Category: วัฒนธรรม

  • เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี

    เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี

    เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี

    สภาผู้บริโภคประกาศเดินหน้าฟ้องคดีกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง หลังรื้อถอนอาคารสูง “ดิเอทัส” ซอยร่วมฤดีล่าช้ากว่ากำหนด ยาวนานกว่า 10 ปี สำนักงานเขตปทุมวันไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครอง ขณะที่กทม.ยังเงียบ

    จากกรณีที่สภาผู้บริโภคได้ส่งรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงผู้อำนวยการเขตปทุมวัน และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครอง ในการรื้อถอนโครงการ “ดิเอทัส” (The Aetas) อาคารสูงในซอยร่วมฤดี หลังศาลมีคำสั่งมานานกว่า 10 ปี  แต่ยังไม่มีการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน สภาผู้บริโภคจึงเตรียมศึกษาข้อกฎหมายเพื่อฟ้องคดีเพิ่ม

    เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี : พรพรหม โอกุชิ

    พรพรหม โอกุชิ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า สำนักงานเขตปทุมวันมีหนังสือตอบกลับรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคมายังสภาผู้บริโภค ลงวันที่ 11 กันยายน 2568 โดยระบุว่า สำนักงานเขตฯ ได้นำบริษัทผู้รับจ้างที่จะรื้อถอนอาคาร เข้าพื้นที่สำรวจและกำหนดแนวกั้นรั้วมาตรการป้องกันรอบโครงการ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และจะรายงานแนวเขตรั้วให้ทราบอีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลที่ล่าช้า เนื่องจากเจ้าของอาคารแจ้งว่าได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และต้องตรวจเอกสารและทรัพย์สินเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ หนังสือของสำนักงานเขตปทุมวันที่ตอบกลับมายังสภาผู้บริโภคนั้น มีเนื้อหาบางส่วนที่ขัดแย้งกับหนังสือของศาลปกครอง ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ที่ระบุว่า บริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด จัดทำบัญชีทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการจัดทำรูปเล่มรายงานบัญชีทรัพย์สิน แต่กลับอ้างว่าขอขยายเวลาตรวจสอบเอกสารและทรัพย์สินเพิ่มเติม แสดงว่าการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ ตามช่วงเวลาที่เคยแจ้งศาลปกครองไว้ก่อนหน้านี้

    พรพรหม กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องเนื้อหาในหนังสือแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาการตอบกลับที่ล่าช้า โดยสภาผู้บริโภคได้ส่งรายงานการกระทำและละเลยการกระทำไปให้สำนักงานเขตปทุมวันและ กทม. เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 โดยแจ้งให้ตอบกลับหนังสือฉบับดังกล่าวภายใน 60 วันนับจากที่ได้รับหนังสือ ตามอำนาจมาตรา 14 (3) แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 แต่ก็ยังไม่มีหนังสือตอบกลับ จนกระทั่งวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือติดตามความคืบหน้าไปยังสำนักงานเขตปทุมวัน และกทม. อีกครั้งหนึ่ง สำนักงานเขตปทุมวันจึงมีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ขณะที่ กทม. ยังไม่มีหนังสือตอบกลับแต่อย่างใด

    สำหรับความคืบหน้ากรณีการรื้อถอนอาคารสูงในซอยร่วมฤดี โครงการดิเอทัสนั้น สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าฟ้องคดีกับหน่วยงานที่เกียวข้องเพิ่มเติม โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างการส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าจะประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้ทราบต่อไป

    กรณีโครงการดิเอทัส ถือเป็นมหากาพย์การต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมของผู้บริโภค นำโดยนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ (ปัจจุบันเสียชีวิต) หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แม้ศาลปกครองจะมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี 2557 ผ่านมา 10 ปี โครงการนี้ยังยืนท้าทายคำพิพากษา ถือเป็นอีกกรณีที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

    เนื้อหาในหนังสือของสำนักงานเขตปทุมวัน มีใจความดังนี้

    สำนักงานเขตปทุมวันได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อจัดทำบัญชีรายการทรัพย์สินของอาคารทั้งสองแห่งที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งให้บริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด ตรวจสอบและส่งมอบพื้นที่ภายใน 30 วัน เพื่อให้ผู้รับจ้างเข้ารื้อถอนอาคารตามคำพิพากษา

    ต่อมาทั้ง 2 บริษัทได้ขอขยายเวลาการตรวจสอบเอกสาร เนื่องจากมีจำนวนมากและขาดบุคลากร อีกทั้งอาคารยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้น สำนักงานเขตปทุมวันพิจารณาแล้วเห็นสมควร จึงอนุญาตให้ขยายเวลาการตรวจสอบให้เพียงพอและเหมาะสม

    นอกจากนี้ สำนักงานเขตปทุมวันได้แจ้งว่าได้นำผู้รับจ้างเข้าพื้นที่สำรวจและกำหนดแนวกั้นรั้วมาตรการป้องกันรอบโครงการ ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจแล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และจะรายงานแนวเขตรั้วให้ทราบภายหลัง ทั้งนี้ ความคืบหน้าทั้งหมดได้ถูกรายงานต่อสำนักงานบังคับคดีปกครองและสำนักงานศาลปกครองอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนเนื้อหาในหนังสือของศาลปกครองสูงสุด มีใจความดังนี้

    คดีนี้สำนักงานเขตปทุมวันในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้ายอาคารตามมาตรา 40 (1) คำสั่งมีให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร หรือบริเวณอาคารตามมาตรา 40 (2) และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร หรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 กับบริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด

    แต่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าทั้ง 2 บริษัทไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าว สำนักงานเขตฯ จึงได้ออกคำสั่งให้ทั้ง 2 บริษัทรื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แต่ทั้ง 2 บริษัทยังคงฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยไม่รื้อถอนอาคารพิพาท สำนักงานเขตจึงได้เข้าการรื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว

    โดยปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2567) บริษัทรื้อถอนได้เข้าพื้นที่เพื่อสำรวจทรัพย์สินภายในอาคารพิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำรูปเล่มบัญชีทรัพย์สินภายในอาคารพิพาทดังกล่าวเพื่อดำเนินการตามกระบวนการรื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    10 ปี คดีดิเอทัส ร่วมฤดี อาคารสูงผิดกฎหมาย ยังยืนท้าทายคำพิพากษา

    หลังคำพิพากษา 10 ปี จี้กทม. รื้อดิเอทัสขีดเส้นตาย 15 วัน ก่อนฟ้องคดี

    10 ปีไม่คืบหน้า!‘สภาผู้บริโภค’จี้‘กทม.’รื้อถอนอาคาร‘ดิเอทัส’ ตามคำพิพากษา‘ศาลปค.สูงสุด’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/18092568_theaetas_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kOqp95X4Sv1E_RaJ_h2kr

  • กยศ. แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญปี 2568 ปล่อยกู้แล้ว 5.8 แสนราย วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าคำนวณหนี้ใหม่ – ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กยศ. แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญปี 2568 ปล่อยกู้แล้ว 5.8 แสนราย วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าคำนวณหนี้ใหม่ – ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยผลการดำเนินงานที่สำคัญปีงบประมาณ 2568 โดยปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 5.8 แสนราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้กับประเทศ รวมทั้งเร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์เพื่อแบ่งเบาภาระและอำนวยความสะดวกผู้กู้ยืมอย่างต่อเนื่อง

    ดร. นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้เปิดเผยว่า “การดำเนินงานให้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2568 กยศ. ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 584,677 ราย เป็นวงเงินให้กู้ยืมกว่า 37,163 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2568) โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว โดย กยศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จำนวน 19,000 ล้านบาท ควบคู่กับเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ เพื่อให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมโอกาสการมีงานทำให้แก่ประชาชนทั่วไปอายุ 18 – 60 ปี ด้วยหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill)

    สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ผู้กู้ยืมเงินสามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ กยศ. ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมเงิน ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับ กยศ. แล้วกว่า 720,783 ราย ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กยศ. จะปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที และผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยขยายเวลาผ่อนชำระได้นานถึง 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%

    ปัจจุบัน กยศ. ได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 7,158,155 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 820,786 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,344,732 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,052,811 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,685,357 รายบัญชี และผู้กู้ยืมเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 75,255 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568) ทั้งนี้ กยศ. ยังคงยืนยันเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้กู้ยืมและสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ”

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579348/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d6V40eyCJjoeRMmR2kLl-

  • “มันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์” แรงงานไทยถึงกรณีศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุก CEO คดีเบอร์รี – BBC News ไทย

    “มันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์” แรงงานไทยถึงกรณีศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุก CEO คดีเบอร์รี – BBC News ไทย

    “มันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์” เปิดคำพิพากษาศาลฟินแลนด์ จำคุกซีอีโอบริษัทเก็บเบอร์รี่

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, วศินี พบูประภาพ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    ศาลแขวงเขตลัปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ มีคำพิพากษาจำคุกกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผู้จัดหาเบอร์รี่และผู้ประสานงานชาวไทย ฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568

