Category: วัฒนธรรม

  • SPMS EST ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จ เปิดตัว’เบียร์ ใบหยก’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ – แนวหน้า

    SPMS EST ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จ เปิดตัว’เบียร์ ใบหยก’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ – แนวหน้า

    บริษัท เอส พี มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เซลส์ (2001) จำกัด และ บริษัท อี เอส ที (2014) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสง 3M อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย จัดงาน 25 ปี …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/916552&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FG-kzg06QENhHPDpbv1wo

  • เปิดงานสัมมนา โรงเรียนไทยรัฐวิทยาครั้งที่ 43 “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต”

    เปิดงานสัมมนา โรงเรียนไทยรัฐวิทยาครั้งที่ 43 “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต”

    Sustainability

    ความยั่งยืน24 ก.ย. 2568 16:00 น.

    เปิดการสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต” Active Learning for lifelong Learners” (แอคทีฟ เลิร์นนิ่ง ฟอร์ ไลฟ์ลอง เลิร์นเนอร์ส) อย่างเป็นทางการ คณะผู้บริหาร สพฐ. คณะผู้บริหารมูลนิธิไทยรัฐ และผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเข้าร่วม พร้อมเยี่ยมชมบูธของโรงเรียนไทยรัฐวิทยาอย่างคึกคัก

    ในการเปิดงานสัมมนาครั้งนี้ มีพิธีลั่นระฆังชัย สัญญาณของการเริ่มต้นงาน และเสียงแห่งการ “ปลุก” สติปัญญาและจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ให้ตื่นขึ้นอย่างเป็นทางการ เปรียบดังเสียงแรกอรุณของวันใหม่ที่สาดส่องเข้ามา ขับไล่ความมืดมิด และนำมาซึ่งแสงสว่างแห่งความรู้ ความสำคัญของเสียงระฆังนี้เชื่อมโยงกับการศึกษาอย่างลึกซึ้ง

    ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. เยี่ยมชมบูธของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภายในงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43
    ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. เยี่ยมชมบูธของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภายในงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43

    ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. กล่าวภายในพิธีการเปิดการสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43 ว่า “การศึกษาในอนาคตมีความท้าทาย เพราะเทคโนโลยี เอไอ จะเข้ามาแทนที่ทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่นำเอไอมาใช้ทำหน้าที่แทนคุณครูเกือบทั้งหมด แต่เทคโนโลยีเอไอไม่มีอารมณ์ ไม่มีความรู้สึก แต่คุณครูยังมีความจำเป็น เพราะเอไอเป็นแค่ผู้ช่วยครู ดังนั้น โรงเรียน ผู้อำนวยการ อย่าเอาเอไอมาเป็นเจ้าชีวิต หรือสั่งการเรา เราต้องควบคุมเอไอให้ได้ และต้องนำเอไอมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการเรียนรู้เชิงรุก ที่มุ่งให้เด็กได้ปฏิบัติจริง สอนแบบวิทยาศาสตร์ และนำเอาเทคโนโลยีมาใช้”

    นางสาวจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ เยี่ยมชมบูธของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภายในงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43
    นางสาวจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ เยี่ยมชมบูธของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภายในงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 43

    พร้อมฝากว่าวันนี้ระบบนิเวศการเรียนรู้เปลี่ยนไป มูลนิธิไทยรัฐยังคงอยู่ แต่คนที่จะขับเคลื่อนให้โรงเรียนเดินไปข้างหน้าและนำองค์กรไปสู่เป้าหมาย คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน ถ้าผู้อำนวยการโรงเรียนเอาจริงเอาจัง เข้มข้น มีแผนงานปฏิบัติ การเรียนการสอนที่เข้มข้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลง “ผมเป็นแค่หน่วยงานสนับสนุน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 111 แห่งที่กระจายอยู่ทุกจังหวัด และต้องตั้งใจสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งมูลนิธิไทยรัฐ และโรงเรียนไทยรัฐวิทยาอย่างแน่วแน่ ในการสืบทอดคนดีออกสู่สังคม เพราะเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ และเห็นด้วยที่จะปรับให้ไทยรัฐวิทยาเป็นโรงเรียนลักษณะพิเศษบางประการเพื่อให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าในอนาคต”

    นอกจากนี้ ยังฝากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้ง 111 แห่ง สอนให้เด็กได้คิด อย่างวิชาประวัติศาสตร์ ควรนำการใช้สถานการณ์จริงมาจำลอง แล้วให้เด็กคิด เพราะที่ผ่านมา พบว่าสิ่งที่เด็กไทยที่อ่อนที่สุด คือ สมรรถนะในการคิด

    นางสาวจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ ปาฐกถา หัวข้อ
    นางสาวจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ ปาฐกถา หัวข้อ “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต”

    นางสาวจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ และกรรมการมูลนิธิไทยรัฐ ปาฐกถา หัวข้อ “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต” ว่า “ส่วนตัวเชื่อว่าการทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจผ่านมูลนิธิไทยรัฐ และโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จะเป็นกลไกสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้จริงๆ สร้างเด็กที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จริง ไม่ใช่เฉพาะการสืบทอดปณิธานของผู้ก่อตั้งฯ เพียงอย่างเดียว โดยแนวทางที่มูลนิธิไทยรัฐ สนับสนุนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา คือ การพัฒนาบุคลากร ครู โดยจัดหลักสูตรที่ออกแบบพิเศษ และทรัพยากรเพิ่มเติม เช่น ทุนการศึกษา โครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ และไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปณิธานและการดำเนินอยู่ของมูลนิธิไทยรัฐยังคงอยู่เหมือนเดิม ลดความเหลื่อมล้ำ เราต้องการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพ เน้นการสร้างเด็กนักเรียนที่สามารถเรียนรู้ตลอดชีวิต”

    โดยกลไกสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กคนหนึ่ง คือกลไกที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างความเท่าเทียม กลไกในการสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร เป็นสิ่งที่มูลนิธิไทยรัฐตั้งใจ สานต่อ และดำเนินต่อไปในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกท่านขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อออกแบบการวางแผนงานให้ก้าวไปข้างหน้า

    นอกจากนี้ ยังระบุว่าการปฏิรูปการศึกษาพูดมายาวนานแต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในโครงสร้างระบบการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึงภาครัฐ ว่าเมื่อไรที่จะเริ่มสนับสนุนการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะอนาคตกำลังเดินไปข้างหน้า ทำอย่างไรถึงจะตามให้ทันโลก

    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถา หัวข้อ
    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถา หัวข้อ “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต (Active Learning for Lifelong Learners)”

    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถา หัวข้อ “เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต (Active Learning for Lifelong Learners)” ว่า “โรงเรียนไทยรัฐวิทยาต้องก้าวไปข้างหน้าอีกสเต็ป คือ การสร้างผู้นำ ทั้งผู้นำครอบครัว ผู้นำสังคม ผู้นำประเทศ ไปจนถึงผู้นำระดับโลก ต้องกล้าคิด ไม่ใช่แค่พลเมือง อย่ามองว่าเป็นเพียงเด็กด้อยโอกาส แต่ต้องก้าวไปสู่การเป็นผู้นำ” ซึ่งผู้นำต้องมี 3 สิ่ง ได้แก่

    1.วิสัยทัศน์ มองไกล มองอนาคต และมีคุณธรรม มีจริยธรรม ผู้นำที่ปฏิบัติได้ตรงนี้คือความสำเร็จที่แท้จริง และต้องมองแบบต่อยอดเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แอคทีฟเลิร์นนิ่ง คิดการใหญ่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 

    2. ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้เพื่อไปทำงานเพื่อให้สามารถอยู่รอด นี่คือสิ่งสำคัญที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยาต้องไม่ตีกรอบตัวเอง 

    3. แอคทีฟเลิร์นนิ่งควบคู่กับไลฟ์ลอง เลิร์นเนอร์ส ซึ่งหัวใจสำคัญของทุกสิ่งคือ เวลบีอิง หรือ อยู่ดีมีสุข การสร้างสมดุลและความพอเพียง ทำให้เด็กมีความสมดุล สร้างพลเมืองที่เป็นผู้นำ เป็นพลเมืองที่มีวิสัยทัศน์ มีคุณธรรม และสามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้

    โรงเรียนไทยรัฐวิทยา คือแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์การศึกษา เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างสังคมแห่งโอกาสควบคู่กับสังคมที่สามารถพัฒนาได้

    พร้อมฝากถึงกระทรวงศึกษาฯ ว่า ต้องเปลี่ยนกระบวนการคิดใหม่ เพราะการบริหารแบบเดิมไม่ตอบโจทย์การเรียนการสอน โดยมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ลดความเหลื่อมล้ำ 2.ปรับระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนรู้จากการท่องโลก ลองผิดลองถูก และ 3.เติมเต็มความเก่ง เปลี่ยนระบบคิดเพื่อให้เห็นคุณค่าของตัวเอง

    สำหรับการจัดสัมมนาครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ภายในงานมีการแสดงนิทรรศการผลงานของนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา อัดแน่นไปด้วยองค์ความรู้ที่จะร่วมกันพัฒนาและต่อยอดโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทย จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยาแห่งแรก สู่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 111 แห่งทั่วประเทศ สืบสานเจตนารมณ์ มุ่งมั่นร่วมขับเคลื่อนคุณภาพของการศึกษาไทยให้กับเยาวชนของชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2884840&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jpt1s0kBz0nPnxyAG25QE

  • ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย

    ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย

    ในยุคที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดินหน้าบูรณาการองค์ความรู้จากศาสตร์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะความรู้ทางการแพทย์ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จุดเริ่มต้นของการประสานศักยภาพเฉพาะทางของทั้งสองสถาบัน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ทั้งในระดับวิชาการและการประยุกต์ใช้จริงในสังคม

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษา วิจัย และวิชาการ การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันระหว่างทั้งสองสถาบันในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการ โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพ และการให้บริการวิชาการที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศ ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 

    ผลงานที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ แอปพลิเคชัน AR CPR ภายใต้ชื่อ Siriraj AR CPR ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Center of Specialty Innovation: CoSI) และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แอปพลิเคชันนี้ออกแบบให้ทำงานบนอุปกรณ์สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต โดยผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการกดหน้าอก การใช้เครื่อง AED และการประเมินอาการผู้ป่วย ผ่านภาพจำลอง 3 มิติและแอนิเมชันที่ซ้อนทับบนโลกจริง พร้อมระบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ที่ช่วยแนะนำ ตำแหน่งความลึก และความเร็วของการกดหน้าอกได้อย่างถูกต้อง

    Siriraj AR CPR ถือเป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองโดยตรงจากสถาบันการแพทย์ โดยผู้ใช้งานที่ผ่านการเรียนรู้และการทดสอบจะได้รับประกาศนียบัตรรับรอง (Certificate) จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้การช่วยชีวิตให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้แอปพลิเคชันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและจะเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ Google Play Store (Android) และ App Store (iOS) ได้ในเร็วๆ นี้ 

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งปันทรัพยากรหรือความเชี่ยวชาญเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าทางวิชาการและสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพของการศึกษาไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/867212/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25RgR9zA7Nr0vsq_qg1OBd

  • นักดาราศาสตร์ไทยร่วมค้นพบ “พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ” ดวงใหม่

    นักดาราศาสตร์ไทยร่วมค้นพบ “พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ” ดวงใหม่

    วันนี้ (24 ก.ย.2568) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เปิดเผยว่า ดร.ติณณ์ ทองมีอาคม และ ดร.อดิพล โพธิ์ศรีสม นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ค้นพบ พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำดวงใหม่ PSR J1544–2555 มีคาบการหมุนเพียง 2.4 มิลลิวินาที และมีคาบวงโคจร 2.7 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นเป้าหมายใหม่สำหรับการศึกษาด้านฟิสิกส์พลังงานสูง การเกิดคราสของระบบดาวคู่ และวิวัฒนาการของพัลซาร์ในวงการต่อไป

    งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัยลง จะยุบตัวลงจนกลายเป็นดาวนิวตรอนที่หมุนเร็วมาก พร้อมสนามแม่เหล็กอันทรงพลัง ปลดปล่อยสัญญาณวิทยุออกไปโดยรอบคล้ายกับประภาคาร เมื่อสังเกตการณ์จากบนโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ เราจะได้รับสัญญาณวิทยุเป็นจังหวะ วัตถุประเภทนี้ว่า เรียกว่า “พัลซาร์” (pulsar)

    พัลซาร์บางดวงนั้นหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ โดยมีคาบการหมุนอยู่ในระดับมิลลิวินาที เราเรียกพัลซาร์เหล่านี้ว่า “พัลซาร์มิลลิวินาที” (millisecond pulsar; MSP) หากพัลซาร์นี้อยู่ในระบบดาวคู่ โดยที่ดาวคู่ของตนนั้นมีขนาดเล็ก อาจเป็นไปได้ว่าพัลซาร์นั้นได้ดูดกลืนหรือเป่ามวลคู่ของตนเองออก เปรียบได้กับแมงมุมแม่ม่ายดำที่กลืนกินคู่ของพวกมัน

    ด้วยเหตุนี้นักดาราศาสตร์จึงเรียกพัลซาร์ประเภทนี้ว่า “พัลซาร์แมงมุม” (spider pulsar) แบ่งออกเป็น พัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ (black-widow pulsar) ที่มีมวลของดาวคู่น้อยกว่า 10% ของมวลดวงอาทิตย์ และพัลซาร์แมงมุมหลังแดง (redback pulsar) ที่มีมวลของดาวคู่ตั้งแต่ 10 ถึง 50% ของมวลดวงอาทิตย์

