Category: วัฒนธรรม

  • วิศวกรรมเครื่องกล SPU ดูงานแบบจัดเต็ม! สัมผัสเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกยุคใหม่ 🌏 – คณะวิศวกรรมศาสตร์

    วิศวกรรมเครื่องกล SPU ดูงานแบบจัดเต็ม! สัมผัสเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกยุคใหม่ 🌏 – คณะวิศวกรรมศาสตร์

    Related Posts

    ค่าเทอมสาขา

    คณะ/สาขาวิชา ลักษณะการกู้ยืมฯ เทอม 1 ตลอด หลักสูตร
    คณะบริหารธุรกิจ
    วิศวกรรมโยธา 1 46,600 41,600 359,400
    วิศวกรรมโยธา – การจัดการงานก่อสร้าง 1 46,600 41,600 359,400
    วิศวกรรมโยธา (นอกเวลาราชการ) 1 45,600 40,600 365,900
    วิศวกรรมไฟฟ้า 2 44,600 39,600 361,400
    วิศวกรรมไฟฟ้า – ระบบควบคุมอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 2 44,600 39,600 361,400
    วิศวกรรมไฟฟ้า (นอกเวลาราชการ) 2 38,600 33,600 370,400
    วิศวกรรมเครื่องกล 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล – เทคโนโลยีอาคาร 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล (เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่) 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล (นอกเวลาราชการ) 2 45,600  40,600 373,400
    วิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ 2 45,600  40,600 362,000
    วิศวกรรมอุตสาหการ – การจัดการวิศวกรรม 2 45,600  40,600 362,000
    วิศวกรรมระบบราง 1 50,600  45,600 355,000

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/engineer/spusoe-me-mitsubishi/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ymPin31lp8_ulQZdix40t

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/board/tcas/4157600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vCid5KbrGnV_3oR9XPSN7

  • ความยั่งยืนเริ่มจากการลงมือทำวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

    ความยั่งยืนเริ่มจากการลงมือทำวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

    บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด บนเส้นทางแห่งความยั่งยืน ของผู้ประกอบการไทย ที่เริ่มจากหัวใจของคนทำงาน

      ในอุตสาหกรรมไม้ยางพาราที่มีการแข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การพัฒนาให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงจำเป็นต้องมีผู้นำที่มองลึกกว่าตัวเลขกำไร คุณพรศักดิ์ งามรัตนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจจากศูนย์ เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง และขับเคลื่อนองค์กรด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นต่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    จุดเริ่มต้นของ บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด

      “ธุรกิจของผมเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่เกษตรกรต้องโค่นต้นยางพาราจำนวนมากเพราะกรีดน้ำยางจากต้นไม่ได้ ทำให้ต้องปลูกต้นยางพาราใหม่ทดแทน ทำให้ไม้ยางพาราล้นตลาด ตอนนั้นโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราก็มีอยู่ไม่กี่โรง ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นโอกาสที่จะมาตั้งโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบตรงนี้ให้มีค่ามากยิ่งขึ้น

    ก่อนเข้ามาทำโรงงานนี้ ผมไม่มีความรู้เรื่องไม้ยางพารามาก่อนเลย เพราะเดิมทีผมทำธุรกิจร้านอาหาร แต่พอเริ่มมาลงมือทำจริง ผมเรียนรู้ทุกอย่างจากประสบการณ์ล้วน ๆ ศึกษาวิธีอบไม้ยางพาราเอง แก้ปัญหาเอง ทดลองเอง จนเริ่มเข้าใจระบบทั้งหมด โดยเมื่อก่อนวัตถุดิบมีเยอะ เพราะโรงงานมีน้อย แต่พอโรงงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มแย่งวัตถุดิบกัน ราคาก็ปรับสูงขึ้น ทำให้เราต้องปรับตัวหนักเหมือนกัน เพราะถ้าเราบริหารไม่ดี มันไปต่อไม่ได้แน่นอน”

    จุดแข็งที่โดดเด่นจากคู่แข่ง

     สินค้าของบริษัท บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด มีจุดเด่นอยู่ที่คุณภาพของไม้ยางพาราที่ผ่านการคัดเลือกวัตถุดิบอย่างเข้มงวด และการควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ทำให้ไม้มีความแห้งสม่ำเสมอ ไม่บิดงอ แข็งแรง ทนทาน เหมาะต่อการนำไปแปรรูปในงานเฟอร์นิเจอร์และอุตสาหกรรมไม้ระดับคุณภาพ

    แนวคิดการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน

      “เมื่อก่อนโรงงานที่ประกอบการโรงเลื่อยไม้ยางพาราในภาคใต้มันน้อย วัตถุดิบมันก็มีเพียงพอ แต่ ณ ปัจจุบัน ปัญหาที่พบเจอคือมีโรงงานเกิดขึ้นหลากหลาย แย่งวัตถุดิบกันจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ราคาวัตถุดิบปรับสูงจนไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้ บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด เริ่มจากการคิดหาทางว่าทำอย่างไรดีที่พอจะลดต้นทุนได้ เราก็เริ่มมีการทำโซล่าเซลล์ขึ้นมา ซึ่งอันนี้ได้ผลมากเลย เพราะโรงงานไม้ยางของเรา เดือนหนึ่งเมื่อก่อนผลิตเต็มที่ เราใช้ค่าไฟเดือนละสองล้านกว่าบาท แต่ตอนนี้พอติดตั้งโซล่าเซลล์ไปสองเฟสแล้ว เราลดค่าใช้จ่ายไปได้ประมาณห้าถึงหกแสนบาทต่อเดือนเลย หลังจากนั้นเราก็ต่อยอดแนวคิดดเรื่องของ ESG เรื่อยมา

    สำคัญที่สุดเลยคือเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะโรงงานผลิตไม้จะมีเรื่องของฝุ่น เรื่องของขยะ เรื่องของควัน โรงงานของเราก็มีการควบคุมตลอด ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าเราพึ่งมาควบคุมเรื่องนี้ เราทำมาตลอดในเรื่องการควบคุมมลภาวะ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนชุมชนโดยรอบ

       พร้อมทั้งทุก ๆ ปี เราจะเป็นประธานกฐินผ้าป่าให้กับวัดตามชุมชน หรือไม่ว่าจะเป็นเทศกาลวันเด็กเราก็มีของขวัญไปทุกหน่วยงาน การมอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ตลอดจนสาธารณกุศลที่ยื่นมือมาขอความช่วยเหลือ เราซัพพอร์ตให้ทุกรายการครับ เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคม

    นอกจากจะช่วยเหลือสังคมโดยรอบแล้วสังคมในโรงงานก็สำคัญไม่แพ้กัน เรามีพนักงานอยู่ประมาณสี่ร้อยคน เราก็มีการคัดแยกขยะเป็นสามประเภท แล้วก็นำมาขาย พอขายได้เท่าไหร่ เราไม่ใช่เอาเข้าบริษัทนะครับ เงินที่ได้เรานำมาซื้อข้าวของเครื่องใช้เครื่องกินแจกกับพนักงานที่อาศัยอยู่ ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้พนักงานรักองค์กรมากยิ่งขึ้นเมื่อเขารักองค์กรผลดีก็จะส่งมาถึงคุณภาพของงาน

       สุดท้ายองค์กรของเรามีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ในเรื่องของค่าแรงของพนักงาน เราก็สามารถตรวจสอบได้ ในเรื่องของระบบการเงิน การบัญชีของบริษัทก็สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงพนักงาน ระบบการเงิน ทุกอย่างเราสามารถตรวจสอบได้หมดครับ”

    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะทำให้บริษัทเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบโรงงานให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน เพราะ ESG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่ แต่ ESG คือเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้จริง ๆ

    SCB สนับสนุนแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

      “เราใช้บริการของ SCB มาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจไม้ยางพาราเลยครับ ตอนแรกก็เพราะในเครือญาติใช้บริการธนาคารไทยพาณิชย์ กันอยู่แล้วก็แนะนำมา หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยไปจากธนาคารไทยพาณิชย์ เลย คิดว่า ณ วันนั้นที่ตัดสินใจ ก็ยังมีความรู้สึกว่าเราไม่ผิดหวังกับธนาคารเลย ซึ่งทางธนาคารไทยพาณิชย์ ให้คำปรึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับการลงทุน ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน เขาให้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว ฉับไว และเราได้ข้อมูลทันที อันนี้สำคัญมากครับ คิดว่า ณ วันนั้นที่ตัดสินใจ วันนี้เราก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมว่าไม่ผิดหวังเลย เรามีเพื่อนคู่คิด มีผู้ร่วมลงทุนที่พร้อมเดินไปด้วยกัน

    ทุกครั้งที่เรามีปัญหาธนาคารไทยพาณิชย์ จะเข้ามาช่วยตลอด ช่วงโควิดก็เหมือนกันครับ เขายื่นมือมาช่วยทันที

