Category: วัฒนธรรม

  • Gen Z โมร็อกโกประท้วงรัฐบาลสัปดาห์ที่ 2 เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา

    Gen Z โมร็อกโกประท้วงรัฐบาลสัปดาห์ที่ 2 เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา

    กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ในโมร็อกโก เดินหน้าประท้วงอย่างต่อหน้าเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา-สาธารณสุข และต่อต้านคอร์รัปชัน

    กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ของโมร็อกโกรวมตัวประท้วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทำการปฏิรูปการศึกษาและระบบสาธารณสุขของประเทศ

    กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่ากลุ่มว่า Gen Z 212 ซึ่งรวมตัวกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ดิสคอร์ด (Discord) โดยมีผู้เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์นี้มากกว่า 180,000 คน ก่อนออกมารวมตัวกันประท้วงด้วยสันติวิธี ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของโมร็อกโกนี้ เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายไม่คาดคิดมาก่อน ว่าพวกเขาจะมีความสนใจในปัญหาบ้านเมือง

    Reuters/Stringer
    ม็อบ Gen Z ในโมร็อกโก

    การประท้วงในเมืองเตโตอวน ทางตอนเหนือของโมร็อกโก ผู้ชุมนุม Gen Z หลายร้อยคนรวมตัวกันพร้อมตะโกนคำขวัญว่า “เสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความยุติธรรมในสังคม” พร้อมทั้งต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

    ขณะที่ทางตะวันตกของเมืองคาซาบลังกา ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุม Gen Z ออกมารวมตัวกันพร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาและสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง

    และเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุม Gen Z ออกมารวมตัวกันอย่างเนืองแน่นในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยทางนายกรัฐมนตรีของโมร็อกโก ออกมายอมรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม และพร้อมเจรจาหารือต่อไป

    การชุมนุมประท้วงของกลุ่ม Gen Z ในโมร็อกโกเกิดขึ้นภายหลังมีการประท้วงขนาดเล็กเกิดขึ้นในหลายเมือง จากกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ 8 คนเสียชีวิตจากการผ่าคลอด ในโรงพยาบาลรัฐในเมืองอากาดีร์ ทำให้ผู้ชุมนุม Gen Z ใช้จังหวะดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สาธารณสุขของโมร็อกโกนั้นยํ่าแย่ มีความเหลื่อมลํ้าสูง ทำให้พวกคนรุ่นใหม่รวมตัวกันในออนไลน์ ก่อนออกมาประท้วง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/258543&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tMQwuOF5d0k1bLuONFTh5

  • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นระยะเวลา ปีอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานของ อมรินทร์กรุ๊ป โดยบริษัทอมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด  ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปลูกฝังสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่เยาวชนไทยในโรงเรียน 261 แห่ง จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งส่งมอบชั้นวางพร้อมหนังสือ 10 หมวดความรู้ให้แก่โรงเรียนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 285,000 เล่ม และมีนักเรียนเข้าชมรมรักการอ่านกว่า 28,000 คน ไม่เพียงสร้างให้เยาวชนไทยเป็นผู้รักการอ่านแล้ว แต่ยังส่งเสริมให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น และคุณครูผู้รับผิดชอบโครงการเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยได้จัดงานแถลงข่าวความสำเร็จของโครงการฯ พร้อมด้วย ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในงาน  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า “โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เป็นโครงการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดขึ้น กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มโครงการปีที่ 1 จนถึงปีที่ 5  ด้วยเชื่อมั่นว่า “การอ่าน” เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่สามารถพัฒนาความรู้ ไปสู่การพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ นำไปสู่การสร้างสรรค์ และช่วยขับเคลื่อนการศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทุกระดับการศึกษาของประเทศจากผลของการอ่านออกเขียนได้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น

    กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายการศึกษา “เรียนดี  มีความสุข” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการเรียนการสอนจำเป็นต้องเริ่มจากความสุขทั้งผู้เรียน ผู้สอน และผู้ปกครอง ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนดีขึ้น เมื่อการเรียนดีขึ้นจะส่งผลกลับไปทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการอ่าน จึงเป็นหนึ่งในนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล ที่จะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษาและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัยภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพ และสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นตามบริบทของประเทศและสังคมโลก โดยเน้นให้ผู้เรียน “เรียนดี  มีคุณธรรม” ด้วยหลักการขับเคลื่อนการศึกษาไทยด้วยทักษะการอ่าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคง มั่งคั่ง และพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วน

    การดำเนินโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข ” กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีแนวคิดที่จะร่วมสนับสนุนให้ “เด็กไทยอ่านออก เขียนได้ คุณครูก้าวไกล ชาติไทย พัฒนา”  ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียนให้เป็นผู้ที่รู้หนังสือ สามารถอ่านออก เขียนได้ แต่ยังส่งเสริมให้ครูผู้รับผิดชอบโครงการ สามารถเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

    ไม่เพียงเท่านี้ โครงการดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือ และความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาเสริมสร้างรากฐานการอ่านให้เด็กและเยาวชนไทย ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีวัตถุประสงค์ไปในทิศทางเดียวกัน และเห็นควรให้ภาคส่วนต่างๆ  ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้การสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การพัฒนา  ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้น จนกลายเป็นประโยชน์ที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และการศึกษาให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป”

    หม่อมหลวงลือศักดิ์ จักรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เผยว่า “เพื่อเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่นักเรียนในโรงเรียนเป้าหมาย โดยสนับสนุนให้เป็นผู้รู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ เพราะเชื่อว่า การอ่าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เรียน เพื่อแสวงหาความรู้ และข้อมูลต่างๆ ความถนัด และความสนใจ และเป็นทักษะที่จะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะสำคัญด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านการสื่อสาร  ทั้งการพูด การเขียน การสรุปความ และทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น 

    โดยจัดให้มีกิจกรรมการอ่าน วันละ 15 นาที, ก่อตั้งชมรมรักการอ่าน, การลงบันทึกรักการอ่านอย่างสม่ำเสมอ และยัง  ต่อยอดกิจกรรมการประกวด “เด็กสุขสันต์ ยอดนักอ่าน” เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ สนใจเข้าห้องสมุด, “เด็กสุขสร้างสรรค์ ขยันบันทึก” ต่อยอดความรู้จากการอ่านเก่ง คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และจับใจความสำคัญได้ และ “อ่านดัง ฟังเพลิน” ให้นักอ่านรุ่นใหม่อ่านแล้วบันทึกคลิปเสียงเพื่อส่งต่อสู่ผู้พิการทางสายตา เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่เข้าร่วมชมรมรักการอ่านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น  

    ในปีที่ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” มีโรงเรียนเข้าร่วม 52 แห่งจาก 29 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 7,632 คน ต่อมาปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 57 แห่งจาก 38 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 7,582 คน จากนั้นปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 51 แห่งจาก 24 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 3,910 คน ในปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 50 แห่งจาก 27 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 4,200 คน และปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 51 แห่งจาก 21 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 5,000 คน

    จากการดำเนินโครงการตลอด ปีที่ผ่านมา พบว่านักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นโดยเฉพาะวิชาภาษาไทย โดยในปีที่  มีผลการเรียนดีขึ้น 64%  ปีที่ เพิ่มขึ้นเป็น 72%  ปีที่ เพิ่มขึ้นเป็น 75% ปีที่ 4 เพิ่มขึ้นเป็น 77%  และปีที่ เพิ่มขึ้น 75% จากกลุ่มตัวอย่างของสมาชิกชมรมรักการอ่าน 5,000 คน ถือเป็นการเติบโตด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการ

    ไม่เพียงเท่านี้ ยังส่งเสริมให้ครูผู้รับผิดชอบโครงการเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม ด้านผู้บริหารโรงเรียนมีส่วนกำหนดนโยบายตามแผนกลยุทธ์ของโรงเรียน และให้การสนับสนุนกิจกรรมการสร้างนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ศึกษานิเทศก์มีการกำหนดนโยบาย แนวทางส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับโรงเรียนในสังกัด ทั้งด้านกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน และด้านการสอนของครูผู้ดูแลโครงการ เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนให้ดีขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามให้คำแนะนำช่วยเหลือ