    สำหรับการค้นพบพัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำ PSR J1544–2555 ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยในทีม TRAPUM (TRAnsients And PUlsars with MeerKAT) กลุ่มความร่วมมือนานาชาติเพื่อหาพัลซาร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ที่ประกอบด้วยจานรับสัญญาณถึง 64 จาน กระจายเป็นระยะทางกว่า 8 กิโลเมตรกลางทะเลทรายในแอฟริกาใต้

    การค้นหาเริ่มจากการระบุว่าวัตถุใดมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นพัลซาร์แมงมุม โดยใช้ตำแหน่งคร่าว ๆ ของรังสีแกมมาจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Fermi จากนั้นสังเกตลักษณะการแปรแสงแบบเฉพาะของพัลซาร์แมงมุมในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นด้วยอุปกรณ์ ULTRACAM จากกล้อง New Technology ประเทศชิลี และสุดท้ายยืนยันว่าเป็นพัลซาร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ประเทศแอฟริกาใต้

    งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของดาราศาสตร์ในช่วงหลายความยาวคลื่นทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นที่ตามองเห็น และช่วงคลื่นรังสีแกมมา เพื่อค้นพบพัลซาร์แมงมุมใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้สร้างแบบจำลองระบบพัลซาร์แมงมุมในช่วงแสงที่ตามองเห็น (optical modelling) และการจับเวลาพัลซาร์ (pulsar timing) ในช่วงคลื่นวิทยุและแกมมาร่วมกันอีกด้วย

    ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ทั่วโลกพบพัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำทั้งหมดประมาณ 50 ดวงเท่านั้น ซึ่งพัลซาร์ประเภทนี้เป็นหนึ่งในช่วงรอยต่อสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจฟิสิกส์พลังงานสูง ระบบดาวคู่ และวิวัฒนาการของพัลซาร์ได้

    NARIT อธิบายเพิ่มว่า เห็นได้ว่า การศึกษาดาราศาสตร์ที่สำคัญของยุคปัจจุบันนั้น จะต้องอาศัยเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ MeerKAT ที่ใช้ในการศึกษานี้ เป็นต้นแบบของกล้อง SKA-Mid ของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ Square Kilometre Array Observatory (SKAO) ที่กำลังจะกลายมาเป็นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงคลื่นวิทยุ โดยจะมีพื้นที่รับสัญญาณรวมถึง 1 ตารางกิโลเมตร กระจายอยู่กลางทะเลทรายในแอฟริกาใต้และออสเตรเลีย การศึกษาวิจัยดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นวิทยุ และการตีพิมพ์ผลงานการค้นพบพัลซาร์แมงมุมแม่ม่ายดำดวงใหม่ของนักวิจัยไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของนักวิจัยในเวทีโลกได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    ปัจจุบัน ประเทศไทยได้พัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยในสาขาดาราศาสตร์วิทยุอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสร้างหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติขนาด 40 เมตร ที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ การเชื่อมต่อหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุกับเยอรมนีและจีน การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์เครืองมือวิจัยขั้นสูง รวมถึงเป็นแหล่งฝึกฝนพัฒนาบุคลากรนักดาราศาสตร์และวิศวกรเทคโนโลยีคลื่นวิทยุจากประเทศประเทศทั่วโลก เช่น โครงการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและวิศวกรจากบอตสวานา ซึ่งเป็นสมาชิกของ SKAO มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับศูนย์ปฏิบัติการดาราศาสตร์วิทยุของ สดร. ในปลายปีนี้

    อ้างอิง: [1] [2] ข้อมูล: ดร. ติณณ์ ทองมีอาคม – นักวิจัย กลุ่มวิจัยดาราศาสตร์วิทยุ สดร.

    อ่านข่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356892&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35YPYt2Z1UVs9aHRmEVPwM

  • มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา ให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์  | TOPNEWS

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา ให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์  | TOPNEWS

    จังหวัดนครสวรรค์ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการของมูลนิธิคุณพุ่ม ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

    วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 10.30 น. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครสวรรค์ นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานมอบทุนสนับสนุนการศึกษาของมูลนิธิคุณพุ่ม ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ เบื้องหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จำนวน 111 ทุน ทุนละ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้น 555,000 บาท เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปใช้ในการพัฒนาสมรรถภาพและการศึกษาที่ตรงตามความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล

    ด้วยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงได้จัดตั้งมูลนิธิคุณพุ่มขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงคุณพุ่ม โดยทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการมูลนิธิคุณพุ่ม และทรงเห็นว่าบุคคลที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือบุคคลอออทิสติก ยังไม่ได้รับโอกาสในด้านต่างๆ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อีกทั้งยังทรงห่วงใยเด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้ยากไร้ในสังคม จึงทรงประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินทุนแรกเริ่มสำหรับจดทะเบียนก่อตั้งเป็นมูลนิธิคุณพุ่ม

    ต่อมา ได้มีการจัดทำโครงการทุนการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกและเด็กพิการ โดยในช่วงแรกของโครงการเป็นการมอบให้เด็กและเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานคร

    จากนั้น รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อให้มูลนิธิคุณพุ่มได้มอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการทั่วประเทศด้วย เพื่อให้มูลนิธิคุณพุ่มได้มอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการทั่วประเทศด้วย

    อัมพณ​ จับ​ศร​ทิพย์​ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.​นครสวรรค์​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1328548&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d16vm_uS_a45OKxCGgV5e

  • กาชาด ราชบุรี มอบทุนการศึกษาตามโครงการ “กาชาดมอบทุนการศึกษา เพื่อนักเรียนผู้ยากไร้ ประจำปี 68” | TOPNEWS

    กาชาด ราชบุรี มอบทุนการศึกษาตามโครงการ “กาชาดมอบทุนการศึกษา เพื่อนักเรียนผู้ยากไร้ ประจำปี 68” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 24/09/2025 12:22

    ณ.ห้องประชุมราชพฤกษ์ ชั้น 3 วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ในฐานนายกเหล่ากาชาดจังหวัดราชบุรี เป็นประธานมอบทุนการศึกษาตามโครงการ “กาชาดมอบทุนการศึกษา เพื่อนักเรียนผู้ยากไร้ ประจำปี 2568” โดยมีสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียน ร่วมพิธี

    เนื่องด้วยเหล่ากาชาดจังหวัดราชบุรี มีภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ดูแลประชาชนที่ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน โดยดำเนินการช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาในรูปแบบการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองและดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพ จากการที่ เหล่ากาชาดจังหวัดราชบุรี ได้ออกเยี่ยมเยียนช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อน พบว่าในจังหวัดราชบุรี ยังมีครอบครัวผู้มีรายได้น้อยซึ่งต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรหลานในครอบครัวที่อยู่ในวัยเรียน มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ขัดสนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียน จึงได้จัดทำโครงการ “กาชาดมอบทุนการศึกษา เพื่อนักเรียนผู้ยากไร้ ประจำปี 2568” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ครอบครัวยากจน ไม่มีทุนในการศึกษาเพื่อลดค่าใช้จ่ายแบ่งเบาภาระของครอบครัว และเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่เด็กนักเรียนยากจนที่ต้องการศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น จำนวน 307 ทุน รวมเป็นเงิน 700,000 บาท (เจ็ดแสนบาทถ้วน)

    ทั้งนี้นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้กล่าวว่า ขอให้ผู้ได้รับทุนทุกคน ตระหนักในคุณค่าของทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ และขอให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด หน้าที่ของนักเรียนก็คือ ตั้งใจเล่าเรียนขยันหมั่นเพียร อดทนต่ออุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเรียน ตลอดจนเคารพกฎกติกาของวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งนำพาให้ทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิตในวันข้างหน้า เมื่อทุกคนประสบความสำเร็จ เราก็จะสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง และสิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ความกตัญญูรู้คุณ ต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และต่อผู้มีพระคุณที่ให้ทุนการศึกษา ก็คือ การใช้ทุนการศึกษาอย่างมีคุณค่า ประหยัด อดออม ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาสูงสุด ไม่ใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็น อีกทั้ง มีน้ำใจให้ความช่วยเหลือผู้อื่นตามโอกาส ตามกำลังความสามารถของเรา นั่นคือสิ่งที่เราสามารถตอบแทนสังคมและตอบแทนผู้ที่ให้ทุนกับเราได้

    รังสี ลิมปิโชติกุล ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1327640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jyqv6K8kuk-m6VHg5fyBA

  • นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    นักศึกษาถูกหลอกโอนเงิน เข้า-ออก เสี่ยงบัญชี กยศ. เข้าข่ายบัญชีม้า

    ระวังภัย นักศึกษาถูกมิจฉาชีพปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกให้โอนเงิน เสี่ยงถูกอายัดบัญชีที่ใช้รับเงินกู้ กยศ. พร้อมถูกอายัดเป็น “บัญชีม้าบริสุทธิ์”

