Category: วัฒนธรรม

  • มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    การเงิน หุ้น

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรี โดย นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (กลาง) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษาจํานวน 110,000 บาท แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนและความประพฤติดีในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจําปี 2568 ณ อาคารริมน้ำ สำนักงานใหญ่ กรุงศรี ทั้งนี้ มูลนิธิกรุงศรีได้มอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีเยาวชนได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 120 ทุน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/447839&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iUJmzkdaKSVG5tOrmt2Kj

  • “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต และบุคลากรกว่า 400 คน เข้าร่วมประชุม 

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29–30 กันยายนนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าดำเนินการเชิงปฏิบัติ โดยภารกิจเร่งด่วนคือการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและการลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และจะบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลด้านหนี้สินภาคประชาชน 

    นอกจากนี้ กระทรวงจะเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่เคยถูกเลื่อนพิจารณามาหลายครั้ง โดยได้หารือกับกรรมาธิการทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งต่างแสดงท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสม ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบ จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งในด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน และการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ 

    ด้านการพัฒนาวิชาชีพครู ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ระบบวิทยฐานะจะได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้ผู้ประเมินมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เพื่อความเป็นธรรมและสอดคล้องกับภารกิจของครู โดยเปิดโอกาสให้ใช้ผลงานการสอนหรือผลงานเชิงประจักษ์แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งกำหนดให้จำนวนครูที่เลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการทำงานของผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์

    เพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน กระทรวงศึกษาธิการจะจัดสรรตำแหน่งสายสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 1,706 อัตรา ครอบคลุมงานธุรการ งานพัสดุ และงานซ่อมบำรุง โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาในการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่ 

    รมว.ศึกษาธิการยังกล่าวย้ำว่า การศึกษาไทยต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะสาย STEM แต่ควรส่งเสริมความถนัดในด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา และทักษะทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนได้รับข้อมูลที่บิดเบือน 

    ศ.ดร.นฤมล ฝากถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากร ให้ร่วมกันสนับสนุนการเลื่อนวิทยฐานะครูและการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของไทยให้ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730931&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZI6zZHyuXkH8iRCbMgfq3

  • เดินหน้า ‘ทุน ODOS’ ชี้สร้างโอกาสการศึกษาหลุดพ้นความยากจน

    เดินหน้า ‘ทุน ODOS’ ชี้สร้างโอกาสการศึกษาหลุดพ้นความยากจน

    วันนี้ (25 กันยายน) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าโครงการ ‘ทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ’ หรือทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) เพื่อสร้างโอกาสการศึกษาให้เด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการแล้ว 2 รุ่น (รุ่น 1 และรุ่น 3) ครอบคลุมนักเรียน ม.6/ปวช.3 และ ม.4/ปวช.1 ได้รับทุนรวมกว่า 2,400 คน   และมากกว่าครึ่งมาจากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่ถึงวันละ 100 บาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเด็กไทยที่แม้ยากจนก็สามารถประสบความสำเร็จได้หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

    ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  กล่าวว่า การเปิดรับสมัครทุนODOS รุ่นที่ 2 จะมีทุนรวม 1,200 ทุน แบ่งเป็น ทุนต่างประเทศ ระดับ ปวส. และปริญญาตรี 100 ทุน (ดำเนินการโดย ก.พ.) และ ทุนในประเทศ ระดับปริญญาตรี 1,100 ทุน (ดำเนินการโดย สป.อว. ผ่านระบบ TCAS) เปิดรับสมัครนักเรียน ม.5 และ ปวช.2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2568

    โดยหลักเกณฑ์การพิจารณายังคงเดิม ให้ความสำคัญกับนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่อยู่ในฐานข้อมูลทุนเสมอภาคและทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. หรือทุนอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. และ อปท. แต่หากโรงเรียนใดไม่มีนักเรียนในกลุ่มดังกล่าว จะพิจารณานักเรียนจากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 12,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี สุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ และผู้ปกครองต้องยินยอมให้นักเรียนเดินทางไปศึกษาต่อตามเงื่อนไขทุน

