้องการคนที่มีทักษะดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม โครงการนี้จึงสอดคล้องกับพันธกิจในการสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงาน และเรียนรู้ตลอดชีวิต
    • สสอท. : มองว่า AFAST Smart University เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานมหาวิทยาลัยเอกชน โดยไม่ใช่แค่กิจกรรมเสริม แต่สามารถบูรณาการเข้ากับระบบพัฒนานักศึกษาได้จริง

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คือ มหาวิทยาลัยต้นแบบในโครงการ AFAST Smart University ที่มีการบูรณาการนำหลักสูตร และเครื่องมือต่าง ๆ ในโครงการไปพัฒนาต่อยอด จัดการเรียนการสอนกับนักศึกษา ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และออนไซต์ โดยมีการประเมินผลการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยทั้งสองมหาวิทยาลัยเน้นพัฒนาทักษะให้นักศึกษาให้มีความพร้อมสู่การทำงานจริงได้ทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรผู้ใช้บัณฑิตต้องการ

    AFAST Smart University ไม่เพียงขยายโอกาส และช่วยให้นิสิตนักศึกษาไทยมีทักษะพร้อมสำหรับการทำงานจริงเท่านั้น แต่ยังวางรากฐานของ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ที่พร้อมเติบโตไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นายวรวัจน์ กล่าวสรุป

    การผนึกกำลังระหว่าง สถาบันการศึกษา – ภาคเอกชน – เทคโนโลยีระดับโลก ภายใต้โครงการนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้าง “กำลังคนคุณภาพที่พร้อมอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if060halkhwlo3kw5eidr0egh29gq06m&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2owwlRMuOuD20wX7GOUuf0

  • เปิดตัว ‘สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก’ สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

    เปิดตัว ‘สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก’ สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

    เปิดตัว ‘สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก’ สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

    กระทรวงสาธารณสุข ได้มีพิธีเปิด “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานในพิธี เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

    นายสมศักดิ์ กรีชัย กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนางานด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ และการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อประชาชนผู้บริโภค

    สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ภายใต้โครงสร้างของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมีการดำเนินงานด้านการติดตามกำกับการศึกษาวิจัย จัดทำแผนวิจัยด้านสมุนไพรการแพทย์แผนไทยและการแพทย์เลือก ร่วมกับแหล่งทุนระดับประเทศ

    เปิดตัว 'สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก' สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

    ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ มีการก่อตั้งศูนย์เร่งรัดงานวิจัยทางคลินิก และศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงมีการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์พืชและการวิจัยทางพฤกษศาสตร์ ซึ่งรวบรวมตัวอย่างพืชสมุนไพรกว่า 6,000 ชนิด รวมถึงมีการให้บริการข้อมูลด้านแพทย์แผนไทยและสมุนไพรทั้งในรูปแบบหนังสือ ตำรา คัมภีร์ และงานวิจัยต่างๆ ทางสถาบันฯมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญครบสาขา ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และพยาบาลวิจัย ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสมุนไพรและตำรับยาไทย

    เปิดตัว 'สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก' สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

    5 รายการสมุนไพรหวังผลภายในปี 2571

    สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีแผนวิจัย ปี พ.ศ. 2568-2571 ที่มุ่งเน้นการศึกษาวิจัยสมุนไพร Herb of the year จำนวน 5 รายการ ได้แก่

    • ขมิ้นชัน
    • กระชายดำ
    • ไพล
    • กัญชง/กัญชา 
    • กระท่อม

    ส่วนสมุนไพรที่มีศักยภาพใช้รักษา common diseases, นวดรักษาโรคทางกลุ่มโรคกระดูกและข้อ, การใช้ตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง เช่น สะเก็ดเงิน และจะมีการขยายทั้งรูปแบบและวิธีวิจัยให้ครอบคลุมกลุ่มโรคอื่นๆ ต่อไป

    “สถาบันวิจัยแห่งนี้จะไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแต่จะสนับสนุนให้สมุนไพรเป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจและสุขภาพในระดับโลก”

    ทางด้าน ดร.นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์  แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่าในปีงบประมาณ 2568 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดทำบันทึกความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายเขตสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางวิจัยระดับประเทศอย่างเป็นเอกภาพ เปิดรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีความน่าเชื่อถือ

    สถาบันวิจัยฯ จะเปิดงานด้านห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งการดำเนินการวิจัยดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งทางสาธารณสุขและช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจของประเทศ

    เปิดตัว 'สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก' สร้างซอฟต์พาวเวอร์เศรษฐกิจสุขภาพ

    ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันให้ ‘สมุนไพรไทย’ เป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์สำคัญของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ โดยตั้งเป้าภาพรวมของ 6 ยุทธศาสตร์ที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศอยู่ที่ 6.9 แสนล้านบาท (3.39% ของ GDP) 

    และเคยออกมาแถลงผลงานในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า การดำเนินงานในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ( กพ.-ส.ค.) การยกระดับสมุนไพรไทย มีมูลค่ารวมแล้วกว่า 48,604 ล้านบาท. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730575&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ExfJHM6zUE4hmAlg5dFYI

  • มทบ.25 ตรวจสภาพอาคารเรียนก่อนการส่งมอบให้กับโรงเรียนบ้านโคกกรม ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

    มทบ.25 ตรวจสภาพอาคารเรียนก่อนการส่งมอบให้กับโรงเรียนบ้านโคกกรม ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

    มทบ.25 ตรวจสภาพอาคารเรียนก่อนการส่งมอบให้กับโรงเรียนบ้านโคกกรม ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์


    18/09/2568 | 57 |

    (16 ก.ย. 68) พล.ต.ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พ.อ.ธนาคม เลื่อนทอง หก.กกร.มทบ.25 พร้อมด้วยจิตอาสา 904 จิตอาสาพระราชทาน ประชาชนจิตอาสา ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านโคกกรม ต.จีกแดก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจสภาพความเรียบร้อยของอาคารเรียนก่อนส่งมอบให้กับโรงเรียน

    มทบ.25 ได้ดำเนินการจัดชุดช่างจิตอาสา ร่วมด้วย คุณนิรินวัน ผู้บริหารระดับสูง บริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นประชาชนจิตอาสาในการสนับสนุนงบประมาณ พร้อมเครื่องมือเข้าซ่อมแซมอาคารเรียน จำนวน 3 หลัง ซึ่งเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะไทย – กัมพูชา จึงทำอาคารเรียนและระบบสาธารณูปโภค

    พังเสียหาย

    ชุดช่างจิตอาสา มทบ.25 เข้าดำเนินการตั้งแต่วันที่ 6 – 16 ก.ย. 68 โดยปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้สำรวจ และตรวจสอบความเรียบร้อยของอาคารต่าง ๆ รวมถึงระบบสาธารณูปโภค ก่อนส่งมอบต่อไป

    นายกิตติศักดิ์ เพ่งเล็งดี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกกรม ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ร่วมตรวจสภาพความพร้อมก่อนส่งมอบ ทั้งนี้ คณะครูอาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกรม จำนวน 146 คน รู้สึกขอบคุณทีมงาน

    จิตอาสา กองทัพบก กองทัพภาคที่ 2 มณฑลทหารบกที่ 25 และ บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้น จำกัด (มหาชน) รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่เห็นความสำคัญของการศึกษาและอนาคตของเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในภายภาคหน้า

    ด้าน พันเอก กัญญณัต ไชยโอชะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 พร้อมด้วย คุณชาลิสา ไชยโอชะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบกสาขากรมทหารพรานที่ 23 พร้อมด้วยสมาชิกฯ ได้เป็นผู้แทนมอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ให้แก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบจากเหตุการณ์รบปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา จำนวน 11 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,050,000 บาท พร้อมทั้งได้กล่าวให้กำลังใจและขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และเสียสละ เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3219/iid/424422&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V-tAo8pkUx8UjrR0HIpD-

  • มกช.เชียงใหม่ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา 55 ปี พร้อมมอบทุนการศึกษา

    มกช.เชียงใหม่ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา 55 ปี พร้อมมอบทุนการศึกษา

    นายนรินทร์ แสงศรีจันทร์ รักษาราชการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ วันสถาปนา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ วันพุธที่ 17 กันยายน 2568 (ครบรอบปีที่ 55) ประจำปีการศึกษา 2568 ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษา 53 คนที่ร่วม

    รายนามผู้สนับสนุนการให้ทุนการศึกษาเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ วันพุธที่ 17 กันยายน 2568 (ครบรอบปีที่ 55) ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีผู้สนับสนุน 53 ราย จำนวนเงิน 391 500 บาท จำนวนทุนที่มอบ 103 ทุน ให้นักศึกษา