    สภาผู้บริโภคเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่กำลังระบาดช่วงนี้ในกลุ่มนักศึกษา มิจฉาชีพสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์ไปหาและวิดีโอคอล พร้อมส่งเอกสารปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์หรือบัตรประชาชนของผู้ถูกติดต่อเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมออนไลน์ และจะมีการออกหมายจับ

    จากประเด็นดังกล่าว ผศ.อุดม งามเมืองสกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ระบุว่า คลินิกกฎหมายของมหาวิทยาลัยได้รับการประสานงานจากตำรวจให้ช่วยดูแลนักศึกษาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ โดยพบว่ามิจฉาชีพใช้วิธีการควบคุมผ่านการโทรและวิดีโอคอลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ถูกติดต่อหวาดกลัวและเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่าง

    สำหรับรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ได้ใช้แนวทางเดิมที่ใช้มานานคือ การหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมใช้แนวทางขอเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์เพื่อส่งเอกสารปลอมและวิดีโอคอลคุมสั่งการ จากนั้นอ้างว่าต้องโอนเงินเข้าไปเพื่อตรวจสอบ หากผู้ถูกติดต่อไม่มีเงินก็จะถูกหลอกให้ไปบอกผู้ปกครอง โดยอ้างเรื่องการได้รับทุนการศึกษา พร้อมแนบเอกสารปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือครบถ้วน

    รูปแบบการหลอกลวงที่เกิดขึ้น

    ผศ.อุดม กล่าวต่อว่า กรณีของนิสิตนักศึกษาหลายรายสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการ เช่น นางสาว ก. ถูกติดต่อและหลงเชื่อ จนโอนเงินของตนเองราว 99,500 บาทไปยังบัญชีธนาคารต่างประเทศในฮ่องกงที่มิจฉาชีพให้มา ต่อมานาย ข. ซึ่งถูกหลอกด้วยวิธีการเดียวกัน ถูกสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีของ ก. รวมเป็นเงินประมาณ 300,000 บาทในสองครั้ง ก่อนที่ ก. จะถูกสั่งให้โอนต่อไปยังปลายทางต่างประเทศเช่นกัน ส่งผลให้บัญชีของ ก. ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับรับเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ถูกอายัดทันที กระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตโดยตรง

    สำหรับ ข. สูญเงินรวมประมาณ 420,000 – 425,000 บาท โดยเส้นทางการเงินถูกโอนไปอย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีของ ก. รวมถึงบัญชีในชื่อ ค. และ ง. เมื่อผู้ปกครองของ ข. ทราบเรื่อง จึงเข้าแจ้งความ ทำให้มีคำสั่งอายัดธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง

    ในอีกกรณีหนึ่ง นางสาว เอ. ถูกหลอกด้วยวิธีเดียวกัน เริ่มจากโอนเงินของตนเอง 6,400 บาท แต่ต่อมามีบุคคลอื่นอีกสองรายถูกหลอกให้โอนเงินรวมกว่า 400,000 บาทเข้ามาที่บัญชีของ เอ. แล้วถูกสั่งให้โอนต่อไปยังปลายทางต่างประเทศ ขณะนี้บัญชีของ เอ. ถูกอายัด และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับจากท้องที่อื่นที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ ฉบับใหม่ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถระงับหรืออายัดบัญชีต้องสงสัยเพื่อสกัดกั้นเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความ เงินที่โอนผ่านบัญชีเหล่านี้จึงถูกติดตามและนำไปสู่การอายัดทันที

    ดังนั้นจึงทำให้เจ้าของบัญชีซึ่งไม่รู้ตัวมาก่อนว่าถูกใช้เป็นช่องทางของมิจฉาชีพ กลับกลายเป็นผู้ถูกตั้งข้อสงสัยในคดีอาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ โดยในปัจจุบันยังมีการแบ่งระดับบัญชีม้าตามความรุนแรง เช่น บัญชีม้าสีดำที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฉ้อโกงออนไลน์ หรือแม้ในบางกรณีจะยังไม่มีการแจ้งความก็ตาม แต่หากธนาคารพบว่าบัญชีมีความน่าสงสัยหรือมีธุรกรรมผิดปกติ เจ้าของบัญชีก็อาจถูกระงับชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบ ซึ่งสร้างภาระและผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

    “บัญชีม้าบริสุทธิ์” ที่ยังไม่ได้รับการพูดถึง

    ผศ.อุดม ชี้ให้เห็นอีกมุมที่สังคมยังกล่าวถึงไม่มากนัก คือเจ้าของบัญชีผู้สุจริตที่ถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ เจ้าของบัญชีเหล่านี้ไม่ได้รับจ้างเปิด ไม่ได้สมรู้ร่วมคิด แต่กลับถูกหลอกให้โอนต่อเงินในสภาวะกดดันทางจิตใจ จนตกอยู่ในสองสถานะพร้อมกัน เป็นทั้งผู้เสียหายที่สูญเงินของตนเอง และเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางการเงิน

    “เมื่อมีการแจ้งความต่างพื้นที่ ตำรวจจำเป็นต้องออกหมายเรียกหรือหมายจับ เจ้าของบัญชีต้องเดินทางไปต่อสู้คดี ขณะเดียวกันบัญชีที่ใช้ดำเนินชีวิตก็ถูกอายัดทันที กระทบต่อการเรียน การทำงาน และครอบครัวอย่างหนัก โดยเฉพาะนิสิตที่รับเงินกู้ กยศ.” ผศ.อุดมกล่าว พร้อมระบุว่า มาตรการปราบปรามบัญชีม้าในปัจจุบันยังทำให้ผู้ถูกหลอกจำนวนมากต้องหาวิธีจ่ายเงินคืนเอง เพื่อให้เรื่องยุติ แม้ตนเองจะไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องก็ตาม

    ข้อเสนอเชิงนโยบายถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ผู้บริโภคที่สุจริตต้องเผชิญชะตากรรมซ้ำสอง ผศ.อุดม เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีกลไกคัดแยกบัญชีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นบัญชีม้าบริสุทธิ์ ออกจากบัญชีที่รับจ้างเปิดอย่างแท้จริง เมื่อข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าถูกหลอกและทำตามคำสั่ง ก็ควรมีกระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว เพื่อลดภาระการเดินคดีของผู้บริโภคที่บริสุทธิ์

    นอกจากนี้ ควรมีแนวทางการอายัดและปลดอายัดบัญชีที่ไม่กระทบเกินจำเป็น โดยเฉพาะบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หรือบัญชีธุรกิจรายย่อยซึ่งเป็นช่องทางทำมาหากินหลักของประชาชน รวมทั้งควรสร้างกลไกการประสานงานข้ามท้องที่ระหว่างตำรวจ อัยการ และสถาบันการเงิน เพื่อดูแลผู้ที่ถูกนำบัญชีไปใช้โดยไม่รู้ตัว

    “ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นม้าบริสุทธิ์ คนกลุ่มนี้เป็นผู้เสียหายด้วย แต่วันนี้คนเหล่านี้ต้องไปสู้คดีเอง ผมอยากเห็นกลไกเชิงนโยบายช่วยให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้ตรงจุด และไม่กระทบคนสุจริตเกินไป” ผศ.อุดมกล่าวทิ้งท้าย

    คำเตือนถึงผู้บริโภค

    นอกจากนี้ผู้บริโภคควรเพิ่มความระมัดระวัง หากมีผู้ติดต่ออ้างเป็นเจ้าหน้าที่ พร้อมขู่ด้วยหมายจับ และขอให้โอนเงินหรือยืมบัญชีเพื่อทำธุรกรรม ควรตัดการติดต่อทันที ห้ามโอนเงินหรือรับเงินที่ไม่ทราบที่มา และควรแจ้งความพร้อมเก็บหลักฐานการสื่อสารไว้ครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในสถานะผู้ต้องหาโดยไม่ตั้งใจ

    สำหรับนักศึกษาและเยาวชน หากได้รับสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มีหมายจับ และขอให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ หรือให้ยืมบัญชีหรือรับเงินแล้วโอนต่อ นั่นคือสัญญาณหลอกลวง ให้ตัดสาย ไม่โอน ไม่ส่งเอกสารหรือวิดีโอคอล และรีบปรึกษาผู้ปกครองหรืออาจารย์ที่ไว้ใจได้ทันที

    ขณะที่ผู้บริโภคทั่วไป หากพบว่ามีเงินโอนเข้ามาในบัญชีโดยไม่ทราบที่มา ห้ามโอนต่อโดยเด็ดขาด ให้รีบแจ้งธนาคารและแจ้งความทันที เพื่อบันทึกข้อเท็จจริงและป้องกันตนเองจากการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ทั้งนี้ เจ้าของบัญชีที่สงสัยว่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางของมิจฉาชีพ สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจไซเบอร์ โทร. 1441 หรือสายด่วนสภาผู้บริโภค โทร. 1502

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/student-loan-mule-scam/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mv9IoxC2yM7JgVO8ryRRe

  • ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย | เดลินิวส์

    ก้าวใหม่ของวงการการศึกษา ม.กรุงเทพร่วมกับศิริราช สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมไทย | เดลินิวส์

