Category: วัฒนธรรม

  • เครื่องดื่มผลไม้อันดับ 1 ตลอดกาล ผลวิจัยใหม่ช่วยลดความดัน-ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

    เครื่องดื่มผลไม้อันดับ 1 ตลอดกาล ผลวิจัยใหม่ช่วยลดความดัน-ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

    น้ำส้ม น้ำผลไม้อันดับ 1 ตลอดกาล ช่วยลดความดัน-ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

    งานวิจัยใหม่ และการศึกษาหลายชิ้นได้เชื่อมโยงเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ดื่มเป็นประจำทุกวันกับการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง การดื่มน้ำผลไม้หนึ่งแก้วทุกวันอาจสามารถ ตั้งโปรแกรมยีนของคุณใหม่ได้ ตามรายงานจากการศึกษาล่าสุด พบว่าช่วยลดอาการอักเสบ ลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

    การศึกษานี้ได้ติดตามกลุ่มผู้ใหญ่ที่ดื่ม น้ำส้มพาสเจอไรซ์แท้ 100% ปริมาณ 500 มิลลิลิตร ทุกวันเป็นเวลาสองเดือน หลังจากผ่านไป 60 วัน พบว่ายีนหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและความดันโลหิตสูงมีการทำงานลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว

    สารธรรมชาติในน้ำส้มมีผลต่อยีนต้านการอักเสบ

    David C. Gaze อาจารย์อาวุโสสาขาพยาธิวิทยาเคมี จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสังเกตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการอธิบายที่เป็นไปได้ว่า เหตุใดน้ำส้มจึงเชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้นในการทดลองหลายครั้ง งานวิจัยใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า การดื่มน้ำส้มไม่ได้เพียงแค่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น

    แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในระบบควบคุมของร่างกาย ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบและช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลายลง สารประกอบตามธรรมชาติในส้ม โดยเฉพาะ เฮสเพอริดิน (hesperidin) ซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ในกลุ่มซิตรัส ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง การปรับสมดุลของคอเลสเตอรอล และการจัดการน้ำตาลในร่างกาย

    ลดคอเลสเตอรอลและความเสี่ยงโรคหัวใจ

    การทบทวนผลการทดลองจาก 15 งานวิจัย พบว่าการบริโภคน้ำส้มเป็นประจำช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ภาวะดื้อต่ออินซูลินเป็นลักษณะสำคัญของภาวะก่อนเป็นเบาหวาน และคอเลสเตอรอลสูงก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีสำหรับโรคหัวใจ

    นาย David Gaze กล่าวว่า การวิเคราะห์อีกฉบับที่เน้นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน พบว่ามีความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงเล็กน้อย และมีการเพิ่มขึ้นของไขมันดี (HDL) หรือที่เรียกว่าคอเลสเตอรอลชนิดดี หลังจากดื่มน้ำส้มทุกวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูไม่มากนัก แต่การปรับปรุงเพียงเล็กน้อยของความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลก็สามารถสร้างความแตกต่างที่มีความหมายได้ เมื่อรักษาสภาพที่ดีนี้ไว้เป็นเวลาหลายปี

    ประโยชน์ต่อการไหลเวียนเลือดและจุลินทรีย์ในลำไส้

    การศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำส้มสีเลือด (Blood Orange Juice) เป็นเวลาหนึ่งเดือนช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียในลำไส้ที่ผลิตกรดไขมันสายสั้น ซึ่งช่วยรักษาระดับความดันโลหิตให้ดีและลดอาการอักเสบได้ นอกจากนี้ การดื่มน้ำส้มทุกวันยังช่วยปรับปรุงการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด หรือที่เรียกว่า การทำงานของเยื่อบุผนังหลอดเลือด (endothelial function) ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของภาวะหัวใจวาย

    นาย David Gaze กล่าวสรุปว่า หลักฐานเหล่านี้ท้าทายความคิดที่ว่าการดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเป็นเพียงการบริโภคน้ำตาลในแก้วเท่านั้น แม้ว่าผลไม้ทั้งลูกจะยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากมีใยอาหาร แต่การดื่มน้ำส้มแท้ในปริมาณที่พอเหมาะในชีวิตประจำวันดูเหมือนจะมีผลสะสมเมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์ที่ได้รวมถึงการบรรเทาอาการอักเสบ การสนับสนุนการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น และการปรับปรุงตัวบ่งชี้ในเลือดหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจในระยะยาว ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าอาหารในชีวิตประจำวันของเราสามารถมีอิทธิพลต่อร่างกายได้มากกว่าที่เราคาดคิด