    1. ดร.ทินกร นำบุญจิตต์ ทุนละ 3,000 บาท 2. อ.ลำดวน นำบุญจิตต์ ทุนละ 3,000 บาท
    2. อาจารย์นรินทร์ แสงศรีจันทร์ รองอธิการบดื่มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ประจำวิทยาเขตเชียงใหม่
      ทุนละ 4,000 บาท4. สมาคมศิษย์เก่าทุนละ 5,000 บาทสมาคมศิษย์เก่าทุนละ 3,000 บาท
      5.คุณพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ (มูลนิธิพิพิพัฒน์แม่ฮ่องสอน) ทุนละ 10,000 บาท6. ดร.จารุวัฒน์ สัตยานุรักษ์ ทุนละ 5,000 บาท7. รศ.ดร.ธาวุฒิ ปลื้มสำราญ ทุนละ 3,000 บาท8. อ.ดร.บุปผา ปลื้มสำราญ ทุนละ 5,000 บาทอ.ดร.บุปผา ปลื้มสำราญ ทุนละ 3,000 บาท9. คุณสุริยวงศ์ เปรมสมัย DARAMIC (THAILAND LIMITED) COMPANY ทุนละ 3,000 บาท
    3. ตร.ประชา เจียเจษฎากุล นักวิจัยอาวุโส สถาบันวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ทุนละ 3,0000 บาท
    4. คุณณธกฤษและคุณชมชนก เอี่ยมสกุล ทุนละ 4,000 บาท12. ผศ.ดร.ศิริพร สัตยานุรักษ์ ทุนละ 5,000 บาท13. คุณสุภัค ดุสิตอำนวย บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) ทุนละ 3,000 บาท
    5. ดร.ยงยุทธ ตันสาลี ทุนละ 3,000 บาท15. รศ.ดร.สุดยอด ชมสะห้าย ทุนละ 3,000 บาท
    6. ฝ่ายกีฬาบาสเกตบอลสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชืยงใหม่ ทุนละ 3,000 บาท
    7. ท่านผู้อำนวยการสงค์ศักย์ คำตีรุ่งรีรุ่งรีรัตน์ ผอ.สำนักงานการก็ฬาแห่งประเทศไทยภาค 5 ทุนละ 3,0000 บาท18. ผศ.พิมภา อิ่มสำราญรัชต์ ทุนละ 3,000 บาท19. คุณบุศบา ปินตา ทุนละ 20,000 บาท
      คุณบุศบา ปินตา ทุนละ 5,000 บาท 20. คุณยศพร คันธไชย ทุนละ 3,000 บาท
    8. ห้างหุ้นส่วนรัชยาพรจำกัด ทุนละ 3,000 บาท22. คุณศุรพงศ์ พงศ์เดขขจร (โรงพิมพ์ปู่เป้) ทุนละ 3,000 บาท 23..คุณมนตรี หาญใจ นายกสมาคมก็หาแห่งจังหวัดเชียงใหม่ ทุนละ 3,000 บาท
    9. ผศ.ดร.เพียรชัย คำวงษ์ ทุนละ 3,000 บาท25. คุณก่อพงศ์ นำบุญจิตต์ ผล.สำนักงางานกกกท.จ.เชียงใหม่ ทุนละ 3,00 บาท26. ด.ช.กรศิรินทร์ นำบุญจิตต์ ทุนละ 3,000 บาท27. อ.แสวง ศิริไปท์ ทุนละ 4,000 บาท28. สหกรณ์มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเซตเซียงใหม่ ทุนละ 3,000 บาทท
    10. คุณฑยกก. โพลิประสิทธิ์ ร้าน Ican Thai Masage Brisbane ทุuse 3,000 บาท30. คุณเอกสิทธิ์ โสภาพงษ์ Double A (1991) Public Company Limited ทุนละ 3,000 บาท
    11. อ.จุมพล และ อ.พรพรรณ กาญจนากร ทุนละ 4,000 บาท32. ฝ่ายเพาะกายสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ทุนละ 3,000 บาท33. คุณศรีพรรณ วิจันทร์โต ทุนละ 3,000 บาท 34. ร้าน SPORT MAXIMIZE เชียงใหม่ ทุนละ 3,000 บาท35. อ.นาวิน เจือรัตนศิริกุล และคุณอัมพร ยิ้มสวัสที่ ทนละ 4,000 บาทอ.นาวิน เจือรัตนศิริกุล และคุณอัมพร ยิ้มสวัสดิ์ ทุนละ 3,000 บาท36. บมจ.เวชธานี ทุนละ 25,500 บาท37. คุณวร พานิชยิ่ง กรรมการบริษัท 117 ฟายนิโฮม จำกัด และตร.ดารกา พลัง ทุนละ 4,000 บาท38. คุณอัจฉรากร ธิติวัจน์ ทุนละ 3,000 บาท39. คุณธัญวัจน์ กลั่นฤทธิ์ ทุนละ 3,000 บาท
    12. ชมรมฟุตบอลศิษย์เก่าพลศึกษาเชียงใหม่ ทุนละ 3,000 บาท
    13. คุณรัศมี ก้อนแก้ว บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จ้ากัด (มหาขน) ทุนละ 3,000 บาท 42. อ.ธนกร ปัญญาวงค์ ทุนละ 3,000 บาท43. อ.จำนงค์ พรมจันทร์ ทุนละ 3,000 บาท44. อ.จันทร์เพ็ญ พรมจันทร์ ทุนละ 3,000 บาท45. ตร.ประติพัทธ์ บำรุงศรี ผู้อำนวยการสายงานใจวิจัยและพัฒนา Integrated Research Center Co., Ltd. ทุuas 3,000 บาท
    14. คุณ ภัทรดนัย จิรศรีกุณฑล บริษัท Henkel ทุนละ 3,000 บาท47. อ.พืชเรข พิริยหะพันธุ์ ทุนละ 5,000 บาท48. คุณธนิต ไหลไพบูลย์ ประธานชมรมว่ายน้ำอาวุโส ทุนละ 3,000 บาท 49. ดร.อุทัย สื่อกระแสร์ ทุนละ 5,000 บาท 50. พญ.อภิญญา อินทกรณ์ ทุนละ 5,000 บาท51. ทุนมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชืองใหม่ ทุนละ 3,000 บาท52. ผศ.จรินทร์ ชาติพันธ์ ทุนละ 3,000 บาท
    15. พญ.รภัชตา อินทกรณ์ ทุนละ 5,000 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3771079/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F6sReluXFnVfR1a4WJF9l

  • รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

    รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

    “รมว.นฤมล” นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCGพร้อมเป็นต้นแบบประเทศอาเซียน

    เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเปิดตัวรายงานโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ภายใต้โครงการ Country Programme ระยะที่ 2 ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยมี นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD, ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย, หอการค้าบริติช-ไทย, ผู้แทนหอการค้าอังกฤษ, หอการค้าเยอรมัน-ไทย, หอการค้าไอร์แลนด์, ประธานอนุกรรมกานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมกาาส่งเสรอมการศึกษาเอกชน, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน, ผู้ทรงคุณวุฒิ, และผู้แทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ในการนี้  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน ณ โรงแรมออร์คิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดประชุมว่า การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ทักษะแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นความท้าทายสำคัญต่อโครงสร้างการจ้างงานและระบบสังคม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์โควิด-19 ก็สร้างแรงกดดันใหม่ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการพัฒนามนุษย์อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 โดยการศึกษาต้องไม่เป็นเพียงกลไกผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็น “เครื่องมืออันทรงพลัง” ที่เตรียมประชาชนให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง และเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การสร้างทักษะยุคใหม่ คือการเสริมสมรรถนะคนไทยในศตวรรษที่ 21 ทั้งความรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 ว่าด้วยการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำหรับประเทศไทย การพัฒนาทักษะถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เน้นการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต สร้างแรงงานที่พร้อมรองรับการเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และบริการเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญความท้าทายในแบบที่คล้ายคลึงกัน การสร้างระบบทักษะที่เข้มแข็งจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ภาคเอกชนในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ องค์กรวิชาชีพในการกำหนดมาตรฐาน ภาคประชาสังคมที่สร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนพันธมิตรนานาชาติที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

    รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบทักษะที่พร้อมรับอนาคต เสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ดิฉันขอขอบคุณ OECD และพันธมิตรทุกฝ่าย สำหรับความทุ่มเทและความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญนี้  ทั้งนี้  OECD จะมาช่วยสนับสนุน โดยการเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกัน จะสนับสนุนในการให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในการพัฒนาสกิลเซ็ต โดยจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง เพื่อพัฒนากำลังคนของเราให้พัฒนารองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป   

    ด้าน นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD กล่าวว่า ความร่วมมือ OECD–Thailand ภายใต้โครงการ OECD Skills Strategy ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งเน้นประเด็นนโยบายด้านทักษะที่สำคัญ และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างระบบทักษะของประเทศ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนตลอดระยะเวลา 19 เดือน ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 โครงการนี้ส่งผลให้เกิดข้อเสนอแนะ 20 ประการ ใน 3 พื้นที่สำคัญ ที่มุ่งให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านนโยบายสำหรับประเทศไทย โดยเสนอแนะ 3 นโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายที่ 1 การเสริมสร้างทักษะของเยาวชนในระบบการศึกษาเริ่มต้น นโยบายที่ 2 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ใหญ่ และนโยบายที่ 3 การเสริมสร้างการกำกับดูแลระบบทักษะ

    และย้ำว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมาย Net-zero ปี 2065 รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้วนต้องการทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง การลงทุนในทักษะ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยเพิ่มนวัตกรรม ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน           

    “สกิลก็เป็นทักษะที่จำเป็นในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้เรียนในห้องเรียน แต่ทุกคนต้องมีทักษะด้วย โดยเฉพาะในโลกของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สกิลจึงมีความสำคัญเฉพาะตัวบุคคลเพื่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ OECD วิจัยใจเรื่องนี้ให้ประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการพัฒนาประเทศ” นายแอนดรูว์ กล่าว

    ขณะทึ่ นายยศพล กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินโครงการ Country Programme Phase II ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ณ สํานักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้แผนการดําเนินงานของ OECD ได้พัฒนาข้อเสนอโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ซึ่งอยู่ในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองโครงการดังกล่าว พร้อมกับมีหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบทักษะแห่งประเทศไทย นำเสนอการประเมินจุดแข็งและความท้าทายของระบบทักษะ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง 

    “สอศ.ได้พัฒนาทักษะของผู้เรียนให้สอดคร้องกับหลักของ OECD และนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ โดยการพัฒนาทักษะของผู้เรียนอาชีวะฯให้ตอบโทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของ OECD ที่ศึกษา ซึ่งสมรรถนะอาจจะไม่ตรอง สอศ.ก็จะนำผลวิจัยข้อเสนอแนะมาพัฒนาสรรถนะในรูปแบบทวิภาคีอย่างเข้มข้นให้ตรงความต้องการ” นายยศพล กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/914933&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19IneofxwosqfhtxaIUe0-

  • ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า สปป.ลาว กำลัง ก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

    ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า สปป.ลาว กำลัง ก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

             ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลลาวในการยกระดับประเทศให้พ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ภายในปี 2569 นั้นเป็นไปได้ แม้ลาวจะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความผันผวนทั่วโลก Ms. Kanni Wignaraja ผู้อำนวยการ UNDP ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จะเดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างลาวและ UNDP ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้านการพัฒนาของประเทศ “ดิฉันคิดว่าลาวกำลังก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) เราไม่ได้ ด้อยพัฒนา เราอยู่ในเส้นทางที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงาน UNDP ในเวียงจันทน์ หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคแสดงมุมมองในเชิงบวกเกี่ยวกับโอกาส ในการก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด แม้ว่าหลายคนจะกังวลว่าลาว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ อาจได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือหลังการก้าวสู่การพ้นสถานะฯ โดยเกรงว่าประเทศที่เพิ่งก้าวสู่การพ้นสถานะฯ อาจเสียเปรียบจากการตัดความช่วยเหลือและการสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่มอบให้กับประเทศกำลังพัฒนา“ดิฉันคิดว่าการพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ความท้าทาย แต่ดิฉันคิดว่าเป็นโอกาส” เธอกล่าว

              Ms. Kanni Wignaraja เสนอว่าประเทศที่เพิ่งพ้นสถานะ LDC จำเป็นต้องก้าวข้ามสิ่งที่เคยทำในอดีต รวมถึงข้อตกลงทางการค้าที่ให้สิทธิพิเศษบางประการในอดีต และควรแสวงหาโอกาสในการเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ด้วยข้อเสนอที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เธอกล่าวเสริมว่า ลาวสามารถมุ่งมั่นที่จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพพลังงานน้ำทั้งในประเทศและส่งออก ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญ ในการส่งเสริมประเทศให้เป็นฐานการผลิตที่สะอาด สอดคล้องกับนโยบายการเติบโตสีเขียวของรัฐบาลและแนวโน้มระดับโลก โดยได้แนะนำให้ลาวสร้างการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น สำรวจตลาดใหม่ๆ แล้วจึงนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ตามความเหมาะสม “ดิฉันคิดว่านี่คือพื้นที่ และจะมีโอกาสอีกมากที่ลาวสามารถเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริงในช่วงหลังประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าศักยภาพนี้จะสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันในการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ๆ

              นอกจากนี้ Ms. Kanni Wignaraja ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ากำลังแรงงานมีความสามารถและความสามารถในการแข่งขันสูง โดยการต่อยอดการลงทุนในด้านการศึกษาและสาธารณสุข งบประมาณแผ่นดินโดยเฉลี่ยในสองภาคส่วนนี้ต่ำเกินไปมาก Ms. Kanni Wignaraja กล่าว พร้อมเสริมว่าการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนต่อจนจบหลักสูตร Ms. Kanni Wignaraja กล่าวว่า UNDP พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานร่วมกับลาว เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวออกจากสถานะประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุดและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งการเยือนลาวครั้งนี้ของเธอเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่รัฐบาลกำลังจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ระยะเวลา 5 ปี สำหรับปี พ.ศ. 2569-2573 กรอบการทำงานนี้ถือเป็นกรอบสำคัญที่จะช่วยให้ลาวเปลี่ยนผ่านจากประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) และกำหนดว่าประเทศจะสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 ได้หรือไม่ และแผนพัฒนา 5 ปี กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการขั้นสุดท้าย ท่ามกลางความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เกิดจากปัญหาทางการเงิน การลดลงของกระแสความช่วยเหลือทั่วโลก แนวโน้มการค้าโลก และการเปลี่ยนแปลงทางภาษีศุลกากร

              โดยจากการประเมินเบื้องต้นที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ชี้ให้เห็นว่าส สปป.ลาว จะต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาที่สำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2569-2573 เนื่องจากมีช่องว่างทางการเงินที่สูงมากสำหรับความต้องการด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนามนุษย์เพื่อแก้ไขช่องว่างเหล่านี้ รัฐบาลร่วมกับ UNDP ได้เปิดตัวศูนย์กลางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Climate and Sustainable Finance Hub) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยมี Ms. Kanni Wignaraja เป็นสักขีพยาน “ฉันมาที่นี่เพื่อดูว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อสนับสนุนรัฐบาล สปป.ลาว และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในการพิจารณาขั้นตอนต่อไปของการพัฒนาลาว” เธอกล่าว

    ************************

    ที่มา : Vientiane times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tfv1l7istlswgio9mjbrfrzh&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30bzYKD3EOB8qBQefU3NtZ

  • พลิกอนาคตให้คนตัวเล็กจุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่โอกาสเด็ก คนรุ่นใหม่ และ SMEs