    ศาลแขวงลัปแลนด์มีคำพิพากษาในคดีหมายเลข R 24/187 โดยตัดสินจำคุก นายเวอร์นู วาซุนตา ประธานกรรมการบริหารของบริษัทเคียนตามา (Kiantama) ที่ประกอบการจัดหาเบอร์รี่ให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร เวชภัณฑ์และเครื่องสำอางค์ เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรงรวม 62 กระทง

    ประธานกรรมการบริหารวัย 51 ปีถูกสั่งห้ามประกอบธุรกิจเป็นเวลา 4 ปี และต้องชดใช้ค่าธรรมเนียมทนายความฝ่ายจำเลยและค่าใช้จ่ายในการนำเสนอพยานหลักฐานให้แก่รัฐ รวมถึงถูกถอดยศทางทหาร

    นอกจากนี้ บริษัทจำกัดที่ทำหน้าที่จัดหาคนเก็บเบอร์รี่ยังถูกสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 100,000 ยูโร (ราว 3.7 ล้านบาท)

    จำเลยทั้งหมดถูกสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการนำเสนอพยานหลักฐานให้แก่รัฐเป็นเงิน 30,000 ยูโร (ราว 1.1 ล้านบาท) และค่าธรรมเนียมของผู้ช่วยฝ่ายผู้เสียหายเกือบ 279,000 ยูโร (ราว 10 ล้านบาท) รวมถึงชดใช้ค่าเสียหายทางการเงินและความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้เสียหายรวมกว่า 600,000 ยูโร (ราว 22 ล้านบาท) รวมดอกเบี้ย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • Black and white portrait of Albert Einstein with vivid square of light spectrum colours overlaying the image ///// HEADLINE Why we should thank Einstein for our smartphone cameras / OR / How Einstein's understanding of light changed technology forever

    • .

    • หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance) ขององค์การนาซา กำลังสำรวจแอ่งหลุมเจเซโร (Jezero) บนดาวอังคาร เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินส่งกลับมายังโลก

    • Getty Images

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “คดีนี้มีผู้พิพากษา 3 คนร่วมกันตัดสินโดยเอกฉันท์” ข้อความประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ศาลแขวงลัปแลนด์ ระบุ

    สำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์รายงานว่า นายวาซุนตาประกาศลาออกจากตำแหน่งบริหารและคณะกรรมการของบริษัทเคียนตามาทันทีหลังมีคำพิพากษาดังกล่าว โดยบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการโดยมีครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของ ก่อนเขาเข้าบริหารในตำแหน่งผู้นำองค์กรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544

    ทำงานได้หนี้

    หลังจากศาลแขวงลัปแลนด์มีคำพิพากษา บีบีซีไทยติดต่อผู้เสียหายจากคดีดังกล่าว รวมถึง อ้อน (สงวนชื่อจริงและนามสกุล) ชายชาวบุรีรัมย์ หนึ่งในผู้ที่เคยเดินทางไปทำงานเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์เมื่อปี 2565 เพื่อขายผลผลิตให้แก่บริษัทเคียนตามา

    อ้อน กล่าวว่า “ย่าน (กลัว)” พร้อมเล่าว่าเขาเดินทางไปกับบริษัทจำกัดที่มีหน้าที่จัดหาแรงงานในคดีนี้ และพักอยู่ในฟินแลนด์เป็นเวลาสามเดือนในช่วงฤดูเก็บเบอร์รี่ กรกฎาคม – ตุลาคม ของปีนั้น

    เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกต่อคำพิพากษาที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทถูกจำคุก เขาตอบว่า “ก็สมควรอยู่ครับ เพราะว่าเราก็ทำงานหนักเนาะ”

    เขาอธิบายต่อถึงสภาพการทำงานว่า การทำงานเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเที่ยงคืนของวันเดียวกัน

    “ไปตั้งแต่ตี 4 ตี 5 กลับมาก็นู่นแล้ว 5-6 ทุ่มครับผม กว่าจะชั่งผลไม้เสร็จก็ 5-6 ทุ่ม ตีหนึ่งนู่นแหละครับ บางวันกว่าจะได้นอน” อ้อนเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

    นอกจากความเหนื่อยล้าทางร่างกายแล้ว เขายังต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่หนักหน่วง เนื่องจากมีการกู้หนี้ยืมสินเพื่อเข้ากระบวนการเดินทางไปทำงานต่างแดน ในกรณีของเขาอาศัยหยิบยืมญาติพี่น้องเป็นจำนวนเงิน 25,000 บาท

    คล้ายกับกรณีของอ้อน ในระยะเวลากว่าทศวรรษที่แรงงานไทยเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ตามคำเชื้อเชิญของบริษัทในฟินแลนด์และสวีเดน เป็นการเดินทางผ่านนายหน้าในประเทศไทยหลากบริษัท

    ข้อค้นพบในรายงานนี้ซึ่งชี้ว่าแรงงานเป็นผู้รับความเสี่ยงเองทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านกรณีของอ้อน หนี้สินส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นจากการที่บริษัทนายหน้าหักค่าใช้จ่ายระหว่างการทำงานของเขาในระหว่างการทำงานเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์ ซ้ำเขายังต้องรับความเสี่ยงจากการเก็บผลไม้ป่าด้วยตนเอง

    “ไป[ที่]โน่นก็ไปหักที่โน่นอีกครับ แสนกว่าบาท” เขาบรรยาย “ไหนจะหักค่าที่พัก ค่ารถ ค่าอาหาร แล้วก็อะไรอีกนะ มันมี 3 อย่าง 4 อย่างเนี่ยแหละครับที่เขาหัก”

    เมื่อเก็บผลไม้ป่าขายไม่ได้จำนวนมากดังหวัง ซ้ำยังถูกหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนหมด เมื่อเขาเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2565 เขาจึงอยู่ในสถานะขาดรายได้ ทั้งยังมีหนี้กว่าแสนบาทกลับมา และเผชิญความยากลำบากในการตั้งตัวใหม่หลังกลับจากฟินแลนด์

    “มันก็เหมือนฝันสลาย เงินก็ไม่ได้ เป็นหนี้กลับมา ลำบากกว่าจะหางานได้ครับผม” อ้อนซึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างเลี้ยงช้างในจังหวัดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งกล่าว

    ประสบการณ์ของ อ้อน สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงเขตลัปแลนด์รับฟังในการพิจารณาคดี ในข้อความประกาศของศาลฯ ระบุว่า ผู้เสียหายถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 50,000 บาท ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมที่ผิดกฎหมายและค่าใช้จ่ายที่เกินจริง เช่น ค่าโดยสารเครื่องบินและค่าอาหาร

    ศาลฯ รับฟังว่าในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง ผู้เสียหายแต่ละคนเก็บเบอร์รี่เฉลี่ย 2,400–4,000 กิโลกรัม ทั้งนี้แม้จะทำงานเป็นเวลานาน ผู้เสียหายส่วนใหญ่กลับได้รับเงินเพียงไม่กี่ร้อยยูโร เนื่องจากบริษัทฯ หักค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก อาหาร และรถยนต์พร้อมพ่วงออกจากรายได้ก่อนการชำระเงิน

    ตอนหนึ่งของเอกสารที่ออกมาหลังคำพิพากษาระบุว่า “ในช่วงการฝึกอบรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยผู้เสียหายได้รับข้อมูลรายได้จากการเก็บเบอร์รี่เกินจริง ขณะเดียวกันก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการทำงานไม่เพียงพอ ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่เข้าใจว่าหากทำงานหนักจะสามารถหารายได้จำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ในประเทศไทย”

    กลุ่มแรงงานของอ้อนซึ่งมีเพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 62 ราย ไม่ใช่กลุ่มแรกและกลุ่มเดียว ไพรสันติ จุ้มอังวะ แรงงานชาวชัยภูมิที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ก่อนเขาเกือบ 9 ปี ก็เผชิญชะตากรรมคล้าย ๆ กัน

    “คนที่ไปก่อนช่วงแรกๆ มันก็อาจจะดีเนาะ เพราะมันคือกับว่า (เหมือนกับว่า) มันยังบ่ทันได้รู้จักคำว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ พอให้เขาได้ก็ให้ แต่ว่าหลัง ๆ มานี่มันหักเงินหลาย (หักเงินมาก)” ไพรสันติ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเป็นภาษาถิ่น พร้อมชี้ว่าในกลุ่มแรงงานที่ไปพร้อมกับเขา คนที่ถูกนำตัวไปอยู่แคมป์บางจุดถึงกับถูกยึดหนังสือเดินทาง

    ในกรณีของไพรสันติ เขาเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ผ่านคำเชิญชวนของบริษัทเบอร์เร็กซ์ (Ber-Ex Oy) ในฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ปี 2556 ทว่าเมื่อเกิดความไม่ลงรอยเกิดขึ้นระหว่างบริษัทรับซื้อเบอร์รี่และแรงงาน ทั้งเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ลักษณะการจ้างงานที่ไม่ได้ถูกจำกัดความว่าเป็นลูกจ้างแต่เป็นผู้ประกอบการเบอร์รี่ที่บริษัทรับซื้อเบอร์รี่มาเท่านั้น ทำให้พวกเขาพยายามค้นหาแนวทางช่วยเหลือ ก่อนพบว่าวีซ่าที่พาตนเดินทางข้ามโลกมาเป็นวีซ่านักท่องเที่ยว