    นอกจากนี้ยังพบว่า นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน โดยมีพฤติกรรมชอบอ่านหนังสือเป็นประจำและสมํ่าเสมอนักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการเข้าห้องสมุด ได้เลือกอ่านหนังสือที่ตนสนใจมากขึ้น และมีความสุขจากการอ่านหนังสือ อีกทั้งการทำกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านอย่างเข้มแข็งเป็นประจำ นำไปสู่การต่อยอดสร้างสรรค์เป็นผลงานต่างๆ ของนักเรียนในชมรมรักการอ่าน เพื่อแบ่งปันสาระความรู้ให้แก่นักเรียนคนอื่นๆ และส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดและได้รับรางวัลในระดับต่างๆ ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักเรียน คุณครู และผู้บริหารโรงเรียน และเกิดการส่งต่อความตั้งใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนรุ่นน้องต่อไป อันจะเป็นการพัฒนาสังคมในโรงเรียนให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน และสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทยต่อไป”

    ด้าน คุณโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไทยเบฟฯ มีความมุ่งมั่นและตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้ของเยาวชน เพราะการอ่านคือรากฐานสำคัญ ของการเสริมสร้างและพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของเยาวชนในการดำรงชีวิต เป็นการเปิดโลกทัศน์ สร้างจินตนาการ อีกทั้งทำให้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดทั้งในด้านความรู้ ความคิด และก้าวทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กิจกรรมต่างๆ ของโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและรักการอ่านมากยิ่งขึ้น

    ภายใต้พันธกิจของไทยเบฟฯ ในการสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต (Creating and Sharing the Value of Growth) จึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (Connext ED) โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ไทยเบฟฯ มุ่งพัฒนา  3 ทักษะหลัก คือ ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการเป็นคนดี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ สามารถดูแลพึ่งพาตนเอง เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ การเรียนรู้เรื่อง Cyber Security อาชีพในยุคปัจจุบัน ทักษะการทำมาค้าขาย ที่สามารถเชื่อมโยงและสอดแทรกไปสู่เรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งคุณครูและนักเรียนสามารถใช้หนังสือที่โครงการส่งความรู้ สร้างความสุขมอบให้ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อยอดและพัฒนาทักษะได้ในอนาคต

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของชาติ”

    โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ยังคงเดินหน้าพร้อมวางเป้าหมายความสำเร็จของโครงการคือ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญเรื่องการอ่านเป็นพื้นฐาน เพราะการอ่านจะเป็นพื้นฐานของการรู้หนังสือของนักเรียน คุณครูเองยังได้พัฒนาด้านการเรียนการสอน และมีโอกาสพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพ ส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นสื่อประเภทหนังสือ คลิปวิดีโอการเรียนรู้ต่างๆ ที่มีคุณภาพ หลากหลาย เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    สามารถติดตามรายละเอียดของโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” รวมทั้งภาพกิจกรรมจากโครงการ บทความและเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการอ่าน ได้ทาง www.naiin.com

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/06/583848/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wZaro-vECFqSVk2glD0d-

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D99084201%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07bTnBdiTZpcm7Yuul7xQx

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีเมถุน ราศีธาตุลม ที่มีดาวพุธ ดาวแห่งความคิด สติปัญญา เป็นเจ้าเรือน บอกถึงการเป็นผู้ชอบเรียนและสนุกที่จะรู้บอกถึง พรสวรรค์ที่ไม่มีใครเทียบเทียมในการเจรจา หาเรื่องทั้งที่มีสาระและไร้สาระมาพูดคุยได้กับทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่

