Category: วัฒนธรรม

  • เด็กเร่ขายของ VS Kidfluencer เป็นเด็กเหมือนกัน แต่ทำไมสังคมสนใจไม่เท่ากัน กับคำถามไทยพร้อมพูดเรื่อง ‘แรงงานเด็ก’ หรือยัง

    เด็กเร่ขายของ VS Kidfluencer เป็นเด็กเหมือนกัน แต่ทำไมสังคมสนใจไม่เท่ากัน กับคำถามไทยพร้อมพูดเรื่อง ‘แรงงานเด็ก’ หรือยัง

    เมื่อกดเข้าโซเชียลมีเดียในช่องทางที่เราต่างใช้กันเป็นประจำ บนหน้าจอโทรศัพท์มีเด็กตัวเล็ก หน้าตาน่ารักกำลังแจกรอยยิ้มให้กับคนบนโลกออนไลน์ผ่านหน้าจอการไลฟ์

    “น่ารักมาก”

    “เก่งจังเลย”

    คำชื่นชมจากคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนถูกส่งผ่านช่องคอมเมนต์และการแชร์ จนกลายเป็นกระแสที่สังคมให้ความสนใจ ในขณะเดียวกันก็ยังมีเด็กบางกลุ่มที่ต้องทำงานขายของหรือขายดอกไม้ตามร้านอาหารโดยเฉพาะในยามค่ำคืน เมื่อเด็กทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็เป็นเด็กที่ใช้ ‘แรงงาน’ เหมือนกัน แต่ความสนใจของสังคมกลับแตกต่างกัน

    มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องกลายเป็นแรงงานตั้งแต่ยังเด็ก เด็กวัยเรียนต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือเด็กบางคนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เพราะต้องออกมาทำงานหาเงินจุนเจือตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นฝ่ายยัดเยียดการทำงานให้กับเด็ก โดยใช้ภาพความน่าสงสารมาเป็นหนทางการหาเงิน การดิ้นรนของเด็กตัวเล็กทั้งที่ยังไม่ถึงวัยที่จะต้องเข้าไปในตลาดแรงงาน เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาแรงงานเด็กที่ยังมีอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้

    แรงงานจำยอม

    ความหมายของแรงงานเด็กตามนิยามของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมายถึงเด็กที่มีอายุ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี เป็นการทำงานโดยมีนายจ้างและได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน ซึ่งในเงื่อนไขการจ้างงาน กฎหมายกำหนดเอาไว้คือ ห้ามจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี 

    ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รายงานความเคลื่อนไหวแรงงานเด็ก ไตรมาส 4 ปี 2567 พบว่ามีเด็กที่อยู่ในกำลังแรงงาน จำนวน 148,475 คน ผู้มีงานทำเป็นเด็กที่ทำงานทั้งหมด 135,159 คน ซึ่งสามารถแบ่งแรงงานเด็กออกเป็น 2 กลุ่มคือ เด็กที่เรียนและทำงานไปด้วย 16,022 คน และเด็กที่ทำงานอย่างเดียว 119,137 คน 

    จากจำนวนตัวเลขจะเห็นได้ว่า จำนวนแรงงานเด็กที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาและต้องทำงานอย่างเดียวมีมากกว่าเด็กที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยหลายเท่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและครอบครัวในประเทศไทย และอาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ช่องว่างทางกฎหมาย เมื่อพ่อแม่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือหาเงิน

    หากความหมายของแรงงานเด็ก คือการทำงานโดยมีนายจ้างและค่าตอบแทน ในกรณีของเด็กที่ทำงานขายดอกไม้ตามร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์เด็กในโซเชียลฯ อาจต่างออกไป การหาเงินโดยมีเด็กเป็นเครื่องมือและสร้างภาพจำตามคำสั่งของพ่อแม่อาจเป็นได้แค่ ‘กิจกรรมภายในครอบครัว’ เพราะไม่มีการจ้างงานหรือค่าตอบแทน จึงไม่ถือว่าเป็นลูกจ้างตามเงื่อนไขของแรงงานเด็ก 

    อายุต่ำกว่า 15 ปี ‘ห้ามทำงาน’ แต่เมื่อมองถึงความเป็นจริงของสังคมแล้ว ยังมีเด็กจำนวนมากที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการเร่ขายดอกไม้ เร่ขายขนมตามร้านอาหาร หรือการช่วยงานครอบครัวซึ่งนอกเหนือจากงานในบ้าน การที่เราเห็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี เหล่านี้ทำงานและช่วยครอบครัวหารายได้ อาจมาจากสาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจซึ่งนำไปสู่ความยากจนในครัวเรือน เมื่อไร้หนทางการให้เด็กในครอบครัวมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการหารายได้จึงกลายเป็นทางออกอีกทางของปัญหานี้ เพราะมีความคิดว่าสิ่งที่เด็กทำเป็นเพียงงานเล็กๆ น้อยๆ จนละเลยสิทธิของเด็กไป