    รายงานเรื่อง “การศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อให้การส่งคนไทยไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 รัฐบาลฟินแลนด์อนุญาตให้คนงานเก็บผลไม้สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตมีถิ่นพำนักของแรงงาน (worker residence permit) แต่การเก็บเกี่ยวผลเบอร์รี่จากป่าถือว่าเป็นสิทธิของใครก็ได้โดยสาธารณะ (Everyman’s Right) ซึ่งเป็นคุณค่าทางสังคมที่ชาวนอร์ดิกยึดถือ จึงไม่เคยมีการกำหนดในทางนโยบายให้จัดทำในรูปแบบการจ้างงาน เพื่อป้องกันมิให้รายได้จากการเก็บผลไม้ป่าถูกถือเป็น “ค่าจ้าง” และมิให้ตกอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ทั้งสำหรับพลเมืองในประเทศและบุคคลที่ไม่ใช่พลเมือง

    ด้วยเหตุนี้ สถานะของแรงงานไทยที่เก็บผลไม้ดังกล่าว จึงไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้าง

    ไพรสันติ ย้อนนึกถึงการอบรมเตรียมความพร้อมแรงงานเก็บเบอร์รี่ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนที่เขาจะเดินทางไปฟินแลนด์ช่วงกลางฤดูร้อน พ.ศ. 2556 โดยเขามั่นใจว่ามีตัวแทนจากกรมการจัดหางานร่วมในการอบรมครั้งนั้นด้วย

    “เฮาถูกส่งไปโดยถูกต้อง ทางกระทรวงแรงงานรับทราบนะ แต่ว่าพอเฮาไป เฮาเป็นแค่นักท่องเที่ยว ตอนนั้นมีปัญหากันอยู่เรื่องระบบการจัดส่ง” เขาอธิบายว่าเมื่อไม่เข้าลักษณะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย เขาจึงได้แต่ดำเนินการทางกฎหมายเรื่องการโกงค่าเบอร์รี่เท่านั้น แต่ไม่สามารถฟ้องคดีค้ามนุษย์ได้

    อย่างไรก็ดี การที่มีคดีค้ามนุษย์อีกคดีซึ่งเขามองว่าข้อเท็จจริงคล้ายกัน ได้รับคำพิพากษาในเวลากว่าทศวรรษถัดมา จึงถือว่าสำคัญต่อเขาในทางจิตใจ

    “ก็ถือว่าดีใจครับ เพราะว่ามันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์ ทางฟินแลนด์เขาเอาจริงจั่งซี่ก็ถือว่าดีใจนำพี่น้องแรงงาน เพราะว่าเงินที่เขายึดทรัพย์สินหรือว่าที่เขาอายัดไว้คนงานก็ต่อสู้มาจากปี (25)65 เนาะ ก็ถือว่าเร็วอยู่” เขานับโดยเทียบกับกรณีของตนเองที่พยายามเรียกร้องมากว่า 12 ปี

    .

    ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการจัดหางาน

    สัญญาบังคับ

    ในการพิพากษาคดีของบริษัทเคียนตามา ศาลฟินแลนด์ชี้ว่าสาเหตุที่แรงงานถูกบังคับให้เก็บเบอร์รี่ตลอดทั้งฤดูกาลโดยไม่สามารถหยุดทำงานก่อนได้ มาจากการถูกบังคับโดยสัญญาและภาวการณ์หลายอย่าง

    หนึ่งในข้อเท็จจริงซึ่งปรากฎต่อศาลในคดีนี้ระบุว่าผู้เสียหายได้ลงนามในสัญญาระหว่างการฝึกอบรมขณะอยู่ในประเทศไทย เนื้อหาสัญญาชี้ว่าแรงงานจะต้องเก็บเบอร์รี่ให้ได้ถึงมูลค่าเฉลี่ย 90 ยูโรต่อวัน ขณะเดียวกันก็มีสัญญาที่ระบุว่าหากมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะตกเป็นหนี้ของแรงงานและจะต้องใช้คืน สัญญานี้ได้รับการรับรองโดยผู้เก็บเบอร์รี่คนอื่น ๆ ที่อยู่ในรถคันเดียวกันเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้นั้น

    นอกจากนี้ตามสัญญา ยังระบุว่าบริษัทมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจากรายได้ที่เกิดจากการเก็บเบอร์รี่ รายได้ส่วนเกินจะจ่ายให้ผู้เสียหายเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลก่อนเดินทางออกจากประเทศเท่านั้น ส่วนระหว่างฤดูกาลผู้เสียหายจะได้รับเงินจากรายได้สะสมเพียงพอสำหรับเพื่อเติมน้ำมันรถยนต์สำหรับการเดินทางไปเก็บเบอร์รี่เท่านั้น

    อย่างไรก็ดี หลังเดินทางถึงฟินแลนด์ แรงงานต้องพึ่งพาการจัดหาที่พัก อาหาร และบริการอื่น ๆ จากบริษัท เนื่องจากมีทักษะทางภาษาต่ำ การศึกษาน้อย ทรัพยากรจำกัด เป็นชาวต่างชาติ ขาดความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น และไม่มีผู้ติดต่อภายนอก นอกจากนี้ หนังสือเดินทางของผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังถูกเก็บโดยผู้จัดการแคมป์หลังจากเดินทางไปถึงไม่นาน

    ตามการรายงานของสำนักข่าวเฮลซิงกิไทมส์ซึ่งรายงานบรรยากาศระหว่างการไต่สวนในศาลคดีเดียวกันในช่วงเดือนมกราคม 2568 อัยการให้การต่อศาลว่าแรงงานไทยถูกกดดันให้เซ็นสัญญาข้างต้นโดยไม่อาจเข้าใจเนื้อความทั้งหมดได้ ทั้งยังตกอยู่ในสภาพบังคับต้องหาผลไม้ให้ได้ตามเป้าหมายซึ่งไม่อาจทำได้จริง และต้องรับผิดชอบความเสียหายกรณีไม่อาจทำตามนั้นได้

    นอกจากนี้ ศาลยังกล่าวถึงราคาการซื้อขายเบอร์รี่ โดยกล่าวว่าผู้เสียหายยังถูกทำให้เข้าใจผิดโดยใช้ค่าน้ำหนักกล่องที่สูงเกินจริงเป็นน้ำหนักภาชนะ ทำให้รายได้จากการเก็บเบอร์รี่ลดลง ตลอดจนผู้เสียหายยังจำต้องขายเบอร์รี่ให้แก่บริษัทที่เชิญมาเท่านั้นในราคาที่บริษัทกำหนด เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งและไม่ครบถ้วนเกี่ยวว่าพวกเขาจะมีสิทธิในการขายเบอร์รี่ให้แก่บุคคลอื่นได้ด้วยเงื่อนไขใด

    สภาวะดังกล่าวทำให้แรงงานต้องเก็บเบอร์รี่ทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นโดยไม่มีวันหยุด เพื่อชำระหนี้จากค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายประจำวัน

    ศาลชี้ชัดว่าเงื่อนไขหลายอย่างข้างต้นที่ได้กล่าวไป “ทำให้การดังกล่าวถือเป็นแรงงานบังคับ”

    อย่างไรก็ตาม ศาลแขวงลัปแลนด์ระบุว่าในคดีนี้ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยทำให้ผู้เสียหายต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำต้อยหรือไม่เหมาะสม สถานที่พักได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมักใช้เป็นที่พักของนักเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการพักก็ไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพของที่พัก

    “แม้จะมีข้อบกพร่องในการจัดหาอาหาร แต่ศาลเห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ของผู้เสียหายไม่ได้ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปัญหาหลักคือการแจกจ่ายอาหารเช้าและกลางวันในถังให้ผู้เก็บเบอร์รี่พกไปป่าในตอนเช้า ทำให้อาหารเย็นก่อนรับประทาน และมีโอกาสอุ่นอาหารเพียงบางครั้ง โดยเฉพาะซุป เช่น ซุปหัวปลาแซลมอน เมื่อเย็นแล้วจะมีลักษณะเป็นวุ้น ทำให้ผู้เสียหายหลายคนไม่รับประทาน” ข้อความในเว็บไซต์ศาลอธิบายเหตุผล

    ช่วงท้ายของเอกสารที่เผยแพร่ระบุว่า เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีลักษณะหลอกลวงและถือว่าร้ายแรงเมื่อพิจารณาโดยรวม ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยมีความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรงต่อผู้เสียหายแต่ละราย

    “จากพยานหลักฐานจำนวนมาก ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่ามีโอกาสในการหารายได้ โดยจัดหาพวกเขาให้มาเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์เพื่อขายให้แก่บริษัทที่เชิญมาเพื่อให้บริษัทนั้นใช้เป็นวัตถุดิบในการดำเนินธุรกิจ” สรุปคำพิพากษาในเว็บไซต์ของศาลเขียนเป็นภาษาฟินนิช โดยระบุเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาฉบับเต็มมีความยาวประมาณ 200 หน้า

    ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังมีโอกาสขึ้นสู่ชั้นศาลอุทธรณ์ได้หากมีการร้องขอจากผู้เกี่ยวข้อง

    คดีต่อเนื่องจากการจับกุมปี 2565

    จรรยา ยิ้มประเสริฐ ตัวแทนองค์กรสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทยกล่าวว่า คดีบริษัทเคียนตามาเริ่มต้นมาจากความร่วมมือกันระหว่างชาวไทยที่ย้ายมามีครอบครัวที่ฟินแลนด์ประสานความช่วยเหลือกันจนแจ้งความได้สำเร็จ

    “เคียนตามาเป็นกลุ่มที่เกิดเหตุในปี พ.ศ. 2565 พอคนงานติดต่อมาเราก็ประสานกับหน่วยงานที่ชื่อว่า ริกกุ (Rikosuhripäivystys- RIKU) ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์”

    เธอกล่าวต่อว่า “[หน่วยงานริกกุ]จึงประสานงานกับตํารวจ แล้วก็ไปรับพวกเขาออกมาจากแคมป์ ตํารวจเริ่มสอบปากคำจนเห็นว่าสภาพมันเลวร้ายมาก ก็เลยได้ประสานต่อจนเข้ากระบวนการและมีคำตัดสิน”

    ลำดับเหตุการณ์ที่จรรยาเล่า สอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของรัฐบาลฟินแลนด์ ซึ่งเผยแพร่วันที่ 27 ตุลาคม 2565 ซึ่งระบุว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงของฟินแลนด์ รวมถึงสำนักงานสืบสวนแห่งชาติ (NBI), หน่วยพิทักษ์ชายแดน และตำรวจภูมิภาคเฮลซิงกิและลัปแลนด์ กำลังดำเนินการสอบสวนคดีค้ามนุษย์ครั้งใหญ่ โดยมีแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ระหว่างปี 2020–2022 ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่บริษัทเบอร์รี่แห่งหนึ่งในภาคเหนือของฟินแลนด์ และบริษัทจัดหางานในประเทศไทยที่มีบทบาทในการส่งแรงงานไปยังฟินแลนด์

    ข้อความจากทางการฟินแลนด์ยังระบุว่า ขณะนั้นมีผู้ต้องสงสัยสองคนถูกควบคุมตัวในระหว่างการสอบสวน และอีกหนึ่งคนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของฟินแลนด์ ซึ่งถูกจับกุมในข้อหายอมรับสินบนโดยมิชอบและใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดในระดับร้ายแรง

    จดหมายข่าวภาครัฐฟินแลนด์กล่าวอ้างคำพูดเจ้าหน้าที่สอบสวนอาวุโส เทมู แมนตินิเอมี จากสำนักงานสืบสวนแห่งชาติ ระบุว่า “เราสงสัยว่ามีการได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก และมีการอำนวยความสะดวกในกระบวนการทางราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเก็บเบอร์รี่ผ่านการให้สินบน”

    คดีนี้ถูกขยายผลในเวลาต่อมา และหนึ่งในคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลได้แก่คดีของเคียนตามา

    .

    ที่มาของภาพ, BBC Thai

    คำบรรยายภาพ, จรรยา ยิ้มประเสริฐ ฝ่ายต่างประเทศ สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย

    ผู้ต้องหาชาวไทย

    แม้เอกสารเบื้องต้นจากศาลแขวงแลปแลนด์ไม่ได้ระบุชื่อผู้ประสานงานชาวไทยซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 3 ปีและต้องชดใช้ค่าธรรมเนียมทนายความบางส่วนให้แก่รัฐ แต่สำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์รายงานว่า บุคคลดังกล่าวคือ กัลยกร พงษ์พิศ หรือ “ทุเรียน” บุคคลสัญชาติไทยซึ่งถูกจับกุมด้วยข้อหาค้ามนุษย์แรงงานไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565

    สองเดือนหลังเจ้าหน้าที่ฟินแลนด์จับกุมตัวนายหน้าสัญชาติไทยครั้งนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่าได้เข้าค้น “บริษัทของผู้ต้องหาชาวไทยที่ถูกตำรวจฟินแลนด์จับกุมในข้อหาค้ามนุษย์ที่สาธารณรัฐฟินแลนด์” โดยไม่ได้ระบุชื่อชัด

    DSI ระบุว่า “ผลการตรวจค้นพบเอกสารการจัดตั้งบริษัท ข้อมูลแรงงานไทย เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หรือ berry processing ที่ผู้ต้องหาใช้ในการโกงน้ำหนักผลไม้ป่า ทำให้แรงงานไทยเป็นจำนวนมากตกเป็นหนี้สินกับทางบริษัทฯ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะนำหลักฐานดังกล่าวส่งมอบให้กับทางการฟินแลนด์ ตามคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา”

    ตามการรายงานของสำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 กัลยกรให้การต่อศาลว่าแรงงานหลายคนอ้างว่ามีทักษะการเก็บเบอร์รี่ ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่เคยเก็บเบอร์รี่มาก่อน ทำให้ไม่สามารถเก็บได้ตามเป้า

    “ฉันเพิ่งทราบเมื่อขึ้นศาลนี่ล่ะ” กัลยกรกล่าวตามคำรายงานของสื่อของประเทศฟินแลนด์

    รายงานฉบับเดียวกันของหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ของฟินแลนด์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมายังระบุว่ากัลยกรยังตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์อีกหนึ่งคดีกับอีกหนึ่งบริษัทที่ชื่อว่า โพลาริกา (Polarica) อันเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจค้าเบอร์รี่เช่นเดียวกับบริษัทเคียนตามา โดยอีกคดีหนึ่งนี้มีคนงานร้องเรียนเป็นผู้ได้รับความเสียหาย 78 ราย

    ชื่อของกัลยกรถูกร้องเรียนอย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ พ.ศ. 2562 โดยปรากฎในเว็บไซต์ของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งระบุว่ามีแรงงาน 36 รายที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานที่สวีเดนเข้าร้องเรียนให้ตรวจสอบ บริษัท เนชั่น เบอร์รี่ จำกัด ซึ่งมีเธอเป็นกรรมการผู้จัดการ

    แรงงานในขณะนั้นร้องเรียนว่า “นายจ้างยังค้างจ่ายค่าจ้างบางส่วน ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์หักค่าจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกลูกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า”

    ปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

    นายยาโก โคพาริเนน ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายของกัลยกร เปิดเผยว่ากัลยกร ซึ่งเป็นลูกความของเขา “รู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษา และเห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม”

    เขาตอบกลับบีบีซีไทยทางจดหมายอีเล็กทรอนิกว่า กัลยกรจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์และยืนยันว่าจะไม่ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อสื่อมวลชนในประเด็นคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

    หลายคดียังไม่ถึงชั้นศาล

    คดีของบริษัทเคียนตามาไม่ใช่คดีแรกและคดีเดียวที่แรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รี่ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกตกเป็นผู้เสียหาย

    ห้าปีก่อนหน้าคดีนี้ ในปี 2560 สื่อ Keskisuomalainen ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของฟินแลนด์รายงานว่าศาลแขวงไคนู ประเทศฟินแลนด์ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคำร้องขอค่าชดเชยจากแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในช่วงฤดูร้อนปี 2556 โดยแรงงานแต่ละคนเรียกร้องค่าชดเชยระหว่าง 5,000 -7,000 ยูโร (ราว 1.8-2.6 แสนบาท) จากบริษัทเบอร์รี่ Ber-Ex Oy ซึ่งเป็นผู้ประสานให้แรงงานไทยกลุ่มดังกล่าวไปทำงานในฟินแลนด์

    สื่อในฟินแลนด์แห่งนี้รายงานว่าแรงงานไทยจำนวน 50 คนได้หยุดเก็บผลไม้เนื่องจากผิดหวังกับราคาผลไม้ที่ตกต่ำและการดำเนินงานของบริษัท ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับบริษัทตึงเครียดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าบริษัทดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการหยุดเก็บผลไม้กลางคัน และราคาที่บริษัทแจ้งไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการรับซื้อผลไม้ก็ไม่ถือเป็นสัญญาผูกพันตามกฎหมาย ขณะที่แรงงานซึ่งหยุดงานประท้วงต้องเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความผิดหวัง

    กรณีนี้คือกรณีของไพรสันติ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษา โดยศาลมีคำสั่งให้แรงงานไทยชดใช้ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายของฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนประมาณ 30,000 ยูโร (ราว 1.1 ล้านบาท)

    ลี แอนเดอร์สัน นักการเมืองชาวฟินแลนด์ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังศาลมีคำพิพากษาในครั้งนั้น ระบุว่า กรณีข้างต้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลฟินแลนด์ยังคงตีความว่าแรงงานเหล่านี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ใช่ลูกจ้าง ส่งผลให้ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างขั้นต่ำหรือสวัสดิการแรงงาน