    น้ำส้ม ยอดนิยมตลอดกาล

    น้ำส้มถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของโลก แม้จะไม่ติด 3 อันดับแรกเมื่อเทียบกับทุกเครื่องดื่ม (น้ำเปล่า–ชา–กาแฟ) แต่ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะในหมวด “น้ำผลไม้” ซึ่งน้ำส้มครองอันดับ 1 มายาวนาน

    เหตุผลที่น้ำส้มได้รับความนิยมตลอดกาล

    • รสชาติถูกปากคนทั่วโลก ทั้งสดชื่น เปรี้ยวหวานพอดี

    • ดื่มง่ายในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่

    • เป็นสัญลักษณ์ของอาหารเช้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป

    • อุดมด้วยวิตามินซี ทำให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

    • เข้าถึงง่าย ทั้งแบบคั้นสดและแบบบรรจุขวด/กล่อง

    แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากมาย แต่ความนิยมของน้ำส้มยังคงมั่นคง คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดในตลาดน้ำผลไม้โลก และยังคงเป็น “น้ำผลไม้ที่คนดื่มมากที่สุด” แบบทิ้งห่างคู่แข่งผลไม้อื่นๆ หลายเท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859402/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C1Fe39IaymtoDU0wcCPrw

  • ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    การศึกษา

    29 พ.ย. 2025 เวลา 14:09 น.

    “ตรัง–กระบี่ ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่” Active Learning + CEFR + Gold Experience จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ส่งแรงกระเพื่อมถึงกระทรวงศึกษา!

    ในห้วงเวลาที่ระบบการศึกษาไทยกำลังถูกตั้งคำถามว่าเราจะยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้ทัดเทียมสากลได้อย่างไร? การปฏิรูปควรเริ่มตรงไหน? “ครู” ต้องปรับบทบาทอย่างไรในยุคดิจิทัล? สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญให้วงการศึกษาภาคใต้ ด้วยการจัดอบรมหัวข้อ “การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และ CEFR ด้วยสื่อ Gold Experience” เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

    นี่ไม่ใช่อบรมธรรมดา แต่เป็น “ประกาศแผนเปลี่ยนสนามเรียนรู้” ที่มีเป้าหมายปลุกศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้กลายเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงมาตรฐานระดับโลก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    จ้างครูต่างชาติ สอนทักษะภาษา ดีอย่างไร?

    ไม่ดื่มเหล้า ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ทำไม?ยังเป็น ‘ไวรัสตับอักเสบอี’

    จุดเริ่มต้นแรงสั่นสะเทือน เสียงผู้บริหารพื้นที่ภาคใต้ 

    นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ จุดประกายแรกบนเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าครูต้องเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่ผู้บรรยาย การสอนภาษาอังกฤษวันนี้ไม่สามารถยึดแบบเดิมได้อีกต่อไป Active Learning และมาตรฐาน CEFR คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรามีเสียงบนเวทีโลกได้จริง

    นายชัยณรงค์ ย้ำว่า ภาคใต้มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความหลากหลาย ซึ่งควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นพลังในการผลักดันศักยภาพเยาวชนให้ไกลกว่าขอบเขตจังหวัดหรือประเทศ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อ “ใช้ได้จริง” และ “เปลี่ยนชีวิตได้จริง”

    คำกล่าวนี้เรียกเสียงปรบมือจากครูผู้เข้าร่วมอบรมหลายสิบโรงเรียนอย่างกึกก้อง เป็นสัญญาณว่า “จุดไฟพร้อมลุกแล้ว”

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    มุมมองระดับประเทศ จากประธานสถาบัน พว. 