    สำหรับผู้ประกอบการท่านอื่นที่ยังไม่เคยใช้บริการกับธนาคารหรือใช้ธนาคารอื่นอยู่ ผมอยากให้ลองใช้บริการของธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นทางเลือกดู จากประสบการณ์ที่ผมใช้มาตลอด ผมคิดว่าเป็นธนาคารที่ดูแลเราอย่างดีจริง ๆ และผมก็ยังมีความรู้สึกว่าเราไม่ผิดหวังเลยครับ

    “ตลอดระยะเวลากว่า 34 ปีที่ผ่านมา บริษัท พี.เอส.ที.พาราวู้ด (2559) จำกัด ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยหัวใจของความตั้งใจจริง ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม การเดินหน้าสู่ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเส้นทางที่บริษัทเชื่อมั่นว่าจำเป็นต่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทย และเมื่อมีพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจ มองเห็นศักยภาพ และพร้อมร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกันอย่างธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทจึงสามารถก้าวต่อได้อย่างมั่นคง แม้ในวันที่สถานการณ์ไม่ง่าย

    ESG Start Now – เริ่มเพื่อรอด เพราะความยั่งยืนเริ่มจากการลงมือทำวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/sme-banking/articles/success-story-and-inspiration-case/pstparawood2559/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n0FNdX4PT3FmHt-QZuhX_

  • ข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่น จากปมซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวถึงไต้หวัน  ทวีความรุนแรงขึ้นเพราะอะไร ?  – BBC News ไทย

    ข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่น จากปมซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวถึงไต้หวัน ทวีความรุนแรงขึ้นเพราะอะไร ? – BBC News ไทย

    รวมประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับปมพิพาทล่าสุดระหว่างจีน-ญี่ปุ่น เหตุใดจึงยกระดับความรุนแรงมากขึ้น

    ที่มาของภาพ, Kyodo via Reuters

    คำบรรยายภาพ, ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในเกาหลีใต้ เมื่อ 31 ต.ค. ระหว่างการประชุมเอเปคที่ผ่านมา

    จีนและญี่ปุ่นกำลังตกอยู่ในความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากคำกล่าวของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ออกมากล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยกองกำลังป้องกันตนเองหากจีนโจมตีไต้หวัน

    คำพูดดังกล่าวก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากนักการทูตจีนรายหนึ่งที่ออกมาตอบโต้ซึ่งบางความเห็นตีความไปว่าเป็นการข่มขู่ที่จะสังหารเธอเลยทีเดียว

    ทว่าสิ่งที่เริ่มต้นจากการเป็นสงครามทางวาจาตอนนี้ได้ลุกลามไกลเกินกว่าการตอบโต้ด้วยคำพูดที่เสียดสีกันไปมา กระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองชาติต่างยื่นประท้วงต่อกันอย่างจริงจัง นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังออกคำเตือนต่อพลเมืองของตนให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย ขณะที่จีนบอกประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่น

    สายการบินในจีนบางส่วนเสนอการคืนเงินให้กับลูกค้าที่จองตั๋วเครื่องบินไปยังญี่ปุ่น รวมทั้งการเลื่อนกำหนดการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมในจีนออกไป

    ความขัดแย้งครั้งนี้ยังแตะเข้าไปในเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นศัตรูระหว่างจีนและญี่ปุ่นด้วย รวมทั้ง “ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยาวนานเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของไต้หวันซึ่งปกครองตนเอง

    บีบีซีรวบรวมสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับเหตุพิพาทครั้งนี้

    ลำดับเวลาของเหตุการณ์

    ความตึงเครียดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นระหว่างการประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา สมาชิกสภาจากฝ่ายค้านได้ถามซานาเอะ ทาคาอิจิว่า สถานการณ์ใดเกี่ยวกับไต้หวันที่จะถือว่าเป็นสถานการณ์คุกคามต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น

    เธอตอบว่า “หากมีการสู้รบและการใช้กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะคิดกับมันอย่างไร ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอด”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    คำว่า “สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอด” เป็นศัพท์ในทางกฎหมายที่เขียนไว้ในกฎหมายความมั่นคงของญี่ปุ่นฉบับปี 2015 เป็นข้อบัญญัติที่อ้างถึงการโจมตีด้วยอาวุธต่อพันธมิตรที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น ในสถานการณ์แบบนี้ กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถเตรียมพร้อมเพื่อตอบโต้ต่อภัยคุกคามดังกล่าว

    คำกล่าวของทาคาอิจิทำให้รัฐบาลจีนเดือดดาลขึ้นทันที โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าคำพูดนี้ “ร้ายแรงอย่างมหันต์”

    วันถัดมา เสวี่ย เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนประจำนครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ได้แชร์ต่อบทความข่าวเกี่ยวกับคำพูดของทาคาอิจิบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) และเขียนความเห็นของเขาบนโพสต์นั้นว่า “หัวสกปรกที่ยื่นเข้ามายุ่งเรื่องนี้ต้องถูกตัดออก”

    มิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงความเห็นว่า ถึงแม้เจตนาของเสวี่ย “อาจไม่ชัดเจน” แต่ก็เป็นข้อความที่ “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

    รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงต่อจีนเกี่ยวกับข้อความที่กงสุลจีนประจำนครโอซากาโพสต์ ส่วนรัฐบาลจีนก็ยื่นประท้วงต่อญี่ปุ่นด้วยเช่นกันกรณีคำพูดของทาคาอิจิในสภา

    นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะถอนคำพูดของเธอ โดยยืนยันว่าเป็นคำกล่าวที่ ” สอดคล้องกับจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาล” อย่างไรก็ดี เธอบอกว่าจะระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับฉากทัศน์ในเหตุการณ์เฉพาะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    ขณะเดียวกันจีนก็เพิ่มแรงกดดันต่อญี่ปุ่นด้วยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นมาเข้าพบ และเรียกร้องให้ทาคาอิจิถอนคำพูดหลายต่อหลายครั้ง

    บนโซเชียลมีเดีย กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้เตือนให้ญี่ปุ่น “หยุดเล่นกับไฟ” และเสริมว่าหากญี่ปุ่น “กล้าก้าวก่ายในสถานการณ์ระหว่างช่องแคบ” จะถือว่าเป็น “การกระทำที่รุกราน”

    จีนยังเตือนพลเมืองของตนเองให้ “หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่นในช่วงเวลาอันใกล้” จากกรณีที่จีนบอกว่าเป็นกรณี “คำกล่าวที่ยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับไต้หวัน”

    เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ซึ่งต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวจีนหลายล้านคนไปเยือนญี่ปุ่นในแต่ละปี ขณะเดียวกันหุ้นของธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและค้าปลีกของญี่ปุ่นก็ร่วงลงท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าว

    ด้านญี่ปุ่นกล่าวว่าจุดยืนของญี่ปุ่นในการสนับสนุน “การแก้ไขปัญหาไต้หวันอย่างสันติ” “ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง” นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเตือนจีนให้ “กระทำการอย่างเหมาะสม” ในกรณีโพสต์บนโซเชียลมีเดียของกงสุลจีนประจำนครโอซากาด้วย

    ในสัปดาห์นี้ การเปิดฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่างน้อยสองเรื่องในประเทศจีนถูกเลื่อนออกไป โดยสื่อของทางการจีนรายงานว่า ตัวแทนผู้จัดจำหน่ายระบุเหตุผลว่าเกี่ยวข้องกับ “อารมณ์ความรู้สึกของผู้รับชมภายในประเทศ”

    สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนรายงานด้วยว่ายอดขายตั๋วภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่นกระแสดีอย่างเรื่อง เดมอน สเลเยอร์ อินฟินิตี คาสเซิล (Demon Slayer: Infinity Castle) ก็ตกลงด้วย

    ความไม่ลงรอยทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน

    ทั้งสองชาติมีประวัติศาสตร์ความไม่ลงรอยกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งสามารถสืบย้อนไปได้จากเหตุการณ์ขัดแย้งกันทางอาวุธหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1800 และปฏิบัติการทางทหารที่โหดร้ายของญี่ปุ่นในจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

    เจ้าหน้าที่กลาโหมจีนคนหนึ่งหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยกล่าวว่าญี่ปุ่นจะเผชิญกับ “ความพ่ายแพ้อย่างหนัก” จากกองทัพจีน หากญี่ปุ่น “ล้มเหลวในการถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์และกล้าเผชิญความเสี่ยงโดยประมาท”

    ความคับข้องใจในอดีตอาจเป็นจุดเจ็บปวดในความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีมาเป็นเวลานาน แต่การขึ้นสู่ตําแหน่งของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ ชี้ให้เห็นว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจรออยู่ข้างหน้า

    ผู้นำสายอนุรักษนิยมพยายามเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และให้คํามั่นว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมของประเทศ ซึ่งนั่นได้ส่งสัญญาณเตือนให้แก่รัฐบาลจีน

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ต่างก็มีความไม่ชัดเจนว่าจะตอบโต้อย่างไร หากจีนรุกรานไต้หวัน