    “แรงงานไทยกลุ่มนี้เคยพยายามดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์กับบริษัทรับซื้อผลไม้ในปี 2556 แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับตัดสินใจไม่สอบสวน โดยไม่ได้รับฟังคำให้การจากแรงงานแม้แต่ครั้งเดียว” เธอระบุ

    อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางการรับคำฟ้องของทางการฟินแลนด์เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเป็นคุณต่อแรงงานไทยมากขึ้น สอดคล้องกับการปฏิรูปกฎหมายในปี 2564 ซึ่งได้มีการออกกฎหมายว่าด้วยสถานะทางกฎหมายของชาวต่างชาติที่เก็บผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Act 487/2021) ต่อมาถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า พ.ร.บ.เบอร์รี่ (Berry Act) อันมีเนื้อหาส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน และส่งเสริมศักดิ์ศรีในสถานที่ทำงาน โดยออกข้อบังคับให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถตรวจพบสัญญาณของการถูกเอาเปรียบระหว่างกระบวนการขอวีซ่าได้ดีขึ้น และสร้างระบบประสานหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อปกป้องแรงงานที่อยู่ในสถานะเปราะบาง

    ปี 2565 ศาลฎีกาสูงสุดฟินแลนด์ตัดสินคดีหมายเลข R2020/297 พิพากษาลงโทษจำคุกเจ้าของธุรกิจจัดหาเบอร์รี่รายหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน ในข้อหาค้ามนุษย์แรงงานเก็บเบอร์รี่และเห็ดจากประเทศไทยจำนวน 26 ราย แม้วีซ่าของแรงงานเหล่านี้จะเป็นวีซ่าชนิดเดียวกันกับคดีก่อนหน้า

    ในกรณีนี้ ศาลพบว่าแม้การดำเนินการของจำเลยจะไม่ได้เป็นการควบคุมทางกายภาพ แต่ก็เป็นการใช้ประโยชน์จากความเปราะบางและสร้างภาวะพึ่งพิง เช่น ทำให้ผู้ร้องเรียนมีสถานะเป็นหนี้ ทำให้รู้สึกว่าตนไม่สามารถหยุดทำงานหรือออกจากพื้นที่ได้อย่างอิสระ ส่งผลให้บุคคลหลายรายถูกลิดรอนเสรีภาพในการตัดสินใจอย่างแท้จริง

    “จากสาเหตุข้างต้น ศาลฎีกาลงมติว่าเอ (จำเลย) ได้กระทำการค้ามนุษย์รวม 26 กรรม” คำพิพากษาที่มี ณ วันที่วันที่ 26 มกราคม 2565 ระบุ

    ศาลฎีกาฟินแลนด์ไม่ได้เอ่ยชื่อจำเลยในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ดีปี 2561 สำนักข่าวอิลตาเลห์ติซึ่งเป็นสื่อแทปลอยด์ภาษาฟินนิชเคยรายงานกรณีศาลชั้นต้น ตัดสินคดีนายมัตตี ฮานโคเนน ผู้ประกอบการเบอร์รี่ว่ามีความผิดฐานเดียวกันจากการร้องเรียนของคนงานชาวไทย 26 ราย โดยจำเลยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา บีบีซีไทยสอบทานกับสหภาพแรงงานไทยในต่างแดน พบว่าเป็นคดีเดียวกันที่ผ่านกระบวนการไปจนถึงชั้นศาลฎีกา

    ย้อนอ่าน

    ควบคู่ไปกับคดีของบริษัทเคียนตามา อีกคดีหนึ่งซึ่งมีการพิจารณาขนานกันไปเนื่องจากมีกัลยกรเป็นผู้ต้องหาคนเดียวกันทั้งสองคดีได้แก่คดีบริษัทโพลาริกา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบคดีในศาลชั้นต้น

    เดือนตุลาคม ปี 2566 สำนักข่าว Yle ของฟินแลนด์รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย รวมถึงประธานกรรมการบริษัทของบริษัท Arctic Group ซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านเบอร์รี่และเห็ด

    ในเวลาใกล้เคียงกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ใจความว่าจากปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนบริษัทที่ประกอบการเบอร์รี่อีกสองแห่ง พบว่าอาจมีแรงงานที่ได้รับความเสียหายกว่า 170 ราย

    ทั้งนี้ประกาศจากองค์กรตำรวจของฟินแลนด์ไม่ระบุว่าเป็นบริษัทใดบ้าง

    จรรยา ยิ้มประเสริฐ ระบุว่าขณะนี้มีการดำเนินการเพื่อดำเนินคดีต่อบริษัทเบอร์รี่ในฟินแลนด์จำนวน 5 บริษัทโดยบางส่วนยังไม่เริ่มกระบวนการ ขณะที่มีการดำเนินการในลักษณะคล้ายกันในประเทศสวีเดนควบคู่ไปด้วยอีกจำนวน 5 บริษัท รวมยอดผู้เสียหายชาวไทยในทั้งสองประเทศราว 700 คน

    “คดีที่สวีเดนช้ามาก เพิ่งสอบปากคําไปแค่บริษัทเดียว” ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานไทยในต่างประเทศเปิดเผยกับบีบีซีไทย

    เธอชี้ว่ารัฐบาลต้นทางมักอ้างว่าไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการดำเนินการสอบสวน และเรียกร้องการผลักดันให้สวีเดนและฟินแลนด์เพิ่มทรัพยากรในการสอบสวนทุกคดี

    “อยากให้ทั้งฟินแลนด์และสวีเดนตระหนักว่าเมื่ออนุญาตให้มาเก็บเบอร์รี่ได้ ก็ต้องจริงจังกับศักยภาพในการที่จะรับรองว่าทุกคนที่ร้องเรียนจะได้รับความยุติธรรมและต้องจริงจังในการกำกับด้วย” จรรยาระบุ

    .

    คดีไทยยังไม่เห็นปลายทาง

    แรงงานไทยที่กลับจากการเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์และสวีเดน มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินคดี โดยเฉพาะการเรียกร้องให้บริษัทนายหน้าซึ่งอยู่ในประเทศไทยรับผิดชอบต่อความเสียหาย

    ปี 2556 หลังกลุ่มแรงงานของไพรสันติกลับถึงประเทศไทย ก็ได้เข้าร้องเรียนสิทธิกับ DSI เพื่อร้องขอให้บังคับใช้กฎหมายในฐานะคดีค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดี DSI มีมติไม่รับคดีดังกล่าวเป็นคดีค้ามนุษย์

    ในด้านการดำเนินคดีทางสิทธิแรงงาน มีตัวอย่างกลุ่มแรงงานที่เรียกร้องจนสำเร็จ ได้แก่กลุ่มแรงงาน 104 คนที่เดินทางไปเก็บเบอรีที่ประเทศสวีเดนปี 2565 ยื่นฟ้องบริษัทบริษัทสตาร์โรยัล เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้า ต่อมาศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บริษัทสตาร์โรยัล เซอร์วิส จ่ายเงินค่าจ้าง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567

    อ่านกรณีนี้ได้ที่ :

    ต่อมาฝ่ายนายจ้างได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาล อ้างว่าเป็นเพียงบริษัทประกอบกิจการให้บริการอำนวยความสะดวกจัดทำเอกสารให้ผู้เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าขายให้แก่ผู้รับซื้อในประเทศสวีเดน ไม่ใช่นายจ้างของแรงงานทั้ง 104 คน ทำให้คดีเข้าสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ซึ่งได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

    ความคืบหน้าในการดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์กลับมาอีกครั้งพร้อมความเคลื่อนไหวจากทางการฟินแลนด์ หลังการจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2565 DSI ได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ กรณีแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์

    “คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเป็นคดีความผิดที่ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร จึงเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนต่อไป และอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน” ข่าวประชาสัมพันธ์ DSI ซึ่งเผยแพร่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 พร้อมกันนี้ยังลงหมายเลขคดีเป็นคดีพิเศษที่ 81/2566

    เนื้อความประกาศดังกล่าวเชิญชวนผู้ได้รับความเสียหายซึ่งเคยเดินทางไปเก็บผลไม้ป่ากับ บริษัท เรอบัน จำกัด ระหว่างปี 2563 – 2565 จำนวน 2,389 คน ให้ลงทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ DSI เพื่อสอบสวนประเด็นดังกล่าว

    บีบีซีไทยพบว่า บริษัท เรอบัน จำกัด มีที่อยู่ตามการจดทะเบียนบริษัทที่เดียวกับที่อยู่ซึ่งสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ เคยเผยแพร่ว่าเป็นที่อยู่ของบริษัท เนชั่น เบอร์รี่ จำกัดซึ่งมีกัลยกรเป็นกรรมการผู้จัดการ และถูกร้องเรียนในปี 2562 ขณะที่ฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุชื่อกัลยกรเป็นกรรมการ และสถานะนิติบุคคลระบุว่ายังดำเนินการอยู่

    เอกสารคดีจากฟินแลนด์สู่ไทยแลนด์: เครือข่ายเบอร์รี่ตกเป็นประเด็นการเมือง

    ต่อมาเดือนมกราคม 2567 DSI แถลงว่าได้รับพยานหลักฐานสำคัญจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ นำไปสู่การชี้มูลความผิดอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงานอีก 2 คน รวมทั้งหมด 4 คน