    เช่นเดียวกับกรณีของอินฟลูเอนเซอร์เด็กที่เรามักเห็นเด็กน้อยน่ารักตามช่องทางออนไลน์ต่างๆ แม้ว่าเด็กกลุ่มนี้จะไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องของปัญหาความยากจนหรือการเงินเหมือนเด็กเร่ขายของทั่วไป แต่พ่อแม่หรือผู้ปกครองก็ยังคงนำเอาความเป็นเด็กนี้มาเป็นตัวสินค้าเสียเอง จนในบางครั้งก็เกิดการละเลยสิ่งที่เด็กคนหนึ่งควรได้รับไป

    ช่องทางออนไลน์กับการทำงานของ ‘Kidfluencers’

    เมื่อการเติบโตของเด็กเจเนอเรชันใหม่ถูกครอบงำด้วยโลกออนไลน์ สื่อโซเชียลฯ หรืออุปกรณ์ทันสมัยจึงมีอิทธิพลต่อตัวเด็กมากขึ้น โดยคำว่า Kidfluencers หรืออินฟลูเอนเซอร์เด็กที่เราคุ้นเคยกัน จะหมายถึงเด็กที่มีบทบาทและอิทธิพลมากในโลกออนไลน์ ซึ่งการปรากฏตัวในโลกออนไลน์นี้เกิดขึ้นได้จากการที่พ่อแม่พาเด็กๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสังคม จนนำไปสู่การใช้เด็กเป็นคอนเทนต์เรียกยอดกดไลก์ ยอดแชร์ หรือสร้างรายได้จากความน่ารัก

    ผลตอบรับจากกระแสสังคมเกี่ยวกับคอนเทนต์เด็กทำให้ Kidfluencers เริ่มมีมากขึ้นทั้งในประเทศ ต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนธรรมดาและคนมีชื่อเสียง เด็กหลายถูกจับมานั่งหน้ากล้องเพื่อเป็นคอนเทนต์ให้กับพ่อแม่ จนเราไม่สามารถทราบเบื้องหลังได้ว่า กระบวนการทำงานนั้นเป็นอย่างไร เด็กบางคนอาจเต็มใจที่จะทำหรือเด็กบางคนถูกพ่อแม่บังคับมา อีกทั้งในช่วงวัยของเด็กนั้นยังไม่สามารถตัดสินใจหรือใช้วิจารณญาณของตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจเด็กได้

    พณิดา โยมะบุตร นักจิตวิทยาคลินิก จาก MindBloom Mental Health Clinic ได้กล่าวถึงประเด็นของอินฟลูเอนเซอร์เด็กว่า การให้เด็กมาทำคอนเทนต์หรือเป็นส่วนหนึ่งของงาน ต้องขึ้นอยู่กับว่าเด็กอายุเท่าไร ถ้าอยู่ในวัยที่สามารถเริ่มสื่อสารรู้เรื่อง การให้เด็กมาทำกิจกรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นการช่วยฝึกความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ได้ และต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมโดยมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองคอยดูแล แต่ในขณะเดียวกันหากพ่อแม่ละเลยในการดูแลเด็กๆ มากเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเด็กและการพัฒนาการได้

    “เด็กเป็นวัยทองแห่งการเรียนรู้ เด็กจะเรียนรู้ผ่านการเล่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ แต่ว่าการเล่นก็ควรเป็นการเล่นอย่างมีอิสระตามวัย ถ้าการเอาเด็กมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แล้วมีการบังคับหรือจัดแจงว่าต้องทำนู่นทำนี่ มันไม่ใช่ความอิสระแล้ว”

    เพราะการทำคอนเทนต์หรือการเป็น Kidfluencers นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทางพ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรมีการตรวจสอบเนื้อหา ความปลอดภัยของเด็กเสมอ เมื่อมีการนำเด็กเข้ามาทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยพณิดายังกล่าวถึงหลักเกณฑ์พื้นฐานและข้อควรระวังสำหรับเด็กที่ต้องอยู่หน้ากล้องว่า การจะทำคอนเทนต์หรือกิจกรรมต่างๆ ต้องเอาเด็กเป็นหลักในการตัดสิน

    “พ่อแม่ต้องรู้จักลูกของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน เขาจะไหวอยู่มากน้อยแค่ไหน จะมีสมาธิอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องแบ่งช่วงเวลาให้พัก แต่ที่สำคัญคือ ไม่ควรดึงเขาออกจากกิจกรรมปกติที่เด็กทั่วๆ ไปควรจะทำ”