    สำหรับการคัดเลือกครั้งนี้ สพฐ., สอศ. และ สถ. ได้จัดทำบัญชีรายชื่อสถานศึกษาที่มีความพร้อมด้าน STEM, ภาษาอังกฤษ และ SMTE จำนวน 601 แห่ง โดยแต่ละแห่งสามารถเสนอชื่อนักเรียนเข้ารับการพิจารณาได้ไม่เกิน 5 คน   แม้นักเรียนที่สมัครเข้ามาแล้วไม่ผ่านการคัดเลือกทุน ODOS ก็ยังมีทุน กสศ. รองรับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น รวมถึงความร่วมมือกับ อว. และ ทปอ. ที่จะใช้ข้อมูลความยากจนของนักเรียนเพื่อหาแหล่งทุนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาช่วยเสริม ไม่ปล่อยให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

    ทั้งนี้ โครงการทุน ODOS รุ่นที่ 2 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ https://scholarshipreg.eef.or.th/ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-079-5475 ต่อ 11 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/odos-scholarship-round-2-application/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xCGFd46GtOkExaZ-f4blF

  • “นฤมล”ย้ำแก้หนี้ครู ดันพรบ.การศึกษา ปรับวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง

    “นฤมล”ย้ำแก้หนี้ครู ดันพรบ.การศึกษา ปรับวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง

    “นฤมล”ย้ำแก้หนี้ครู ดันพรบ.การศึกษา ปรับวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง

    วันที่ 25 ก.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 400 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีกำลังเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ ซึ่งเมื่อการแถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงจะสามารถเริ่มลงนามในเอกสารทางราชการและออกคำสั่งในเชิงปฏิบัติได้เต็มรูปแบบ 

    ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้จึงยังไม่ได้ถือเป็นการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและเตรียมการล่วงหน้า โดยประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการทันที คือ การลดภาระค่าครองชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี และจะถูกรวมไว้ในนโยบายรัฐบาลกลุ่ม หนี้สินภาคประชาชน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติว่า ต้องการให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในอดีต พ.ร.บ.การศึกษาเคยถูกเลื่อนพิจารณาออกไปหลายครั้งเมื่อเข้าสู่การประชุมสภา จนถูกเรียกว่าเป็นอาถรรพ์ แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษามุ่งมั่นที่จะทำให้ร่างกฎหมายการศึกษาได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาให้ได้ โดยได้หารือกับกรรมาธิการการศึกษาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งต่างมีท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดให้เหมาะสม

    “หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และการกำหนดบทบาทหน่วยงานด้านการศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึงการปรับปรุงระบบวิทยฐานะว่า ที่ผ่านมาเกณฑ์ประเมินมักไม่สอดคล้องกับภารกิจของครู ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยไม่สามารถก้าวหน้าทางวิชาชีพได้อย่างเป็นธรรม แนวทางใหม่จะมีการปรับโครงสร้างผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์ตรงในสายงาน 

    เช่น ครูประถมต้องได้รับการประเมินจากผู้มีประสบการณ์ด้านประถมศึกษา ขณะที่ครูมัธยมต้องถูกประเมินโดยผู้ที่เข้าใจบริบทมัธยมศึกษา เพื่อให้การตัดสินเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดทางเลือกให้ครูใช้ผลงานการสอน หรือผลงานเชิงประจักษ์ แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว คล้ายแนวทาง “teaching track” และ “research track” ของต่างประเทศ 

    รวมทั้งกำหนดให้จำนวนครูที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งใน KPI ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารสนับสนุนครูอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังต้องจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

    นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มตำแหน่งสายสนับสนุน จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานพัสดุ งานซ่อมบำรุง ฯลฯ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้เขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาและพลังไปกับ การสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

                                 “นฤมล”ย้ำแก้หนี้ครู ดันพรบ.การศึกษา ปรับวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางสาย STEM อย่าง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความถนัดด้านอื่นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา หรือทักษะทางสังคม รวมถึง วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ต้องได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการบรรจุเข้าสู่ระบบการสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กเข้าใจระบบการปกครอง และบทบาทของพระมหากษัตริย์ว่า ทรงอยู่เหนือการเมืองอย่างไร เพื่อจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กได้รับข้อมูลที่ผิด ๆ 