    ทาคาอิจิยังเป็นที่รู้จักดีในการมีแนวคิด “สายเหยี่ยว” อันแข็งกร้าวเกี่ยวกับจีน และเป็นผู้สนับสนุนไต้หวันมาอย่างยาวนาน

    ก่อนหน้านี้เธอเคยกล่าวว่าการปิดล้อมเกาะไต้หวันอาจเป็นการคุกคามต่อญี่ปุ่น และญี่ปุ่นอาจเคลื่อนพลทหารไปเพื่อหยุดการรุกรานของจีนได้

    ส่วนจีนเองมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษเกี่ยวกับไต้หวัน เกาะที่ปกครองตนเองซึ่งรัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน จีนไม่ได้ตัดหนทางในการใช้กำลังออกไปเพื่อยึดไต้หวัน ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับรัฐบาลไต้หวันและพันธมิตรในภูมิภาค

    เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนกล่าวหานายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นว่าละเมิดหลักการจีนเดียว จากกรณีที่เธอโพสต์รูปถ่ายที่เธอพบกับเจ้าหน้าที่อาวุโสของไต้หวันในการพูดคุยนอกรอบระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในเกาหลีใต้

    ทำไมคำพูดของทาคาอิจิจึงก่อให้เกิดความปั่นป่วนเช่นนี้

    ความเห็นล่าสุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงการขยับออกจากจุดยืนที่คลุมเครือซึ่งญี่ปุ่นเคยมีธรรมปฏิบัติมาเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน

    สิ่งนี้สอดคล้องกับนโยบาย “ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์” ที่สหรัฐฯ รักษาไว้มาอย่างนาน นั่นคือ การที่ยังมีนโยบายที่คลุมเครือว่าจะทําอย่างไรเพื่อปกป้องไต้หวันในกรณีที่จีนรุกราน

    เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ความคลุมเครือเช่นนี้ทําให้จีนคาดเดาเสมอมา ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการป้องปราม ในขณะที่ยังปล่อยให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้

    จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่นคือหวังว่าปัญหาไต้หวันจะได้รับการแก้ไขอย่างสันติผ่านการเจรจา และเจ้าหน้าที่ของทางการญี่ปุ่นมักจะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงไต้หวันในการอภิปรายในทางสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคง

    หลายครั้งที่ญี่ปุ่นแสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน พวกเขาถูกตําหนิอย่างรุนแรงจากรัฐบาลจีน เช่น กรณีเมื่อปี 2021 ทาโร อาโซ รองนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นได้ออกมาพูดว่า ญี่ปุ่นจําเป็นต้องปกป้องไต้หวันเคียงข้างกับสหรัฐฯ ในกรณีที่มีการรุกราน ทำให้จีนออกมาประณามคําพูดของเขาและบอกให้ญี่ปุ่น “แก้ไขความผิดพลาด”

    ส่วนเหตุการณ์บานปลายล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า คำพูดของทาคาอิจิเป็น “การแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างร้ายแรง”

    “ไต้หวันคือไต้หวันของจีน” หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) และเสริมว่าจีนจะไม่ “ยอมให้เกิดการแทรกแซงใด ๆ จากต่างประเทศ” ในเรื่องนี้

    “ผู้นําญี่ปุ่นพยายามส่งสัญญาณอะไรไปยังกองกําลังแบ่งแยกดินแดน ‘เอกราชไต้หวัน’ ” เขากล่าวพร้อมเสริมว่า “ญี่ปุ่นพร้อมที่จะท้าทายผลประโยชน์หลักของจีนและหยุดการรวมชาติหรือไม่ ?”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cgmx30rdj28o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15XQuxy20SjptR4SO2a7dQ

  • ก้าวสู่ปีที่ 9 มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี รวมพลัง 3 ภาคส่วน ยกระดับการศึกษา

    ก้าวสู่ปีที่ 9 มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี รวมพลัง 3 ภาคส่วน ยกระดับการศึกษา

    ก้าวสู่ปีที่ 9 มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี รวมพลัง 3 ภาคส่วน ยกระดับการศึกษา ร.ร.คอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าเข้มแข็ง มุ่งสร้างอิมแพ็คระดับชาติอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เป็นประธานเปิดงาน “CONNEXT ED Education Forum 2025” ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Education Future: อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย” ผนึกกำลังขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 9 สะท้อนความสำเร็จอันเกิดจากพลังแห่งความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ซึ่งได้ร่วมกันสร้างผลลัพธ์และอิมแพ็คที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 แห่งทั่วประเทศ  เร่งขยายผลการดำเนินงานระยะที่ 4 ยกระดับโรงเรียนก้าวสู่มาตรฐานสากล ส่งเสริมให้เด็กไทยเป็นเด็กดี มีความสามารถ พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมีคุณภาพ และร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยมีคณะที่ปรึกษามูลนิธิฯ รองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ นายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพลังงานและบริหาร กลุ่มมิตรผล นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บจก. โตชิบา ไทยแลนด์ บจก. ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม  และ บจก. สวนอุตสาหกรรมบางกระดี นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์  นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานคณะผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และนายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP กลุ่มธุรกิจ ทีซีพี และมูลนิธิใจกระทิง ตลอดจนผู้บริหารเครือข่ายพันธมิตร 61 องค์กร ร่วมงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

    ชู 5 ยุทธศาสตร์หลัก สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง

    จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในปี 2559 ปัจจุบัน มีองค์กรเอกชนพันธมิตรกว่า 61 องค์กร มีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัด สพฐ.จำนวน 7,019 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.47 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 2,145 คน ร่วมพัฒนาโรงเรียน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 6,700 คน  เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลและเอไอ ครอบคลุมในระดับพื้นที่ อีกทั้งยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษากว่า 82,000 คน ทำให้ครู 76% ใช้เทคโนโลยีในการสอนมากขึ้น และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ Learning Center ในโรงเรียนกว่า 2,000 แห่ง และได้จัดสรรคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คและอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัล พร้อมการอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเอไอเพื่อการเรียนการสอนแก่ครูและนักเรียน รวมมูลค่ากว่า 115 ล้านบาท ทำให้ครูและนักเรียนมีทักษะ Digital & Computer Literary เพิ่มขึ้น 75% โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องตามกลไก 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ที่มาช่วยเสริมแกร่งให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ ได้แก่

    1. ยุทธศาสตร์ที่ 1: การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาที่ได้มาตราฐานอย่างโปร่งใสสู่สาธารณะ (Standard & Transparency) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมูลนิธิฯ สนับสนุนการดำเนินงาน กำกับติดตาม และประเมินผลการบันทึกข้อมูลในระบบ School Management System (SMS) ของโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีทั่วประเทศตามช่วงเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ยังมีการขยายผลการใช้ระบบ SMS จาก 7,019 โรงเรียน ไปสู่ 29,000 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนด้าน Cloud Server จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ข้อมูลสถานศึกษามีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นระบบ รวมถึงปรับปรุงเกณฑ์ KPI ให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล ซึ่งได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์จาก McKinsey ตลอดจนการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์ดี (GOOD) เพิ่มขึ้นกว่า 58%

    2. ยุทธศาสตร์ที่ 2: กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยมี School Partner กว่า 2,100 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ร่วมพัฒนาครอบคลุมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ทั้งหมด 7,019 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ School Partners เหล่านี้ เติบโตเป็นผู้นำรุ่นใหม่กว่า 23% พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต 

    3. ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) โครงการ ICT Talent ภาครัฐ ได้รับการยอมรับและผลักดันจากกระทรวงศึกษาธิการ และมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่งตั้ง ICT Talent ภาครัฐกว่า 6,700 คน ครอบคลุมทุกโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี สนับสนุนให้ผู้บริหารสถานศึกษา และครู พัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัล ครูมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นถึง 80% พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชน ช่วยพัฒนาทักษะด้าน Facilitator และ Coaching ให้แก่ผู้บริหารและครูเพิ่มขึ้นอีก 53%

    4. ยุทธศาสตร์ที่ 4: เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum) จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ Learning Centers กว่า 2,000 แห่งในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี พร้อมทั้งมีภาคเอกชนร่วมเปิดพื้นที่เป็น Learning Center เพิ่มอีกกว่า 27 แห่ง ซึ่งการเรียนรู้แบบ Child-Centric ใน Learning Center ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น 82% และมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพเพิ่มขึ้น 73% ทั้งนี้ ยังร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำวิจัยการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center ต้นแบบสำหรับโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี เพื่อขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ทั่วประเทศ และมูลนิธิฯ มีการจัดทำคลังความรู้ World Library แพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้จากองค์กรพันธมิตรที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของเยาวชน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา

    5. ยุทธศาสตร์ที่ 5: การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา (Digital & AI Infrastructure) จัดสรรคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัล พร้อมการอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเอไอเพื่อการเรียนการสอนแก่ครูและนักเรียน รวมมูลค่ากว่า 115 ล้านบาท ทำให้ครูและนักเรียนมีทักษะ Digital & Computer Literary เพิ่มขึ้น 75% และเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์พร้อมใช้ โดยเริ่มจากองค์กรพันธมิตรของมูลนิธิฯ และสร้างแพลตฟอร์มบริจาคคอมพร้อมใช้ควบคู่กับการระดมทุน พร้อมทำงานร่วมกับ สพฐ. และสถาบันอาชีวศึกษา ในการรับมอบ ตรวจมาตรฐานคอมพิวเตอร์พร้อมใช้ และติดตั้งการคัดกรองข้อมูล (Filtering Software) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยก่อนส่งมอบ ทั้งนี้ ยังส่งเสริมให้ครูและนักเรียนมีทักษะการประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนการสอนอย่างมีจริยธรรมและวางระบบดูแล AI ให้เกิดการใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล (AI Governance)

    เจาะไฮไลท์ CONNEXT ED Education Forum 2025

    งานครั้งนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี ได้จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งพูดคุยแบ่งปันองค์ความรู้ เวิร์กชอปเปิดมุมมองการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล

    • ภาครัฐ–ประชาสังคม–เอกชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนพันธกิจสร้างผลลัพธ์และอิมแพ็คที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ส่งเสริมให้เด็กไทยเติบโตเป็น “เด็กดี มีความสามารถ” โดยในงาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่มีผลสัมฤทธิ์ดีอย่างต่อเนื่อง ประจำปี 2568
    • จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจ ไปกับ 7 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีต้นแบบจากทุกภูมิภาคที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จ ให้ผู้อำนวยการ คุณครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้นำไปต่อยอด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโรงเรียนในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น รร.บ้านบ่อหลวง จ.เชียงใหม่ รร.บ้านตากแดด จ.พังงา รร.บ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) จ.สุรินทร์ รร.บ้านห้วยจรเข้ โคราช รร.กรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม จ.ราชบุรี  รร.วัดกระทุ่ม (โสมประชาสรรค์) จ.ฉะเชิงเทรา และ รร.บ้านร่องแมด จ.พะเยา
    • ปั้นเด็กไทย Shaping Digital Citizenship & Future Skills จัดบรรยายพิเศษหัวข้อ “พลเมืองดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคต” ตามด้วยปฏิบัติการเวิร์กช็อป “Empowering CONNEXT ED Schools for the Future World” ดำเนินการโดย Slingshot Group ที่เปิดพื้นที่ให้คณะทำงานรัฐร่วมเอกชน บุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี School Partner และ ICT Talent ระดมความคิด-ทดลอง-ออกแบบ-ลงมือวางแผน เพื่อพลิกโฉมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีให้ตอบโจทย์โลกอนาคตอย่างแท้จริง

    ยิ่งไปกว่านั้น งานครั้งนี้ ยังยกทัพ Best Practice Sharing จากโรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดี มาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ บอกเล่าเรื่องราว The Key of Success, The Future We Learn ถ่ายทอดพลังแห่งความร่วมมือด้านการศึกษา ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จวันนี้ คืออนาคตของพวกเรา” รวมถึง Learning Center Experience:  สัมผัสประสบการณ์ในรูปแบบจำลอง “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center” ที่มูลนิธิฯ ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้ร่วมกันผลักดัน พร้อมชมกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-Centric) สนับสนุนการเรียนรู้ตามความสนใจ (Extracurricular) สามารถค้นพบศักยภาพของตนเองและมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)  ปิดท้ายด้วยโซนโชว์เคสความสำเร็จจากโรงเรียนทั่วประเทศ และบูธจากเครือข่ายพันธมิตรเอกชนกว่า 61 องค์กร ที่ร่วมสร้างผลลัพธ์การศึกษาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-858-1881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ที่ connexted.org

    #มูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี #CONNEXTEDfoundation

    เว็บไซต์: http://connexted.org

    FB: CONNEXT ED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2896614&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-tIETFCVGlYzmHNX5_pAp

  • รมช.ศึกษาฯลงพื้นที่แม่สะเรียงหาแนวทางแก้ไขให้แม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่การศึกษาพิเศษ

    รมช.ศึกษาฯลงพื้นที่แม่สะเรียงหาแนวทางแก้ไขให้แม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่การศึกษาพิเศษ

    ภูมิภาค

    รมช.ศึกษาฯลงพื้นที่แม่สะเรียงหาแนวทางแก้ไขให้แม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่การศึกษาพิเศษ

    วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายองอาจ วงษ์ประยูร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะได้เดินทางพบปะ ตรวจเยี่ยมและติดตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “ เรียนดีมีคุณธรรม” ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนและสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน  โดยมี นางสาวรัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารการมัธยมศึกษา  นายเอกชัย จันทา ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  นายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน , นายชัยชนะ สระทองทา ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 1 , ดร.นพพร  เดชชิต ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 , นายเสน่ห์ ชาติจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำเรียนข้อมูลในด้านต่างๆ  พร้อมด้วยผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการกลุ่ม/หน่วย และผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดแต่ละเขตฯเข้า ร่วมรับมอบนโนบายด้านการศึกษา  ณ  ห้องประชุมฉัตรนเรนทร อาคารใฝ่เรียนจุมภฏ – พันธุ์ทิพย์   อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
                  
    จากการลงพื้นที่ ได้พบว่าแม่ฮ่องสอนมีปัญหาหลักๆ เช่น ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องมายาวนาน เนื่องจากครูที่มาบรรจุที่จังหวัดส่วนใหญ่จะมาจากต่างจังหวัด เมื่อมาทำงานได้ระยะหนึ่ง ก็จะขอย้ายออกนอกพื้นที่ หลายโรงเรียนครูไม่เพียงพอ  ร่วมถึง ความต้องการด้านงบประมาณที่มีข้อจำกัดในบริบทของพื้นที่และการเพิ่มสวัสดิการเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจครูในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น 

    นายองอาจ วงษ์ประยูร  รมช.ศธ. กล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติและถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ได้มารับฟังปัญหาของพื้นที่ของแม่ฮ่องสอน ที่นับเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นหลายลักษณะ โดยเฉพาะสภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และความหลากหลายของประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ จากที่ได้รับฟังปัญหา อาทิ ความต้องการอัตราการบรรจุราชการครูเพิ่มขึ้น, โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต  การสร้างขวัญและกำลังใจเนื่องจากทำงานอยู่ในที่ห่างไกล เช่น การได้รับผลตอบแทนพิเศษ เป็นต้น การคิดงบประมาณของนักเรียน ครู และสถานศึกษาของแม่ฮ่องสอน ที่แตกต่างจากสถานศึกษาพื้นที่ราบปกติ เพื่อความอำนวยความสะดวกในการเรียน และการสอน เนื่องจากแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ห่างไกลด้วยบริบทของที่ตั้งสถานศึกษาที่แตกต่าง มีความจำเป็นด้านการดำรงชีพที่มีข้อจำกัดในหลายๆด้าน   อีกทั้งด้วยความห่างไกลก็ทำให้ราคาสิ่งของ การจัดการงบประมาณในด้านการอุปโภคและบริโภค การจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มเป็นสองเท่า โดย จะนำประเด็นปัญหาเหล่านี้ ไปหารือร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหาแนวทางแก้ไข ที่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรในสถานศึกษา 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455061&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pdcd_qB5ldbCDQPHZnb6s

  • “วิทยาศาสตร์แห่งการหลอกลวง” ใบหน้าแบบไหนดูเหมือนจริงใจซื่อสัตย์ และเทคนิคจับคนโกหก – BBC News ไทย

    “วิทยาศาสตร์แห่งการหลอกลวง” ใบหน้าแบบไหนดูเหมือนจริงใจซื่อสัตย์ และเทคนิคจับคนโกหก – BBC News ไทย

    “วิทยาศาสตร์แห่งการหลอกลวง” ใบหน้าแบบไหนดูเหมือนจริงใจซื่อสัตย์ และเทคนิคจับคนโกหก

    ภาพประกอบ

      • Author, พัลลภ โกศ
      • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์

    “ไม่มีใครจับคนโกหกได้หรอก หากมีคนทำได้นั่นหมายความว่า อย่างน้อยจะต้องสังเกตเห็นการพลั้งปาก หรือความไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง แต่ไม่ใช่ด้วยการใช้ ‘สัญชาตญาณ’ ของตัวเอง อย่างที่คนเรามักจะให้ค่ากันมากเกินจริง”

    คำพูดข้างต้นเป็นของเซอร์ สตีเฟน ฟราย ผู้ถือบัตรสมาชิกของสมาคมอัจฉริยะระดับโลก “เมนซา” (Mensa International) เขาผู้นี้มีระดับสติปัญญาหรือไอคิวสูงถึง 170 แต่ก็ถูกโหวตให้แพ้และออกจากเกมจับโกหก The Celebrity Traitors ทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีวัน (BBC One) ไปเรียบร้อยแล้ว

