Category: วัฒนธรรม

  • เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ

    เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ

    เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ


    2/12/2568 | 37 |

    พี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือใครที่เอกสารสำคัญสูญหาย ไม่ต้องลำบากเดินทางไปเขตหรืออำเภอ แอปฯ “ทางรัฐ” รวบรวมบริการภาครัฐไว้ให้แล้วในแอปฯ เดียว ทั้งการขอเอกสารใหม่และการตรวจสอบข้อมูลสำคัญ

    ✅ กลุ่มที่ 1: ขอเอกสารได้ “ฟรี” (ใช้แทนเอกสารราชการจริงได้)

         ทะเบียนราษฎร์ (e-DOC): ขอคัดสำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.14/1), ข้อมูลประวัติทะเบียนราษฎร (ทร.12/2), สูติบัตร/ทะเบียนคนเกิด (ทร.1/ก)
          การเงิน:
    ขอประวัติการใช้-ชำระค่าน้ำค่าไฟ (เพื่อใช้ประกอบการยื่นสินเชื่อ)
         การศึกษา:
    ขอเอกสารเทียบวุฒิ สพฐ. และ หนังสือรับรองผล O-NET
          Virtual Card:
    แสดงบัตรดิจิทัลได้ทันที เช่น
                    – กำลังพลกองทัพบก / บัตรทหารเกณฑ์
                    – ใบอนุญาต กสทช.
                    – บัตรนักข่าว

    ✅ กลุ่มที่ 2: ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานสำคัญของตนเอง

         ★ ประกัน/สุขภาพ: เช็กกรมธรรม์ประกันภัย, สิทธิการรักษาพยาบาล (30 บาท/บัตรทอง)
         ★ ยานพาหนะ:
    ข้อมูลทะเบียนรถ, ข้อมูลใบขับขี่
         ★ ข้อมูลส่วนตัว:
    ข้อมูลหนังสือเดินทาง (Passport), ข้อมูลคดี/แจ้งเหตุ
         ★ สาธารณูปโภค:
    เช็กและจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ
         ★ กลุ่มเปราะบาง/ทหาร:
    ใบรับรองแพทย์ทหารกองเกิน, บัตรประจำตัวคนพิการ

    📲 ดาวน์โหลดติดเครื่องไว้ อุ่นใจทุกสถานการณ์ ทั้ง iOS และ Android


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/449753&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j1AAPbufsRQnnzDiAJXCc

  • ส่อง “เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” วงการสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุ

    ส่อง “เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” วงการสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุ

                   เมื่ออัตราการแต่งงานและอัตราการเกิดในแต่ละประเทศมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด การเพิ่มปริมาณของภาวะประชากรสูงอายุได้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในยุคปัจจุบัน สำหรับประเทศจีนในปีพ.ศ. 2567 จำนวนประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึง 310 ล้านคน คิดเป็น 22.0% ของประชากรทั้งหมด การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรผู้สูงอายุได้ก่อให้เกิดพลวัตทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เรียกขานโดยชื่อเฉพาะว่า วงการ เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุเป็นหลัก รูปแบบเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเภทสินค้าและการบริการอาทิ การดูแลทางการแพทย์และการพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมขอบเขตที่หลากหลาย เช่น การศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์ช่วยเหลือ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และมีแนวโน้มขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจต่อไปอย่างต่อเนื่อง

                   จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้สูงวัย มีจุดเริ่มต้นมาจากปี พ.ศ. 2542 จีนได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการ ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและสังคม เป็นเหตุให้อัตราการเกิดและเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อายุเฉลี่ยของประชากรจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และภาวะสูงวัยของประชากรก็ทวีคูณขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2567 ประชากรจีนมีจำนวนถึง 1.41 พันล้านคน แต่กลับมีแนวโน้มการเจริญพันธุ์ที่ติดลบ ขณะเดียวกัน สัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 22.0% หรือคิดเป็น 310 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด และอัตราส่วนการพึ่งพิงผู้สูงอายุก็สูงถึง 23.2% ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.8% และ 12.9% จากปี พ.ศ.2543 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราประชากรผู้สูงวัยในประเทศจีน