    “อาจารย์ขอฝากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ให้ร่วมกันสนันสนุนให้ครูเลื่อนวิทยฐานะเพื่อมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาของไทย และขอให้สนับสนุนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย บทบาทพลเมือง และสถาบันหลักของชาติ“ ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/639763&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oml_syJ8iRs8B4tBzaGy8

  • ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ

    ย้อนรอยควบรวมทรูดีแทค สู่วันพิพากษาคดีสำคัญ มือถือ ของจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ทุกคนหนีไม่พ้น กำลังจะถูกตัดสินชี้ชะตาในศาลปกครองวันพรุ่งนี้

    การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โทรคมนาคมไทย จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ที่ทรูและดีแทคยื่นเรื่องต่อ กสทช. ขออนุญาตควบรวมธุรกิจ โดยอ้างเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพและการแข่งขันในตลาด ถัดมาจากนั้นอีกเกิดการควบรวมกิจการอินเทอร์เน็ตบ้านระหว่าง AIS และ 3BB แต่สำหรับผู้บริโภคและภาคประชาสังคม การควบรวมทั้งสองครั้งกลับถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะอาจทำให้ทางเลือกน้อยลง ราคาค่าบริการสูงขึ้น และโครงสร้างตลาดกลายเป็นการผูกขาด

    ตลอดปี 2565 เครือข่ายผู้บริโภค พรรคการเมือง และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย ต่างออกมาเรียกร้องให้ กสทช. ต้องฟังเสียงประชาชน เพราะมือถือและอินเทอร์เน็ตไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็น “ของจำเป็น” ที่ทุกครอบครัวต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แม้เสียงคัดค้านดังต่อเนื่อง แต่ในที่สุดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 กสทช. กลับมีมติ “รับทราบ” การควบรวม ก่อนที่ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องกรรมการ กสทช. ต่อศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนมติดังกล่าว

    ปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทรูดีแทคประกาศรวมธุรกิจเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ขณะที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายต่าง ๆ เดินหน้าฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยในเดือนตุลาคม ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้ ถือเป็นสัญญาณว่าประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังได้จัดทำรายงานการละเลยหน้าที่ของ กสทช. เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

    ในปี 2567 สภาผู้บริโภคยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง มีการจัดเวทีนำเสนอรายงาน และยื่นต่อทั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) กรรมาธิการสามชุดในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา เพื่อผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมตรวจสอบบทบาทและการทำงานของ กสทช.

    เข้าสู่ปี 2568 สภาผู้บริโภคได้ให้ 101PUB ศึกษาและติดตามเงื่อนไขหลังการควบรวม พร้อมทั้งจัดเวทีสาธารณะหลายต่อหลายครั้งเพื่อชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ของผู้บริโภคหลังควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม ทั้งราคาค่าบริการที่สูงขึ้น แพ็กเกจราคาถูกหายไป และสิทธิพิเศษหลายอย่างถูกลดทอน

    และแล้วในวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ ศาลปกครองจะนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่สภาผู้บริโภคฟ้องเพิกถอนมติ กสทช. ที่อนุญาตให้ทรูดีแทคควบรวม คดีนี้ถือคดีประวัติศาสตร์ที่ชี้ชะตาสิทธิผู้บริโภคทั้งประเทศ และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลไกการกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของไทยยังสามารถยืนอยู่ข้างประชาชนได้หรือไม่ ผู้บริโภคทุกคนจึงควรจับตาคำพิพากษาครั้งสำคัญนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายแล้วคำตัดสินอาจกำหนดอนาคตของมือถือทุกเบอร์ และเน็ตทุกบ้านในประเทศไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/true-dtac-case-timeline/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oPyo6-TEutOY0cUEZ-Lmo

  • สพม.เชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของผู้อำนวยการสถานศึกษา

    สพม.เชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของผู้อำนวยการสถานศึกษา