    พลิกอนาคตให้คนตัวเล็กจุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่โอกาสเด็ก คนรุ่นใหม่ และ SMEs

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญ แม้ความก้าวหน้าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะสะท้อนผ่านดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ที่อยู่ในระดับสูง ด้วยคะแนน 0.798 และอยู่ในอันดับที่ 76 จาก 193 ประเทศ 

    แต่ภายใต้ตัวเลขดังกล่าว คือ ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ฝังรากลึก, ตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอนสำหรับคนรุ่นใหม่ Gen Z และ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs), ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย

    บทความนี้จะทำการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันโดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกจากรายงานสำคัญของ UNDP, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสำรวจแนวทางในการเปลี่ยนความท้าทายเหล่านี้ ให้กลายเป็นโอกาสที่จะพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

    ปมปัญหาที่ฝังรากลึก : วงจรความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือ ปัญหาเรื้อรังที่เป็นทั้งเหตุและผลของความแตกต่างทางเศรษฐกิจในภาพรวม งานวิจัยนานาชาติโดย Blanden และคณะ (2022) ชี้ชัดว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลสัมทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน 

    ข้อมูลล่าสุดจาก กสศ. (2567) ตอกย้ำถึงความรุนแรงของปัญหานี้ โดยพบว่า มีนักเรียนกว่า 1.3 ล้านคน หรือ ประมาณ 15% ของเด็กในวัยเรียนภาคบังคับ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ยากจนพิเศษ” ซึ่งมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อคนต่อวันเพียง 37 บาท โดยนักเรียนกลุ่มนี้กระจุกตัวอยู่มากเป็นพิเศษในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ชนบท และในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    การกระจุกตัวของความยากจน และความเสียเปรียบทางการศึกษาในจังหวัดอย่าง แม่ฮ่องสอน นครพนม และนราธิวาส ได้สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก

    ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน นักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งมีฐานะอยู่ใต้เส้นความยากจน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่า วงจรแห่งความเสียเปรียบนี้ ทำงานผ่านกลไกหลัก 3 ประการที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ได้แก่ 

    ช่องว่างด้านทรัพยากร ซึ่งทำให้ครอบครัวยากจน ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้ ความแตกต่างของคุณภาพโรงเรียน ระหว่างในเมืองและชนบท และอิทธิพลจากเพื่อนและสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจและความสำเร็จ 

    กลไกเหล่านี้ตอกย้ำวงจรความยากจน และจำกัดโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคม โดยระดับการศึกษาและรายได้ของผู้ปกครอง ยังคงเป็นตัวทำนายที่สำคัญต่ออนาคตของบุตรหลาน ปมปัญหานี้จึงได้ส่งผลกระทบโดยตรงไปยังตลาดแรงงาน

    โจทย์ใหญ่ของประเทศ: ตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอน และความเปราะบางของ Gen Z และ SMEs 

    รายงานสภาวะสังคมไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดย สศช. ได้ฉายภาพตลาดแรงงานไทยที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง แม้อัตราการว่างงานโดยรวมจะอยู่ในระดับต่ำที่ 0.91% แต่เมื่อเจาะลึกกลับพบความเปราะบางที่น่ากังวล: 

    · ทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ (Skills Mismatch) : กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานสูงที่สุดอย่างต่อเนื่องที่ 1.99% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 1.3 แสนคน

    · คนรุ่นใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ : “กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว” มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเกือบ 3 ใน 4 คือ คนรุ่นใหม่อายุ 20-29 ปี ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อนเลย

    · ปัญหาการทำงานต่ำกว่าระดับ  (Underemployment) : มี “ผู้เสมือนว่างงาน” อีกถึง 2.1 ล้านคน โดยกว่า 60% อยู่ในภาคเกษตรกรรม และ 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 

    ตัวเลขค่าจ้าง ค่าจ้างเฉลี่ยชี้ให้เห็นว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของพนักงานเอกชนและแรงงานในระบบ จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงาน “ทั้งหมด” กลับลดลง 1.9% ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มแรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง  

    ท่ามกลางสถานการณ์นี้ คนรุ่นใหม่ Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540-2555) กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่มั่นคงในอาชีพ, ปัญหา Skills Mismatch, และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง 

    ในขณะเดียวกัน SMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างงานกว่า 70% ก็กำลังเปราะบางจากการแข่งขันที่รุนแรง, การขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ และ การเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนที่จำกัด โจทย์ใหญ่เหล่านี้ยิ่งถูกซ้ำเติมโดยการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้ “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพสูงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

    เส้นทางข้างหน้า : เชื่อมความท้าทายเป็นโอกาสแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน 

    แม้ความท้าทายจะดูน่ากังวล แต่ก็เป็นโอกาสในการปฏิรูปครั้งใหญ่ ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีของนานาชาติ เช่น นโยบายที่ตรงจุดของสิงคโปร์ อย่างโครงการ UPLIFT และ MOE FAS 

    แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายช่วยเหลือ เช่น โครงการเงินอุดหนุนของ กสศ. แต่ยังมีเด็กยากจนอีกกว่า 1.1 ล้านคน ที่กำลังรอรับความช่วยเหลือ การก้าวไปข้างหน้าจึงต้องอาศัยแนวทางที่ชัดเจนและบูรณาการ  
    1. ลงทุนในคนอย่างตรงจุด : ต้องขยายและปรับปรุงการช่วยเหลือให้ตรงจุดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการลงทุนในการศึกษาปฐมวัยและการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวคุ้มค่าที่สุด ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพและกระจายครูให้ทั่วถึง

    2. สร้างสะพานเชื่อมการศึกษากับโลกการทำงาน : ต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัยเพื่อสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน เช่น การฝึกงาน เพื่อแก้ปัญหา Skills Mismatch พร้อมทั้งสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่

    3. เสริมสร้างโครงข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง : ต้องสร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมสำหรับคนทุกกลุ่ม และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ปกครองในการสนับสนุนการศึกษา

    4. ขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูล : หัวใจสำคัญ คือ การเปลี่ยนไปสู่การใช้นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม และส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 

    บทสรุป: การตัดสินใจบนจุดเปลี่ยน

    การลดช่องว่างทางการศึกษา ไม่ใช่เพียงเรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและความสามัคคีในสังคม การจะทลายวงจรความเหลื่อมล้ำได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว, โรงเรียน, ชุมชน, และภาครัฐ 

    สำหรับอนาคตของ Gen Z และ SMEs ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เส้นทางข้างหน้าของประเทศไทยนั้นชัดเจน แม้จะท้าทาย นั่นคือ การลงทุนในคน, การลดช่องว่างที่มีอยู่, และการสร้างสังคมที่เด็กทุกคนและผู้ประกอบการทุกรายได้รับโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ เพราะการตัดสินใจที่เราทำในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของชาติไปอีกหลายชั่วอายุคน

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง : 

    1. Blanden, J., Doepke, M., & Stuhler, J. (2022). Educational Inequality. In Handbook of the Economics of Education, Volume 6. http://arxiv.org/pdf/2204.04701v1

    2. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2567). สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568.

    3. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC). (2568). รายงานสภาวะสังคม Q2 2568.

    4. Singh, K., Cheemalapati, S., RamiReddy, S. R., Kurian, G., Muzumdar, P., & Muley, A. (2025). Determinants of Human Development Index (HDI): A Regression Analysis of Economic and Social Indicators. Asian Journal of Economics, Business and Accounting, 25(1), 26-34. http://arxiv.org/pdf/2502.00006v1

    5. United Nations Development Programme (UNDP). (2025). Human Development Report 2025: A matter of choice: People and possibilities in the age of AI.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/setsawana/639085&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Phvs4u2O9AfVD3Y5dCj71

  • เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน ) | TOPNEWS

    เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน ) | TOPNEWS

    เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน )

    • เผยแพร่ : 17/09/2025 19:29

    เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน ) ในการทิ้งระเบิดทำลายเป้าหมายทางยุทธวิธี เพิ่มศักยภาพการรบ

    วันที่ 17 ก.ย. 2568 พลโท ธิติพันธ์ ฐานะจาโร เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก (จก.ยศ.ทบ.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา จากกรมยุทธศึกษาทหารบก ติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยต่างๆ และเยี่ยมชมการฝึกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ  ( โดรน ) ในการทิ้งระเบิดทำลายเป้าหมาย   เพิ่มศักยภาพการรบ ของ กองร้อยลาดตระเวนและเฝ้าตรวจกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชไชย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้กำลังพลมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และพัฒนาทักษะการใช้ยุทโธปกรณ์ของหน่วย  โดยมีการสาธิตการใช้โดรนลาดตระเวนตรวจการณ์ การกำหนดที่ตั้งเป้าหมาย การชี้เป้าหมาย การร้องขอการทำลายเป้าหมาย  ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถควบคุมอากาศยานไร้คนขับ ทำลายได้อย่างแม่นยำ โดยมี พันเอกวีระวัฒน์  ท้าวพิมพ์ เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 3 ,พันเอก อุดมการณ์ ศรีแขไตร รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8  เป็นผู้แทนผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8  พ้อมด้วยพร้อม ด้วย พันโท  ณรงค์พล  ลี้ไพบูลย์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3  กรมทหารราบที่ 8 และคณะนายทหารสัญญาบัตร ให้การต้อนรับ

    ในโอกาสนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก  ได้ให้แนวทางสำคัญในการฝึกของหน่วย เพื่อสนับสนุน กองทัพบก ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองภารกิจต่าง ๆ ตามความมุ่งหมายของกองทัพบกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งเป็นการ เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญ ของกรมทหารราบที่ 8  ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาขีดความสามารถกำลังพล ของกองทัพบก  ซึ่งการปฏิบัติหน่วยจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของกำลังพล  ในการปฏิบัติภารกิจทางยุทธวิธี และการโจมตีเป้าหมายสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเพิ่มอำนาจกำลังรบที่สำคัญยิ่ง  ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสีย ส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    กองทัพภาคที่ 2 โดย กองพลทหารราบที่ 3 จะมุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนา เพื่อป้องกันชายแดน และรักษาอธิปไตยของชาติ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืนสืบไป.

