Category: วัฒนธรรม

  • พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    sustainability

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    พบ “นกเจย์ลูกผสม” ของนกบลูเจย์ที่ผสมพันธุ์กับนกกรีนเจย์ ตัวแรกของโลก ซึ่งเป็นผลมาจาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

    • พบ ‘กรูเจย์’ (Grue Jay) นกลูกผสมข้ามสายพันธุ์ตัวแรกของโลก ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างนกบลูเจย์ (Blue Jay) และนกกรีนเจย์ (Green Jay)
    • สาเหตุหลักเกิดจากภาวะโลกร้อนและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ที่ทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของนกทั้งสองชนิดขยายตัวจนมาทับซ้อนกัน
    • ผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่านกตัวดังกล่าวเป็นลูกผสมเพศผู้ โดยมีพ่อเป็นนกบลูเจย์และแม่เป็นนกกรีนเจย์
    • การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่คาดคิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดชุมชนทางนิเวศวิทยาแบบใหม่ๆ

    นกเจย์” ตัวหนึ่งสีน้ำเงินตั้งแแต่หัวจรดปลายหาง ตัดกับอกสีขาวและใบหน้าสีดำ ถ้าไม่สังเกตดูดี ๆ ก็อาจจะไม่รู้เลยว่านี่คือ “นกลูกผสม” ระหว่างนกบลูเจย์กับนกกรีนเจย์ ซึ่งน่าจะเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดแรกที่พบว่ามีการผสมพันธุ์กันข้ามสายพันธุ์ อันเป็นผลมาจากนกทั้งสองชนิดมีที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ตามการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ecology and Evolution ผู้เขียนตั้งทฤษฎีว่า “ภาวะโลกร้อน” ทำให้นกเจย์ของนกกรีนเจย์ขยายพื้นที่อยู่อาศัยของตนเอง จนไปทับกับพื้นที่ที่นกบลูเจย์อาศัยอยู่ พร้อมระบุว่าหากโลกยังคงร้อนขึ้น ก็น่าจะมีนกลูกผสมอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมาอีก

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป นกลูกผสมที่เกิดจาก บลูเจย์และกรีนเจย์
    เครดิตภาพ: Brian Stokes

    ถึงแม้ว่านกบลูเจย์และกรีนเจย์จะมีชื่อเดียวกัน แต่นกทั้งสองชนิดก็ไม่ได้จัดอยู่ในสกุลเดียวกัน โดยการศึกษาระบุว่า บรรพบุรุษร่วมกันของนกทั้งสองชนิดมีชีวิตอยู่เมื่ออย่างน้อย 7 ล้านปีก่อน

    เดิมทีนกกรีนเจย์มีถิ่นที่อยู่อาศัยจากเทือกเขาแอนดีสทางตอนเหนือในทวีปอเมริกาใต้ ไปจนถึงอเมริกากลางและเม็กซิโก แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทำให้นกกรีนเจย์เขตร้อนสามารถขยายพันธุ์ขึ้นไปทางเหนือมากขึ้น จนถึงตอนใต้ของรัฐเท็กซัส ของสหรัฐ

    ขณะเดียวกัน ประชากรนกบลูเจย์ก็แพร่กระจายไปทางทิศใต้และทิศตะวันตกในช่วงไม่กี่ชั่วอายุคนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตามที่ผู้เขียนระบุ

    สำหรับนกลูกผสมนี้ ปรากฏตัวครั้งแรกในภาพถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่อาศัยในย่านชานเมืองซานอันโตนิโอ ซึ่งเธอได้โพสต์ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ Texbirds หลังจากนั้นไบรอัน สโตกส์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขานิเวศวิทยา วิวัฒนาการ และพฤติกรรม มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสติน จึงได้ลงพื้นที่สำรวจ และใช้ใช้เวลาสองวันพยายามจับนกด้วยตาข่าย โดยจับและปล่อยนกตัวอื่น ๆ อีกหลายสิบตัว ก่อนที่จะจับนกตัวที่สงสัยได้ 

    นกตัวนี้มีขนสีฟ้าที่หลังและหาง และมีจุดสีขาวบนปีก คล้ายกับนกบลูเจย์ แต่มันไม่มีกระหม่อมแหลมเหมือนนกบลูเจย์ และมีสีดำรอบดวงตา ซึ่งเป็นจุดเด่นของนกกรีนเจย์ นกตัวนี้อาศัยอยู่กับฝูงนกบลูเจย์ แต่เสียงร้องของมันดังกระหึ่มหมือนนกกรีนเจย์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงตั้งชื่อเรียกให้นกตัวนี้ว่า “กรูเจย์” (Grue Jay) ซึ่งมาจากการรวมชื่อของกรีนเจย์และบลูเจย์