    ท่ามกลางการขับเคลื่อน Active Learning ทั่วประเทศ ชื่อของ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลักดันเชิงวิชาการระดับชาติ ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้แบบ Active Learning กลายเป็น “หัวใจของการพัฒนาผู้เรียนไทย”

    ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า Active Learning ไม่ใช่วิธีสอน แต่คือระบบคิดใหม่ของห้องเรียน ห้องที่เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เชื่อมโยงความรู้ สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด ครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอด เป็นผู้ออกแบบและโค้ชการเรียนรู้

    คำกล่าวนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของการอบรมในตรัง–กระบี่ครั้งนี้ เพราะเป็นตัวชี้ว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทครูไม่ใช่เพียง “เทรนด์” แต่คือการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ศ ดร.ศักดิ์สิน ยังชี้ว่า การใช้สื่อที่ออกแบบบนมาตรฐาน CEFR จะช่วยให้ Active Learning เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน เพราะกิจกรรมถูกกำหนดตามระดับสมรรถนะ ครูวัดผลได้ชัดเจน ไม่สอนลอย  และผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนอย่างเป็นระบบ 

    บริบทนี้ทำให้การอบรมของตรัง–กระบี่ กลายเป็น “ภาพจำลอง” ของการปฏิรูปที่ พว. และนักวิชาการระดับประเทศผลักดันมาโดยตลอด
    วิทยากรตัวจริงเสียงจริง – เปิดโลก CEFR ให้ครูใต้เข้าใจแบบถึงแก่น

    บนเวทีการอบรมครั้งนี้ อาจารย์ฐานิสรณ์ เลขทิพย์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้คร่ำหวอดด้านการพัฒนาครูภาษาอังกฤษ คือผู้นำทัพสำคัญ ว่าครูส่วนใหญ่รู้จัก CEFR แต่ไม่เคยเข้าใจวิธีใช้มันจริง ๆ การอบรมวันนี้คือการพาคุณครูกลับมารู้จักระดับความสามารถทางภาษาใหม่ทั้งหมด ว่าเด็กที่ A1 ทำอะไรได้ เด็กที่ B1 ควรผลิตงานแบบไหน แล้วครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ตรงระดับ… ไม่สอนไหลไปตามตำรา แต่สอนตรงสมรรถนะผู้เรียนจริง ๆ

    อาจารย์ฐานิสรณ์ยังชี้ให้เห็นว่าชุดสื่อ Gold Experience ซึ่งยึดตาม CEFR เป็นแกนนำ จะช่วยครูลดภาระการเตรียมงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพกิจกรรม Active Learning ได้มหาศาล เพราะมีโจทย์ ฟังก์ชันภาษา งานเขียน และกิจกรรมสื่อสารที่แตกต่างตามระดับจริง ไม่ใช่สื่อแบบ “One size fits all” เหมือนที่พบทั่วไป

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ชัดเจน ตรงระดับ สนับสนุนสมรรถนะผู้เรียน

    อาจารย์สุภาพร กิ่งเล็ก ผู้จัดการศูนย์ HCEC โรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล จ.กระบี่ ผู้เข้าร่วมอบรม ย้ำถึงความสำคัญของการประกาศจุดยืนใหม่ของครูในยุคนี้ว่า เด็กสมัยนี้กล้าพูด กล้าถาม กล้าลอง แต่บางครั้งสื่อไม่เอื้อ และครูไม่กล้าปล่อยให้เด็กคิดเอง Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมลุกเดินในห้อง แต่คือการปล่อยให้เด็กออกแบบความคิดของตัวเอง เรารอวันนี้มานาน วันที่ภาคใต้จะเริ่มพูดถึงคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษในเชิงมาตรฐานระดับสากลอย่างจริงจัง

    เธอยังกล่าวถึงประโยชน์จากการได้ใช้ Gold Experience ว่าเนื้อหาและโครงสร้างการสอน “ชัดเจน ตรงระดับ และสนับสนุนการสร้างสมรรถนะของผู้เรียนแบบจับต้องได้”

    ครูรุ่นใหม่จากตรัง  เห็นภาพการสอนใหม่ทั้งระบบ

    ครูณิชกานต์ วงเวียน โรงเรียนสามัคคีศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกตรงไปตรงมาว่า นี่คือครั้งแรกที่เห็นภาพการสอน Active Learning + CEFR แบบครบวงจร ขึ้นห้องเรียนได้ทันที ไม่ใช่อบรมแล้ววางเอกสารทิ้ง”
    เธอบอกว่าการใช้ GPAS 5 Steps ช่วยสร้างทักษะคิดขั้นสูง (HOTS) ได้ตรงจุด