    การเงิน อาจได้โชคมีลาภอย่างไม่คาดฝัน แต่เป็นระยะที่ควรระวังอารมณ์ “ใจดี มีเมตตา” ที่มากเกินไป ก็อาจทำให้ถูกหลอกลวง จนสูญเสียเงินทองของมีค่าได้ ซึ่งวันที่ 7-9 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน ตั้งสติให้ดี ๆ เพราะมีโอกาสเจอ “ผู้ใหญ่ ปากหวาน” กับคำมั่นสัญญา ว่าจะให้โน่นให้นี่ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะถูกหลอกใช้ให้ทำงานฟรีมากกว่า ซึ่งวันที่ 6-7 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ สำหรับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร วันที่ 9-11 อย่าประมาท ระวัง พนักงาน ลูกจ้าง โดยเฉพาะที่เป็นชาวต่างชาติ อาจก่อเรื่อง ทำให้เดือดร้อน เสียหายได้

    ความรัก ไม่ละเลย เพิกเฉย ปล่อยให้คู่ครอง ทำงานงก ๆ ตามลำพัง ร่วมด้วย ช่วยกัน โดยเฉพาะจัดการบ้าน ที่อยู่อาศัย ให้สวยงาม สะอาดตา ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะรักษาสัมพันธ์รักให้ราบรื่นไว้ได้ สำหรับคนโสด มิตรสหาย อาจเป็นสื่อแนะนำให้พบรัก เจอคนถูกใจ แต่ก็อย่าประมาทเรื่อง..นางนกต่อ เพราะอาจเจอ..เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ที่จะนำภัย/อันตรายมาให้เช่นกัน

    สุขภาพ ยังอยู่ในระยะทีสตรีราศีเมถุนกำลังตั้งครรภ์ ก็ควรใส่ใจ ดูแลตัวเองให้มากขึ้น ควรระวังเหตุ/ภัย จากน้ำ อาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้ ซึ่งวันที่ 7-9 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ      

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ดาวพฤหัสบดี ราชาธิบดีแห่งสวรรค์ และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง ได้โคจรเข้ามาสถิต ณ เขตราศีกำเนิดของชาวราศีเมถุนแล้ว ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ที่จะได้รับ “โชคดี” ประสบผลสำเร็จ จากการศึกษาระดับสูง งานขยายตัว เจริญรุ่งเรือง หรือได้ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงจะได้พบรัก เจอเนื้อคู่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/314943/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZHmg1XtfC9AnF8PPTrN2V

  • คนไทยหนุนพรรคเล็ก-พรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” แรงสุด ตามด้วย “ไทยสร้างไทย” และ “ปวงชนไทย” | เดลินิวส์

    คนไทยหนุนพรรคเล็ก-พรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” แรงสุด ตามด้วย “ไทยสร้างไทย” และ “ปวงชนไทย” | เดลินิวส์

    การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านทั้งในด้าน “บุคลิกภาพทางการเมือง” และ “โครงสร้างของระบบรัฐสภา” ขณะที่พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่และพรรคขนาดเล็กเริ่มทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากจึงตั้งคำถามว่า ควร “แก้อะไรก่อน” ระหว่างพฤติกรรมของนักการเมืองกับกติกาทางการเมือง และจะเปิดโอกาสให้พรรคใหม่อย่างไรเพื่อให้ระบบประชาธิปไตยไทยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง คนไทยสนใจอยากแก้อะไรก่อน  ระหว่าง พฤติกรรม สส. กับ รัฐธรรมนูญ หรือ พรรคเล็ก พรรคตั้งใหม่ จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,167 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    สิ่งที่คนไทยอยากแก้ก่อนมากที่สุด
    ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.8 เห็นว่าควร “แก้พฤติกรรมของนักการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ก่อนเป็นอันดับแรก ขณะที่ ร้อยละ 44.2 เห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญ

    รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า การสะท้อนเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า คนไทยมองปัญหาการเมืองในเชิง “พฤติกรรมนักการเมืองตัวบุคคล” มากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเชื่อว่าหากนักการเมืองผู้แทนราษฎรมีคุณธรรม โปร่งใส และยึดผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ถูกครอบงำ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ระบบกติกาทางการเมืองก็จะทำงานได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