    เมื่อจับนกตัวนี้ได้ นักวิจัยได้ติดแท็กนกปริศนาตัวนี้และเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อเก็บตัวอย่างทางพันธุกรรม จากตัวอย่างเลือดและการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ สามารถระบุได้ว่านกตัวนี้เป็นลูกผสมเพศผู้ โดยมีพ่อเป็นนกบลูเจย์ และแม่เป็นนกกรีนเจย์

    การค้นพบนี้ว่าเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อภาวะโลกร้อนและการพัฒนาที่ดินมาบรรจบกัน ผลักดันให้ประชากรสัตว์อพยพไปยังถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ นักวิจัยยืนยันว่าสิ่งนี้อาจนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งในกรณีของนกเจย์ลูกผสมนี้คือ ระหว่างสัตว์เขตร้อนและสัตว์เขตอบอุ่น และก่อให้เกิดชุมชนทางนิเวศวิทยาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป (ซ้าย) นกบลูเจย์
    (กลาง) นกกรูเจย์ นกลูกผสมข้ามสายพันธุ์
    (ขวา) นกกรีนเจย์
    เครดิตภาพ: The College of Natural Sciences at The University of Texas at Austin

    ทิโมธี คีตต์ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาเชิงบูรณาการ มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสติน ผู้ร่วมเขียนงานวิจัย กล่าวว่า “นกสายพันธุ์ที่อาจไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันมานานหลายล้านปี กลับมาเจอกันอย่างกะทันหัน เราเชื่อว่าน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับเปลี่ยนถิ่นที่อยู่อาศัย”

    เกวิน เอ็ม. ไลตัน รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยบัฟฟาโลสเตจ ผู้ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มการผสมพันธุ์ในนกป่าและไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการจับคู่ผสมพันธุ์ของนกทั้งสองสายพันธุ์ 

    เขากล่าวว่า การผสมพันธุ์นี้เกิดจากการระบุตัวตนที่ผิดพลาด นกสองตัวที่ไม่รู้ว่ากำลังผสมพันธุ์กับนกอีกสายพันธุ์หนึ่ง พร้อมกล่าวว่ามีนกหลายชนิดที่ผสมข้ามสายพันธุ์ แต่พวกมันมีมักผสมพันธุ์กันในชนิดที่มีความใกล้ชิดกันมากกว่านี้ 

    ดังนั้นนกเจย์ลูกผสมนี้จึงถือเป็น “เรื่องเหลือเชื่อทางชีววิทยา” เพราะนกเจย์ทั้งสองสายพันธุ์นี้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมระยะยาวกับคู่ผสม โดยปรกติแล้วพวกมันจะค่อนข้างเลือกมากว่าจะจับคู่กับใคร ยิ่งไปกว่านั้นนกเจย์เป็นนกที่ฉลาดมาก ที่สำคัญนกบลูเจย์และนกกรีนเจย์มีลักษณะที่แตกต่างกันมาก พวกมันไม่น่าจะมีปัญหาในการแยกแยะตัวเอง

    เลย์ตันสันนิษฐานว่า การผสมพันธุ์ของนกบลูเจย์และกรีนเกย์อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูผสมพันธุ์ ที่นกกำลังถูกกดดันให้รีบมีคู่ 

    นักปักษีวิทยาและนักอนุรักษ์ได้สังเกตการณ์ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อนกและถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันมานานแล้ว ในแถลงการณ์ประกาศการค้นพบนี้ สโตกส์กล่าวว่าการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติน่าจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่นักวิจัยรู้ เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถรายงานเหตุการณ์เหล่านี้ได้

    จิม เรย์โนลด์ส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านปักษีวิทยา มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ กล่าวว่า การผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ในนกพบได้บ่อยที่สุดใน “นกน้ำ” ซึ่งการข้ามสายพันธุ์นี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะหากเกิดการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันมากเข้า อาจจะทำให้ยีนของนกสายพันธุ์ดั้งเดิมสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งเจือจางลงและหายไปทั้งหมด เหมือนกับที่เคยเป็นกังวลกับเป็ดรัดดี้และเป็ดหัวแดงในสเปน