    เด็กเร่ขายของ VS อินฟลูเอนเซอร์เด็ก

    เด็กทั้ง 2 กลุ่ม ต่างเป็นเด็กที่ต้องใช้แรงงานและอยู่ภายใต้การตัดสินใจของพ่อแม่และผู้ปกครองเช่นเดียวกัน เด็กเร่ขายของที่เรามักเจอได้บ่อยครั้งในร้านอาหารและส่วนใหญ่เป็นเวลาหัวค่ำหรือยามค่ำคืน การต้องทำงานในเวลาที่ช่วงวัยนี้ต้องพักผ่อน กลายเป็นการลิดรอนสิทธิของเด็ก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงในเรื่องสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่อาจทำให้เกิดอันตรายและพัฒนาการของเด็กที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

    เช่นเดียวกับอินฟลูเอนเซอร์เด็กที่ถึงแม้ว่าการให้เด็กได้ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ จะเป็นการฝึกความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ แต่เมื่อใดก็ตามที่นำเด็กมาเป็นคอนเทนต์มากจนเกินไป หรือถูกบีบบังคับจากพ่อแม่จนฝืนธรรมชาติของความเป็นเด็ก สิ่งนี้จะไม่ต่างอะไรกับการใช้แรงงานที่ได้กล่าวไปข้างต้น เพียงแค่ไม่สามารถเรียกว่าแรงงานเด็กได้เต็มปากเพราะไม่ใช่การว่าจ้างอย่างที่ช่องว่างของกฎหมายได้ระบุไว้

    อย่างไรก็ตาม ระหว่างเด็ก 2 กลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอยู่หนึ่งสิ่ง นั่นคือการให้ความสนใจของสังคม แม้ว่าเราจะสามารถเห็นแรงงานเด็กที่เร่ขายของได้บ่อยเท่าไร แต่สังคมก็เพียงรับรู้และปล่อยผ่าน ภาพของเด็กที่ต้องขายของตามร้านอาหารกลายเป็นความเคยชินของผู้คนที่พบเห็น ทำได้เพียงช่วยเหลือจากการซื้อของหรือบางคนอาจเมินเฉยไปอย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกัน เมื่อเป็นอินฟลูเอนเซอร์เด็ก สังคมกลับให้ความสนใจเป็นพิเศษ ทั้งมอบคำชื่นชม มองว่าน่ารักน่าเอ็นดูจนกลายเป็นจุดสร้างรายได้ และกลายเป็นความภาคภูมิใจที่สามารถหารายได้ให้กับตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก 

    ซึ่งเมื่อมีการถกเถียงกันในเรื่องของการใช้แรงงาน สังคมก็ยังให้ความสนใจกับประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง มีผู้คนมากมายที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและตำหนิพ่อแม่ที่พาลูกมาเป็นคอนเทนต์หรือไลฟ์ขายของ สังคมต่างช่วยกันทวงคืนความเป็นเด็กให้กับอินฟลูเอนเซอร์ตัวน้อยแต่เด็กเร่ขายของทั่วไปกลับไม่ได้รับสิ่งนี้อย่างเท่าเทียมกัน

    “รางวัลจากการไลฟ์ที่มีคนมาคอมเมนต์หรือว่าให้รางวัลให้นู่นให้นี่ ซึ่งมันจะมีผลในเรื่องของการสร้างตัวตน เด็กอาจจะเอาตัวเองไปขึ้นอยู่กับสิ่งพวกนี้มากเกินไป ในการที่จะรู้สึกภาคภูมิใจหรือมีความสุข ในขณะที่เด็กที่ใช้แรงงาน เด็กขายพวงมาลัยขายของ เขาอาจจะไม่ได้ทำเพื่อเอาแรงเสริมพวกนี้ เพราะฉะนั้นตัวตนของเขาก็จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า สังคมหรือคนที่ไม่รู้จักมันมีผลต่อเขายังไง มันก็จะมีผลต่อการพัฒนาตัวตนที่ไม่เหมือนกัน”

    เพราะในยุคโซเชียลฯ ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ง่าย เพียงแค่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า กดเข้าโทรศัพท์มือถือและเข้าโซเชียลฯ ก็สามารถเห็นอินฟลูเอนเซอร์เด็กได้ทันทีและทำให้เรามีประสบการณ์ร่วมได้ง่ายกว่า ซึ่งสิ่งนี้แตกต่างกับเด็กที่เร่ขายของโดยสิ้นเชิง ถ้าเราอยู่บ้าน เราอาจเห็น Kidfluencers แต่เราไม่สามารถเห็นเด็กที่ต้องใช้แรงงานคนอื่นๆ ได้เลย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมสังคมถึงให้ความสนใจกับประเด็นของการใช้แรงงานเด็กที่ไม่เท่ากัน เพราะความเข้าถึงง่าย ความไว และกระแสสังคมจากโลกออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญของการตระหนักรู้ของผู้คนในสังคมไทย

    อ้างอิง

    https://www.ilo.org/resource/news/child-labour-rises-160-million-%E2%80%93-first-increase-two-decades

    https://www.labour.go.th/index.php/service-statistic/service-report-year/category/108-2565?download=640:3-2565 

    https://theactive.thaipbs.or.th/read/kidfluencer

    https://www.creativethailand.org/article-read?article_id=34757

    Tags: , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-kidfluencer-child-labor/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gX7q1lKzA50TIDMS53gel