    ภาพ/ข่าว ศูนย์ข่าว topnews ทั่วไทยภาคอีสาน

    1

    หุ่นยนต์พ่อครัว

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) โดรนพาชม ‘ป่าหินยูนนาน’ มรดกโลกเก่าแก่ 270 ล้านปี

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนพบ ‘หินจารึก’ ยุคราชวงศ์ฉิน ที่ความสูง 4,300 เมตร

    ม.วลัยลักษณ์-จับมือประชาคมท่าศาลา สานสัมพันธ์ปี’68 พัฒนาท้องถิ่นยั่งยืน

    CAMT จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์เครือข่ายความร่วมมือสหกิจศึกษา

    สุพรรณบุรีปลัดกระทรวงเกษตรสนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเทศบาลเมืองป้องกันน้ำท่วม

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ประกาศงดเล่นน้ำตกชั่วคราว พร้อมเผยภาพปรากฏการณ์ “หัวช้างแตก” ที่หาชมได้ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1319207&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HAvRUOBO5rBL_RHsNUGXD

  • สจด. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : “ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน “ระนาดเอก” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : “ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน “ระนาดเอก” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : “ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน “ระนาดเอก”

    เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่ห้องการแสดงและกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ด้วยสำนักงานพระคลังข้างที่ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จัดกิจกรรม“ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน“ระนาดเอก”
    เริ่มต้นด้วยการบรรยายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของเครื่องดนตรีไทย “ระนาดเอก” โดย อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
    จากนั้นมีการอบรม คลินิก ระนาดเอก แบ่งเป็น 3 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1. การร้อยผืนระนาด 2. การผสมตะกั่วถ่วงเสียงระนาด 3. การแต่งเสียงระนาด โดยครูวุฒิชัย กิจวาส ครูสุเมธา ทรัพย์รังสี และครูอธิพัชร์ พงศ์ศิริโภคิน ครูประจำสาขาการสร้างเครื่องดนตรีไทย สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    ต่อด้วยการบรรยายผืนระนาดสำคัญของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) อาทิ ผืนระนาดเอก “ทับทิม” ก่อน พ.ศ. 2443 และผืนระนาดเอก “จำปา” พ.ศ. 2450 โดย อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก
    ปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีไทย โดย ชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และเครือข่ายโครงการเพื่อนดนตรี อาทิ เดี่ยวขิมหมู่ เพลงลาวแพน ✧ เดี่ยวระนาดเอกหมู่ เพลงลาวแพน และเพลงอาหนู ✧ รวมถึงการสาธิตบรรเลงระนาดเอก โดยศิลปินรับเชิญ อาจารย์ทวีศักดิ์ อัครวงษ์ (ขุนอิน โหมโรง เดอะมิวสิคัล) เพลงภิรมย์สุรางค์ ✧

    นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ #คุณค่าแห่งยุคสมัยสัมผัสได้ในหนึ่งวัน #ภาพบรรยากาศ #กิจกรรม #ซ่อมสร้างเครื่องดนตรีไทยเพื่อสร้างคน #บรรยายความรู้ #ระนาดเอก #การแสดงดนตรีไทย #สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา #มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ #เครือข่ายโครงการเพื่อนดนตรี #Nitasrattanakosin #ThaiXylophone #ThaiMusicalInstruments

    ขอขอบคุณภาพข่าว facebook https://www.facebook.com/share/p/1YhyX5jEmy/?mibextid=wwXIfr

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : “ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน “ระนาดเอก” — 17 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : “ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน “ระนาดเอก” — 17 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : “ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน “ระนาดเอก” — 17 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : “ซ่อม สร้างเครื่อง (ดนตรีไทย) เพื่อสร้างคน” ตอน “ระนาดเอก” — 17 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115336/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lV6_yyDqqkB53zIonR5i5

  • การศึกษาพบ “เอลนีโญ” ทำเกสรหญ้าเพิ่มขึ้น เสี่ยงกระตุ้นโรคภูมิแพ้ | เดลินิวส์

    การศึกษาพบ “เอลนีโญ” ทำเกสรหญ้าเพิ่มขึ้น เสี่ยงกระตุ้นโรคภูมิแพ้ | เดลินิวส์

    การศึกษาพบ “เอลนีโญ” ทำเกสรหญ้าเพิ่มขึ้น เสี่ยงกระตุ้นโรคภูมิแพ้

    การศึกษาจากนิวซีแลนด์พบว่า ปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ มีความเชื่อมโยงกับฤดูกาลเกสรหญ้าซึ่งยาวนานและรุนแรงมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคไข้ละอองฟางและโรคหอบหืด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5122515/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eJEayDjj0_Eu2b37fIyTb