Category: วัฒนธรรม

  • องค์อัครศาสนูปถัมภก ศูนย์รวมใจพสกนิกรทุกศาสนา

    องค์อัครศาสนูปถัมภก ศูนย์รวมใจพสกนิกรทุกศาสนา

    องค์อัครศาสนูปถัมภก ศูนย์รวมใจพสกนิกรทุกศาสนา


    9/10/2568 | 87 |

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และทรงมีพระราชประสงค์ให้ศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่า ด้วยทรงตระหนักดีว่าจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสนาล้วนแล้วแต่ปรารถนาให้ศาสนิกชนดำรงตนเป็นคนดีมีจริยธรรม ด้วยพระวิสัยทัศน์นี้ พระองค์จึงทรงดำรงพระองค์ในฐานะ “องค์อัครศาสนูปถัมภก” เพื่อทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนาในประเทศอย่างเสมอภาค

    สำหรับพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสนาราม เป็นเวลา ๑๕ วัน สะท้อนถึงพระราชศรัทธาอันแน่วแน่ รวมทั้งพระราชกรณียกิจหลากหลายตลอดรัชกาล อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ก่อตั้งโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ให้มีโอกาสศึกษาพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและสามารถนำไปเผยแผ่ต่อไป และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์วัด ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม การสร้างพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ การชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์และฉบับคอมพิวเตอร์

    ศาสนาอิสลาม พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้ง โดยทรงสนับสนุนการศึกษาศาสนาอิสลาม พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยมุสลิม มีพระราชดำริให้แปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย ตลอดจนเสด็จฯ ไปร่วมงานเมาลิดกลางเป็นประจำ และทรงสนับสนุนการสร้างมัสยิดหลายแห่ง

    ศาสนาคริสต์ ทรงอุปถัมภ์กิจการต่าง ๆ เสด็จฯ เยือนนครรัฐวาติกัน การต้อนรับสมเด็จพระสันตปาปา และเสด็จฯ ไปในงานพิธีสำคัญของคริสต์ศาสนิกชน

    ศาสนาซิกข์และพราหมณ์ – ฮินดู ทรงเป็นองค์ประธานในงานฉลองครบรอบ ๕๐๐ ปี แห่งศาสนาซิกข์ ทรงให้การอุปถัมภ์สำนักพราหมณ์ และทรงธำรงไว้ซึ่งพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณี อันมีพิธีพราหมณ์ประกอบด้วย

    ด้วยพระราชปณิธานในการสร้างความสามัคคี พระองค์จึงทรงเป็นศูนย์รวมใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ไม่เพียงทรงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังทรงเป็นผู้นำด้านจิตใจที่ปลูกฝังความเข้าใจในความแตกต่าง พระมหากรุณาธิคุณนี้ทำให้ประชาชนไทยทุกเชื้อชาติศาสนารู้สึกมั่นคงและภาคภูมิใจในร่มพระบารมี นำพาประเทศไทยสู่ความสันติสุขและความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/430515&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zi4PmGBKhCGr4B3U0VgCN

  • ‘เจด้า-ชอน’อึ้งพาไปค้นประสบการณ์ลี้ลับสมัยเรียน ของ ‘อ.ฟิล์ม’ใน’เสียงจากหลุม’ – แนวหน้า

    ‘เจด้า-ชอน’อึ้งพาไปค้นประสบการณ์ลี้ลับสมัยเรียน ของ ‘อ.ฟิล์ม’ใน’เสียงจากหลุม’ – แนวหน้า

    เจด้า-ชอน” ชวน “อ.ฟิล์ม” แชร์ประสบการณ์ลี้ลับสมัยเรียน ที่ต้องทำโปรเจกต์จบ ร่วมหลอนไปพร้อมกัน ใน “เสียงจากหลุม” ตอน “โปรเจกต์หลอน”สัปดาห์นี้ เจด้า-ศรัณย่า ชุณหศาสตร์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/920000&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EVC7LMKCzJELK5WQQeEuS