    สพม.เชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของผู้อำนวยการสถานศึกษา

    25 Sep 68

    วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ จัดการประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมภัทรมหาราชา โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    โดยมี นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ได้ให้เกียรติเป็นประธานคณะกรรมการประเมินผลการพัฒนาตามข้อตกลง พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อร่วมกันพิจารณาผลการดำเนินงานของผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด ตามกรอบตัวชี้วัดและเป้าหมายที่กำหนดไว้
    การประเมินในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ขอขอบคุณ ดร.ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ ผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่จัดการประเมินผลการพัฒนางานฯ และอำนวยความสะดวกในทุกๆด้าน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3777809/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QR6GynrGLfN8lizNCqsZZ

  • วิจัยพบ! พ่อแม่ทำงาน 3 กลุ่มอาชีพนี้ ลูกจะเติบโตมา “รวยกว่า” มีรายได้สูงเหนือเพื่อนๆ

    วิจัยพบ! พ่อแม่ทำงาน 3 กลุ่มอาชีพนี้ ลูกจะเติบโตมา “รวยกว่า” มีรายได้สูงเหนือเพื่อนๆ

    ฮาร์วาร์ดวิจัยพบ งานของพ่อแม่แบบไหน ที่ช่วยให้ลูกโตมามีโอกาส “รวยกว่า”

    มีงานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า ถึงแม้งานของพ่อแม่ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ชี้ชะตาชีวิตลูกโดยตรง แต่มีแนวโน้มชัดเจนว่า ถ้าพ่อแม่ทำงานใน 3 กลุ่มอาชีพนี้ ลูกมักมีโอกาสสร้างรายได้สูงในอนาคต

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยด้านสังคมวิทยาและเศรษฐศาสตร์ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า “อาชีพของพ่อแม่สามารถทำนายโอกาสในการหารายได้ของลูกในอนาคตได้หรือไม่?”

    ผลการศึกษาจากสหรัฐฯ ยุโรป ไปจนถึงเอเชีย ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้จะไม่มี “สูตรสำเร็จ” ที่แน่นอน แต่ก็มีแนวโน้มบางอย่างที่ชัดเจนว่า เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานในสายอาชีพทางวิชาการ ธุรกิจ–การเงิน หรือเทคโนโลยี มักมีโอกาสสร้างรายได้สูงกว่าโดยเฉลี่ย

    งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วมกับธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่า “อิทธิพลจากรากฐานครอบครัว” อาชีพของพ่อแม่ส่งผลต่ออนาคตของลูกอย่างมาก แม้จะเป็นผลทางอ้อมก็ตาม

    เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นแพทย์ ทนาย วิศวกร หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มักได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาอย่างจริงจัง และมีต้นแบบในอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งล้วนช่วยให้พวกเขาก้าวเข้าสู่สายอาชีพที่มั่นคงและมีรายได้สูงได้ง่ายขึ้น

    ขณะเดียวกัน ลูกของครอบครัวที่ทำธุรกิจหรือการเงิน มักได้รับทั้ง “ทุน” และ “เครือข่าย” ซึ่งถือเป็น “สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้” แต่มีมูลค่าสูง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้รุ่นลูกสามารถก้าวหน้าในโลกที่มีการแข่งขันสูงได้ โดยเฉพาะในสายงานอย่างธนาคาร ตลาดหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์

    นอกจากนี้ ในหลายประเทศของเอเชีย ยังมีวัฒนธรรม “พ่อทำ ลูกสืบทอด” ที่เด่นชัด หลายครอบครัวที่มีธุรกิจเป็นของตนเอง มักเปิดโอกาสให้ลูกเข้ามาบริหารต่อยอด ทั้งยังช่วยให้ธุรกิจขยายและทันสมัยมากขึ้นตามยุคสมัยอีกด้วย

    1. กลุ่มอาชีพทางวิชาการ – ความรู้เฉพาะด้าน

    อาชีพเช่น แพทย์, ทนาย, วิศวกร หรือ อาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องผ่านการศึกษาเข้มข้นและมีทักษะสูง เด็กที่เติบโตในครอบครัวเหล่านี้มักถูกส่งเสริมเรื่องการเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ และมีแบบอย่างในชีวิตที่ชัดเจน ทำให้ก้าวเข้าสู่อาชีพมั่นคงได้ง่ายกว่า