  • “ไทยสร้างไทย” เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย “พล.ท.ภราดร” นำกลุ่มสวัสดีคนไทย ลุยนโยบายความมั่นคง “อดีต สว.ดิเรกฤทธิ์-ตวง” ดูแลกฎหมาย ความยุติธรรม และพัฒนาการศึกษา

    “ไทยสร้างไทย” เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย “พล.ท.ภราดร” นำกลุ่มสวัสดีคนไทย ลุยนโยบายความมั่นคง “อดีต สว.ดิเรกฤทธิ์-ตวง” ดูแลกฎหมาย ความยุติธรรม และพัฒนาการศึกษา

    พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ พร้อมแถลงข่าวแสดงจุดยืนและคำมั่นสัญญาในการสร้างการเมืองสุจริต โดยได้เปิดตัวบุคลากรสำคัญที่จะเข้าร่วมกับพรรค โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ย้ำว่าไทยสร้างไทยมุ่งมั่นสร้างการเมืองสุจริต

    คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า การเปิดตัวบุคลากรใหม่เข้าพรรค ทั้งอดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การบริหารราชการ และผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย ในการสร้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง เพื่อผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของพรรคให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า การเข้าร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายด้านความมั่นคง และการร่วมสร้างการเมืองสุจริต พร้อมประกาศว่าจะนำกลุ่ม “คนไทยสวัสดี” เข้ามาสนับสนุนและร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการเมืองที่โปร่งใสและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย จะเข้ามาร่วมพัฒนานโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และเน้นให้เด็กไทยค้นพบศักยภาพของตนเอง

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย จะเข้ามาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ พร้อมวางแนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    ด้านนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นใจและโอกาสในการพัฒนาตนเองบรรยากาศการแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมือ โดยผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทยทั้งรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ เพื่อสร้างแนวทางการเมืองสุจริต โปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่าการมีทีมงานที่เชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทยและสร้างการเมืองสุจริตให้เกิดขึ้นจริง

    หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่าการมีผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาทำงานกับพรรค คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างอนาคตประเทศไทยที่สุจริต ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/261534&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wMnxMlBG0N91dqN9ixhy_

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67685/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zxDV34PTpSm5lsk7WOsCE

  • นฤมล สั่ง เร่งงาน Fix It Center เต็มกำลัง ช่วยซ่อมสิ่งของจากชาวบ้านสงขลา

    นฤมล สั่ง เร่งงาน Fix It Center เต็มกำลัง ช่วยซ่อมสิ่งของจากชาวบ้านสงขลา

    “รมว.นฤมล” ตระเวนทั่วหาดใหญ่ตรวจความพร้อม กำชับ เร่งงาน Fix It Center เต็มกำลัง ต้องรวดเร็ว ปลอดภัย และทั่วถึง ช่วยชาวบ้านซ่อมของเสียจากน้ำท่วม

    วันที่ 1 ธันวาคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตระเวนตรวจความพร้อมศูนย์ Fix It Center ซึ่งเปิดให้บริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์ให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย

    “กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเดินหน้าส่งกำลังคนและอุปกรณ์สนับสนุนเพิ่มเติม หากพื้นที่ต้องการความช่วยเหลือ พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ น้องๆ อาชีวะ ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำอย่าเสียบปลั๊กเพื่อทดสอบ โดยสามารถนำมาให้น้อง ๆ ตรวจดูและซ่อมได้ เพราะ หากเราไปเสียบปลั๊ก แผงวงจรมันจะช็อต ทำให้ไม่สามารถซ่อมได้ นางนฤมล กล่าว 

    สำหรับจังหวัดสงขลา ได้ตั้งศูนย์ Fix It Center กระจายให้บริการรวม 50 จุดทั่วพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้ประชาชน โดยมีครูและนักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วมสนับสนุนงานซ่อมแซมอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ รมว.ศธ. ได้กำชับให้แต่ละศูนย์เร่งดำเนินงานอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2899119&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RvimVnLSqdC8rgCC_i1-y

  • “คุณหญิงสุดารัตน์” นำไทยสร้างไทยเปิดตัว “เสธ.แมว”  ย้ายจากเพื่อไทย มีอดีตสว.ร่วมแจม “กฤษฎา-ยศสุดา” นำทีมคนรุ่นใหม่ 

    “คุณหญิงสุดารัตน์” นำไทยสร้างไทยเปิดตัว “เสธ.แมว”  ย้ายจากเพื่อไทย มีอดีตสว.ร่วมแจม “กฤษฎา-ยศสุดา” นำทีมคนรุ่นใหม่ 


    พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย พลโทภราดรนำกลุ่มสวัสดีคนไทย ลุยนโยบายความมั่นคง อดีต สว. ดิเรกฤทธิ์-ตวง ดูแลกฎหมาย ขณะที่รุ่นใหม่ไฟแรง กฤษฎา-ยศสุดา นำทีมคนรุ่นใหม่

    พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ พร้อมแถลงข่าวแสดงจุดยืนและคำมั่นสัญญาในการสร้างการเมืองสุจริต โดยได้เปิดตัวบุคลากรสำคัญที่จะเข้าร่วมกับพรรค โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ย้ำว่าไทยสร้างไทยมุ่งมั่นสร้างการเมืองสุจริต 

    คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าการเปิดตัวบุคลากรใหม่เข้าพรรค ทั้งอดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การบริหารราชการ และผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย ในการสร้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง เพื่อผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของพรรคให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่าการเข้าร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายด้านความมั่นคง และการร่วมสร้างการเมืองสุจริต พร้อมประกาศว่าจะนำกลุ่ม “คนไทยสวัสดี” เข้ามาสนับสนุนและร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการเมืองที่โปร่งใสและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย จะเข้ามาร่วมพัฒนานโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และเน้นให้เด็กไทยค้นพบศักยภาพของตนเอง

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย จะเข้ามาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ พร้อมวางแนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    ด้านนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นใจและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

    บรรยากาศการแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมือ โดยผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทยทั้งรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ เพื่อสร้างแนวทางการเมืองสุจริต โปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่าการมีทีมงานที่เชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทยและสร้างการเมืองสุจิตให้เกิดขึ้นจริง 

    หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่าการมีผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาทำงานกับพรรค คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างอนาคตประเทศไทยที่สุจริต ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/38083&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q6eBWjZjY2qzdGo2xrdnh

  • ‘ไทยสร้างไทย’ แถลงจุดยืน สร้างการเมืองสุจริต ไม่เปิดช่องให้คนโกง

    ‘ไทยสร้างไทย’ แถลงจุดยืน สร้างการเมืองสุจริต ไม่เปิดช่องให้คนโกง

    นอกจากนี้ ยังรวมถึงระบบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่มีผลประโยชน์เป็นเดิมพัน ทำให้ข้าราชการที่ดีท้อแท้และหมดกำลังใจ 

    คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า OECD ชี้ว่าการทุจริตทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยหดหายถึง 3% แม้งบประมาณประเทศจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 6–7 แสนล้านบาทในอดีต มาเกือบ 4 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน แต่กลับไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 16 ล้านล้านบาท จนเกือบเท่า GDP ประเทศ โครงสร้างการเมืองที่ใช้เงินทุนสูง ซื้อเสียง หรือซื้ออำนาจรัฐ ทำให้ประเทศเสี่ยงเข้าสู่ระบบ “State Capture” ซึ่งอาจนำพาเศรษฐกิจล่มสลายเช่นในประเทศบางแห่งในอเมริกาใต้และแอฟริกา

    การทำพรรคการเมืองขนาดเล็กในสภาวะปัจจุบันเป็นเรื่องยาก เรายืนหยัดที่จะสู้แม้รู้ว่ายาก เรายืนหยัดที่จะทำการเมืองสุจริต อยากเห็นคนไทยที่เป็นคนตัวเล็กมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในชีวิตบ้าง ดิฉันจึงอดทนทำงานอย่างทุ่มเทจนถึงทุกวันนี้ พรรคไทยสร้างไทยเราจะเป็นแพล็ตฟอร์มทางการเมืองที่รองรับคนดี คนเก่ง คนกล้า เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อให้พ้นจากหลุมดำของคอร์รัปชันไปให้ได้

    'ไทยสร้างไทย' แถลงจุดยืน สร้างการเมืองสุจริต ไม่เปิดช่องให้คนโกง

    เปิดตัว 4 แนวร่วมพรรคไทยสร้างไทย 

    พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ตัวเองเป็นทหารประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของกลุ่ม ‘สวัสดีคนไทย’ ที่มีเป้าหมายคือต้องการทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ การทำนโยบายต้องมีประชาชนเป็นตัวตั้งในสมการเสมอ กฎหมายมีบรรทัดฐาน มีความโปร่งใส่ และเห็นแก่ผลประโยชน์ของชาติ ส่วนหลักคิดด้านความมั่นคง เราต้องอาศัยมิตรประเทศมหาอำนาจต่างๆ แต่ที่สำคัญคือปัจจัยภายในที่ไทยต้องพึ่งพาตัวเอง ยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของพรรคไทยสร้างไทย