  • เทคโนเซล (เฟรย์) ฉลองครบ 30 ปี – แนวหน้า

    เทคโนเซล (เฟรย์) ฉลองครบ 30 ปี – แนวหน้า

    บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ผลิตโดย อีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม สหรัฐอเมริกา ฉลองครบรอบ 30 ปี ในประเทศไทย …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/919876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vLgC-ubP6Gfnn2aKlUtUx

  • ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    สภาผู้บริโภค ไม่เห็นด้วย กทม. เตรียมปรับค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็น 65 บาทตลอดสาย ชี้เป็นการผลักภาระผู้โดยสาร พร้อมเสนอให้ใช้งบกลางและมาตรการทางเลือกอื่นแทนการขึ้นราคา

    จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็น 65 บาทตลอดสาย โดยให้เหตุผลเรื่องภาระหนี้สินกว่า 32,000 ล้านบาท และการแบกรับผลขาดทุนจากการเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียว สภาผู้บริโภคค้านกทม.ผลักภาระให้ประชาชน

    ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน : คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ

    คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การให้ข้อมูลของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชน เพราะไม่มีรายละเอียดว่าจะขึ้นเท่าไหร่ โดยเฉพาะส่วนต่อขยาย 1 – 2 ที่ กทม. เป็นผู้บริหารจัดการและมีอำนาจในการปรับขึ้นค่าโดยสาร จะกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนจำนวนมากที่ต้องเดินทางจากชานเมืองเข้ามาเรียน และทำงานภายในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ

    ขณะที่ “ส่วนไข่แดง” หรือเส้นทางสัมปทานหลัก (หมอชิต – อ่อนนุช)  กทม. ไม่สามารถไปปรับเองได้เนื่องจากอัตราค่าโดยสารยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน นอกจากนี้การโยนหินถามทางของ กทม. ครั้งนี้ ยังแฝงไปด้วยคำถามมากมาย เช่น ตัวเลขที่มาของ 65 บาท คิดคำนวณจากอะไร ทำไมต้อง 65 บาท ขณะที่อัตราค่าโดยสารสูงสุดของ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ตลอดสายปัจจุบันอยู่ที่ 62 บาท

    ที่สำคัญ กทม. ไม่ควรผลักภาระต้นทุนการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะไปให้ประชาชนผ่านการปรับขึ้นราคา เพราะระบบขนส่งสาธารณะเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ พร้อมย้ำหลักการสำคัญว่า “ค่าเดินทางไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ” เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่ภาระทางเศรษฐกิจ

    “การที่ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ปัจจุบันมีหนี้อีกมากกว่า 32,000 ล้านบาท และ กทม. ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถประมาณปีละ 8,000 ล้านบาท ขณะที่การเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายสามารถเก็บได้เพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท เป็นเหตุผลสำคัญในการจะขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียวส่วนต่อขยายครั้งนี้  ซึ่งจะทำให้ กทม. มีรายได้เพิ่มขึ้นหลักพันล้านบาทต่อปี แต่อย่าลืมว่ารายได้ที่ กทม. จะจัดเก็บ มาจากเงินรายจ่ายของประชาชน” คงศักดิ์ กล่าว

     ขณะที่ กทม. ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีทางเลือกอื่นในการหางบประมาณมาทดแทน เช่น การของบประมาณสนับสนุนจากรัฐ การเพิ่มภาษีน้ำมันท้องถิ่น 2 บาทต่อลิตรเพื่อนำมาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ หรือใช้โอกาสใกล้หมดสัญญาสัมปทานเจรจาต่อรองกับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เพื่อลดค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีผู้โดยสารมากกว่า 800,000 เที่ยว – คนต่อวัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษาระดับค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง

    นอกจากนี้ ล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยังมีมติให้รถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงดำเนินนโยบาย 20 บาทต่อไปอีกสองเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ดังนั้นการผลักภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างในการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประมาณ 3,500 ล้านบาทของกทม. มาเก็บจากประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรและซ้ำเติมประชาชน กทม.ควรต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบที่สุด