    fdc92f4a-c3ff-4a81-95ff-d16a9a688708.png

                   ในปี พ.ศ.2562 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะรัฐมนตรีได้ออกแถลงแผนวาระแห่งชาติเพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการพัฒนาชาติจีนในระยะยาว พร้อมยกประเด็นการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุรวมถึงการสร้างระบบบริการและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 โครงร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ระยะ 5 ปี และเป้าหมายระยะยาวปี พ.ศ.2578中华人民共和国国民经济和社会发展第十四个五年规划和2035年远景目标纲要ได้เสนอการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ในปี พ.ศ. 2566 แนวคิด เศรษฐกิจผมสีเงิน ได้รับการเสนออย่างเป็นทางการครั้งแรกในการประชุมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจกลาง ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุและการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ในปี พ.ศ. 2567 สำนักงานคณะรัฐมนตรีได้ออก “ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจผมสีเงินและการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ”关于发展银发经济增进老年人福祉的意见โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและการบริการสำหรับผู้สูงวัยในสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว การดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุอย่างมืออาชีพ ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแนวทางของเศรษฐกิจผมสีเงินอย่างเป็นรูปธรรม

    b20b1647-0541-4e93-a03e-85738cdcb23e.png

                   โครงสร้างภาพรวมของเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนแบ่งขอบเขตออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงวัย สุขภาพผู้สูงวัย ความสุขในการใช้ชีวิต และสินค้าผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย โดยในแต่ละประเภทได้ขยายขอบเขตสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการดูแลทางการแพทย์ กิจกรรมในการดำรงชีวิต อาหารการกิน ความบันเทิง นวัตกรรมเทคโนโลยี การบริหารทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุที่มีจำนวนมากในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีความจำเป็นต้องดูแลผู้สูงอายุ ทั้งการดูแลภายในครอบครัว และการดูแลในสถานที่เฉพาะ เช่น โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา หรือ สถานสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าและบริการในวงการเศรษฐกิจผมสีเงิน ล้วนเป็นที่นิยมและมีความต้องการสูงในท้องตลาดยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างล้นหลาม

    2775b969-c5cc-4a2a-8157-245aa320093d.png

                  จากข้อมูลบทวิเคราะห์การตลาดเศรษฐกิจผมสีเงินที่จัดทำโดย CCID พบว่า มูลค่าตลาดเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ถึงพ.ศ. 2567 ขนาดตลาดได้เพิ่มขึ้นจาก 5.7 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 25.98 ล้านล้านบาท) เป็น 8.3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 37.85 ล้านล้านบาท) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี พ.ศ.2567 อัตราการเติบโตของขนาดตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 16.9% สร้างรายได้มูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งแนวทางนโยบายที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและขนาดของฐานอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี 

                 ในปี พ.ศ.2567 สินค้าและบริการด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย ถือเป็นประเภทย่อยที่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างประสบความสำเร็จที่สุด เนื่องจากสินค้าและบริการวงการเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนได้รับการยอมรับจากตลาดสูง และมีรูปแบบธุรกิจที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เป็นผลให้ตลาดด้านสุขภาพผู้สูงอายุสามารถครองสัดส่วนได้มากที่สุดในบรรดาสินค้าและการบริการ ด้วยมูลค่าราว 3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 13.68 ล้านล้านบาท) และถึงแม้ว่าขนาดตลาดในปัจจุบันของสินค้าและบริการประเภทอื่น ๆ เช่น การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงวัย ด้านความสุขในการใช้ชีวิต ฯลฯ จะยังมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างมหาศาลบนฐานความต้องการบริโภคสินค้าและการบริการคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

    95a8af00-66ae-4675-a23e-98d241302387.png

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: เมื่อสังคมทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะประชากรผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์ “เศรษฐกิจผมสีเงิน” ได้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม ประเทศจีนถือเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่กำลังผลักดันเศรษฐกิจผู้สูงวัยอย่างจริงจังและเป็นระบบ ทั้งด้านนโยบาย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างตลาดสินค้า–บริการรูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนกว่า 310 ล้านคน หรือคิดเป็น 22% ของประชากรจีนในปีพ.ศ.2567 สะท้อนให้เห็นว่า “เศรษฐกิจผมสีเงินไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตได้ในระยะยาว