    กิจกรรมอบรมสุดเข้มข้น – คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม 
    • วิเคราะห์ Active Learning แบบลงมือทำ
    • ไขรหัส CEFR A1–C1 
    • เจาะโครงสร้างสื่อ Gold Experience
    เวิร์กช็อปวางแผนการสอน 4 ทักษะ
    • ฝึกสร้าง Rubric แบบ CEFR
    • ลงมือออกแบบกิจกรรมตาม GPAS 5 Steps

    แรงกระเพื่อมสู่ส่วนกลาง และ ภาคใต้พร้อมแล้ว ซึ่งการอบรมครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ตรัง–กระบี่กำลังขยับสู่โมเดลใหม่ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ สอดคล้องกับแนวคิดระดับประเทศที่ สถาบัน พว. ผลักดันมาตลอด คือ

    • ครู = ผู้ออกแบบ
    • ผู้เรียน = ผู้สร้างความรู้
    • Active Learning = กระบวนการหลัก
    • CEFR = มาตรฐานกลาง
    • สื่อคุณภาพ = เครื่องมือสำคัญ

    นี่คือสัญญาณเตือนไปถึงส่วนกลางว่า ภาคใต้พร้อมเดินหน้า ขอเพียงนโยบายต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการเรียนรู้เริ่มต้นที่ครู เมื่อครูเปลี่ยน ห้องเรียนก็เปลี่ยน และผู้เรียนจะเปลี่ยนตาม ภาคใต้ได้ยืนยันแล้วว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชา แต่คือ “กุญแจเปิดโลก”
    และถ้าการพัฒนาครูยังเดินหน้าต่อเนื่อง – แรงสั่นสะเทือนจาก ตรัง–กระบี่ วันนี้ อาจกลายเป็นคลื่นใหญ่ที่พาการศึกษาไทยทั้งระบบก้าวสู่ยุคใหม่ในไม่ช้า

    ปลุกพลังครูภาษาอังกฤษยุคใหม่ จุดระเบิดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1209868&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3–TDQo3vI7HMCroHQfitp

  • การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดนวัตกรรมและผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

    การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดนวัตกรรมและผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

    “การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดนวัตกรรมและผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ตามหลักการพัฒนาทักษะงานอาชีพ ของโครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นางประกาทิพย์ ผาสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ และคณะผู้บริหารสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษกลุ่ม 6 ให้การต้อนรับ นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสให้เกียรติเป็นประธานเปิด “การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดนวัตกรรม และผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ตามหลักการพัฒนาทักษะงานอาชีพ ของโครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” พร้อมกันนี้ โรงเรียนยังได้รับเกียรติจาก นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เข้าร่วมพิธีเปิดและเยี่ยมชมบูธกิจกรรมการเรียนรู้อาชีพของนักเรียน

    การอบรมครั้งนี้จัดโดย ศูนย์เครือข่ายนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้บริหาร ครู และนักเรียนในศูนย์เครือข่ายเข้ารับการฝึกอบรม ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะงานอาชีพ ของนักเรียนในสถานศึกษาพิเศษ ส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ต่อยอดผลงานศิลปหัตถกรรมให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่

    1. การบรรยายพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนวัตกรรมการศึกษา
    2. การเสวนาเรื่อง “การดำเนินกิจกรรมโครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความสำเร็จและยั่งยืน”
    3. พิธีมอบเกียรติบัตรแก่คณะวิทยากร และผู้ร่วมจัดฐานการเรียนรู้
    4. การเยี่ยมชมฐานการเรียนรู้อาชีพ และนิทรรศการผลงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

    สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) มุ่งหวังว่าการอบรมในครั้งนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผู้เรียน สามารถนำทักษะและความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในชีวิตจริง สร้างโอกาสทางอาชีพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3833437/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aav0aa37KzOsu4XqOOj_V