    “กทม.ต้องหาทางออกที่ไม่ใช่การปรับขึ้นค่าโดยสาร เพราะนี่คือการเพิ่มภาระให้ประชาชนในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ค่าเดินทางควรถูกมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่ต้นทุนที่ถูกผลักให้ผู้โดยสารรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว”คงศักดิ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม หนี้ของสายสีเขียวเป็น “มรดกบาป” จากการตัดสินใจของรัฐบาลในอดีต จึงไม่ควรปล่อยให้ กทม. รับภาระเพียงลำพัง อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหา โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนและการปรับโครงสร้างสัญญาสัมปทานเพื่อแบ่งเบาภาระให้กทม. การแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ควรผลักภาระมาให้ผู้บริโภค เพราะกระทบกับสิทธิการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีพื้นที่ให้บริการประชาชนครอบคลุม  3 จังหวัด คือ ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบนี้ร่วมกันอย่างไร

    คงศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ในระยะสั้น รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของประชาชน โดยหนึ่งในทางเลือกสำคัญ คือ การเข้ามาอุดหนุนค่าโดยสารสายสีเขียวให้กับประชาชน เช่นเดียวกับที่ได้ขยายมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของสายสีแดง – ม่วง ส่วนระยะกลางถึงยาว กทม. ควรมีมาตรการรองรับเพื่อการจัดสรรงบประมาณ อาทิ การออก “พันธบัตรเพื่อการขนส่งสาธารณะ” ให้ประชาชนและนักลงทุนซื้อ เพื่อนำเงินไปอุดหนุนค่าโดยสาร หรือการจัดสรรงบประมาณจากภาษีรถยนต์ (รายได้ 16,000 ล้านบาทต่อปี) หรือค่าธรรมเนียมรถติด เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ พร้อมพัฒนาระบบบัสเลนและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างจริงจัง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    กทม. ชำระหนี้บีทีเอส 3.2 หมื่นล้าน ภายใน 31 ต.ค. เตรียมปรับโครงสร้างค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท

    เปิดงานวิจัย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/09102568_greenline-65_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h93BhJoIekUpVE0ZO-irb

  • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา


    ภาพประกอบเนื้อหา 0 กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โรงไฟฟ้าจะนะให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ที่มาศึกษาการดำเนินงานด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบทางสังคม โดยมีนางธัญนุช พูลสวัสดิ์ วิทยากรระดับ 6 แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าจะ เป็นวิทยากรบรรยายพร้อมตอบข้อซักถาม หลังจากนั้น คณะฯได้เข้าเยี่ยมชมตัวโรงไฟฟ้าจะนะ และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ เป็นลำดับต่อไป

    ภาพประกอบเนื้อหา 1 กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    เนื้อหานี้ในภาษาอื่น


    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะร่วมจัดกิจกรรมโครงการเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ตำบลคลองเปียะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประจำเดือนตุลาคม 2568

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะร่วมจัดกิจกรรมโครงการเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ตำบลคลองเปียะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประจำเดือนตุลาคม 2568
    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ร่วมเป็นเกียรติต้อนรับคณะกรรมการประเมินนักเรียน เพื่อขอรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาชั้นพื้นฐานประจำปีการศึกษา 2568

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ร่วมเป็นเกียรติต้อนรับคณะกรรมการประเมินนักเรียน เพื่อขอรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาชั้นพื้นฐานประจำปีการศึกษา 2568
    • รวมพลคนเทคโนรัตภูมิ” คืนสู่เหย้าอบอุ่น วิทยาลัยรัตภูมิ มทร.ศรีวิชัย “สานสายใยศิษย์เก่า กลับถิ่นเก่า  เล่าความหลัง

      รวมพลคนเทคโนรัตภูมิ” คืนสู่เหย้าอบอุ่น วิทยาลัยรัตภูมิ มทร.ศรีวิชัย “สานสายใยศิษย์เก่า กลับถิ่นเก่า เล่าความหลัง
    • อบจ.สงขลา พร้อมรับทัพนักกีฬา-กองเชียร์ ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ จังหวัดสงขลา

      อบจ.สงขลา พร้อมรับทัพนักกีฬา-กองเชียร์ ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ จังหวัดสงขลา
    • อบจ.สงขลา ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันฟุตบอลการกุศลนัดพิเศษ “Songkhla Pao Charity 2025” ครั้งที่ 1/2568