    การเล่นเกมจับโกหกที่เกิดขึ้นในรายการดังกล่าว ดูเหมือนจะพิสูจน์ว่าคำพูดของเซอร์ฟรายนั้นถูกต้องโดยแท้ เพราะผู้เข้าแข่งขัน 16 คน ที่เป็นฝ่าย “คนซื่อสัตย์” และพูดความจริงเสมอ ต้องใช้เวลาเล่นเกมนานถึง 7 ตอนของรายการที่ออกอากาศ ก่อนจะจับได้ว่าใครคือ “คนทรยศ” หรือคนที่พูดโกหกสามคนแรกในหมู่ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด

    ภาพประกอบ

    แนวคิดของเซอร์ฟรายนั้น ออกจะขัดแย้งกับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ถ่ายทอดกันมายาวนานหลายศตวรรษ ซึ่งผู้คนมักจะเชื่อกันว่า มีวิธีอ่านสีหน้าหรือมีศาสตร์ในการดูลักษณะทางกายภาพบนใบหน้า (physiognomy) เพื่อทำนายนิสัยหรือคุณสมบัติต่าง ๆ ของแต่ละคน ซึ่งชาวจีนเรียกว่าการดูโหงวเฮ้งนั่นเอง

    ศาสตร์ดังกล่าวถูกนำมาใช้ในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อชี้ตัวอาชญากร โดยถือกันว่าคนที่มีโครงสร้างใบหน้าซึ่งรวมเอาลักษณะของ “มนุษย์ที่ยังไม่เจริญ” เอาไว้มาก เช่นมีขากรรไกรและโหนกแก้มใหญ่, รูปหน้าไม่สมมาตร, สันคิ้วสูงเด่น, หรือมีจมูกใหญ่และแบน มีโอกาสสูงที่จะเป็นคนไร้ศีลธรรมประจำใจและคดโกงไม่ซื่อสัตย์ได้

    แน่นอนว่าศาสตร์การดูโหงวเฮ้งดังข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นของวัฒนธรรมตะวันออกหรือตะวันตก ไม่ได้มีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง และมักจะมีที่มาจากอคติทางสังคมและเชื้อชาติ จนไม่ได้รับความเชื่อถือในวงการประชานศาสตร์ (cognitive science) หรือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ศึกษาเกี่ยวกับความคิดและความฉลาดแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดได้ชี้ให้เห็นว่า คนเรายังคงถูกหลอกให้มีอคติหรือเห็นผิดได้ ด้วยลักษณะทางกายภาพภายนอกที่ผิวเผิน จนไปหลงเชื่อคนโกหกหลอกลวง เพียงเพราะเขาหรือเธอมีหน้าตาดี ใบหน้าได้รูปสมมาตรเข้าขั้นสวยหล่อ หรือเพียงเพราะมีการแสดงออกทางสีหน้าที่ดูเหมือนเป็นคนซื่อตรงเท่านั้น

    เหล่านักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาดังข้างต้น สามารถจะทำให้คนโกงมีใบหน้าที่ดูเหมือนคนจริงใจน่าเชื่อถือ แม้ในความเป็นจริงแล้วคนผู้นั้นจะเป็นนักต้มตุ๋นที่เหลี่ยมจัด ยิ่งกว่าผู้เข้าแข่งขันฝ่าย “คนทรยศ” ในรายการของบีบีซี อย่างเช่นโจนาธาน รอสส์, อลัน คาร์, และแคต เบิร์นส์ รวมหัวกัน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ภาพประกอบผู้ชายนอนให้แพทย์ตรวจที่คอ

    • .

    • วันสุดท้ายของ ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ภายนอกเรือนจำเมื่อ 9 ก.ย. ก่อนฟังคำสั่งศาลฎีกาฯ

    • A colour treated photo of Hitler speaking into a big microphone. He's wearing a light brown jacket and red tie.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ปรากฏการณ์รัศมีลวงตา (Halo effect)

    หลักฐานหนึ่งที่ช่วยพิสูจน์ยืนยันว่า คนเราล้วนมีแนวโน้มจะเชื่อถือรูปลักษณ์ภายนอกเป็นอย่างมาก ก็คืองานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี 2000 ซึ่งพบว่าคนหน้าตาดีจะถูกมองในแง่บวกจากผู้อื่นมากกว่า หมายความว่าคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดน่าหลงใหล จะถูกมองว่าฉลาด, มีความสามารถ, และเชื่อถือพึ่งพาได้ไปด้วย

    “อะไรที่ดูสวยงามนั้นดีเสมอ นั่นคือข้อสันนิษฐานที่คนเรามักจะทึกทักเอาเองอยู่เรื่อย” ดร.ราเชล มอลิเตอร์ นักจิตวิทยาและอาจารย์ผู้สอน จากมหาวิทยาลัยโคเวนทรีของสหราชอาณาจักรกล่าว “หากคุณเห็นว่าใครหน้าตาดีแล้วละก็ คุณจะเชื่อโดยอัตโนมัติว่า เขามีคุณสมบัติที่ดีในด้านอื่น ๆ ไปด้วย”

    อย่างไรก็ตาม การตัดสินว่าใครหน้าตาดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น และค่านิยมของผู้คนในยุคสมัยต่าง ๆ ด้วย ทว่างานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2015 ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสน่ห์ดึงดูดและความน่าเชื่อถือ พบว่าใบหน้าที่มีความสวยงามในระดับปานกลาง และใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป กลับดูมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าและดูน่าเชื่อถือมากกว่า

    นั่นหมายความว่ามีปรากฏการณ์ “รัศมีลวงตา” หรือ “เฮโลเอฟเฟกต์” (Halo effect) แค่ในระดับหนึ่ง ที่สามารถนำไปสู่ความน่าเชื่อถือในระดับสูงได้ ส่วนคนที่สวยหล่อสุดขีดอย่างเหลือล้ำ หรือมีเสน่ห์ดึงดูดแบบแปลก ๆ ที่แตกต่างจากคนหน้าตาดีโดยทั่วไป กลับถูกมองว่าน่าเชื่อถือน้อยลงได้

    ภาพกราฟิกประกอบ

    ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติของคนเรา ซึ่งใช้จิตใต้สำนึกตัดสินว่าใครเชื่อถือได้หรือไม่ได้ ในทันทีที่มองเห็นหน้ากันนั้น มักจะลำเอียงเข้าข้างใบหน้าที่ยิ้มแย้มดูมีความสุข และใบหน้าที่ดูเป็นมิตรมากกว่า โดยผลการทดลองหลายครั้งของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในปี 2008 ชี้ว่าผู้เข้าร่วมการทดลองที่เป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย จะให้คะแนนใบหน้าที่ยิ้มแย้มร่าเริงว่าเป็นใบหน้าของคนที่ซื่อสัตย์จริงใจมากกว่า เมื่อเทียบกับใบหน้าที่ดูโกรธขึ้ง, เศร้าสร้อย, หรือดูเฉยเมยบึ้งตึง

    ส่วนผลการศึกษาในปี 2015 ที่ทำกับอาสาสมัครชาวฝรั่งเศส พบว่ารอยยิ้มที่ได้รับการประเมินว่าดูจริงใจกว่านั้น จะพลอยได้รับการตัดสินว่ามีความน่าเชื่อถือสูงกว่าด้วย ทั้งยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เจ้าของรอยยิ้มนั้นมีโอกาสหาเงินเข้ากระเป๋าได้สูงกว่าผู้อื่น

    ในทางตรงกันข้าม ดร.มอลิเตอร์บอกว่าใบหน้าที่สังเกตเห็นได้ไม่ชัดเจน เช่นใบหน้าที่สวมแว่นดำ, สวมหน้ากากอนามัย, หรือแค่มีผมม้าหรือปอยผมปกปิดหน้าผากนั้น กลับถูกประเมินว่ามีความน่าเชื่อถือต่ำกว่า

    ใบหน้าของเราดูน่าเชื่อถือแค่ไหน ?