    2. กลุ่มธุรกิจ – การเงิน & การลงทุน

    พ่อแม่ที่ทำงานในสาย ธุรกิจ, การเงิน, ธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์ มอบทุน ความรู้ และเครือข่ายให้ลูกได้ เขาอาจสอนตั้งแต่เรื่องการบริหารจัดการเงิน การลงทุน หรือส่งต่อองค์ความรู้ถึงการสร้างธุรกิจของครอบครัว เด็กที่ได้รับโอกาสนี้จึงมักมี “ฐานทุนลับ” ที่ช่วยให้ก้าวกระโดดได้เร็ว

    3. กลุ่มเทคโนโลยี – นวัตกรรม & ดิจิทัล

    ในยุคที่โลกหมุนเร็ว กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ, ปัญญาประดิษฐ์, startup กลายเป็นพื้นที่สุดล้ำ ถ้าพ่อแม่อยู่ในสายงานเหล่านี้ ลูกจะเข้าถึงเทรนด์ใหม่ ฝึกทักษะดิจิทัล และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกตั้งแต่เด็ก ส่งผลให้มีโอกาสสร้างรายได้สูงขึ้นในอนาคต

    งานของพ่อแม่ไม่ใช่ “คำตัดสินสุดท้าย”

    แม้งานของพ่อแม่จะมีอิทธิพลต่อโอกาสและทรัพยากร แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การเลี้ยงดู, ทัศนคติ, และ ความพยายามของตัวลูกเอง หลายคนแม้มาจากครอบครัวด้อยทรัพยากร แต่ด้วยความมุ่งมั่น มีทักษะ และรู้จักคว้าโอกาส ก็สามารถประสบความสำเร็จทางการเงินได้เช่นกัน

    อาชีพของพ่อแม่อาจให้ “จุดเริ่มต้น” ที่ดี แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะกำหนดอนาคตของลูก เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่สนับสนุนให้เรียนรู้, มีทรัพยากรพื้นฐาน, และได้รับการฝึกให้มี “Mindset ที่ถูกต้อง” มักมีโอกาสสูงที่จะสร้างรายได้และชื่อเสียงได้เหนือกว่าค่าเฉลี่ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9847358/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FIcTWOTPERtal1WVP9LXG

  • มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรี โดย นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (กลาง) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษาจำนวน 110,000 บาท แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนและความประพฤติดีในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ อาคารริมน้ำ สำนักงานใหญ่ กรุงศรี ทั้งนี้ มูลนิธิกรุงศรีได้มอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีเยาวชนได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 120 ทุน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12750718&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rQGLnkqvJYX_1QBZntueS

  • กลุ่มทิสโก้มอบแท็บเล็ตขยายโอกาสการเรียนรู้ ร.ร.บ้านโนนบอน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้มอบแท็บเล็ตขยายโอกาสการเรียนรู้ ร.ร.บ้านโนนบอน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ นำโดย นายสัณฑ์ เมืองครุธ ผู้จัดการธนาคารทิสโก้ พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ธนาคารทิสโก้ สาขาอุบลราชธานี ร่วมส่งมอบแท็บเล็ตมือสองสภาพดีพร้อมอุปกรณ์จาก “สมหวัง เงินสั่งได้” จำนวน 40 เครื่อง เพื่อทดแทนของเดิมที่เก่าและไม่รองรับการอัปเดตระบบแล้ว แก่โรงเรียนบ้านโนนบอน (คำหล้าประชาสรรค์) อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งหนึ่งในโรงเรียนภายใต้โครงการ “ทิสโก้ร่วมใจ 5” โดยมีนายธนิตชาติ ทองมงคล ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ร่วมกันรับมอบ