    “ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการสมคบระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลธรรมดา ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ประสานงานฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทที่จะนำเข้าแรงงานของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เป็นค่า “หัวคิว”(DOE MAMAGEMENT) [สะกดตามต้นทาง] หรือค่าดำเนินการ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทประสานงานฝั่งไทยได้นำมาเรียกเก็บจากคนงานที่ไปทำงานอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามจริงโดยในปี พ.ศ. 2563 – 2566 ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดี มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมประมาณ 12,000 คน คิดเป็นเงินรวมประมาณ 36 ล้านบาท”

    เอกสารสรุปต่อมาว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้มีมติกล่าวหาบุคคลดังกล่าว รวม 4 คน และได้นำส่งสำนวนคดีพิเศษดังกล่าว ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

    แม้ DSI ไม่ได้ระบุชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง แต่โพสต์ดังกล่าวส่งผลให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตัดสินใจยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมฯ 3 ราย ได้แก่ อธิบดีที่เซ็นเอกสารในขณะนั้น รักษาการอธิบดีขณะที่ยื่นฟ้อง และ ผอ.กองคดีค้ามนุษย์ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยกล่าวหาในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และกลั่นแกล้งให้รับโทษทางคดีอาญา รวมถึงมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    “แม้ว่าครั้งนั้นจะไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่พูดได้ว่ารัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่ ทำให้ประชาชนและหลายคนเข้าใจว่าเป็นผม” อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

    สุชาติ เชื่อว่าการแถลงข่าวของ DSI เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง และเขายังระบุด้วยว่าหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมไม่เคยเรียกตัวเขาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไปสอบถามก่อนการแถลงข่าว ทั้งที่เขาเป็นข้าราชการระดับสูง ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

    เขายังโพสต์ยืนยันว่า “การส่งแรงงานไปทำงานที่ฟินแลนด์ เป็นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มีหน่วยงานในประเทศไทยรองรับ ทั้งธนาคารซึ่งแรงงานทุกคนเมื่อกลับมาก็จะได้เงินชดเชยแม้จะไม่ได้ไปทำงานก็ตาม “

    ประเด็นคำถามว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการหักหัวคิวแรงงานหรือไม่ ยังถูกหยิบยกขึ้นพูดถึงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวหาโดยอ้างเอกสารสำนวนคดีที่ระบุว่าเป็นฉบับเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์ส่งถึง DSI

    สหัสวัตอ้างว่านายสุชาติ ชมกลิ่น เรียกรับผลประโยชน์จำนวน 3 ล้านบาทจากกัลยกรแลกกับการยอมให้แรงงานจำนวนกว่า 1,600 รายได้เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ พร้อมทั้งแสดงภาพขณะอดีตรัฐมนตรีแรงงานถ่ายภาพร่วมกับกัลยกร และ นายยุกกา คริสโต กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทโพลาริกา ซึ่งได้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์ในช่วงปลายปี 2566 ขณะที่อดีตรัฐมนตรีแรงงานเดินทางเยือนประเทศฟินแลนด์พร้อมคณะทำงานจากกระทรวงแรงงาน

    นายสุชาติปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวในที่ประชุมสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากัลยกรซัดทอดเพื่อให้ประโยชน์ของรูปความในคดีตกแก่ตัวเธอเอง และกล่าวว่าตนเดินทางไปยังฟินแลนด์เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นจากแรงงานไทยซึ่งสะสมมาหลายปี

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    แรงงานไทยต้องการอะไร

    แม้จะดีใจที่มีความคืบหน้าคดีที่ประเทศฟินแลนด์ แต่ความดีใจของอ้อนยังไม่อาจเกิดขึ้นได้เต็มที่ เขายังรอสังเกตการณ์ว่าจำเลยทั้งสองในคดีจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ และเมื่อคดีจบลงเขาจะได้รับการชดเชยในรูปแบบใด

    “มันเหนื่อยแล้ว มันเหนื่อยแล้ว ตั้ง 3 – 4 ปีแล้ว” เขายอมรับถึงภาวะท้อถอย

    ขณะที่ ไพรสันติ ซึ่งสำหรับเขาความหวังในการรื้อฟื้นคดีค้ามนุษย์จากการเดินทางปี 2556 ได้ดับมอดไปแล้ว ได้แสดงความยินดีกับมาตรฐานใหม่ที่เกิดขึ้น โดยหวังว่าต่อจากนี้ไปการส่งออกแรงงานเก็บผลไม้ป่าจะถูกรับรองโดยรัฐยิ่งขึ้น

    “มันดีแล้วที่มีการจับกุม มันก็จะได้ได้รู้จักเปลี่ยนระบบจักหน่อยหนึ่ง คือรัฐต้องเปลี่ยนระบบ ถ้าซั่น(ไม่เช่นนั้น) คนงานก็สิถูกเอาเปรียบอยู่ประมาณนี้ตลอดไป” ไพรสันติกล่าว

    เขาเสนอต่อว่า “รัฐบาลส่งได้บ่แบบรัฐต่อรัฐ ทั้ง ๆ ที่ประเทศอื่นเขาส่งกันรัฐต่อรัฐเบิ่ดแล้ว(ประเทศอื่นเขาส่งกันแบบรัฐต่อรัฐหมดแล้ว)”

    เว็บไซต์กระทรวงเศรษฐกิจและการจ้างงานของฟินแลนด์ระบุว่า การเก็บผลเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์ยังคงพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศไทยที่ได้รับการเชิญและจัดหามาโดยตรง

    “อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับสภาพการทำงานและรายได้ของแรงงานเก็บเบอร์รี่ได้กลายเป็นที่รับรู้มากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา”

    มีนาคม ปี 2567 กระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ประกาศระงับการออกวีซ่าให้แรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ยื่นขออนุมัติจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ในกรุงเทพมหานครชั่วคราว เพื่อหามาตรการระยะยาวที่รัดกุมขึ้นในการป้องกันการแสวงหาประโยชน์มิชอบจากแรงงานต่างชาติ ต่อมาในเดือนตุลาคม เฮลซิงกิไทมส์รายงานว่าองค์กรตรวจคนเข้าเมืองฟินแลนด์ได้ประกาศแผนเฝ้าระวังสถานการณ์แรงงานเก็บเบอร์รี่จากประเทศไทย

    สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำกรุงเทพมหานครกล่าวกับบีบีซีไทยว่า ฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ในปีนี้เป็นปีแรกที่แรงงานต้องขออนุญาตทำงานตามฤดูกาลภายใต้กฎหมายแรงงานตามฤดูกาลเป็นครั้งแรก โดยได้มีการอนุมัติวีซ่าประเภทดังกล่าวไปแล้วกว่า 2,600 ราย อย่างไรก็ดี ยังคงมีการยื่นขออนุมัติวีซ่าประเภทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดรวมในปัจจุบันสูงถึงเกือบ 3,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นการขออนุมัติจากกรุงเทพมหานคร

    วีซ่าดังกล่าวกำหนดให้แรงงานต่างชาติที่มาเก็บเบอร์รี่ต้องมีสัญญาการจ้างงานและขอใบอนุญาตทำงานตามฤดูกาลก่อนเดินทางเข้าประเทศ

    “ทางการฟินแลนด์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานในทุกรูปแบบ รวมถึงการค้ามนุษย์ และยังคงยึดมั่นในพันธกิจเพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานตามฤดูกาลจะได้รับการคุ้มครองภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลฟินแลนด์และรัฐบาลไทยมีการหารือร่วมกันในประเด็นนี้มาอย่างยาวนาน” สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ระบุทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

    อย่างไรก็ดี จรรยา ยิ้มประเสริฐย้ำว่า ปัญหาไม่อาจถูกแก้ได้ทั้งวงจร หากทางการไทยไม่เดินหน้าดำเนินคดีค้ามนุษย์จากต้นทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cp8wk4ye555o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZAr8jSEDb87MEa1izTsC5

  • กยศ.เร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ คาดแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้

    กยศ.เร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ คาดแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้

    กยศ.เร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ คาดแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้

    นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างการคำนวณหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่ให้สิทธิประโยชน์กับผู้กู้ยืม โดยเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็นเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ พร้อมคิดดอกเบี้ยในอัตราเพียง 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.68 นี้

    “ตอนนี้เราคำนวณหนี้ใหม่เสร็จแล้ว 2 ล้านราย และยังอยู่ระหว่างคำนวณหนี้ใหม่อีก 2 ล้านราย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้”

    ส่วนการดำเนินงานให้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2568 กยศ. ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 584,677 ราย เป็นวงเงินให้กู้ยืมกว่า 37,163 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2568) โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ

    นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    นางสาวนันทวัน กล่าวว่า ในเดือนก.ย.นี้ กยศ.ยังมีความพยายามที่จะเรียกเก็บเงินชำระหนี้ให้ได้ 27,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้กู้กลับเข้ามาในระบบ ไม่ให้เป็นหนี้ค้างชำระ อย่างไรก็ตาม ถือว่าสัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้มีแนวโน้มลดลง ซึ่งขณะนี้มีการผิดนัดชำระหนี้ 2.4 ล้านราย คิดเป็น 64% เพราะลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้