    แม้จะเสี่ยงต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน แต่พัลลภ โกศ ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์ของบีบีซี ก็ได้ทดลองให้นักวิจัยช่วยวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าของตนเอง ว่าดูมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนกันแน่

    ดร.มีร์เซีย ซโลเตียนู นักจิตวิทยาและอาชญาวิทยา จากมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (KCL) บอกว่าสิ่งที่นักวิจัยตรวจสอบเป็นอันดับแรกก็คือความสมมาตรของใบหน้า ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าใบหน้าของคนผู้หนึ่งมีความสวยงาม อันเป็นสัญญาณของความจริงใจน่าเชื่อถือในจิตใต้สำนึกของคนทั่วไปหรือไม่

    พัลลภ โกศ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ขอให้นักวิจัยช่วยวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของใบหน้าตนเอง

    คำบรรยายภาพ, พัลลภ โกศ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ขอให้นักวิจัยช่วยวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของใบหน้าตนเอง

    “ทุกคนมีความอสมมาตรระหว่างใบหน้าทั้งสองซีกอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนั้นลักษณะบางอย่างบนใบหน้าที่สมมาตร จะทำให้คนเราดูสวยหล่อได้ แต่หากความสมมาตรนั้นมีมากจนเกินไป จะทำให้ดูแปลกประหลาดไม่เป็นธรรมชาติได้” ดร.ซโลเตียนู กล่าวอธิบาย

    นั่นคือเหตุผลที่ใบหน้าของตัวละครดิจิทัลหรืออวตารในเกมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งใบหน้าที่ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอสร้างขึ้น มักจะดูหลอนน่ากลัวและไม่น่าไว้วางใจ จนก่อความรู้สึกหวาดหวั่นที่เรียกว่า uncanny valley ซึ่งหมายถึงความไม่สบายใจหรือรังเกียจ เมื่อพบเห็นสิ่งที่คล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่มนุษย์ เพราะใบหน้าของสิ่งเหล่านี้มีความสมมาตรมากเกินไปจนผิดธรรมชาตินั่นเอง

    เพื่อสาธิตถึงวิธีการที่ทำให้ใบหน้าของคนเราดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ดร.มิลา มิเลวา อาจารย์ผู้สอนวิชาจิตวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยพลีมัธของสหราชอาณาจักร ได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ปรับแต่งโครงสร้างใบหน้าของผู้สื่อข่าวบีบีซี ให้มีความสมมาตรมากขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ทั้งยังปรับแต่งรูปทรงของริมฝีปาก ให้ดูคล้ายกับตอนกำลังยิ้มมากขึ้นด้วย

    ยิ่งไปกว่านั้น ดร.มิเลวายังได้ปรับแต่งรูปหน้าของผู้สื่อข่าวบีบีซี ให้มีลักษณะของความเป็นหญิงสูงขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ใบหน้า, เสียง, และชื่อที่ฟังดูคล้ายผู้หญิง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าคนผู้นั้นจริงใจและซื่อตรง ได้มากกว่าใบหน้าและน้ำเสียงที่มีความเป็นชายสูง ยิ่งใบหน้ามีลักษณะของความเป็นหญิงมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นเท่านั้น

    ในขั้นตอนต่อไป นักวิจัยได้ทดลองให้อาสาสมัคร 26 คน ให้คะแนนทางออนไลน์ เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของผู้สื่อข่าวบีบีซี จากการดูใบหน้าของผู้สื่อข่าวในภาพถ่าย ซึ่งผ่านการปรับแต่งมาแล้วหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งสิ้น 36 ภาพ โดยสามารถให้คะแนนได้ตั้งแต่ 1 คะแนน (ไม่น่าเชื่อถือเลย) ไปจนถึง 9 คะแนน (น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง)

    ดร.มิเลวา วิเคราะห์ความสมมาตรของใบหน้าผู้สื่อข่าวบีบีซี (ไม่ใช่ภาพที่ใช้ในการทดลองกับอาสาสมัคร)

    คำบรรยายภาพ, ดร.มิเลวา วิเคราะห์ความสมมาตรของใบหน้าผู้สื่อข่าวบีบีซี (ไม่ใช่ภาพที่ใช้ในการทดลองกับอาสาสมัคร)

    ผลการประเมินที่ออกมานั้นเป็นไปตามคาด โดยภาพใบหน้าที่ถูกปรับแต่งให้ดูอ่อนวัยลง ทั้งยังดูสดใสร่าเริงและมีลักษณะของความเป็นหญิงมากขึ้น คือภาพที่อาสาสมัครส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าดูมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ผลการทดลองที่ไม่เป็นทางการนี้ให้คติสอนใจกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า หากต้องการให้ผู้ชมเชื่อถือรายงานข่าววิทยาศาสตร์ของเขาให้มากขึ้น ในครั้งต่อไปก็ควรจะต้องยิ้มบ่อย ๆ เมื่ออยู่หน้ากล้อง

    การคิดหรือทำตามคนหมู่มากที่อาจผิดได้

    สำหรับผู้เข้าแข่งขันในรายการ The Celebrity Traitors แล้ว การค้นหาว่าใครคือคนโกหกที่ทรยศหักหลังพวกพ้อง และใครคือคนที่พูดความจริงนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งกว่าสถานการณ์อื่น ๆ มาก เพราะมีพลวัตทางสังคมของการรวมกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง

    ดร.มอลิเตอร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาอาชญาวิทยาของการหลอกลวง ทั้งยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรายการ The Celebrity Traitors ด้วย ได้ทำการวิเคราะห์ว่าเหตุใดผู้เข้าแข่งขันในรายการของปีนี้ จึงใช้เวลานานมากกว่าจะจับโกหกคนทรยศได้ โดยดร.มอลิเตอร์ชี้ว่าการคิดหรือทำตามกลุ่ม (herd mentality) เพราะไม่ต้องการแปลกแยกจากผู้อื่นในสังคม ซึ่งถือเป็นอคติทางความคิดอย่างหนึ่งนั้น ทำให้บุคคลคิดไตร่ตรองได้ไม่รอบคอบพอ และเกิดการตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย

    “การคิดตามอย่างของกลุ่มหรือคนหมู่มาก ล่อลวงให้ผู้คนทำผิดพลาดร่วมกันเป็นหมู่คณะได้ แม้หลักฐานที่คนโกหกยกมากล่าวอ้างให้เชื่อถือ จะฟังดูเลื่อนลอยหรือมีอยู่น้อยมากก็ตาม” ดร.มอลิเตอร์ยังบอกว่าในสถานการณ์ดังกล่าว จิตใต้สำนึกของคนเราจะมองข้ามเหตุผลหรือหลักฐานใด ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดหรือข้อสันนิษฐานเดิมของกลุ่มไปโดยอัตโนมัติ แม้ความเชื่อหรือการพิจารณาตัดสินของกลุ่มมักจะผิดพลาดก็ตาม

    ภาพประกอบ

    นอกจากนี้ การที่คนเรามักด่วนสรุปหรือรีบตัดสินผู้อื่นว่าเชื่อถือได้หรือไม่นั้น ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ถูกหลอก ซึ่งดร.มิเลวาให้คำอธิบายต่อเรื่องนี้ว่า บรรพบุรุษมนุษย์ในยุคเริ่มแรก ก็เริ่มมีวิวัฒนาการทางสังคมเพื่อความอยู่รอดแล้ว โดยต้องแยกแยะมิตรและศัตรูออกจากกันให้ได้ในชั่วพริบตา “ดังนั้นการตัดสินใจว่าใครน่าเชื่อถือหรือไม่นั้น จึงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองอย่างรวดเร็วมาก โดยคนเราใช้เวลาเพียง 1/10 วินาที ในการหาข้อสรุปที่แน่นอนแบบปักใจเชื่อในเรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่ผลการวิจัยของเราพบว่า การใช้สัญชาตญาณของตนเองมาตัดสินนั้นมักจะผิดพลาด”

    ทำไมคนเราจับโกหกไม่ค่อยเก่ง

    ดร.ซโลเตียนู ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้หลักวิทยาศาสตร์มาจับโกหก และเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องบทบาททางสังคมของการหลอกลวง กล่าวแสดงความเห็นด้วยกับผลวิจัยของดร.มิเลวา เนื่องจากงานวิจัยของเขาได้ค้นพบความรู้ที่สำคัญยิ่งสองประการ

    ประการแรกคือคนเรามักจะเชื่อมั่นว่า ตนเองเก่งในเรื่องแยกแยะว่าใครโกหกหลอกลวงและใครที่ซื่อสัตย์จริงใจ ส่วนประการที่สองนั้น ปรากฏว่าความจริงคนเราไม่ได้จับโกหกเก่งอย่างที่ตัวเองคิด

    “ทุกคนมั่นใจว่าเราจับโกหกได้แน่ ด้วยการดูสีหน้าท่าทางของคนผู้นั้น เช่นดูว่าเหงื่อออกหรือเปล่า เมินหน้าไม่สบตาเวลาพูด หน้าแดง หรือขยับตัวยุกยิกกระสับกระส่ายหรือไม่ แต่อันที่จริงแล้วสัญญาณทางกายเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหรือบริบทเป็นอย่างมาก และไม่ใช่สัญญาณบ่งชี้ที่เชื่อถือได้เลย หากต้องการดูว่าใครคือคนหลอกลวง” ดร.ซโลเตียนูกล่าว

    “บางคนอาจเหงื่อแตกหรือมองไปทางอื่น เพียงเพราะรู้สึกวิตกกังวลหรือเขินอาย แต่ไม่ใช่เพราะเขากำลังพูดโกหกอยู่ เรามักแปลความหมายของสัญญาณเหล่านี้ผิด โดยเชื่อว่าเป็นการแสดงออกโดยไม่รู้ตัวของคนที่คิดไม่ซื่อ ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นเพียงสัญญาณของความอึดอัด และการถูกกระตุ้นเร้าทางอารมณ์ในบางสถานการณ์เท่านั้น”