  • สจด. ร่วมงานแนะนำหลักสูตรศึกษาต่อของโรงเรียนทวีธาภิเศก บางขุนเทียน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมงานแนะนำหลักสูตรศึกษาต่อของโรงเรียนทวีธาภิเศก บางขุนเทียน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117913/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09w6-eFlR_72SiZguxzGCU

  • ออมสินจับมือสถาบันวิจัยฯป๋วย เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

    ออมสินจับมือสถาบันวิจัยฯป๋วย เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

    ออมสินจับมือสถาบันวิจัยฯป๋วย เพิ่มโอกาสประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

    วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยมี ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และนางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ“สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสินซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก 

    การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และการข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน 4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม 

    ผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบันฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธปท.ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวว่าภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน หากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่า30% ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    ธนาคารจึงจัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ” กำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ธนาคารหวังว่าจะนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม 
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/931222&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qhmnCUahKcy4_A5sPQnD7

  • ‘อรรถพล’ ดันเต็มสูบ! นโยบาย ‘พลังงานสะอาด’ คาดกระตุ้นการลงทุนระดับ ‘ล้านล้านบาท’

    ‘อรรถพล’ ดันเต็มสูบ! นโยบาย ‘พลังงานสะอาด’ คาดกระตุ้นการลงทุนระดับ ‘ล้านล้านบาท’

    ‘อรรถพล’ ดันเต็มสูบ! นโยบาย ‘พลังงานสะอาด’ คาดกระตุ้นการลงทุนระดับ ‘ล้านล้านบาท’

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Prompt The Future พลังงานจะสร้างโอกาสทางการตลาดและธุรกิจใหม่ให้ไทยได้อย่างไร” วันนี้ (28 พ.ย. 2568) จัดโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

    สาระสำคัญได้กล่าวถึงการช่วยให้ประเทศก้าวข้ามความท้าทายสำคัญต่างๆ ในส่วนของภาคพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานกำลังเร่งเดินหน้ามาตรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด 3 มาตรการหลัก กว่า 10 โครงการ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงและรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 ของประเทศ

    'อรรถพล' ดันเต็มสูบ! นโยบาย 'พลังงานสะอาด' คาดกระตุ้นการลงทุนระดับ 'ล้านล้านบาท'

    สำหรับโครงการสำคัญที่กระทรวงพลังงานได้เตรียมดำเนิการ จะเน้นไปที่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ได้แก่

    โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์เพื่อเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึง โครงการที่อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้แก่ โครงการโซลาร์ Rooftop ที่ให้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์บนหลังคา นำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200,000 บาท

    นอกจากนั้น มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าให้รองรับ Data Center ที่คาดว่าจะมีการลงทุนตามมาจำนวนมาก โดยการดำเนินการนี้จะเน้นการใช้รายได้จากโครงการพลังงานในอนาคตเข้ากองทุนลงทุน และใช้ Infrastructure Fund เพื่อให้รัฐวิสาหกิจลงทุนจาก Future Income ลดภาระหนี้สาธารณะ และเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส โดยไม่เพิ่มภาระหนี้รัฐ

    รวมทั้งการเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ปลดล็อกให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงในอนาคต การศึกษาเทคโนโลยี SMR และพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS)

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า จะสามารถกระตุ้นการลงทุนได้กว่า 1,000,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 29,000 อัตรา และสามารถลดการปล่อยมลพิษได้ถึง 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/734229&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UK4ROkVbNWj0V4aTlakLY

  • บัญชี จุฬาฯ ร่วมจัดประชุมวิชาการระดับชาติด้านการจัดการโลจิสติกส์

    บัญชี จุฬาฯ ร่วมจัดประชุมวิชาการระดับชาติด้านการจัดการโลจิสติกส์

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมจัดการประชุมวิชาการระดับชาติด้านการจัดการโลจิสติกส์ ครั้งที่ 1“ก้าวสู่ความยั่งยืน: การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม”

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับคณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี จัดการประชุมวิชาการระดับชาติด้านการจัดการโลจิสติกส์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวสู่ความยั่งยืน: การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม” เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมอมรินทร์ บางแสน จังหวัดชลบุรี