    แต่นี่อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในกรณีของนกเจย์ลูกผสม เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของนกได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายจากนกชนิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่ามันจะสามารถมีคู่ผสมพันธุ์และผลิตลูกหลานได้หรือไม่ เพราะมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการผสมพันธุ์แบบลูกผสม

    ที่มา: ABC NewsCNNThe Washington Post

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    นกลูกผสมที่เกิดจาก บลูเจย์และกรีนเจย์
    เครดิตภาพ: Brian Stokes

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1201514&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Fc1FzXCu2sXmjd3Fv7Q4

  • ปธ.สคช. แนะ ทางรอดรัฐบาล เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์ ให้เอกชนลงทุน

    ปธ.สคช. แนะ ทางรอดรัฐบาล เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์ ให้เอกชนลงทุน

    ปธ.สคช. แนะ ทางรอดรัฐบาล เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์ ให้เอกชนลงทุน

    วันนี้, 18:03น.

              นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงแนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศ หรือ Sovereign Wealth Funds ว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศจะทำได้จริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่หากประเมินจากระยะเวลาของรัฐบาลนี้มีประมาณ 4 เดือน คงยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องออกกฎหมายใหม่ เกี่ยวข้องกับทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการพูดคุยและมีการศึกษากันมาแล้วเกือบ 10 ปี แต่ยังศึกษาไม่เสร็จ ทำให้หากจะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลควรแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินการอย่างเป็นกลาง คณะกรรมการมีเพียง 7 คนมีความเชี่ยวชาญก็พอแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย นำเสนอแนวทางนี้ เพราะกังวลว่าปัจจุบันไทยกำลังติดกับดักและอาจไปต่อไม่รอด จากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) มีน้อย เพราะหนี้สาธารณะสูงและขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ทางออกมีเพียง 2 ทางคือ 1.การขึ้นภาษี 2.ลดรายจ่ายลง แต่ความจริงมีทางที่ 3 คือ รัฐบาลกลับไปพิจารณาตัวเองว่า มีทรัพย์สมบัติอะไรบ้าง จากนั้นนำมาบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น กระทรวงการคลังระบุว่าตัวเองมีสินทรัพย์อยู่ 23 ล้านล้านบาท ส่วนนี้สามารถทำให้ดีขึ้นได้

              สำหรับกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แนวทางการบริหารจัดการนั้น สาเหตุหลักคือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้เราต้องส่งสินค้าไปขายต่างประเทศในจำนวนมากกว่าการนำเข้าสินค้า สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและไม่เพียงพอ จึงต้องกระตุ้นความต้องการ (ดีมานด์) ภายใน ควรใช้วิธีกระตุ้นผ่านการหาทางให้เอกชนเห็นลู่ทางลงทุนเพิ่มเติม เสนอให้รัฐบาลควรนำสินทรัพย์ที่ตัวเองมี ออกมาเป็นตัวเลือกให้เอกชนเข้ามาลงทุนจะดีที่สุด เพราะรัฐบาลมีสินทรัพย์ประมาณ 23 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนกลับมามีต่ำมาก ยกตัวอย่างรถไฟของไทย รางรถไฟมีเพียงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เท่านั้นจะสามารถใช้รางรถไฟได้ แต่ขณะนี้มีความพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถจ่ายค่าใช้บริการระบบราง เพื่อเดินรถได้โดยตรง ควรเร่งรัดให้ออกมา เพราะจะเพิ่มการขนส่งโลจิสติกส์ สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ อีกส่วนเป็นที่ดินกรมธนารักษ์ สามารถเปิดให้ใช้ประโยชน์ได้ ทั้งบนดินและใต้ดิน หากขุดเจาะลงไปเจอน้ำบาดาลหรือน้ำแร่ดีๆ นำไปวิจัยแล้วใช้พัฒนาเป็นสินค้าใหม่ได้อีกมากมาย

    #กองทุนความมั่งคั่ง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155274&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EQpkWBZupaIenhMRTMxj4