      อบจ.สงขลา ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันฟุตบอลการกุศลนัดพิเศษ “Songkhla Pao Charity 2025” ครั้งที่ 1/2568
    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะทูต 21 ประเทศ และสื่อมวลชนต่างประเทศ

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะทูต 21 ประเทศ และสื่อมวลชนต่างประเทศ
    • อบจ.สงขลา เดินหน้าสร้างสุขชาวอำเภอเทพา เปิดศูนย์สร้างสุขชุมชนตำบลวังใหญ่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

      อบจ.สงขลา เดินหน้าสร้างสุขชาวอำเภอเทพา เปิดศูนย์สร้างสุขชุมชนตำบลวังใหญ่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม
    • อบจ.สงขลา ร่วมงาน

      อบจ.สงขลา ร่วมงาน “Farm to Cocktail” ชูเสน่ห์สงขลาสู่สายตาคณะฑูต 22 ประเทศ พร้อมเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารยูเนสโก
    • อบจ.สงขลา ร่วมการประชุม คกก. จัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดสงขลา ครั้งที่ 2/2568

      อบจ.สงขลา ร่วมการประชุม คกก. จัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดสงขลา ครั้งที่ 2/2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.gimyong.com/content/f91fa66201&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LbVZ0GFa_JvIgmo5UItn5

  • [

    [

                การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน การลงทุนด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ไม่เพียงช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระดับสถานประกอบกิจการและระดับประเทศ

                การประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวผ่านกรอบวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติของความสูญเสียทางตรง ความสูญเสียทางอ้อม และประโยชน์ที่ไม่อาจจับต้องได้จากการส่งเสริมสุขภาวะของแรงงานอย่างยั่งยืน จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยและสุขภาพแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสามารถนำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดทำแผนงาน เสนอแนวทางต่อผู้บริหาร และผลักดันให้เกิดการดำเนินการเชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม

                การสัมมนาหัวข้อนี้ มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้หรือพัฒนาต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบความปลอดภัยในการทำงานอย่างยั่งยืนต่อไป

    สมัครสัมมนาฟรี

    เงื่อนไขการสมัครสัมมนา

    •  สถาบันฯ จะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมสัมมนาให้ทราบล่วงหน้าก่อนวันสัมมนา

    •  จป.วิชาชีพ  จป.เทคนิค  และ จป.เทคนิคขั้นสูง สามารถนำไปสะสมชั่วโมงอบรมเพิ่มเติมตามกฎกระทรวงได้

    •  หลังจากเสร็จสิ้นการสัมมนา 3 วันทำการ จะได้รับลิงก์ดาวน์โหลดใบรับรองการเข้าสัมมนารูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

    •  ผู้เข้าสัมมนาลงทะเบียนก่อนเข้าสัมมนา (เช้า – บ่าย) ณ สถานที่จัดสัมมนา

    •  ผู้เข้าสัมมนาต้องเข้าร่วมสัมมนาเต็มเวลา 6 ชั่วโมง  และต้องทำแบบทดสอบความรู้ก่อน – หลัง รวมทั้งแบบประเมินการเข้าร่วมสัมมนา จึงจะมีสิทธิ์ได้รับใบรับรองการเข้าสัมมนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tosh.or.th/index.php/tosh-news/tosh-promote/1337-081068-2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LkzauDptc2GmfXu6y8GDu

  • อบจ.พิษณุโลก ร่วมประชุมเตรียมงาน ประเพณีปักธงชัย ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อบจ.พิษณุโลก ร่วมประชุมเตรียมงาน ประเพณีปักธงชัย ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก มอบหมายให้ นายเอกพงษ์ กุลเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายวิโรจน์ มะลิซ้อน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และ นายอโณทัย บัวขัน ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนศรีอินทราทิตย์พิทยาคม เข้าร่วมประชุมเตรียมการจัดงานประเพณีปักธงชัยและงานกาชาดอำเภอนครไทย ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ที่ว่าการอำเภอนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายบุณยภู ชูวัฒนา ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ) รักษาราชการแทนนายอำเภอนครไทย เป็นประธานในการประชุม และมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอนครไทยเข้าร่วมประชุม