    ทั้งนี้ กยศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จำนวน 19,000 ล้านบาท ควบคู่กับเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ เพื่อให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และในปีการศึกษา 2569 ได้เตรียมวงเงินสำหรับให้กู้ยืม จำนวน 40,000 ล้านบาท            

    สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้นั้น กยศ. เปิดให้ดำเนินการผ่านช่องทางเว็บไซต์ออนไลน์ กยศ. ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วกว่า 720,783 ราย  ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กยศ. จะปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที

    นอกจากนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยขยายเวลาผ่อนชำระได้นานถึง 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน กยศ. ได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 7,158,155 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 820,786 ล้านบาท ประกอบด้วย

    • ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,344,732 ราย
    • ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,052,811 ราย
    • ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,685,357 รายบัญชี
    • ผู้กู้ยืมเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 75,255 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/639187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38L4YewjjjzykXFS5wbLKp

  • ‘สพฐ.’ ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ | เดลินิวส์

    ‘สพฐ.’ ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ | เดลินิวส์

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 ตนได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง แนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) ไปใช้ในสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตามมาตรา 20 (4) และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3) พ.ศ. 2568 สามารถนำผลการประเมินตามกรอบ CEFR ไปใช้วัดและประเมินผลความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาแต่ละแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผลการประเมินไปใช้ในการเทียบโอนความรู้ในระบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งในการเทียบโอนความรู้ ผู้เรียนจะต้องได้รับผลการทดสอบจากชุดข้อสอบที่เป็น Proficiency test โดยผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR มีระยะเวลาของการรับรองผลไม่เกิน 2 ปี นับจากวัน เดือน ปีที่ระบุในใบรับรองผลการประเมิน

    “กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร โดยมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ใช้กรอบมาตรฐาน CEFR เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ทั้งในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เป็นเครื่องมือเข้าถึงองค์ความรู้และก้าวทันโลก เป็นพื้นฐานการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ รวมถึงพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สพฐ.จึงออกประกาศนี้ เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

    เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ประกาศ สพฐ. ฉบับนี้ มีแนวทางการพิจารณาแบบทดสอบตามกรอบมาตรฐาน CEFR โดยสถานศึกษาสามารถพิจารณาคุณสมบัติของแบบทดสอบ หรือ แบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ที่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน ดังนี้ 1. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ มีผลคะแนน ระดับ หรือคำอธิบายความสามารถที่ได้รับการรับรองเทียบเคียงกับกรอบมาตรฐาน CEFR และต้องได้รับการรับรอง หรือ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Validation) ตามกรอบมาตรฐานทางภาษาจากองค์กร หรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือระดับสากล หรือที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบวัดผลทางด้านภาษา หรือเทียบเท่า

    2.แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ จัดสอบได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ (Paper-based Test) รูปแบบคอมพิวเตอร์ (Computer-based Test) หรือรูปแบบออนไลน์ (Internet-based Test) โดยจัดสอบที่ศูนย์สอบ หรือ หน่วยสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง หรือ รูปแบบออนไลน์ ที่มีผู้ให้บริการทดสอบภาษารับรองแพลตฟอร์ม และมีระบบการยืนยันตัวตนของผู้สอบออนไลน์ และมีระบบการกำกับควบคุมการสอบแบบออนไลน์ (Remote Proctoring)

    3.แบบทดสอบหรือแบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ต้องวัดระดับความสามารถที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการฟัง การอ่าน ส่วนการวัดทักษะการเขียน ต้องเขียนหรือพิมพ์เพื่อบรรยายหรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามหัวข้อที่กำหนด ไม่ใช่การเลือกตอบแบบปรนัย หรือการเติมคำในช่องว่างของประโยคสั้น ๆ สำหรับการวัดทักษะการพูด ต้องพูดบรรยายภาพ สถานการณ์ หรือตอบคำถาม อธิบาย ตามหัวข้อที่กำหนด หรือสนทนากับบุคคลจริง หรือกับระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การอ่านออกเสียงตามประโยคและข้อความ

    4.แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ ต้องมีคำอธิบายแบบทดสอบ ตัวอย่าง หรือรายละเอียดที่ผู้สอบสามารถดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการทดสอบภาษาโดยตรง หรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยผู้สอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผลคะแนน ระดับ และคำอธิบายความสามารถทางภาษาของผู้สอบย้อนหลังได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5124923/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rZux3YQ3zWc1vPmwGP6lB

  • ‘สารวัตรอ๊าก’ นรต.67 จากฝันอยากเป็นหมอ สู่ พนักงานสอบสวนดีเด่น | เดลินิวส์

    ‘สารวัตรอ๊าก’ นรต.67 จากฝันอยากเป็นหมอ สู่ พนักงานสอบสวนดีเด่น | เดลินิวส์

    “วันๆ พันกว่าเรื่อง” หนียังไงก็ไม่พ้น หากขึ้นชื่อว่า ‘พนักงานสอบสวน’ แทบทุกโรงพัก หรือ บช. เป็น “เดอะแบก” ให้หน่วยงาน ถือเป็นมดงานสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยิ่งยุคโลกไซเบอร์ที่มีทั้งคดีออนไลน์ หลอกลวง ฉ้อโกง ยังไม่รวมอาชญากรรมย่อมๆ ที่ต้องอาศัยผู้ที่ขยันขันแข็ง มุ่งมั่น สางคดีให้กับผู้เสียหายที่มาแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม กรณี พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผบ.ตร. ประธานคณะกรรมการส่งเสริมงานสอบสวน ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมงานสอบสวน เรื่อง ผลการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวน ดีเด่น ประจำปี 2568” ของ ตร. ตามโครงการยกย่องข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวน และผู้ทำหน้าที่ สอบสวนคดี ดีเด่น ประจำปี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพและจูงใจให้ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวน เกิดความกระตือรือร้น ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยหนึ่งในผู้ชื่อติดโผในระดับสารวัตร มี พ.ต.ท.เศรษฐวุฒิ ชาญสุข สน.ห้วยขวาง รวมอยู่ด้วย

    “ดาวประดับฟ้า” สัปดาห์นี้จึงอยากขอพาไปทำความรู้จัก พ.ต.ท.เศรษฐวุฒิ  ชาญสุข สว.(สอบสวน) สน.ห้วยขวาง ชื่อเล่นว่า “อ๊าก” เกิดวันที่ 16 เม.ย.2535 ภูมิลำเนาเดิมเป็นชาว จ.ราชบุรี ก่อนย้ายมา ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จบการศึกษาชั้นมัธยมต้นโรงเรียนวิสุทธรังษี อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก่อนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่นที่ 51 ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต (ตร.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 67 และคณะนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

    เริ่มรับราชการ 1 ก.พ.57 รอง สว. ประจำ รร.นรต. 10 พ.ย.57 รอง สว.(สอบสวน) สน.พญาไท 10 ก.ค.62 รอง สว.สส.สน.ห้วยขวาง 22 ธ.ค.63 สว.(สอบสวน) สน.ห้วยขวาง จนถึงปัจจุบัน

    เมื่อถามเหตุผลการมาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สารวัตรอ๊าก เล่าว่า “ตอนเด็กเคยมีความฝันว่าอยากเป็นคุณหมอช่วยชีวิตคน พอโตขึ้นครอบครัวอยากให้ลองสอบเข้าเตรียมทหาร ปรากฏว่าสอบติดทั้ง 4 เหล่า ในตอนนั้นละครทีวีส่วนใหญ่พระเอกละครจะมีอาชีพเป็นตำรวจ ได้ช่วยเหลือคน ได้ปราบปรามผู้กระทำความผิด เห็นว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และได้ทำความดีช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา เป็นงานที่ได้ทำงานไปด้วยทำบุญไปด้วย จึงเลือกเหล่าตำรวจ เพื่อมาเป็นตำรวจอาชีพช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนที่เดือนร้อน และเป็นที่พึงให้กับประชาชนได้

    เพื่อนร่วมรุ่น อาทิ พ.ต.ท.ชรัส มีล้ำ สว.กก. 6 บก.ปคม., พ.ต.ท.สัณฐิฎิยศ วรเชษฐภักดี สว.สภ.เมืองอุตรดิตถ์

    คติหรือวิสัยทัศน์การทำงาน : วินัยเกิดจากการ “เริ่ม”  ไม่ได้เกิดจากการ “รอ” ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการ “ขอ”  แต่เกิดจากการ “ลงมือทำ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5122435/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DsMBtdt-Ly4p-9tOFzsQl

  • การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 83 (4/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 83 (4/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมสภาสถาบัน ชั้น 4 อาคาร 60 พรรษา ราชสุดาสมภพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 83 (4/ปีการศึกษา 2568) โดยมี ผศ.นพ.ไชยวิทย์ ธนไพศาล ผศ.ดร.สันทนีย์ ผาสุข และผศ.ดร.ชนะวัฒน์ บุนนาค รองอธิการบดี และหัวหน้าส่วนงาน หัวหน้างาน เข้าประชุม มีประเด็นสำคัญ อาทิ การเข้าร่วมเป็นสมาชิก Health Promotion Network ของ AUN (ASEAN University Network) การรายงานการจัดอบรม AI : นวัตกรรมเพื่อการศึกษา การรายงานการจัดอบรม เรื่อง การจัดทำข้อสอบที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ การเตรียมพร้อมสำหรับโครงการคัดแยกขยะในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา การรายงานผลการปฏิบัติโครงการFreshy Day ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ การรับมอบรางวัลจากบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) การรายงาน โครงการ “Chitralada BEST Camp 2025” การรายงานผลการอบรมเชิงปฏิบัติ หัวข้อ “นำเสนออย่างไรให้ได้ใจและตรงประเด็น” (Effective Presentation Workshop) การนำเสนอผลงานในโอกาสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคณะเยี่ยมชมการดำเนินงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา การเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรอาชีวศึกษาไทย-เยอรมนี ประจำปี 2568 รายงานผลนักเรียน นักศึกษา สาขาอุตสาหกรรมการสร้างเครื่องดนตรีไทย ร่วมแสดง ณ เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รายงานผลงาน ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยและคณะ เป็นวิทยากรอบรมอาหารจีน หัวข้อ “การทำเกี๊ยว” และการส่งข้อเสนอโครงการวิจัยภายใต้งบประมาณ Fundamental Fund ประจำปีงบประมาณ ๒๕๗๐ เป็นต้น

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 83 (4/ปีการศึกษา 2568) — 18 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 83 (4/ปีการศึกษา 2568) — 18 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 83 (4/ปีการศึกษา 2568) — 18 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 83 (4/ปีการศึกษา 2568) — 18 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115378/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wN_MqQ-JGMidVylrJvupo

  • ประวัติ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขยทักษิณ-โปรไฟล์ไม่ธรรมดา!

    ประวัติ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขยทักษิณ-โปรไฟล์ไม่ธรรมดา!

    ประวัติ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขยทักษิณ-โปรไฟล์ไม่ธรรมดา!

    เปิดประวัติ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขย “ทักษิณ ชินวัตร” โปรไฟล์ไม่ธรรมดา! ท่ามกลางกระแสข่าวขึ้นเป็นว่าที่ผู้นำเพื่อไทยคนใหม่?

    จากกรณีมีกระแสข่าวจากพรรคเพื่อไทยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะแกนนำพรรคคนสำคัญเอ่ยปากเปิดทางถึงความเป็นไปได้ในการทาบทามนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ลูกสาวคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของพรรคเพื่อไทย

    โดย นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ เกิดเมื่อ 19 พฤษภาคม 2523 เป็นบุตรชายของนายวรวิทย์ และนางอัญชลี คุณากรวงศ์ ครอบครัวทำธุรกิจการ์เมนต์ส่งออกย่านประตูน้ำ ซึ่งนายณัฐพงศ์ แต่งงานกับ น.ส.พินทองทา ชินวัตร เมื่อปี 2554 และมีบุตรด้วยกัน 3 คน

    SC Asset
    ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยทักษิณ ชินวัตร

    นายณัฐพงศ์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจจาก DePaul University เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ต่อมาเรียนหลักสูตรอสังหาริมทรัพย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนพบรักกับ น.ส.พินทองทา ชินวัตร

    ส่วนเส้นทางอาชีพ นายณัฐพงศ์ผูกพันกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เคยทำงานกับหลายบริษัทชั้นนำ ก่อนร่วมกับครอบครัวเปิดบริษัทด้านพัฒนาอสังหาฯ รวมถึงลงทุนโครงการโรงแรมย่านประตูน้ำ

    ช่างภาพพีพีทีวี
    ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยทักษิณ ชินวัตร

    และจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้ามามีบทบาทใน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลชินวัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และรองประธานกรรมการ

    ส่วนบทบาททางการเมือง หลังจาก นายณัฐพงศ์ การถูกเชื่อมโยงกับตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทำให้นายณัฐพงศ์ถูกจับตามองในฐานะบุคคลหน้าใหม่ทางการเมือง ที่ยังไม่เคยมีบทบาททางการเมืองโดยตรงในสภาผู้แทนราษฎร แต่การที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยเลือกดึงนายณัฐพงศ์เข้ามีบทบาททางการเมืองในพรรค ก็เป็นการตอกย้ำภาพความต่อเนื่องของตระกูลชินวัตรในทางการเมือง

    ช่างภาพพีพีทีวี
    ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยทักษิณ ชินวัตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/257333&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I2PVWTB9LwSFLyD4KDdRY

  • ผลศึกษาชี้ สหรัฐฯ พึ่งพาสินค้านำเข้าจากอียูมากกว่าจีน : อินโฟเควสท์

    ผลศึกษาชี้ สหรัฐฯ พึ่งพาสินค้านำเข้าจากอียูมากกว่าจีน : อินโฟเควสท์

    สถาบันเศรษฐกิจ IW ของเยอรมนีเปิดเผยผลการศึกษาพบว่า สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (อียู) มากกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยทั้งมูลค่าและจำนวนสินค้านำเข้าจากอียูสูงกว่าจากจีน

    IW ระบุว่า สินค้าจากอียูซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าสูงอย่างต่อเนื่องนั้น อาจยากที่จะหาทดแทนได้ในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่อียูควรพิจารณา หากความตึงเครียดทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้น และในทางเลือกสุดท้าย อียูอาจใช้มาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าที่สำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ส่วนการพึ่งพาของสหรัฐฯ ต่อจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการลดความเสี่ยง (de-risking) ที่ชัดเจน

    จำนวนกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าอย่างน้อย 50% จากอียู เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3,100 กลุ่มในปีที่ผ่านมา จากมากกว่า 2,600 กลุ่มในปี 2553 โดยมูลค่านำเข้ารวมของสินค้ากลุ่มดังกล่าว ซึ่งรวมถึงเคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และอุปกรณ์ อยู่ที่ 2.87 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปี 2553 เกือบ 2.5 เท่า

    ส่วนสินค้านำเข้าจากจีนในปีที่ผ่านมา มีจำนวน 2,925 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่ารวม 2.47 แสนล้านดอลลาร์

    ผลการศึกษายังชี้ว่า อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อาจมีแต้มต่อมากขึ้นในการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งทำให้อัตราภาษีพื้นฐานสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ของอียูอยู่ที่ 15%

    ซามินา ซุลตัน นักวิจัยของ IW ระบุว่า แม้ข้อมูลการค้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนถึงความจำเป็นของสินค้าเหล่านี้ต่อผู้ซื้อในสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มที่ แต่การศึกษานี้สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันให้สหรัฐฯ เห็นว่า หากยังคงขึ้นภาษีต่อไป ก็เท่ากับกำลังทำร้ายตัวเอง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530517&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Uk2hJXlAzQICvSSB21iX

  • ร้อยเอ็ดจัดเวทีเสวนาวิชาการ ยกย่องผู้ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาผ่าน กศจ. ปี 2568

    ร้อยเอ็ดจัดเวทีเสวนาวิชาการ ยกย่องผู้ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาผ่าน กศจ. ปี 2568

    18 กันยายน 2568 17:25 น.  สมนึก บุญศรี ข่าวทั่วไทย

    ร้อยเอ็ดเปิดเวทีเสวนาวิชาการ ยกย่องเชิดชูเกียรติการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา ผ่านกลไก กศจ. ปี 2568

    วันที่ 18 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมประดับพลอย โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจศิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ประธานกรรมการศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “สรุป สะท้อนผล และยกย่องเชิดชูเกียรติ” การขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2568 โดยมีผู้บริหารทางการศึกษา คณะครู และนักเรียนกว่า 300 คน เข้าร่วม

    นายอัมพร ภาระพันธ์ รองศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวรายงานว่า สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ดจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ เพื่อสรุปผลการดำเนินงาน เสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ภาคีเครือข่าย และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ โดยมีสถานศึกษาที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังนี้ สถานศึกษาที่มี Best Practice การสร้างพลเมืองดี จำนวน 14 แห่ง,สถานศึกษาที่มี Best Practice ยกระดับความฉลาดรู้ (PISA) จำนวน 29 แห่ง,สถานศึกษาต้นแบบขับเคลื่อนคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 17 แห่ง,สถานศึกษาต้นแบบ SDG4 (การศึกษาที่ยั่งยืน) จำนวน 13 แห่ง

    ในโอกาสนี้ นายชัชวาลย์ เบญจศิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้มอบโล่และเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ พร้อมบรรยายพิเศษ โดยเน้นว่า การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล ให้เป็นทั้ง “คนดี คนเก่ง และมีทักษะอาชีพ” พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก การขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ดจึงยึดแนวทาง “Active Learning บนฐานสมรรถนะ” เพื่อสร้างผู้เรียนที่มีทักษะการเรียนรู้และการทำงานตลอดชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652160&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-hGHC334M21rDM5H2WnFB