  • T

    T

    Tidlor Academy ศูนย์การเรียนรู้ของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings (TIDLOR) โดย คุณกาญจน์ณัฐ เฉลิมจุฬามณี ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เงินติดล้อ (Tidlor Academy) นำทีมงานต้อนรับผู้บริหาร พนักงาน และนักศึกษา จากสถาบันการเงิน บริษัทเอกชน และสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศไทย จำนวนทั้งหมด 15 ท่าน เข้าร่วมกิจกรรม “TIDLOR Culture Wow” เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร พร้อมเยี่ยมชมแผนกต่าง ๆ อาทิ ฝ่ายวิเคราะห์และพัฒนา (Analytics & Development) ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ (Marketing & Business Development) และฝ่ายนายหน้าประกันภัย “อารีเกเตอร์” (Areegator) แพลตฟอร์มเสนอขายประกันออนไลน์ผ่านสมาชิก นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยถาม-ตอบอย่างใกล้ชิดกับคณะผู้บริหารและทีม Culture Gangster เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ บมจ. เงินติดล้อ อาคารอารีย์ ฮิลล์

    Tidlor Academy จัดกิจกรรม TIDLOR Culture Wow แชร์ประสบการณ์สร้างวัฒนธรรมองค์กร ให้ภาคธุรกิจและการศึกษาชั้นนำในประเทศไทย

    ทั้งนี้หลักสูตร TIDLOR Culture Wow และ TIDLOR Culture Camp ภายใต้โครงการ TIDLOR Academy จัดขึ้นสำหรับบุคคลและบริษัทภายนอกที่สนใจการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ผ่านแนวคิดและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวัฒนธรรมองค์กรในแบบฉบับเงินติดล้อ เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้สนใจออกแบบค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเวิร์กช็อปที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.tidlor.com/academy หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-792-1990

    รายชื่อหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม

    • ธนาคารออมสิน
    • บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด
    • บริษัท เพ็น เค อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด
    • บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด
    • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0l48ybetd5zpms6mh90evvd9sd62on&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KDWNfSB91m8zS7anYhfJm

  • ภายใต้การดูแลของท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะขอดูแลสวัสดิการของครูอย่างเต็มที่ – กระทรวงศึกษาธิการ

    ภายใต้การดูแลของท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะขอดูแลสวัสดิการของครูอย่างเต็มที่ – กระทรวงศึกษาธิการ

    ความตอนหนึ่งของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา รับฟังปัญหา มอบสิ่งของและขวัญกำลังใจ ณ โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด วิทยาเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ และโรงเรียนห้วยแแถลงพิทยา เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568

    “ทั้งที่ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก จากนี้ไปภายใต้การดูแลของท่านรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชุดนี้จะขอดูแลสวัสดิการของครูอย่างเต็มที่ เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม เราคือครอบครัวเดียวกัน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน และอึกเรื่องหนึ่งที่ต้องให้การใส่ใจ คือ ได้รับเสียงสะท้อนมาว่า ต้องการให้มีนักจิตวิทยาลงไปสู่พื้นที่โรงเรียนเพื่อดูแลสภาพจิตใจครูและเด็ก ซึ่งได้มีการประสานทางกรมสุขภาพจิตกับหน่วยงานเกี่ยวข้องไว้แล้ว”

    ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
    สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-korat/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19_KDIYrmGr0NKuHv9BsJ7

  • โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท

    บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เดินหน้าสานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการของ โออาร์ ทั่วประเทศ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 522 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท ครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 103 แห่งทั่วประเทศ

    นางกาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม
    โออาร์ เปิดเผยว่า โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ จัดขึ้นให้ชุมชนรอบพื้นที่ คลังน้ำมัน คลังปิโตรเลียม และพื้นที่ปฏิบัติการโออาร์ทั่วประเทศ รวม 18 แห่ง เช่น คลังน้ำมันลำลูกกา คลังน้ำมันสระบุรี คลังปิโตรเลียมสงขลา คลังปิโตรเลียมขอนแก่น คลังน้ำมันเชียงใหม่ รวมทั้งคลังก๊าซบ้านโรงโป๊ะ และพื้นที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ อเมซอน (OASYS) และสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้นำและธุรกิจ (ORA) โดยได้ดำเนินกิจกรรมระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    Evoto

    นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว โออาร์ ยังจัดกิจกรรม Open House ด้วยการเปิดบ้านให้เยาวชนและคณะครูได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลังน้ำมันและคลังปิโตรเลียม เพื่อสร้างความเข้าใจในมาตรการความปลอดภัย ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่อยู่ภายใต้การบริหารของโออาร์ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบ

    ทั้งนี้ โออาร์ เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมการศึกษาและการสร้างโอกาสให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคง จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (1)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (2)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (3)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (4)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (5)
    โออาร์ มอบทุนการศึกษา เด็กนักเรียนทั่วประเทศ (6)