    ทั้งนี้ การจัดงานประเพณีปักธงชัยและงานกาชาดอำเภอนครไทย ประจำปี 2568 จัดโดยอำเภอนครไทย ร่วมกับกิ่งกาชาดอำเภอนครไทย ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิพ่อขุนบางกลางท่าว กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯลฯ พ่อค้า และประชนชนในพื้นพื้นที่อำเภอนครไทย โดยกำหนดจัดงานประเพณีปักธงชัยและงานกาชาดอำเภอนครไทย ประจำปี 2568 ขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

    ประเพณีปักธงชัย เป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวนครไทย เป็นประเพณีที่เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องวีรกรรมของพ่อขุนบางกลางท่าว ที่ได้รับชัยชนะจากการสู้รบกับศัตรู จึงนำผ้าคาดเอวของท่านผูกปลายไม้ปักไว้ที่ยอดเขาช้างล้วงเพื่อแสดงถึงชัยชนะ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ บรมกษัตริย์ของประเทศไทย

    โดยก่อนเริ่มงานวันที่ 27 ตุลาคม 2568 มีพิธีทอธง ทอใจ ลงด้ายเส้นแรก และวันเปิดงานมีพิธีบวงสรวงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (หนองปู่) รำถวายฯ, ขบวนแห่เทิดพระเกียรติพ่อขุนศรีอินทราทิตย์, การประกวดธง, กิจกรรม To Be Number One, การแข่งขันว่าว, การประกวดร้องเพลงผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่, การประกวดธิดาพ่อขุนบางกลางท่าว, การประกวดร้องเพลงประเภทบุคคลทั่วไป (OPEN), พิธีบวงสรวงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (วัดกลาง), การเดินแบบผ้าไทยการกุศล, พิธีขึ้นเขาปักธงชัย, การแสดงแสง เสียง เทิดพระเกียรติฯ และการออกร้านรางวัลกาชาดอำเภอนครไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1349959&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vAl6P0CzIanA2scMVmZ5B

  • NT ผนึกสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับสถานประกอบการไทย

    NT ผนึกสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับสถานประกอบการไทย

    NT ผนึกกำลังร่วมกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สนับสนุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาบริการยกระดับศักยภาพสถานประกอบการของไทย

    NT Partners with National Institute of Productivity to Support Digital Technology and Enhance Thai Enterprises

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ  NT ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยการพัฒนาบริการยกระดับศักยภาพสถานประกอบการของไทย กับ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เพื่อผนึกกำลังในการส่งเสริมสนับสนุนการยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่บุคลากรในภาคส่วนต่าง ๆ ให้มีความพร้อมทางด้านดิจิทัล สามารถเป็นกำลังหลักในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน โดย พันเอก สรรพชัยย์  หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และนายสุรเชษฎ์ พลวณิช รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ร่วมลงนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับบุคลากรและผู้ประกอบการให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการผสานจุดเด่นและความเชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงานและสร้างโอกาสทางธุรกิจผ่านการดำเนินกิจกรรมการตลาดร่วมกัน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3  อาคารกาญจนาภิเษก สถาบันวิชาการ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    พันเอก สรรพชัยย์  หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า NT พร้อมที่จะนำทรัพยากรด้านเทคโนโลยีอันทันสมัย รวมถึงระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความปลอดภัยสูง มาร่วมในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยสถาบันวิชาการของ NT มีศักยภาพ สามารถพัฒนาและจัดสอนหลักสูตรด้านโทรคมนาคมและดิจิทัล ร่วมกับจุดแข็งของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบฝึกอบรมหลักสูตรเพื่อเพิ่มผลิตภาพให้แก่บุคลากรและองค์กรภาคอุตสาหกรรมและบริการ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้  NT ได้มีการพัฒนาบุคลากรมาอย่างต่อเนื่อง มีหลักสูตรด้านดิจิทัลเพื่อการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในทุกระดับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงระดับปฏิบัติการ ซึ่งนอกจากหลักสูตรประจำที่ดำเนินการโดยสถาบันวิชาการ NT แล้ว ยังมีการพัฒนาหลักสูตรด้านดิจิทัลร่วมกับสถาบันการศึกษาในเครือข่าย โดยเนื้อหาของหลักสูตรสอดคล้องตามมาตรฐาน ทักษะด้านดิจิทัล ด้วยความร่วมมือกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ภายในระยะเวลา 2 ปี ต่อจากนี้ นอกจากแบ่งปันองค์ความรู้ และหลักสูตรที่ต่างมีร่วมกันในการขยายผลกลุ่มผู้เรียนแล้ว ยังครอบคลุมถึงการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ให้ทันสมัย ตอบโจทย์สถานการณ์และการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตต่อไปด้วย