    ในโอกาสนี้ รศ.ดร ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้เสวนาในหัวข้อ “ทิศทางของมหาวิทยาลัย ก้าวสู่ความยั่งยืนด้านการพัฒนาองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสู่ภาคอุตสาหกรรม” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างคับคั่ง ได้แก่ รศ.ดร.สุมนต์ สกลไชย นายกสภามหาวิทยาลัยบูรพา ผศ.ดร.ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล คณบดีคณะโลจิสติกส์ คุณกิตติวุฒิ ศศิวิมลพันธุ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ศ.ดร.กมลชนก สุทธิวาทนฤพุฒิ Prof. Pual Taw-Woo Lee และ รศ.ดร.ธัญภัส เมืองปัน

    ผู้ร่วมประชุมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนแนวคิดด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนสู่ความยั่งยืนในสังคมต่อไป

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/274360/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pFSCTZJQ_FcpQRi1HOmPx

  • ทรัมป์จ่อระงับการอพยพเข้าสหรัฐของผู้ลี้ภัยจากปท.ยากจน | TOPNEWS

    ทรัมป์จ่อระงับการอพยพเข้าสหรัฐของผู้ลี้ภัยจากปท.ยากจน | TOPNEWS

    ทรัมป์โพสต์เดือดประกาศจะระงับการอพยพเข้าสหรัฐของผู้ลี้ภัยที่มาจาก “ประเทศโลกที่สาม” ทั้งหมด หลังผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันก่อเหตุยิงทหารอเมริกัน 2 นายในกรุงวอชิงตัน ซึ่งล่าสุดเขาถูกตั้งข้อกล่าวหาฆ่าคนตายโดยเจตนา

    AP และ AFP รายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐได้โพสต์ข้อความผ่าน “ทรู๊ธ” เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผานมาตามเวลาท้องถิ่น (27 พย.) โดยใช้ถ้อยคำที่ดุเดือดประกาศว่าเขาจะระงับคำร้องของผู้อพยพจาก “ประเทศโลกที่สาม” หรือประเทศยากจนแบบถาวร นอกจากนี้ก็ขู่จะเพิกถอนสถานะและเนรเทศผู้ลี้ภัยจำนวนหลายล้านคนที่ได้รับการอนุมัติภายใต้รัฐบาลโจ ไบเดน และยังมีคำสั่งให้ตรวจสอบและทบทวนสถานะกรีนการ์ดหรือใบอนุญาตอยู่อาศัยแบบถาวรของผู้อพยพจาก 19 ประเทศ รวมทั้งอัฟกานิสถาน, คิวบา, อิหร่านและเมียนมา ถือเป็นการยกระดับมาตรการกวาดล้างผู้ลี้ภัยรอบใหม่

    การโพสต์ถ้อยคำที่ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐสมัยที่สองของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่ผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกันได้ก่อเหตุยิงทหารพิทักษ์มาตุภูมิเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บสาหัสอีก 1 นายขณะลาดตระเวนใกล้ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

    โดยมือปืนมีชื่อราห์มานุลเลาะห์ ลากันวัล วัย 29 ปีซึ่งเคยทำงานให้กับหน่วย CIA ของสหรัฐระหว่างสงครามอัฟกัน ลากันวัลอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐภายใต้โครงการช่วยเหลือผู้ที่เคยช่วยกองทัพอเมริกัน หลังสหรัฐถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน ล่าสุดเขาถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา อย่างไรก็ตามเหตุจูงใจในก่อเหตุยังไม่เป็นที่แน่ชัด

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทรัมป์โกรธจัดโพสต์กล่าวหาผู้ลี้ภัยว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆในสหรัฐตั้งแต่อาชญากรรมไปจนถึงการแย่งที่อยู่อาศัยของชาวอเมริกัน ทำให้สังคมอเมริกันกลายเป็นสังคมผิดเพี้ยน

    ผู้นำสหรัฐยังกล่าวโพสต์ยาวเหยียดกล่าวหาว่าผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่พึ่งพาเงินสวัสดิการของรัฐมาจากประเทศที่ล้มเหลวบ้าง เป็นพวกนักโทษบ้าง ผู้ป่วยโรคจิตบ้างหรือไม่ก็เป็นพวกแก๊งค้ายาเสพติด