    ในยุคที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดินหน้าบูรณาการองค์ความรู้จากศาสตร์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะความรู้ทางการแพทย์ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการวิชาการให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จุดเริ่มต้นของการประสานศักยภาพเฉพาะทางของทั้งสองสถาบัน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ทั้งในระดับวิชาการและการประยุกต์ใช้จริงในสังคม

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษา วิจัย และวิชาการ การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันระหว่างทั้งสองสถาบันในการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการ โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพ และการให้บริการวิชาการที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศ ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 

    ผลงานที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ แอปพลิเคชัน AR CPR ภายใต้ชื่อ Siriraj AR CPR ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Center of Specialty Innovation: CoSI) และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แอปพลิเคชันนี้ออกแบบให้ทำงานบนอุปกรณ์สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต โดยผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการกดหน้าอก การใช้เครื่อง AED และการประเมินอาการผู้ป่วย ผ่านภาพจำลอง 3 มิติและแอนิเมชันที่ซ้อนทับบนโลกจริง พร้อมระบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ที่ช่วยแนะนำ ตำแหน่งความลึก และความเร็วของการกดหน้าอกได้อย่างถูกต้อง

    Siriraj AR CPR ถือเป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองโดยตรงจากสถาบันการแพทย์ โดยผู้ใช้งานที่ผ่านการเรียนรู้และการทดสอบจะได้รับประกาศนียบัตรรับรอง (Certificate) จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้การช่วยชีวิตให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้แอปพลิเคชันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและจะเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ Google Play Store (Android) และ App Store (iOS) ได้ในเร็วๆ นี้ 

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งปันทรัพยากรหรือความเชี่ยวชาญเพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าทางวิชาการและสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพของการศึกษาไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5142198/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D9kr-qABdVZUIONL65XF3

  • ชำแหละนโยบายรัฐ: ทุ่มงบมหาศาล 5 แสนล้าน ยิ่งแก้ ยิ่งจน

    ชำแหละนโยบายรัฐ: ทุ่มงบมหาศาล 5 แสนล้าน ยิ่งแก้ ยิ่งจน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-190&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24PeZx9nEDNMghST2MEHyT

  • ญี่ปุ่นเตรียมไฟเขียวใช้หนังสือเรียนดิจิทัล 100% ในโรงเรียน คาดเริ่มได้ในอีก 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมไฟเขียวใช้หนังสือเรียนดิจิทัล 100% ในโรงเรียน คาดเริ่มได้ในอีก 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมอนุญาตให้โรงเรียนสามารถใช้หนังสือเรียนในรูปแบบดิจิทัลได้ 100% โดยมีแผนจะเริ่มดำเนินการในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐตั้งแต่ปีงบประมาณ 2573 เป็นต้นไป

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ จะเปิดทางให้คณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่นสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เฉพาะหนังสือเรียนดิจิทัล หรือใช้หนังสือเรียนดิจิทัลควบคู่กับหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ (ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีอยู่แล้ว) หรือใช้เฉพาะหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ

    สภาการศึกษาส่วนกลางระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้หนังสือเรียนมีตัวเลือกหลากหลายขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัล และส่งเสริมให้เกิดวิธีการสอนใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแสดงความกังวลว่า การใช้หนังสือเรียนดิจิทัลอาจเพิ่มภาระให้กับครูผู้สอนและสำนักพิมพ์หนังสือเรียน รวมถึงทำให้นักเรียนมีปัญหาทางสายตาและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

    กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตั้งเป้าว่าจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการประชุมรัฐสภาปี 2569

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ปัจจุบัน หนังสือเรียนดิจิทัลมีการใช้งานอยู่แล้วในญี่ปุ่น แต่เป็น “สื่อการเรียนรู้ทางเลือก” ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลแยกต่างหาก เนื่องจากมีเนื้อหาเหมือนกันทุกประการกับหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เพียงแต่มีฟังก์ชันอ่านออกเสียงเพิ่มเข้ามา

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้นโยบายใหม่ หนังสือเรียนดิจิทัล รวมถึงสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงผ่าน QR Code ที่อยู่ในหนังสือเรียนรูปแบบกระดาษ จะต้องผ่านการตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากคณะทำงานฯ ต้องการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของเนื้อหา

    ทั้งนี้ คาดว่ากระทรวงศึกษาธิการฯ จะกำหนดแนวทางการใช้สื่อดิจิทัลในห้องเรียน เนื่องจากจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะของแต่ละรายวิชา รวมถึงพัฒนาการของเด็กนักเรียน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531892&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZJgj7KgMfpwhA2p_Whht-