    นายสุรเชษฎ์ พลวณิช  รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ  เป็นสถาบันชั้นนำด้านการจัดการองค์กรที่ให้บริการปรึกษาแนะนำ ฝึกอบรม วิจัยพัฒนา รณรงค์ส่งเสริมและผลักดันให้เกิดขบวนการเพิ่มผลิตภาพเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วนของสังคม อันนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระดับสากล โดยการผนึกกำลังของ 2 องค์กรในครั้งนี้ มุ่งมั่นที่จะเพิ่มทักษะ ยกระดับศักยภาพบุคลากร ด้วยความรู้ด้านผลิตภาพและด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นอีกแรงสนับสนุนให้องค์กรไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที ด้วยการออกแบบหลักสูตรอบรมครอบคลุมหลายด้านที่ผสมผสานทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ การพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตอบโจทย์จริงของสถานประกอบการ สามารถยกระดับทักษะบุคลากรและองค์กรไทย ให้แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำหรับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติซึ่งได้มาร่วมเป็นเครือข่ายความร่วมมือของสถาบันวิชาการ NT ก็จะร่วมกันกำหนดกรอบและแผนงานความร่วมมือในการยกระดับศักยภาพสถานประกอบการในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถนำหลักสูตรไปถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการในรูปแบบ การสัมมนา การอบรมภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ  โดยจะมีการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรอบรมร่วมกันต่อไป

    เรื่องน่าสนใจเพิ่มเติม:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphone-droid.net/nt-partners-with-national-institute-of-productivity-to-support-digital-technology-and-enhance-thai-enterprises/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00ySgq4VekNuFfRHWtQOfU

  • พ.ร.บ.โลกร้อน จ่อสร้างอาชีพใหม่-ปัญหาขาดแคลนแรงงานสิ่งแวดล้อม 50,000 ตำแหน่ง GCC จับมือ 2

    พ.ร.บ.โลกร้อน จ่อสร้างอาชีพใหม่-ปัญหาขาดแคลนแรงงานสิ่งแวดล้อม 50,000 ตำแหน่ง GCC จับมือ 2

    พ.ร.บ.โลกร้อน จ่อสร้างอาชีพใหม่-ปัญหาขาดแคลนแรงงานสิ่งแวดล้อม 50,000 ตำแหน่ง GCC จับมือ 2 สถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตรปั้นบุคลากร

    “พ.ร.บ.โลกร้อน” จ่อสร้างอาชีพใหม่หลากหลายกลุ่ม ตอบโจทย์ทั้งการจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต-การตรวจสอบและทวนสอบรายงานก๊าซเรือนกระจก ที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์ หวั่นแรงงานสายสิ่งแวดล้อมขาดแคลนตามรอยต่างประเทศรวมกว่า 50,000 ตำแหน่งใน 3 ปี หลังกฎหมายบังคับใช้เป็นทางการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ตรวจสอบและทวนสอบ ด้านโกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าจับมือ 2 สถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตร ป.ตรี ด้านสิ่งแวดล้อม ปั้นบุคลากรตอบโจทย์ตลาด พร้อมจัดหลักสูตรระยะสั้น เพิ่มพูนความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้องค์กรต่างๆ ต่อเนื่อง

    พ.ร.บ.โลกร้อน จ่อสร้างอาชีพใหม่-ปัญหาขาดแคลนแรงงานสิ่งแวดล้อม 50,000 ตำแหน่ง GCC จับมือ 2 สถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตรปั้นบุคลากร

    นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ GCC เปิดเผยว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(พ.ร.บ.โลกร้อน) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2569 นี้ จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การทำงานสายสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพใหม่ และทำให้เกิดความต้องการบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ทั้งในระดับผู้ปฏิบัติการและระดับผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร เช่น เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านสังคม เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านธรรมาภิบาลซึ่งในปัจจุบันหลายบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทมหาชนเริ่มมีการเปิดตำแหน่งดังกล่าวเพื่อรับคนเข้าทำงานมาพักใหญ่แล้ว 2.กลุ่มที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก เช่น ที่ปรึกษาด้านการประเมินก๊าซเรือนกระจก ที่ปรึกษาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อออกแบบมาตรการในการลดผลกระทบ (Mitigation) และรับมือ (Adaptation) เจ้าหน้าที่โครงการพลังงานหมุนเวียน นักวิเคราะห์ด้านความยั่งยืน 3.กลุ่มงานตรวจสอบและทวนสอบรายงานการประเมินก๊าซเรือนกระจก Validator หรือ Verifier ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ Audit ของฝั่งบัญชี แต่เปลี่ยนมาทำหน้าที่ตรวจสอบรายงานก๊าซเรือนกระจกหรือสิ่งแวดล้อมให้แก่บริษัทต่างๆ โดยตรง และ 4. กลุ่มงานการจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดบัญชีคาร์บอนเพื่อการลด และชดเชย ผู้จัดการด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

    “เราประเมินว่า ตลาดแรงงานไทยจะต้องการบุคลากรในสายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้า และจะมีหลายตำแหน่งงานที่จะประสบปัญหาบุคลากรขาดแคลน เช่น ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator ผู้ทวนสอบ หรือ Verifier เพราะนิติบุคคลในไทยกว่า 800,000รายทั่วประเทศ จะต้องทำการประเมิน บันทึกการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์และจัดทำรายงาน โดยมีทั้งที่ปรึกษา ผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบเข้ามาดูแลทุกปี ขณะที่จำนวนบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตในไทยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาซึ่งมีเพียง 530 กว่าคน (ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล) ผู้ตรวจสอบ ผู้ทวนสอบมีเพียงระดับ 100 กว่าคน บริษัทผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบ หรือ VB (Verification Body) VVB (Validation & Verification Body )ในไทยที่ได้รับการรับรองมีประมาณ 20 กว่าบริษัทเท่านั้น บางบริษัทมีบุคลากรเพียงพอทั้งทำหน้าที่ตรวจสอบและทวนสอบได้เพื่อรองรับกรณีโครงการ T-VER บางบริษัททำหน้าที่ได้เพียงการทวนสอบเพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกองค์กร (CFO) และก๊าซเรือนกระจกผลิตภัณฑ์ (CFP) เท่านั้น” นายตรีเทพ กล่าว

    สถานการณ์ดังกล่าว คล้ายคลึงกับหลายประเทศที่บังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นแล้ว เช่น บางประเทศในกลุ่มอียู ในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือสิงค์โปร์ ที่ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรในสายงาน ที่ปรึกษา (GHG Consult) ผู้ตรวจสอบและทวนสอบ (Validator & Verifier) ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของการดำเนินการตลอดกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ต่อนิติบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มนิติบุคคลที่ยังคงมีการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องสูงสุด 10 อันดับแรก และโฟกัสลงไปเฉพาะประเภทธุรกิจที่ส่งผลต่อการสร้างก๊าซเรือนกระจก หรือ Green House Gas ซึ่งมีประมาณ 140,000 กว่าราย อาทิ ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป ธุรกิจร้านอาหารภัตตาคาร ธุรกิจการผลิตขายส่งอุปกรณ์เครื่องจักร ธุรกิจขนส่งขนถ่ายสินค้า ธุรกิจโรงแรมและห้องชุด ตลอดจนการประเมิน การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและการตรวจสอบทวนสอบ เพื่อหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า หากประเทศไทยปรับเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 เร็วขึ้นจากเดิม 15 ปี การเริ่มต้นดำเนินการที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ก่อนว่าแต่ละนิติบุคคลนั้นๆ ปล่อยคาร์บอนเท่าไรเพื่อนำไปสู่แผนการลด ซึ่งหากบุคลากรในกระบวนการต่างๆเหล่านี้มีไม่เพียงพอ ย่อมนำมาซึ่งความล่าช้า จนเป็นเหตุนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายไม่ได้อย่างที่ภาครัฐคาดหวัง