    สำหรับเมืองเซี่ยเหมิน-มณฑลฝูเจี้ยน ก็ได้รับอิทธิพลของเศรษฐกิจผมสีเงินเช่นเดียวกัน จากข้อมูลพบว่าในปีพ.ศ.2568 ภายในเมืองเซี่ยเหมินมีประการผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการจำนวน 507,000 คน โดยผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปคิดเป็น 12.4% และมีผู้สูงวัยที่อายุเกิน 100 ปีกว่า 294 คน โดยคาดการณ์ว่าจำนวนผู้สูงอายุดังกล่าวจะไต่ระดับถึง 600,000 คนภายในปีพ.ศ.2572 และอัตราการสูงวัยจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.2% ภายในปีพ.ศ.2573 ดังนั้น การเกิดขึ้นของสถานบริการเพื่อผู้สูงอายุจึงมีการขยายขอบเขตและขนาดอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เมืองเซี่ยเหมินมีสถานพักพิงคนชรากว่า 44 แห่ง รองรับได้ 23,010 เตียง, ศูนย์สงเคราะห์ 60 แห่ง, ศูนย์บริการผู้สูงอายุตามบ้าน 398 แห่ง, บริการดูแลที่สามารถเข้าถึงผู้สูงวัยได้ภายใน 15 นาที เป็นต้น ครอบคลุมเครือข่ายทั้งในเขตเมืองและชนบท เกิดเป็นวงจรเศรษฐกิจผมสีเงินมูลค่ามหาศาล ทั้งยังมีการประยุกต์ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีติดตามสุขภาพอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถตามติดพิกัด ดูแลและคอยเฝ้าระวังผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา

    ผู้ประกอบการไทยสามารถอาศัยวงการเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนเป็นกรณีศึกษาในการขยายขอบเขตทางการค้า เนื่องด้วยวงการเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ได้จำกัดเพียงการดูแลด้านสุขภาพของผู้สูงวัยเพียงเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมรูปแบบสินค้าและการบริการที่เจาะกลุ่มผู้สูงอายุในทุก ๆ ประเภท โดยมีแนวโน้มฐานผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยสามารถสามารถนำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยเป็นตัวชูโรงในการโฆษณาและสร้างอัตลักษณ์ทางการค้า อย่างผลิตภัณฑ์อาหารไทยเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย การนวดแผนไทยและสปา อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่และตามหลักแพทย์แผนไทย อาหารเสริมทางการแพทย์ บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฯลฯ โดยไทยมีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอในการตีตลาดเศรษฐกิจผมสีเงิน สามารถทำให้ประเทศไทยตลอดจนสินค้าไทยเป็นที่ดึงดูดในตลาดจีนต่อไปได้

    https://mp.weixin.qq.com/s/BSeeymS4m4KhdoXlnGlSWg

    https://q7.itc.cn/q70/

    https://www.workpointtoday.com/

    https://mr.baidu.com/

    เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

    25 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ewpg8vgqna4w894lj0abh4qv&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G7y5H3MiYq1JfBG5IBlmH

  • “นฤมล” นำทีมศธ.สำรวจความเสียหาย โรงเรียนหาดใหญ่ เตรียมเสนอครม.อนุมัติงบฯฟื้นฟู บรรเทาเดือดร้อน เห็นสภาพจริงความสียหาย อนุโลมเด็กไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน | TOPNEWS

    “นฤมล” นำทีมศธ.สำรวจความเสียหาย โรงเรียนหาดใหญ่ เตรียมเสนอครม.อนุมัติงบฯฟื้นฟู บรรเทาเดือดร้อน เห็นสภาพจริงความสียหาย อนุโลมเด็กไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน | TOPNEWS

    1 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจสภาพความเสียหายบริเวณวงเวียนสายสงขลา–หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย พร้อมเปิดเผยภายหลังการตรวจพื้นที่ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งติดตามข้อมูลความเสียหายของสถานศึกษาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อพิจารณาใช้กองทุนช่วยเหลือครู บุคลากร และสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ตอนนี้โรงเรียนทุกแห่งเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมมือกันทำความสะอาด ขนย้ายโคลนและสิ่งสกปรกออกจากอาคารเรียน เช่น โรงเรียนบ้านคลองหวะ ได้ทีมตำรวจกว่าร้อยนาย พร้อมอุปกรณ์มาช่วยล้างโคลนจนพื้นที่เริ่มกลับมาใช้งานได้บางส่วน