    อย่างไรก็ตามผลการศึกษาหลายชิ้นชาวต่างชาติในสหรัฐซึ่งมีประมาณ 50 ล้านคนมีแนวโน้มที่จะก่ออาชญากรรมน้อยกว่าชาวอเมริกันหรือผู้ที่เกิดในสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1407430&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f6IvS5g0ObuHewDBuBbGs

  • กกต. ขอเชิญชวนสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. ระหว่างวันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2568

    กกต. ขอเชิญชวนสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. ระหว่างวันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2568

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ระหว่างวันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ผู้ที่สนใจสมัครรับเลือกตั้งสามารถตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และเตรียมหลักฐานและเอกสารประกอบการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมทั้งค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
    1.1 มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
    1.2 ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง สำหรับผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
    1.3 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลที่สมัครรับเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
    1.4 วุฒิการศึกษา
    • สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่ได้กำหนดวุฒิการศึกษา
    • ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา

    2. ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
    2.1 ติดยาเสพติดให้โทษ
    2.2 เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
    2.3 เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ
    2.4 เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 39 (1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช (2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือ (4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
    2.5 อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
    2.6 ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
    2.7 เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    2.8 เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
    2.9 เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
    2.10 เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
    2.11 เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
    2.12 เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
    2.13 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
    2.14 เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
    2.15 เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
    2.16 อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
    2.17 เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
    2.18 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี
    2.19 เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นแล้วแต่กรณี มายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
    2.20 อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 หรือตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    2.21 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
    2.22 เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทน หรือเอื้อประโยชน์ส่วนตนระหว่างกัน และยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
    2.23 เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
    2.24 เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือแก่ราชการ และยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
    2.25 ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด

    3. หลักฐานและเอกสารประกอบการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลพร้อมทั้งหลักฐานการสมัคร ดังนี้

    3.1 ใบสมัครรับเลือกตั้งตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 4/1
    3.2 รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก หรือ รูปภาพที่พิมพ์ชัดเจนเหมือนรูปถ่ายของตนเอง ขนาดกว้างประมาณ 8.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 13.5 เซนติเมตร จำนวนตามที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด
    3.3 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
    3.4 สำเนาทะเบียนบ้าน
    3.5 ใบรับรองแพทย์
    3.6 หลักฐานการศึกษา
    3.7 หลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี (2565, 2566, 2567) นับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้ง เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษี พร้อมทั้งสาเหตุแห่งการไม่ได้เสียภาษีตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 4/2

    4. ค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้ง
    4.1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบล 2,500 บาท
    4.2 สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล 1,000 บาท

    ทั้งนี้ ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปีตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหาร
    ส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือ Application Smart Vote หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
    ประจำจังหวัดทุกจังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/905271/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14PHG0QsyhMxFKbpzJsc7D

  • วท.ชม.เข้าร่วมกิจกรรม แนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ

    วท.ชม.เข้าร่วมกิจกรรม แนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ

    วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นางสาววาทินี เชิดชูสกุล หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและการจัดหางาน พร้อมด้วย นายโชตินันทร์ ปฏิการ ตัวแทนครูแนะแนวฯ คณะครูและนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาธุรกิจการบิน และแผนกช่างกลโรงงาน เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ ซึ่งจัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ณ ห้องประชุมสุทธาสิริ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

    การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อ เป็นการประชาสัมพันธ์การรับสมัครเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 ให้แก่ นักเรียน ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 2 ให้ได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาต่อในสายอาชีพ อย่างถูกต้องและเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นพบศักยภาพ ความสนใจของตนเอง และสามารถเลือกเส้นทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความถนัดและอาชีพในอนาคต

    ภายในกิจกรรมยังมีการนำเสนอข้อมูลหลักสูตรอาชีวศึกษา จุดเด่นของแต่ละสาขาวิชา แนวโน้มตลาดแรงงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อมูลเพิ่มเติม แบบโต้ตอบผ่านระบบออนไลน์

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3833568/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NCkwowsyFYxUzrCQDpVa7