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา

    โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท

    10 เลขเด่นมาแรง แม่ทำเนียน

    เปิด 10 เลขเด่นมาแรง แม่ทำเนียน แนวทาง เลขออกวันพฤหัสบดี 16 ตุลาคม 2568 เลข 2 ตัว เน้น ๆ ตามต่อ เลขมงคล เลขวันสำคัญ เดือนตุลาคม

    ดราม่า พรีมายาคลินิก

    เรื่องนี้ไม่ปล่อยผ่าน ดราม่า พรีมายาคลินิก วงในชื่อดัง ไล่ไทม์ไลน์หลักฐานกรณี เมพรีมายา เผยจุดเริ่มต้น Primya Clinic ตั้งแต่สาขาสยาม

    ญาญ่า-พรีมายา

    ไม่งง จะงงมาก ดราม่า ญาญ่า พรีมายา กับ เมพรีมายา หมอของขวัญ โดดร่วมแจม ขุดประวัติแฉ Dermatige Clinic เคยมีเอี่ยวชัดเจน Primya Clinic

    สิงโตกัดเด็กย้าย

    เปิดคลิปเต็ม สิงโตหลุดกัดเด็ด ล่าสุดอดีตเจ้าของเผยเหตุการณ์ยิงยาสลบให้น้ำเกลือก่อนเคลื่อนย้ายไปสุพรรณบุรี บ้านหลังใหม่

    ทหารฮีโร่ปะทะโจรใต้ปล้นทอง

    แห่ยกย่อง ส.อ.บุริศวร์ ทหารรบพิเศษฮีโร่หยิบปืนสู้ 8 โจรใต้ปล้นทอง จนถูกรัวยิงหลายจุดโชคดีกระสุนไม่ถูกจุดสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.brighttv.co.th/news/or-provides-scholarships&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SK_F8ZhCj4Uicb6m6is0u

  • “ก.พ.” จัดมหกรรมศึกษาต่อต่างประเทศ ใหญ่ที่สุดในไทย 15-16 พ.ย.นี้

    “ก.พ.” จัดมหกรรมศึกษาต่อต่างประเทศ ใหญ่ที่สุดในไทย 15-16 พ.ย.นี้

    สำนักงาน ก.พ. เตรียมจัดงาน “OCSC International Education Expo 2025” มหกรรมศึกษาต่อต่างประเทศ ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน 15-16 พ.ย.นี้

    สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (OCSC) เตรียมจัดงาน OCSC International Education Expo 2025 มหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาต่อต่างประเทศสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Step Out to Stand Out” สะท้อนถึง ความมั่นใจ ความโดดเด่น และความกล้าที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ ผู้ที่กล้าออกจากกรอบเดิม ค้นหาประสบการณ์ใหม่ มุ่งมั่นตั้งใจเพื่อสร้างความโดดเด่นและความแตกต่างสู่โอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคต

    ในปีนี้ งาน OCSC International Education Expo 2025 มาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเปิดตัว “Intelligent Matching Tool” ผ่าน OCSC EXPO Application เครื่องมือนี้จะช่วยให้นักเรียนสามารถค้นหาหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยอ้างอิงจากความสนใจ เป้าหมายการเรียน และเส้นทางอาชีพในอนาคต ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยอำนวยความสะดวก สามารถนัดหมายล่วงหน้ากับผู้ให้คำปรึกษา/มหาวิทยาลัย เตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมงาน

    นอกจากนี้ ภายในงานยังรวบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ทุนการศึกษาจากประเทศไทยและอีกหลากหลายประเทศ หลักสูตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว ข้อมูลที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตโดยตัวแทนสถานทูต กิจกรรมเวิร์กชอปที่จะช่วยให้นักเรียนได้ข้อมูลและทักษะที่ครบถ้วนรอบด้านสำหรับการตัดสินใจศึกษาต่อต่างประเทศ และมุมรุ่นพี่ที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงอย่างใกล้ชิด

    งาน OCSC International Education Expo 2025 จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนไทยได้ก้าวสู่โอกาสการเรียนรู้ระดับนานาชาติ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลด OCSC EXPO Application ได้แล้ววันนี้ เพื่อเริ่มต้นการค้นหาโอกาสทางการศึกษาที่ตรงใจที่สุดสำหรับคุณ สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ หรืออยากพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถให้โดดเด่น พบกันที่ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 15-16 พ.ย. 68 เวลา 13:00 – 19:00 น. เข้าชมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