    ในการทดลองชุดหนึ่งที่มีการทดสอบกับอาสาสมัครหลายครั้ง ทีมวิจัยของดร.ซโลเตียนู ได้ให้พวกเขาดูคลิปวิดีโอหรือฟังบทสนทนา ที่ผู้พูดกลุ่มหนึ่งกำลังโกหกและอีกกลุ่มพูดความจริง โดยให้เหล่าผู้สังเกตการณ์ใช้วิธีดูสัญญาณทางกาย เช่นดูว่ามีเหงื่อออก, ไม่สบตา, หรือหน้าแดงหรือไม่ มาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าคนผู้นั้นพูดโกหกหรือพูดความจริง

    ผลปรากฏว่า อาสาสมัครไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าใครพูดจริงหรือพูดเท็จ นอกจากนี้ยังไม่สามารถสังเกตเห็นการหลอกลวงด้วยวิธีอื่น ๆ เช่นการเสแสร้งแสดงอารมณ์ปลอม ๆ หรือการกุเรื่องขึ้นมาได้ ความแม่นยำในการจับเท็จยิ่งตกต่ำลงไปอีก เมื่ออาสาสมัครต้องคิดตัดสินใจร่วมกันเป็นหมู่คณะ ซึ่งพิสูจน์ว่าคำคนโบราณที่บอกว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียวนั้น ไม่เป็นจริงในกรณีนี้

    ความมั่นอกมั่นใจในสัญชาตญาณของตนเองนั้น ไม่ช่วยให้จับโกหกได้ดีขึ้น “หากเราย้อนดูผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา และผลวิจัยล่าสุดของเราที่สอดคล้องกับผลการศึกษาเหล่านั้น จะเห็นได้ว่าอัตราความน่าจะเป็นในการจับโกหกได้สำเร็จของมนุษย์ ไม่ได้ดีไปกว่าโอกาสที่สามารถเกิดขึ้นโดยความบังเอิญเลย เรียกได้ว่าไม่ต่างจากการโยนเหรียญ เพื่อเสี่ยงทายว่าจะออกหัวหรือออกก้อย” ดร.ซโลเตียนูกล่าว

    เล่ห์เหลี่ยมชั้นครูของคนหลอกลวง

    สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่รับบทคนทรยศในรายการ The Celebrity Traitors นั้น ผู้เชี่ยวชาญมีคำอธิบายให้กับพวกเขาว่า เหตุใดแต่ละคนจึงสามารถรอดพ้นจากการถูกแฉหรือจับเท็จได้ในหลายตอน ทั้งยังเป็นบทเรียนสอนใจที่เตือนให้เราตระหนักไว้เสมอว่า เราอาจถูกคนที่ไว้ใจหลอกเอาได้ทุกเมื่อ

    ดร.ซโลเตียนูบอกว่า การที่เรามีแนวโน้มจะถูกหลอกโดยคนรอบข้าง อาจไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป เพราะการโกหกและการถูกหลอก ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการเป็น “กาวเชื่อมความสัมพันธ์ทางสังคม”

    “การโกหกสีขาวหรือการพูดเท็จในเรื่องที่ไม่สำคัญ เช่นการโกหกเพื่อให้เพื่อนสบายใจ โดยบอกว่าเพื่อนดูดีมีเสน่ห์, ปัญหาต่าง ๆ ของเพื่อนกำลังจะคลี่คลาย, หรือบอกว่าเพื่อนสามารถกินเค้กเพิ่มได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วนขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ผิดในทางศีลธรรม และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่กลมเกลียว ทั้งยังช่วยให้ผู้อื่นรู้สึกดีขึ้น”

    นอกจากนี้ บทเรียนที่ได้จากการชมรายการ The Celebrity Traitors ยังช่วยเตือนให้เราตระหนักรู้ถึงอคติต่าง ๆ ของตนเอง รู้จักตั้งข้อสงสัยกับความรู้สึกประทับใจแรกที่เกิดขึ้นเมื่อได้พบหน้าผู้คน รวมทั้งพยายามเชื่อถือสัญชาตญาณหรือลางสังหรณ์ของตนเองให้น้อยลง ก็อาจจะทำให้เราจับโกหกได้แม่นยำขึ้นในวันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cn8v38n8nmyo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NCi7m1Uc6I4pG5rpEu67w

  • เช็กดวง 2569 “ปีม้าไฟ” นักษัตรไหนพุ่งทะยานแรงสุด ดวงดีแบบฉุดไม่อยู่!

    เช็กดวง 2569 “ปีม้าไฟ” นักษัตรไหนพุ่งทะยานแรงสุด ดวงดีแบบฉุดไม่อยู่!

    เช็กดวงปี 2569 จัดอันดับ 12 นักษัตร ดวงดีสุดในปีม้าไฟ 2569 ทั้งโชค การงาน และความรัก

    ปี 2569 ได้แก่ ปีม้าไฟ พลังแรงและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มาดูกันว่า 12 นักษัตร ใครจะดวงพุ่ง งานปัง เงินเด่นที่สุดในปีนี้ จากคำทำนายของ โหรรัตนโกสินทร์

    จัดอันดับ 12 นักษัตรดวงดี ปี 2569

    ปีวัว – ปีทอง ดวงพุ่งแรงที่สุด

    • การงาน: เลื่อนตำแหน่ง ได้รับโอกาสใหญ่
    • การเงิน: เงินเดือนขึ้น ได้โชคใหญ่ รายได้พุ่ง
    • ความรัก: คู่สนับสนุนดี
    • สุขภาพ: อ่อนเพลียจากงานหนัก นอนพักก็หาย
    • เสริมดวง: จัดตารางทำงานใหม่ เน้นพัก 1 วันเต็มต่อสัปดาห์, ทำบุญเกี่ยวกับแสงสว่าง (หลอดไฟ/เทียน)

    ปีแพะ ดวงดี

    • การงาน: ผู้ใหญ่สนับสนุน ชื่อเสียงพุ่งขึ้น
    • การเงิน: รายได้พิเศษ ผลตอบแทนดีมาก
    • ความรัก: มีเกณฑ์พบคนดี
    • สุขภาพ: ระวังเครียดอารมณ์หม่นหมอง
    • เสริมดวง: หมั่นออกกำลังกายเบา ๆ, ทำสมาธิ, ทำบุญให้ผู้ป่วยจิตเวชเพื่อลดพลังลบ

    ปีลิง

    • การงาน: เด่นเรื่องเดินทาง ได้เรียนรู้ทักษะใหม่
    • การเงิน: ดีจากงานต่างถิ่น มีงานพิเศษ
    • ความรัก: ได้เจอคนใหม่ คนต่างถิ่นต่างชาติ
    • สุขภาพ: ระวังข้อเท้ากล้ามเนื้อ
    • เสริมดวง: ออกกำลังกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ , ระวังการเดินเร็วจะสะดุด, ทำบุญเกี่ยวกับการศึกษา

    ปีไก่

    • การงาน: ผู้ใหญ่ช่วย สายงานรุ่ง
    • การเงิน: มีโชคดี ได้ของขวัญของฝากบ่อย
    • ความรัก: ระวังรักสามเส้า
    • สุขภาพ: เครียด นอนไม่พอ
    • เสริมดวง: ตั้งเวลาพักผ่อน, สวดมนต์ก่อนนอนเพื่อลดความฟุ้งซ่าน, เลี่ยงคนเจ้าชู้เพื่อป้องกันปัญหา

    ปีกระต่าย

    • การงาน: ผู้ใหญ่หนุน ทำงานง่ายขึ้น
    • การเงิน: ได้เรื่อย ๆ จากงานหลัก
    • ความรัก: เสน่ห์แรง แต่ระวังรักซ้อน
    • สุขภาพ: ฮอร์โมน ผิวแพ้ง่าย
    • เสริมดวง: พูดให้น้อย คิดให้มาก, แต่งตัวและพกเครื่องประดับเรียบง่ายไม่ดึงดูดคนมากเกินไป, ทำบุญกับเด็กหรือสัตว์เล็ก

    ปีงู

    • การงาน: งานโดดเด่น มีโปรเจกต์ใหม่
    • การเงิน: รายได้เพิ่มขึ้น การลงทุนได้กำไร
    • ความรัก: คนโสดมีเสน่ห์ คู่รักเข้าใจกัน
    • สุขภาพ: ระวังโรคเก่ากำเริบ พักผ่อนไม่พอ
    • เสริมดวง: ตรวจสุขภาพประจำปี, ตั้งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ, ทำบุญด้วยยาหรือเวชภัณฑ์

    ปีมังกร

    • การงาน: ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ งานมีทางออกเสมอ
    • การเงิน: อดทนทำงานแล้วได้เงิน
    • ความรัก: มั่นคง มีคู่คอยดูแล
    • สุขภาพ: เสี่ยงอุบัติเหตุ มีเกณฑ์ผ่าตัด
    • เสริมดวง: หลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยงทางน้ำ, ใช้ความระวังเป็นพิเศษเวลาเดิน–ลุก–ขึ้นบันได, ทำบุญกับผู้พิการหรือคนเจ็บป่วย