    เมื่อถามลึกลงไปถึงสิ่งที่อยากให้รัฐสภาแก้อย่างจริงจังก่อน พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาลของนักการเมืองเป็นหลัก โดยเรียงลำดับได้ดังนี้
    •ยกระดับจริยธรรมและแก้ไขพฤติกรรมของ สส. และ สว. — ร้อยละ 71.4
    •ตรวจสอบทรัพย์สินและผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเข้มงวด — ร้อยละ 68.9
    •ลดการซื้อเสียงและการใช้อิทธิพลทางการเมือง — ร้อยละ 63.4
    •ป้องกันการใช้อำนาจแทรกแซงการเลือกตั้ง — ร้อยละ 52.7
    •ปรับรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคใหม่ พรรคเล็กเติบโตได้จริง — ร้อยละ 46.7

    ข้อมูลข้างต้นในรายงานของซูเปอร์โพลนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ประชาชนมองว่า ปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่ที่ “กติกา” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “คนในระบบ” ที่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมกันนั้น ยังเรียกร้องให้รัฐสภาเปิดพื้นที่ให้กับ “พลังทางเลือกใหม่” จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อร่วมแก้ไขความเดือดร้อนของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสส่งเสียง ไม่เพียงแต่ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น หากยังรวมถึงคนตัวเล็กตัวน้อยอีกจำนวนมากในสังคมไทย

    ที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกของประชาชนต่อพรรคเล็ก พรรคตั้งใหม่
    ผลสำรวจพบว่า ประชาชน ร้อยละ 44.9 มีความเห็น “เห็นด้วย” กับการมีอยู่ของพรรคเล็กและพรรคใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พลังทางเลือกของประชาชน” ที่ช่วยให้การเมืองหลุดจากกรอบเดิม เป็นกลไกถ่วงดุลพรรคใหญ่ ไม่ผูกขาดอำนาจ และเชื่อว่าพรรคใหม่มีแนวคิดทันสมัย ตรงใจคนรุ่นใหม่ รวมถึงมีศักยภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการสร้างงาน ขณะที่ ร้อยละ 38.7 ระบุ “ไม่เห็นด้วย” โดยให้เหตุผลว่ากังวลเรื่องทุนทรัพย์จำกัด ความเสี่ยงที่จะถูกดูดโดยพรรคใหญ่ หรือถูกครอบงำโดยกลุ่มทุน รวมถึงขาดประสบการณ์ทางการเมือง ส่วนอีก ร้อยละ 16.4 ระบุว่า “ไม่มีความเห็น”

    เมื่อวิเคราะห์เชิงแนวโน้ม พบว่า กลุ่มที่เห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่และกลุ่มอาชีพอิสระ ซึ่งเปิดรับพรรคการเมืองรูปแบบใหม่มากกว่ากลุ่มข้าราชการและเกษตรกรที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม

    เมื่อให้ผู้ตอบเลือกพรรคเล็กหรือพรรคใหม่ที่น่าสนใจ พบว่า

    •พรรคไทยก้าวใหม่ (ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค) — ได้รับความสนใจสูงสุด ร้อยละ 41.5 ด้วยจุดเด่นด้านนโยบาย “การศึกษาและการสร้างคน”

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

    •พรรคไทยสร้างไทย (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 22.3 เน้นเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมือง

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    •พรรคปวงชนไทย (นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 14.8 โดดเด่นในแนวทาง “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ แก้เศรษฐกิจ”

    •พรรคไทยภักดี (นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 13.9 ได้รับคะแนนนิยมจากกลุ่มที่ชื่นชอบความซื่อสัตย์และต่อต้านการคอร์รัปชัน

    •พรรคเสรีรวมไทย (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 13.6 เป็นที่ยอมรับในภาพลักษณ์ “คนตรง วีรบุรุษ ต่อต้านอำนาจมืด”

    •พรรคอื่น ๆ รวม ร้อยละ 5.9

    •และกลุ่มที่ “ไม่สนใจพรรคเล็กใดเป็นพิเศษ” มี ร้อยละ 16.1

    ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “พลังของพรรคใหม่–พรรคเล็ก” เริ่มเป็นที่รับรู้ในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพรรคที่มีภาพลักษณ์ “คนทำงานจริง เน้นสร้างอาชีพ–สร้างโอกาส” ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตของการเมืองไทยที่มีความหลากหลายของกลุ่มผลประโยชน์และมีลักษณะพหุวัฒนธรรมทางการเมืองและสังคม ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในเวลานี้

    รายงานของซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า โดยภาพรวม ผลสำรวจนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญสามประการ คือ

    1.ประชาชนต้องการการเมืองที่มีคุณธรรมมากกว่าการเมืองเชิงอำนาจ
    สังคมไทยเริ่มตระหนักว่าปัญหาการเมืองไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “พฤติกรรมของนักการเมือง” ที่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับจริยธรรมและจิตสำนึกของผู้แทนประชาชน

    2.พรรคตั้งใหม่คือสัญลักษณ์ของความหวัง
    แม้ประชาชนยังมีข้อกังวลเรื่องทุนและประสบการณ์ แต่ก็เปิดใจให้โอกาสพรรคใหม่ เพราะมองว่าเป็น “พลังเปลี่ยนผ่าน” ที่สามารถสร้างความสมดุลทางการเมือง และตอบโจทย์เศรษฐกิจปากท้องได้ตรงจุดกว่า

    3.ประชาชนต้องการระบบการเมืองที่เปิดกว้างและโปร่งใส
    การเปิดโอกาสให้พรรคเล็กเข้าสู่สนามการเมือง ไม่เพียงเพิ่มความหลากหลายของนโยบาย แต่ยังสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้พรรคใหญ่ต้องไม่ประมาทและต้องแข่งขันด้วยผลงานมากกว่าการใช้ทุนหรืออิทธิพล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5175167/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3flBcqndVXq9TxOIyvvhy-

  • นายกฯ ตรวจน้ำท่วม-มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน อุดรธานี …

    นายกฯ ตรวจน้ำท่วม-มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน อุดรธานี …

    วันนี้ (5 ตุลาคม) เวลา 16.45 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและติดตามการติดตั้งสะพานแบริ่งชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ใช้ถนนสัญจรในหมู่บ้าน บ้านโคกสะอาด หมู่ที่ 1 ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมี ราชันย์ ซุ่นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการร่วมลงพื้นที่

    การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นช่วงเวลาระหว่างคณะแพทย์ทำการผ่าตัด หัวใจของผู้บริจาคที่โรงพยาบาลอุดรธานี ตามภารกิจหัวใจติดปีก โดยนายกรัฐมนตรีและภริยาได้แยกคณะ มาเยี่ยมเยียนประชาชนและมอบถุงยังชีพ จำนวน 50 ชุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่

    รวมทั้งได้เดินเท้าติดตามการติดตั้งสะพานแบริ่งชั่วคราว ซึ่งได้รับการ ดำเนินการโดยสำนักชลประทานที่ 5 กรมชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการสัญจรภายหลังจากบริเวณถนนทางเข้าบ้านโคกสะอาด หรือทางเข้าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สถานการณ์ขณะนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำเกินระดับเก็บกักน้ำได้ ทำให้น้ำไหลล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน หรือสปิลเวย์ สูงประมาณ 10 ซม. และข้ามถนนทางเข้าหมู่บ้าน โดยสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง วันนี้ ปริมาณน้ำ 151.541 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 111.78% ลดลง 3.74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2.76% ระบายน้ำปริมาณ 7.351 ล้าน ลบ.ม. ล้นสปรินเวย์ 2 ล้าน ลบ.ม.