    ลงทะเบียนรับ QR Code  เข้างานได้ที่ Line ID : @ocscexpo คลิก bit.ly/ocscexpo-line ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และข้อมูลการจัดงานได้ที่ https://ocscexpo.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2887385&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12FHTDTiTP2APwvJUtbDlP

  • เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม

    เปิดเวทีสภาผู้บริโภค ระดม 21 จังหวัดวางแผน ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ทุกคน ชี้อุปสรรคกระจายอำนาจล่าช้า แนะตั้ง “กองทุนรถโดยสารประจำทาง” สร้างระบบขนส่งในจังหวัดยั่งยืน

    สภาผู้บริโภค เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ทุกคน เปิดอุปสรรคหลักมาจากการกระจายอำนาจล่าช้า พร้อมชูโมเดลที่สำเร็จกับจังหวัดภูเก็ตที่แก้ไขได้สำเร็จจากหน่วยงานท้องถิ่น อบจ.เข้มแข็ง เสนอทางออกจัดตั้ง “กองทุนรถโดยสารประจำทาง” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ขับเคลื่อนงานด้านขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม : บุญยืน ศิริธรรม

    บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความล้มเหลวและความเหลื่อมล้ำของระบบขนส่งมวลชนในประเทศ สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่โครงการรถไฟฟ้ามักกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และมุ่งไปสู่พื้นที่ที่มีความเจริญเติบโตทางธุรกิจ เช่น ใกล้ห้างสรรพสินค้า แม้ว่าจะมีระบบขนส่งก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เข้าถึงไม่ได้เนื่องจากราคาแพง หรือบางกลุ่มที่มีกำลังมากพอก็หันไปซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เพราะมองว่าสะดวกและคุ้มค่ากว่า

    ขณะที่ระบบขนส่งในต่างจังหวัดกลับถูกละเลย ความไม่พร้อมของระบบนี้ทำให้การขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดขาดทุน และประชาชนต้องหันไปซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ส่วนตัวแทน สภาผู้บริโภคจึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะให้แก่ทุกคน และเสนอว่าหากหน่วยงานยังคงละเว้นหน้าที่ในการจัดให้มีบริการที่สะดวก

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม : อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    ด้าน อดิศักดิ์ สายประเสริฐ อนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวถึง บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล ซึ่งมีกฎหมายรับรองอย่างชัดเจน แต่ การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาเนื่องจาก การกระจายอำนาจยังมีความล่าช้า อำนาจในการกำหนดและแก้ไขเส้นทางเดินรถยังคงอยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง (กรมการขนส่งทางบก) ทำให้เส้นทางเดินรถที่มีอยู่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับกระบวนการขอแก้ไขเส้นทางที่ใช้ระยะเวลานาน ความล่าช้านี้เองที่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องตัดใจซื้อยานพาหนะส่วนตัวแทนการรอระบบขนส่งสาธารณะที่ขาดประสิทธิภาพ

    อีกทั้ง อดิศักดิ์ ได้นำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของ อบจ. ภูเก็ต ซึ่งเป็น อบจ. แห่งเดียวที่ให้บริการรถโดยสารประจำทางอย่างสม่ำเสมอ โดย อบจ. ภูเก็ต ได้ใช้กลไกทางกฎหมายในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแลกิจการ และสามารถต่อสู้ทางคดีในศาลปกครองเอาชนะข้อกล่าวอ้างของเอกชนว่า อบจ. ไม่มีอำนาจได้สำเร็จ เพื่อให้ อปท. อื่น ๆ สามารถดำเนินการได้

    อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเสนอแนะว่า อปท. ควรต้องมีการจัดตั้ง “กองทุนรถโดยสารประจำทาง” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อรับผิดชอบงานด้านขนส่งสาธารณะโดยตรง และใช้กลไกการประสานงานที่มีอยู่ เช่น การกระตุ้นให้คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัด (อจร.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจราจรและขนส่งมวลชนในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม : สุรพงษ์ เมี้ยนมิตร

    ทางด้าน สุรพงษ์ เมี้ยนมิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวถึง แผนยุทธศาสตร์ด้านขนส่งสาธารณะระดับประเทศและส่วนภูมิภาค และแนวทางการจัดการนโยบายระบบตั๋วร่วมในประเทศไทย ที่มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น สนข. ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้สูงถึงร้อยละ 18 ภายในปี 2568 โดยมีแผนเรื่องการสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มเติมและสนับสนุนระบบเชื่อมต่อการเดินทาง (Feeder) เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางในระยสั้นและระยะยาว

    สำหรับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะใน เมืองหลักในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่, นครราชสีมา, ภูเก็ต, ขอนแก่น ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลักให้สูงกว่าร้อยละ 10 ภายในปี 2570 และไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2580

    จากผลการศึกษาล่าสุด สนข. เสนอให้มีการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งมวลชน โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ รถเมล์พื้นต่ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Low-Floor EV Bus) ในรูปแบบการใช้พื้นผิวจราจรร่วมกับยานพาหนะอื่น ๆ เป็นบริการหลักในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางสังคมและแก้ปัญหาการเข้าถึงในพื้นที่ที่จำกัด

    ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการ สนข. เห็นด้วยว่า ค่าเดินทางต่อวันไม่ควรเกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ และในระยะเริ่มต้นยกตัวอย่างเฉพาะในกรุงเทพฯ มองว่าค่าเดินทางไม่ควนเกิน 100 บาทต่อวัน  โดยยกตัวอย่าง โครงการ 20 บาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง แสดงให้เห็นว่า ราคาที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20,000 กว่าคน เป็นประมาณ 40,000-50,000 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% แต่กำหนดราคาต้องพิจารณาเพื่อให้ ไม่เป็นภาระกับภาครัฐจนเกินไป เพื่อให้ระบบสามารถยั่งยืนได้

    อีกทั้งมีผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่ขับรถยนต์ส่วนตัวและผู้ที่ใช้รถไฟฟ้า พบว่า 60-70% เห็นว่า ค่าโดยสารควรจะถูกลง เพื่อจูงใจให้มีการใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น อีกทั้งจากการวิเคราะห์ พบว่า ค่าใช้จ่ายต่อวัน ในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น เดินทางด้วยรถแท็กซี่ 80 บาท ค่าเดินทางไปกลับรวม 160 บาท เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายต่อวันของ รถยนต์ส่วนบุคคล รวมค่าน้ำมันและระยะทาง นั้น ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนยังคงใช้รถยนต์ส่วนตัวอยู่

    การจัดเวทีเรื่องระบบ ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม เป็นส่วนหนึ่งของงานระดมความคิดเห็นซึ้งมีสภาผู้บริโภคเป็นผู้จัดขึ้นได้จัดขึ้นระหว่าง 6 – 7 ตุลาคม 2568 ภายใต้โครงการ “พัฒนาศักยภาพการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพองค์กรผู้บริโภค 21 จังหวัดให้มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสถานการณ์ปัญหา ใน 4 ประเด็น โดยมีเวทีในประเด็นอื่นที่จัดต่อเนื่อง คือ  ประเด็นการยืนยันตัวตนผู้ขายสินค้าออนไลน์ การจัดการสายสื่อสาร และสัญญาเช่าหอพักที่เป็นธรรม

    นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายของวันที่ 6 ตุลาคม ได้มีการจัดกิจกรรม เวิร์กช้อป “การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านขนส่งสาธารณะ” โดยชวนตัวแทนจากเครือข่ายผู้บริโภค วิเคราะห์สถานการณ์การขนส่งในปัจจุบัน กำหนดเป้าหมาย และจัดทำแผนสำหรับปฏิบัติการขับเคลื่อนระบบขนส่ง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เดินไกล ไม่มีรถ ตั๋วแพง ปัญหาใหญ่ระบบขนส่งสาธารณะต่างจังหวัด เหตุเพราะ “ท้องถิ่น” ไม่มีบทบาท 

    ภูเก็ตนำร่องสร้างเมืองที่เป็นธรรม ด้วยระบบขนส่งมวลชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/06102568_fair-transport_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xvqFjBDn1k93bOpuPNVIq

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2598-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw000plFCOHVWrq3hD4ldQUv

  • ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบทุนการศึกษา โครงการสานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนบพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568

    จากความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ที่ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกันดำเนินงานจัดทำโครงการฯ เพื่อนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาจัดทำสื่อการเรียนการสอนเผยแพร่ และขยายผลไปยังเยาวชนที่กำลังศึกษา อยู่ในโรงเรียนบริเวณพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับความรู้อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพ และการดำเนินชีวิตให้กับเยาวชนที่จะสามารถนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ มาปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

    โดยมี นายลลิต ถนอมสิงห์ กรรมการ และรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน
    โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
        

    นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงานเพื่อให้คณะครู และนักเรียน ได้เรียนรู้การดำเนินงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ พร้อมเรียนรู้การใช้สื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กและเยาวชน เกี่ยวกับแนวพระราชดำริ ที่เป็นองค์ความรู้ที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนา ดิน น้ำ ป่า พลังงานทดแทน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านรถโมบายเคลื่อนที่

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี

    สื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) อันจะเป็นการเสริมสร้างการรับรู้ที่ทันสมัย และน่าสนใจให้กับเด็กนักเรียน และเยาวชนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงประวัติความเป็นมา และการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ในรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

    อาทิ เรื่องแกล้งดิน ประเภท ของดินต่าง ๆ 8 – 9 ชนิด ที่มีอยู่ในประเทศไทยมีคุณสมบัติอย่างไร การบริหารจัดการที่ดินและน้ำ ตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ 30 30 30 10 เป็นอย่างไร และยังมีสื่อภาพยนต์เป็นคลิปวิดีโอการ์ตูน ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น บันไดงู ทอยลูกเต๋า เมื่อชนะก็จะเจอกับคำตอบว่าป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีประโยชน์อย่างไร หรือแก้มลิงช่วยแก้ไขน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นขบวนการเรียนรู้ที่สนุกสนาน

    สอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของ สพฐ  และช่วงวัยของเยาวชนในโรงเรียนให้สามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวัน ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถผลักดันให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานพร้อมกับเสริมทักษะวิชาการ ขณะเดียวกันสามารถใช้เวลาหลังเลิกเรียน และวันหยุดหารายได้ช่วยครอบครัวด้วยการเป็นลูกจ้างภายในสวน และพื้นที่ของครอบครัว 

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    “การได้เรียนรู้จากโครงการฯ นี้จะเป็นประเด็นสําคัญต่อการนำกลับไปปรับใช้ในการสอนให้แก่นักเรียน โดยเฉพาะในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์ความรู้ตามแนวพระราชดําริ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การทําเกษตรทฤษฎีใหม่ การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนตลอดไป” 

    ความร่วมมือของ 4 หน่วยงานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เยาวชน และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักได้แก่ โรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง และศูนย์สาขา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเยาวชน และประชาชนทั่วไปที่อยู่ในเขตพื้นที่โรงเรียนที่มีการจัดทำโครงการความร่วมมือเพื่อการขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ

    ได้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันเพิ่มมากขึ้น ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ทั้ง 4 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาสื่อองค์ความรู้ ผลิตสื่อ อุปกรณ์ ในการเผยแพร่ขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่โรงเรียน ในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ภาคีเครือข่ายเดินหน้าโครงการ “สานต่อความรู้ตามแนวพระราชดำริ” ปลูกแนวคิดพอเพียงสู่หัวใจเยาวชนทั่วไทย

    โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 5,000 โครงการ ก่อกำเนิดขึ้นตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน  ๖ แห่ง ที่ได้จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริเพื่อเป็นแหล่งทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง  วิจัย วิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงเปรียบเสมือนเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” และ “ต้นแบบ” ของความสำเร็จที่จะเป็นแนวทางและตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่จริงได้

    ทั้งหมดนี้ คือความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในการที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640759&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02WutV4a2pJcOhY3OCFVGY

  • จุฬาฯ – มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ

    จุฬาฯ – มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผนึกความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ เพิ่มศักยภาพของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการให้บริการวิชาการแก่สังคมทั้งในระดับชาติจนถึงระดับนานาชาติ

    พิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568  ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เริ่มด้วย รศ.ดร.ดนุพล หุ่นโสภณ ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการความร่วมมือในครั้งนี้ จากนั้น ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างทั้งสองมหาวิทยาลัย โดยมี รศ.ดร.ดนุพล หุ่นโสภณ ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ และ ผศ.ดร.จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

    ในโอกาสนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬา กล่าวเปิดงานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และ ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงความสําคัญของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างคุณูปการต่อประชาสังคม ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตร การดำเนินงานวิจัย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางวิชาการและวิชาชีพในระดับชาติและนานาชาติ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษาในทุกมิติ นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับพันธกิจของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการพัฒนาชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

    การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มุ่งมั่นต่อการพัฒนาประเทศผ่านการสร้างองค์ความรู้ ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สังคมและประเทศชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263791/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03eMp1GFRc-RXXu8f5MJzN