    ดิเรกฤทธิ์ ในฐานะประธานเครือข่ายประชาธิปไตยสุจริต เสนอว่า ศาลปกครองของประชาชนต้องโปร่งใส ประชาชนต้องเห็นภาพรวมและขั้นตอนว่าถ้าร้องเรียนวันนี้จะเข้าสู่กระบวนการวันไหน ตัวเองขับเคลื่อนให้มี พ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้โปร่งใสและประชาชนมีส่วนร่วม ดิเรกฤทธิ์ยอมรับว่าตัวเองทนไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม เป็นคนยื่นร้อง เศรษฐากรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน ร้องทักษิณ กรณีรับโทษที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ และร้องคลิปเสียงแพทองธารกับสมเด็จฮุนเซน ทั้งนี้พรรคการเมืองต้องเป็นของทุกคน มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แก้ปัญหาประเทศได้

    ตวง กล่าวว่า ทำเรื่องการศึกษามาตลอดชีวิต การสร้างคนที่มีคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างชาติ หากไม่เริ่มต้นจากการพัฒนาคน ประเทศไทยก็ไม่สามารถก้าวหน้าได้ ทุกวันนี้ระบบการศึกษาของโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว การเรียนแบบ Live-Long Learning เรียนด้วย Passion ไม่ต้องจบปริญญาก็หาเงินได้เป็นร้อยเป็นพันล้าน แต่ระบบการศึกษาไทยยังคงติดอยู่กับรูปแบบเดิมที่เน้นการท่องจำและการบริหารแบบราชการ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาไทยควรกระจายอำนาจการบริหารไปสู่ท้องถิ่น ปรับหลักสูตรให้ทันสมัยและสอดคล้องกับโลกการทำงาน เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบศักยภาพของตนเองและสร้างอาชีพได้ทันที พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชัน

    กฤษฎา เฉลิมสุข ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทยและอดีตนายกสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย กล่าวว่า พรรคคนไทยที่รวมเอาผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน ทั้งด้านโลจิสติกส์ ด้านสตาร์ทอัพ ด้านบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี และโปรแกรมเมอร์ ซึ่งจะสามารถเติมเต็มให้พรรคไทยสร้างไทยและคนไทยได้

    จินนี่ ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ กล่าวว่า ทุกวันนี้เทศไทยมาถึงทางตันอยู่ในหลุมดำ เพราะระบบรัฐที่อ่อนแอถูกอคร์รัปชัน ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ห่วงใยอนาคตของประเทศและอนาคตของตัวเราเอง เรายังมีเวลาเหลืออยู่ในประเทศนี้นาน และต้องต่อสู้ไปอีกยาวไกล ในขณะที่เรากำลังต้องสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ต้นทุนของประเทศกลับสูงขึ้นมาก งบประมาณหลายด้านถูกนำไปใช้บิดเบี้ยว กฎหมายซ้ำซ้อน เต็มไปด้วยทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าควรจะมีลูกไหม? แม้จะรู้สึกเศร้าใจกับประเทศไทย แต่ยังดีใจที่พรรคไทยสร้างไทยชูนโยบายการเมืองสุจริต เชื่อว่ามันจะทำให้ประเทศไทยโตได้อย่างยั่งยืนและรวดเร็ว ประกอบกับการที่ผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยงาน ถ้าพรรคไทยสร้างไทยเข้ามาบริหารบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยที่สุจริตอย่างแน่นอน

    ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860934&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hPe5yIoUJyrqZRz7vM03T

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67690/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2awUVNlCRaDgZQ4QvXmFnp

  • วิจัยเผย รายได้บ.อาวุธจีนปี 67 ลดลง เซ่นนโยบายล้างบางทุจริต : อินโฟเควสท์

    วิจัยเผย รายได้บ.อาวุธจีนปี 67 ลดลง เซ่นนโยบายล้างบางทุจริต : อินโฟเควสท์

    ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ที่เผยแพร่วันนี้ (1 ธ.ค.) ระบุว่า รายได้ของบรรดาบริษัทด้านการทหารยักษ์ใหญ่ของจีนลดลงเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากการปราบปรามการทุจริตทำให้การทำสัญญาและการจัดซื้ออาวุธล่าช้า

    รายงานระบุว่า สถานการณ์ของจีนสวนทางกับบริษัทอาวุธยุทโธปกรณ์และบริการทางการทหารยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่รายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากแรงหนุนของไฟสงครามในยูเครนและกาซา ตลอดจนความตึงเครียดระดับโลกและภูมิภาค

    หนาน เถียน ผู้อำนวยการโครงการค่าใช้จ่ายทางทหารและการผลิตอาวุธของ SIPRI กล่าวว่า “ข้อกล่าวหาด้านการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างด้านอาวุธของจีนทำให้สัญญาสำคัญหลายฉบับในปี 2567 ต้องเลื่อนหรือถูกยกเลิก ซึ่งยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอนเรื่องการปรับปรุงกองทัพจีนให้ทันสมัย และยังไม่รู้ว่าขีดความสามารถใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นจริงเมื่อไร”

    กองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีน (PLA) เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการปราบปรามการทุจริตเป็นวงกว้างที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สั่งการมาตั้งแต่ปี 2555 และได้ขยายไปถึงระดับสูงของกองทัพในปี 2566 เมื่อกองกำลังขีปนาวุธ (Rocket Force) ตกเป็นเป้าหมายการตรวจสอบ

    เมื่อเดือนต.ค. นายพลระดับสูง 8 นายถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนในข้อหาทุจริต ซึ่งรวมถึงนายพล เหอ เว่ยตง นายพลหมายเลขสองของประเทศ โดยเขาเคยทำงานภายใต้การกำกับดูแลของปธน.สี ในคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งเป็นองค์กรบัญชาการทหารสูงสุดของจีน

    นักการทูตเอเชียและชาติตะวันตกกล่าวว่า ยังคงต้องประเมินกันต่อไปว่าการกวาดล้างนี้กระทบการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนแค่ไหน และลามไปถึงระดับใดของสายการบังคับบัญชา

    ข้อมูลของ SIPRI แสดงให้เห็นว่า รายได้ของบริษัททางทหารชั้นนำของจีนลดลง 10% เมื่อปีที่แล้ว สวนทางกับญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้น 40% เยอรมนี 36% และสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 3.8%

    รายงานระบุว่า รายได้ของบริษัทอาวุธที่ใหญ่ที่สุด 100 แห่งของโลกเพิ่มขึ้น 5.9% สู่ระดับสูงสุดที่ 6.79 แสนล้านดอลลาร์ แต่เพราะยอดของจีนที่ตกลง จึงฉุดให้เอเชีย-โอเชียเนียเป็นภูมิภาคเดียวที่รายได้รวมของบริษัทอาวุธชั้นนำลดลง

    ทั้งนี้ รายได้จากการขายอาวุธของจีนลดลง แม้ว่าในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมางบประมาณด้านกลาโหมของจีนจะเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทหารดั้งเดิมในเอเชีย และความตึงเครียดกับไต้หวันและทะเลจีนใต้ที่ร้อนระอุขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550310&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dow4dd7sietBVpeS8HD1e

  • Fix It Center เต็มกำลัง! “รมว.นฤมล”ตระเวนทั่วหาดใหญ่ตรวจความพร้อม กำชับ เร่งงาน รวดเร็ว ปลอดภัย และทั่วถึง ช่วยชาวบ้านซ่อมของเสียจากน้ำท่วม

    Fix It Center เต็มกำลัง! “รมว.นฤมล”ตระเวนทั่วหาดใหญ่ตรวจความพร้อม กำชับ เร่งงาน รวดเร็ว ปลอดภัย และทั่วถึง ช่วยชาวบ้านซ่อมของเสียจากน้ำท่วม

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตระเวนตรวจความพร้อมศูนย์ Fix It Center ซึ่งเปิดให้บริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์ให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย

    “กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเดินหน้าส่งกำลังคนและอุปกรณ์สนับสนุนเพิ่มเติม หากพื้นที่ต้องการความช่วยเหลือ พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ น้องๆ อาชีวะ ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำอย่าเสียบปลั๊กเพื่อทดสอบ โดยสามารถนำมาให้น้อง ๆ ตรวจดูและซ่อมได้ เพราะ หากเราไปเสียบปลั๊ก แผงวงจรมันจะช็อต ทำให้ไม่สามารถซ่อมได้“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    สำหรับจังหวัดสงขลา ได้ตั้งศูนย์ Fix It Center กระจายให้บริการรวม 50 จุดทั่วพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้ประชาชน โดยมีครูและนักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วมสนับสนุนงานซ่อมแซมอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ รมว.ศธ. ได้กำชับให้แต่ละศูนย์เร่งดำเนินงานอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62310&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TmYppSaGHLcA4eSVvddBD

  • วิกฤติ PM2.5 กัดเซาะเศรษฐกิจไทย 2.17 ล้านล้านบาทต่อปี – วิเคราะห์ผลกระทบครบวงจร

    วิกฤติ PM2.5 กัดเซาะเศรษฐกิจไทย 2.17 ล้านล้านบาทต่อปี – วิเคราะห์ผลกระทบครบวงจร

    วิกฤติฝุ่น PM2.5 สร้างภาระทางเศรษฐกิจ

    ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมธรรมดา แต่เป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อการพัฒนาประเทศ ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของสถาบันการเงินระหว่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐชี้ให้เห็นว่า PM2.5 นอกจากส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ยังกระทบถึงประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการพัฒนาสังคมโดยรวม การวิจัยโดยใช้วิธี Subjective Well-being approach พบว่า ฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับครัวเรือนไทยรวม 2.173 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณ 2562 หรือคิดเป็น 13.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามลพิษอากาศเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    ต้นตอปัญหาเดิม ๆ