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-inspects-flood-aid-udon/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gubV2yksdPwGfihEQpx-1

  • สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ ‘ดร.อัมมาร’ อดีตประธานTDRI สังคมยกเป็นนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ | TOPNEWS

    สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ ‘ดร.อัมมาร’ อดีตประธานTDRI สังคมยกเป็นนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เวลา 21.30 น. เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ โพสต์ข้อความเรื่อง ขอแสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ ศ.พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และอดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

    ดร.อัมมาร เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาการก่อตั้งทีดีอาร์ไอ และท่านนับเป็นนักวิจัยท่านแรกของสถาบันแห่งนี้ ตลอดชีวิตของการเป็นนักวิชาการของดร.อัมมาร ได้สร้างผลงานทางวิชาการที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อประโยชน์สาธารณะจำนวนมาก

    ร่วมระลึกถึงดร.อัมมาร ผู้เป็นจิตวิญญาณ เป็นที่รัก และเคารพของเราชาวทีดีอาร์ไอ หนังสือ “ครบรอบ 60 ปีอาจารย์อัมมาร” ซึ่งรวบรวมบทความที่ดร.อัมมาร ได้รังสรรค์ขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงทัศนะเกี่ยวกับผลงานของดร.อัมมาร จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยร่วมงานกับดร.อัมมาร ที่ tdri.or.th

    สำหรับ ดร.อัมมาร สยามวาลา เกิด 29 พฤษภาคม 2482 นักเศรษฐศาสตร์ อดีตประธานทีดีอาร์ไอ ระหว่างปี 2533-38 และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระหว่างปี 2549-51รวมทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว เศรษฐศาสตร์ การเกษตรกรรมและการพัฒนา

    โดยบรรพบุรุษของ ดร.อัมมาร สยามวาลา เป็นชาวอินเดียที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย เขาเป็นลูกคนสุดท้องของ นายตาเฮอร์ และนางคาดีจาฮ์ สยามวาลา เจ้าของบริษัทตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าเครื่องเขียนจากต่างประเทศ

    ดร.อัมมาร จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศึกษาต่อที่โรงเรียน St. Paul เมืองดาร์จีลิง ประเทศอินเดีย ปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเยล และศาสตราจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    สำหรับพิธีศพดร.อัมมาร จัดขึ้นที่สุสานมูลนิธิสุลัยมานี ประชาอุทิศ 69 แยก 8 ธนบุรี

    ทั้งนี้ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ โพสต์ข้อควาใผ่สนเฟสบุ๊กร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของดร.อัมมาร โดยยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค และยังเล่าถึงคุณูปการของ ดร.อัมมารต่อนโยบายสาธารณะ และต่อแวดวงวิชาการมีมากมายแทบนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยเรื่องข้าว หนี้สินเกษตรกร การเป็นประธานการ ‘ชำแหละศพเศรษฐกิจไทย’ หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง จนนำไปสู่ ‘รายงาน ศปร.’ อันลือเลื่อง และอีกหลายบทความทั้งไทยและอังกฤษเกี่ยวกับต้มยำกุ้ง ความเป็นเสรีชนน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ดร.อัมมารเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักการเมืองที่มีลักษณะเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการจากรัฐประหาร หรือจากการเลือกตั้งก็ตาม สังคมไทยยุคปี 2000 คงจำได้ว่าอาจารย์วิจารณ์คุณทักษิณและนโยบายคุณทักษิณอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งหนังสือพิมพ์เอาไปพาดหัวทำนองว่า ‘อัมมารว๊ากใส่…’ แต่แน่นอนว่ายกเว้นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทย ที่อาจารย์สนับสนุนเต็มที่

    ขณะที่นายกรณ์ จานิกวนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กว่า ขอร่วมอำลาอาจารย์อัมมาร สยามวาลา ด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง

    อาจารย์เป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของผมมานาน และมีอิทธิพลต่อหลักคิดและแนวทางบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์มากที่สุดท่านหนึ่ง

    อาจารย์อัมมารมักมีประเด็นหักมุมชวนให้คิด เช่นท่านเคยพูดกับผมว่า การรักษา 30 บาท จะมีมาตรฐานดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชนชั้นกลางและคนมีสตางค์ร่วมรักษาในระบบนี้ เพราะตราบใดที่ 30 บาทยังเป็นระบบการรักษาให้กับผู้มีรายได้น้อย ก็จะไม่มีการพัฒนาคุณภาพเท่าที่ควร