    นายตรีเทพ กล่าวอีกว่า เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว GCC จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาตรี การศึกษาสาขาวิทยาการจัดการนวัตกรรมทางธุรกิจ / การจัดการธุรกิจแบบบูรณาการ ระดับชั้นปี ที่ 3-4 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ เกี่ยวกับ Carbon Footprint – Net Zero เพื่อปลูกฝังและสร้างองค์ความรู้ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้และเข้าใจในกระบวนการเพื่อประเมินและลดก๊าซเรือนกระจกภาพรวม ซึ่งมุ่งสร้างบุคลากรที่มีทั้งทักษะวิชาการและความเข้าใจเชิงปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานนี้ ทั้งในอาชีพ ที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจก (GHG Consult) ผู้ตรวจสอบ ผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (Validator & Verifier) และอื่นๆ เพื่อบรรเทาปัญหาความขาดแคลนบุคลากร สร้างระบบนิเวศด้านการศึกษาและการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะผลิตบุคลากรได้กว่า 300 คนต่อปี

    “การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับประเทศไทยในการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพราะบุคลากรเหล่านี้จะเป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างกฎหมาย มาตรการ และการปฏิบัติจริงในทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย GCC มองว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันกับระดับสากล” นายตรีเทพ กล่าว

    ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง เดินหน้าบรรเทาปัญหาระยะสั้น ด้วยการจัดหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น ภายใต้ “GCC – RMUTT – RMUTI Academy” เป็นหลักสูตรทั้งแบบเร่งรัด 1 วัน และหลักสูตรแบบเจาะลึก 2 วัน อย่างต่อเนื่อง เพื่ออบรมยกระดับองค์ความรู้ ด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการก๊าซเรือนกระจก การบันทึกและรายงานก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้อง ให้แก่องค์กร นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไป พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gcc.co.th/company-profile/ourservice/courseTraining หรือ www.facebook.com/globalcarboncorporation


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12755644&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ljEgIPkjSUPm0-5Fpnn25

  • สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    ภูมิภาค

    สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ได้จัดการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 
    รุ่นที่ 1 (พนต. 1) มีผู้เข้ารับการศึกษาอบรมจำนวน 140 คน ประกอบด้วยบุคลากรจากหลากหลายภาคส่วน เช่น บุคลากรของพรรคการเมือง นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น ข้าราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ศิลปิน และภาคประชาสังคม โดยในการศึกษาอบรมหลักสูตรดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมจัดทำเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เข้ารับการศึกษาอบรม โดยการนำองค์ความรู้จากการศึกษาอบรมมาจัดทำโครงงานเชิงปฏิบัติการและลงพื้นที่สู่การปฏิบัติ 
            
    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รวบรวมและเผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการของการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 (พนต. 1) ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ และเป็นไปตามรูปแบบที่สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้งกำหนด จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่
            
    1. ผลของการใช้บัญชีทางการ LINE OA ต่อความถูกต้องในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) : กรณีศึกษาการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
            
    2. การเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นแก่เยาวชนในสถาบันการศึกษาสู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
            
    3. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กรณีศึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี
            
    4. สูตร (ไม่สำเร็จ) การลาออกของผู้บริหารท้องถิ่นก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง : ศึกษากรณีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี

    5. การวิเคราะห์บทบาทของโซเชียลมีเดียในการสื่อสารแนวคิดประชาธิปไตย : การส่งเสริมการแสดงออกของวัยรุ่นในกระบวนการประชาธิปไตย
            
    6. การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านระบบออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร
            
    การจัดทำเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและการเพิ่มพูนประสบการณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการเมือง การเลือกตั้ง รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้กับผู้เข้ารับการศึกษาอบรม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง และยั่งยืนต่อไป
            
    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญประชาชนและผู้สนใจดาวน์โหลดเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการของการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 (พนต. 1) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสแกน QR Code ด้านล่าง 


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449806&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1icnoRQtonfEAjmuDfUfU-