    ทิสโก้ร่วมใจ 5 มอบแท็บเล็ต 2

    โรงเรียนบ้านโนนบอนเคยได้รับการสนับสนุนจากโครงการทิสโก้ร่วมใจ เมื่อปี 2559 โดยได้รับมอบอาคารเรียนขนาด 2 ชั้น จำนวน 8 ห้องเรียน และห้องสุขา ซึ่งกลุ่มทิสโก้ยังคงเฝ้าติดตามการพัฒนาของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเล็งเห็นความสำคัญของทักษะดิจิทัลเพื่อการศึกษาที่จะเข้ามาส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ ด้วยมุ่งหวังให้นักเรียนสามารถรู้เท่าทัน พัฒนาทักษะการค้นคว้าเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อไปได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250925-donate-tablets-education&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pXK8OpAzJE5-hkY7JnHO_

  • “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    ทั่วไป

    “นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    25 ก.ย. 2025 เวลา 11:43 น.

    “รมว.นฤมล”ย้ำ เดินหน้าแก้หนี้ครู ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ปรับระบบวิทยฐานะ เพิ่มตำแหน่ง พร้อมขอให้เน้นวิชาประวัติศาสตร์ มอง เด็กควรเข้าใจหน้าที่พลเมืองไทย

    เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 400 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีกำลังเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29–30 ก.ย.นี้ ซึ่งเมื่อการแถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงจะสามารถเริ่มลงนามในเอกสารทางราชการและออกคำสั่งในเชิงปฏิบัติได้เต็มรูปแบบ ดังนั้นในการประชุมครั้งนี้จึงยังไม่ได้ถือเป็นการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและเตรียมการล่วงหน้า โดยประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการทันที คือ การลดภาระค่าครองชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี และจะถูกรวมไว้ในนโยบายรัฐบาลกลุ่ม หนี้สินภาคประชาชน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติว่า ต้องการให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในอดีต พ.ร.บ.การศึกษาเคยถูกเลื่อนพิจารณาออกไปหลายครั้งเมื่อเข้าสู่การประชุมสภา จนถูกเรียกว่าเป็นอาถรรพ์ แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษามุ่งมั่นที่จะทำให้ร่างกฎหมายการศึกษาได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาให้ได้ โดยได้หารือกับกรรมาธิการการศึกษาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งต่างมีท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดให้เหมาะสม

    “หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และการกำหนดบทบาทหน่วยงานด้านการศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึงการปรับปรุงระบบวิทยฐานะว่า ที่ผ่านมาเกณฑ์ประเมินมักไม่สอดคล้องกับภารกิจของครู ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยไม่สามารถก้าวหน้าทางวิชาชีพได้อย่างเป็นธรรม แนวทางใหม่จะมีการปรับโครงสร้างผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เช่น ครูประถมต้องได้รับการประเมินจากผู้มีประสบการณ์ด้านประถมศึกษา ขณะที่ครูมัธยมต้องถูกประเมินโดยผู้ที่เข้าใจบริบทมัธยมศึกษา เพื่อให้การตัดสินเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดทางเลือกให้ครูใช้ผลงานการสอน หรือผลงานเชิงประจักษ์ แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว คล้ายแนวทาง “teaching track” และ “research track” ของต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดให้ จำนวนครูที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งใน KPI ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารสนับสนุนครูอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังต้องจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

    นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มตำแหน่งสายสนับสนุน จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานพัสดุ งานซ่อมบำรุง ฯลฯ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้เขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาและพลังไปกับ การสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางสาย STEM อย่าง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความถนัดด้านอื่นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา หรือทักษะทางสังคม รวมถึง วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ต้องได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการบรรจุเข้าสู่ระบบการสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กเข้าใจระบบการปกครอง และบทบาทของพระมหากษัตริย์ว่า ทรงอยู่เหนือการเมืองอย่างไร เพื่อจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กได้รับข้อมูลที่ผิด ๆ 

    “อาจารย์ขอฝากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ให้ร่วมกันสนันสนุนให้ครูเลื่อนวิทยฐานะเพื่อมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาของไทย และขอให้สนับสนุนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย บทบาทพลเมือง และสถาบันหลักของชาติ“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1200348&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aQytJ9tjGPOBDlcTMcDlR