    ปีเสือ

    • การงาน: งานเยอะ งานเร่ง การแข่งขันสูง มีปัญหาแย่งอำนาจ
    • การเงิน: เก็บไม่อยู่ มาไวไปไว
    • ความรัก: มีคนเข้ามา แต่ยังไม่มั่นคง
    • สุขภาพ: เสี่ยงอุบัติเหตุจากยานพาหนะ
    • เสริมดวง: บริจาคเลือด ผ่าตัดเล็กเพื่อลดเคราะห์, อย่าเร่งรีบขณะขับรถ, วางของมีคมให้เป็นระเบียบ

    ปีหมู

    • การงาน: มีคนนินทา แทงข้างหลัง
    • การเงิน: ระวังของหาย ถูกหลอก ถูกโกง
    • ความรัก: อารมณ์แปรปรวน ไม่มั่นคง
    • สุขภาพ: ระวังอุบัติเหตุ ลื่นล้มกระแทก
    • เสริมดวง: ตั้งรหัสล็อกทรัพย์สินมีค่าให้ดี, งดเดินทางตอนดึก, ทำบุญกับเด็กกำพร้าเพื่อลดพลังแห่งความขัดแย้ง

    ปีหมา

    • การงาน: ต้องซื่อสัตย์ โปร่งใส ระวังเอกสารสำคัญ

      การเงิน: ระวังโดนปรับเสียเบี้ยปรับ

    • ความรัก: ความเครียดทำให้ห่างเหินกัน
    • สุขภาพ: ปวดหัว ความดันสูง
    • เสริมดวง: ตรวจเอกสารสัญญา, หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง, ทำบุญโรงพยาบาลทหารผ่านศึก

    ปีม้า – ชงร่วม

    • การงาน: ผันผวน งานหนักแต่มีผลลัพธ์
    • การเงิน: รายได้ดีขึ้น แต่ใช้เงินไว
    • ความรัก: อารมณ์ร้อน ทำให้ทะเลาะง่าย
    • สุขภาพ: เสี่ยงของมีคม–แผล–อักเสบ
    • เสริมดวง: ทำบุญโรงพยาบาล, บริจาคโลหิต, ใช้ของมีคมอย่างระวัง, ทำใจเย็นก่อนพูด

    ปีหนู ชงหนักที่สุด

    • การงาน: ผันผวน เจอแรงกดดัน ต้องทำงานให้รอบคอบ
    • การเงิน: ห้ามเสี่ยงโชค ห้ามค้ำประกัน
    • ความรัก: อ่อนไหว แตกหักง่าย
    • สุขภาพ: เครียด นอนไม่หลับ มีเกณฑ์อุบัติเหตุ
    • เสริมดวง: ไหว้แก้ปีชง, หมั่นทำบุญด้วยแสงสว่าง, งดการทะเลาะกับผู้อื่น, ทำบ้านให้โปร่งโล่งสบายเพื่อลดพลังอึดอัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/317539/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hNTLkldNMt9GBxcAgF-Qh

  • ‘รมช.ศธ.’ลงพื้นที่‘แม่ฮ่องสอน’ พบข้อจำกัดเพียบ เร่งยกเป็น‘พื้นที่การศึกษาพิเศษ’

    ‘รมช.ศธ.’ลงพื้นที่‘แม่ฮ่องสอน’ พบข้อจำกัดเพียบ เร่งยกเป็น‘พื้นที่การศึกษาพิเศษ’

    ‘รมช.ศธ.’ลงพื้นที่‘แม่ฮ่องสอน’ พบข้อจำกัดเพียบ เร่งยกเป็น‘พื้นที่การศึกษาพิเศษ’

    วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.42 น.

    ‘รมช.ศธ.’ลงพื้นที่‘แม่ฮ่องสอน’ พบข้อจำกัดเพียบ เร่งยกเป็น‘พื้นที่การศึกษาพิเศษ’

    19 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษา  อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬา “สามัญสามหมอกเกมส์” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568 ซึ่งมีนักเรียนจาก 15 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน เข้าร่วมการแข่งขัน โดยจัดการแข่งขันกีฬาและกรีฑาในครั้งนี้ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 11 ประเภท โดยกำหนดจัดการแข่งขันกีฬาสามหมอกเกมส์ขึ้น ระหว่างวันที่ 17-20  พฤศจิกายน 2568

    นายองอาจ ยังได้เดินทางไปพบปะ ตรวจเยี่ยม และติดตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “ เรียนดีมีคุณธรรม” ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนและสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน อีกด้วย 

    สำหรับปัญหาหลักๆของพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ยังคงเป็นปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องมายาวนาน เนื่องจากครูที่มาบรรจุที่จังหวัดส่วนใหญ่จะมาจากต่างจังหวัด เมื่อมาทำงานได้ระยะหนึ่ง ก็จะขอย้ายออกนอกพื้นที่ หลายโรงเรียนครูไม่เพียงพอ รวมถึงความต้องการด้านงบประมาณที่มีข้อจำกัดในบริบทของพื้นที่และการเพิ่มสวัสดิการเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจครูในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

    รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากที่ได้มารับฟังปัญหาของพื้นที่ของแม่ฮ่องสอน นับเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นหลายลักษณะ โดยเฉพาะสภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และความหลากหลายของประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ จากที่ได้รับฟังปัญหา อาทิ ความต้องการอัตราการบรรจุราชการครูเพิ่มขึ้น , โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต การสร้างขวัญและกำลังใจเนื่องจากทำงานอยู่ในที่ห่างไกล เช่น การได้รับผลตอบแทนพิเศษ เป็นต้น การคิดงบประมาณของนักเรียน ครู และสถานศึกษาของแม่ฮ่องสอน ที่แตกต่างจากสถานศึกษาพื้นที่พื้นราบปกติ เพื่อความอำนวยความสะดวกในการเรียน และการสอน

    “เนื่องจากแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ห่างไกลด้วยบริบทของที่ตั้งสถานศึกษาที่แตกต่าง มีความจำเป็นด้านการดำรงชีพที่มีข้อจำกัดในหลายๆด้าน อีกทั้งด้วยความห่างไกลก็ทำให้ราคาสิ่งของ การจัดการงบประมาณในด้านการอุปโภคและบริโภค การจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มเป็น 2 เท่า โดยจะนำประเด็นปัญหาเหล่านี้ ไปหารือร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหาแนวทางแก้ไข ที่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สถานศึกษา คณะครู และนักเรียนในพื้นที่แม่ฮ่องสอน ให้เป็นพื้นที่การศึกษาพิเศษ ต่อไป” นายองอาจ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929056&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22vmLbcy393TNQbkx5D2f6

  • ประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรมสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 2/2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรมสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 2/2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องรับรองท่านผู้หญิงอังกาบ ชั้น 4 อาคาร 60 พรรษา ราชสุดาสมภพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จัดการประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรม ครั้งที่ 2/2568 ซึ่งเป็นการดําเนินการตามนโยบายสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา รศ.น.พ.สรนิต ศิลธรรม ทําหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาล และจริยธรรม ครั้งที่ 2/2568 ซึ่งเป็นการดําเนินการตามนโยบายสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โดยมี รศ.นพ.กำจร ตติยกวี กรรมการที่ปรึกษา คุณหญิงอารยา พิบูลนครินทร์ กรรมการ ศ.คลินิกเกียรติคุณ ดร.ทพ.หญิง ธีรลักษณ์ สุทธเสถียร กรรมการ ดร.สุภัทร จำปาทอง กรรมการ และนางสาวจตุราภรณ์ รอดเกลี้ยง ทำหน้าที่เลขานุการฯ พร้อมนางสาวกรรณิกา ไตรภาดา ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการฯ ร่วมการพิจารณาในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้รับทราบ รายงานผลการจัดโครงการเสวนาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ในการปฏิบัติงาน หัวข้อ “การจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม การนำของส่วนรวม ไปใช้ส่วนตัว และการจัดการขยะ” รายงานผลการดำเนินการตามมาตรฐานทางจริยธรรม ประมวลจริยธรรม ข้อกำหนดจริยธรรม และกระบวนการรักษาจริยธรรม ประจำปี 2568 พิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างคู่มือตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล รายงานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลฯ เพื่อเสนอสภาสถาบัน ร่างแผนการดำเนินกิจกรรมด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของสถาบัน ประจำปี พ.ศ. 2568 และร่างตัวชี้วัดด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมของสถาบัน (KPI จริยธรรม) การประชุมคณะกรรมการฯ เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรม ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบันฯ และสอดคล้องกับนโยบายสภาสถาบันฯ เป็นต้น

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    ประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรมสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 2/2568 — 19 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรมสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 2/2568 — 19 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรมสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 2/2568 — 19 พฤศจิกายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117074/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31ouzVm0Y-9TWy7wF6X8_x