    ดังน้้นเวลามีผู้นำท่านใดพูดว่า ’ใครมีสตางค์ก็ไปรักษาโรงพยาบาลเอกชน จะได้ไม่ไปแย่งบริการคนยากคนจน อาจารย์อัมมารจะบอกว่าฟังดูดี แต่ในระยะยาวไม่เป็นผลดีต่อระบบ 30 บาทของ สปสช. เพราะโจทย์คือทำอย่างไรระบบ 30 บาทจึงจะได้งบประมาณเพียงพอ และตราบใดที่ผู้มีปากมีเสียงมีอำนาจในสังคมไม่เป็นผู้ใช้บริการ ก็ยากที่จะมีการจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอ

    วิธีคิดแบบนี้ด้วยหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ มีคุณค่าอย่างมากกับสังคม มีประเด็นให้เกิดการถกเถียง ซึ่งอาจารย์จะชอบให้มีการแลกเปลี่ยน

    การจากไปของ ดร. อัมมาร ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของท่านครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343081&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mlo9DI-LE5yTfvXzRfV8c

  • นิด้าโพล ชี้ ประชาชนไม่เข้าใจข้อตกลง MOU 43-44 เกินครึ่งหนุนทำประชามติยกเลิก

    นิด้าโพล ชี้ ประชาชนไม่เข้าใจข้อตกลง MOU 43-44 เกินครึ่งหนุนทำประชามติยกเลิก

    วันนี้ (5 ตุลาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง ‘จะทำประชามติแล้ว…เข้าใจ MOU 43 และ MOU 44 หรือยัง’ โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเข้าใจของประชาชนต่อ MOU 43 และ MOU 44 ก่อนการทำประชามติ

    จากการสำรวจเมื่อถามความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 43 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.12 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลย รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 7.79 ระบุว่า เข้าใจมาก

    ด้านความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 45.73 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลย รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 22.44 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 6.87 ระบุว่า เข้าใจมาก

    สำหรับความต้องการของประชาชนในการทำความเข้าใจเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ให้ชัดเจนมากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 34.04 ระบุว่า ไม่ต้องการที่จะเข้าใจเลยทั้ง MOU 43 และ MOU 44 และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 43 และต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 44 ในสัดส่วนที่เท่ากัน

    ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.76 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 4.96 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ร้อยละ 0.46 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 43 และร้อยละ 0.30 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 44

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mou43-44-nida-poll/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1THxFzW2hyiy1GbvIZKbrA

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IOo8ouk7jbIC1Qn8ytkeO

  • เปิดผล‘นิด้าโพล’ ประชาชนไม่เข้าใจ MOU43-44 หนุน‘ประชามติ’ยกเลิก

    เปิดผล‘นิด้าโพล’ ประชาชนไม่เข้าใจ MOU43-44 หนุน‘ประชามติ’ยกเลิก

    วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.08 น.

    เปิดผล‘นิด้าโพล’ ประชาชนไม่เข้าใจ MOU43-44 หนุน‘ประชามติ’ยกเลิก  

    5 ตุลาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จะทำประชามติแล้ว…เข้าใจ MOU 43 และ MOU 44 หรือยัง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเข้าใจของประชาชนต่อ MOU 43 และ MOU 44 ก่อนการทำประชามติ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

    เมื่อถามความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 43 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.12 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลย รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 7.79 ระบุว่า เข้าใจมาก

    ด้านความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 45.73 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลยรองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 22.44 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 6.87 ระบุว่า เข้าใจมาก

    สำหรับความต้องการของประชาชนในการทำความเข้าใจเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 ให้ชัดเจนมากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 34.04 ระบุว่า ไม่ต้องการที่จะเข้าใจเลยทั้ง MOU 43 และ MOU 44 และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 43 และต้องการที่จะเข้าใจเฉพาะ MOU 44 ในสัดส่วนที่เท่ากัน

    ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.76 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 รองลงมา ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกทั้ง MOU 43 และ MOU 44 ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 4.96 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ร้อยละ 0.46 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 43 และร้อยละ 0.30 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการทำประชามติยกเลิกเฉพาะ MOU 44

    -005

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/918868&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FbNuqoOiXOjjLqi0o24WT