    ปัญหาฝุ่นในประเทศไทยเกิดจาก สาเหตุเดิมๆ คือ การเผา และการสันดาป คิดเป็นสัดส่วน 56-63% ของความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย มาจากการเผาครอบคลุมกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม การดำเนินงานด้านป่าไม้ และการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ข้อมูลการติดตามจากดาวเทียมในช่วงฤดูเผาปี 2567 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีจุดเผาไฟ 6,897 จุด ในขณะที่เมียนมาร์มี 14,828 จุด สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ข้ามพรมแดนและต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งโครงการ CLEAR Sky ระหว่างไทย ลาว และเมียนมาร์ เพื่อประสานงานในการลดจุดเผาไฟ พัฒนาระบบพยากรณ์และติดตาม บังคับใช้กฎหมาย และส่งเสริมการจัดการเกษตรอย่างยั่งยืน

    รถยนต์และอุตสาหกรรม: ผู้ร้ายตัวที่สอง

    ในพื้นที่เมืองของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ การขับเคลื่อนยานพาหนะเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 อันดับสอง การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กที่อันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลซึ่งยังไม่ได้มาตรฐานยูโร่ที่เข้มงวด ภาคอุตสาหกรรม มีส่วนสำคัญในการสร้างมลพิษ PM2.5 โรงงานอุตสาหกรรมและกระบวนการเผาไหม้ในภาคอุตสาหกรรม ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    แนวโน้มของปัญหา และแนวทางแก้ไข

    สำหรับปีนี้ เข้าช่วงเวลาที่อากาศเย็นมาไม่นาน ล่าสุด กทม. PM2.5 แดงทะลุ 48 เขต กทม. GISTDA อัปเดตค่าฝุ่น PM2.5 จากแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” ของวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ทั่วประเทศมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “เกินมาตรฐานระดับสีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพและ ระบบทางเดินหายใจแล้ว 5 จังหวัด และระดับสีส้ม 41 จังหวัดที่เริ่มจะมีผลต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจ  สำหรับ พื้นที่ กทม. เช้าวันนี้ มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานระดับสีแดง  48 เขต เช่น #หนองแขม #บางบอน #บางแค #ทวีวัฒนา #ตลิ่งชัน #ภาษีเจริญ #บางขุนเทียน #จอมทอง #บางกอกน้อย #บางกอกใหญ่ เป็นต้น

    ประเทศไทยได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศแห่งชาติสำหรับ PM2.5 ที่ระดับ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ยรายปี แม้ว่าจะสูงกว่าแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร การติดตามและวัดความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงระบบแผนที่เชิงพื้นที่ ข้อมูลดาวเทียม และระบบติดตามแบบเรียลไทม์ผ่านกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงาน Geo-Informatics and Space Technology Development Agency

    ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แสดงว่า ระดับฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานครอยู่ในช่วง 32.2-41.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินเกณฑ์ความปลอดภัยแห่งชาติที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พร้อมกับยี่สิบจังหวัดที่ประสบปัญหาอากาศไม่ปลอดภัยเช่นกัน

    กลุ่มเสี่ยงและความเป็นธรรมทางสุขภาพ

    ประชากรบางกลุ่มต้องแบกรับภาระสุขภาพที่หนักหนากว่าจากการสัมผัสฝุ่น PM2.5 เนื่องจากระดับการสัมผัสที่แตกต่างกันและความอ่อนแอทางสรีรวิทยา ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือปอดอยู่เดิม เด็ก ผู้สูงอายุ ประชากรกลุ่มชนกลุ่มน้อย และบุคคลที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มประสบผลกระทบต่อสุขภาพจากการสัมผัสฝุ่น PM2.5 มากที่สุด

    เด็กเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเป็นพิเศษเพราะพวกเขาหายใจเอาอากาศมากกว่าผู้ใหญ่เมื่อคิดตามน้ำหนักตัว หายใจเร็วกว่า ใช้เวลาอยู่กลางแจ้งมากกว่า และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์ การศึกษาเรื่องการพัฒนาปอดของเด็กพบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีระดับฝุ่น PM2.5 สูงมีการเจริญเติบโตของปอดที่ช้ากว่าและมีปอดที่เล็กกว่าตอนอายุ 18 ปี เมื่อเทียบกับเด็กในชุมชนที่มีมลพิษต่ำ

    ความท้าทายที่เหนือกว่าการคาดการณ์คือ การที่ปัญหา PM2.5 ไม่มีเกณฑ์ปลอดภัย แม้ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานกำกับดูแลปัจจุบัน ยังคงเกิดอันตรายต่อสุขภาพที่วัดได้ นี่คือเหตุผลที่องค์การอนามัยโลกปรับลดแนวทางคุณภาพอากาศอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม 15 เป็น 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2564 สะท้อน ความเห็นทางวิทยาศาสตร์ว่าแม้การสัมผัสในระดับต่ำก็ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่วัดได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/pm25-air-pollution-thailand-economic-impact-analysis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F_hOE-rP73OoclxKxPXOp