    “ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเก็บกู้รอบที่สอง เร่งฟื้นฟูอาคาร อุปกรณ์การเรียน และระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวง เร่งสำรวจความเสียหาย และส่งข้อมูลไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณฟื้นฟูโดยด่วน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ส่วนการจัดการเรียนการสอนในช่วงที่โรงเรียนยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีระบบรองรับ เช่น การสอนออนไลน์หรือรูปแบบผสมผสาน แต่ยอมรับว่า มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และความพร้อมของนักเรียนในหลายพื้นที่ จึงเน้นให้พื้นที่ประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ ขณะที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเดิมที่มีผู้อยู่อาศัยกว่า 7,000 คน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 200 คนแล้ว หลังระดับน้ำลดและประชาชนทยอยกลับบ้าน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟูโรงเรียน และประสานทุกหน่วยงานเพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้เร็วที่สุด พร้อมให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือครู บุคลากร และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง โดยนักเรียนที่จะเดินทางมาเรียน ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักเรียน เพราะบางคนชุดนักเรียนเสียหายทั้งหมด ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำแล้วว่า จะใส่ชุดอะไรมาเรียนก็ได้ เอาตามที่ผู้ปกครองสะดวก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1409917&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wlcL1r6PDYRgD_83QIU_Y

  • ‘อนุทิน’ มอบนโยบายจัดทำงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน รับมือความเสี่ยง 4 ด้าน

    ‘อนุทิน’ มอบนโยบายจัดทำงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน รับมือความเสี่ยง 4 ด้าน

    เศรษฐกิจ

    01 ธ.ค. 2025 เวลา 11:39 น.

    “อนุทิน” มอบนโยบายจัดทำงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ตอบโจทย์แก้ปัญหา 4 ภัยที่ประเทศต้องเผชิญหน้าทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ย้ำลดขาดดุล–คุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% แนะใช้แหล่งเงินตามกฎหมายที่นอกเหนือจากงบประมาณช่วยลงทุน เช่น PPP เงินสะสมส่วนท้องถิ่น

    • “อนุทิน” มอบนโยบายจัดทำงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน
    • มุ่งตอบโจทย์แก้ปัญหา 4 ภัยที่ประเทศต้องเผชิญหน้าทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ
    • ย้ำลดขาดดุล–คุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70%
    • แนะใช้แหล่งเงินตามกฎหมายที่นอกเหนือจากงบประมาณช่วยลงทุน เช่น PPP กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเงินสะสมองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

    วันนี้ (1 ธ.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้า และการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวรายงานและเปิดการประชุม

    นายอนันต์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 โดยให้ดำเนินการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนด้านความมั่นคง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตลอดจนแผนปฏิบัติราชการของแต่ละกระทรวง และให้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการจัดสรรงบประมาณ มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วน สร้างโอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคำนึงถึง การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส คุ้มค่า และประหยัดที่สุด โดยเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบมุ่งพื้นที่ (area-based) ให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ พร้อมกำหนดให้ทุกหน่วยงานจัดทำคำของบประมาณ และแผนการใช้จ่ายงบปี 2570 ส่งสำนักงบประมาณภายในวันที่ 26 ธันวาคม 

    ด้านนายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายว่า งบประมาณปี 2570 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเข้าสู่สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการป้องกันภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งต้องเร่งปรับระบบราชการให้ทันสมัย ใช้ดิจิทัล และเทคโนโลยีมาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

    “งบปี 2570 จะต้องตอบโจทย์ให้ครบ สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสังคม และการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด นายอนุทิน กล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลกำหนดนโยบายการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 2570–2573 แม้งบประมาณปี 2570 ยังเป็นงบแบบขาดดุล แต่รัฐบาลมีเป้าหมายลดการขาดดุลลงต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต และรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม”

    สำหรับในด้านความมั่นคง นายอนุทิน กล่าวชัดถึงกรณีข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเอ่ยชื่อ “กัมพูชา” โดยตรง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะยึดแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาควบคู่กับการปกป้องอธิปไตย และเกียรติภูมิของชาติอย่างถึงที่สุด พร้อมยืนยันให้การสนับสนุนกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และผลประโยชน์ของประเทศ

    ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัติแผนการคลังระยะปานกลาง กำหนดเป้าหมายปรับลดการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของจีดีพีภายในปีงบประมาณ 2572 และคงสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนเพียงเล็กน้อย ขณะที่รายจ่ายประจำยังมีสัดส่วนสูงถึง 70–80% ของรายจ่ายรวม ทำให้มีพื้นที่สำหรับรายจ่ายลงทุนจำกัด

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกหน่วยงาน ของบประมาณเท่าที่จำเป็นจริงๆ โดยให้ระมัดระวังการเพิ่มรายจ่ายประจำ และหากจะเพิ่มควรเป็นรายจ่ายลงทุนที่สร้างสินทรัพย์หรือโครงสร้างพื้นฐานถาวร มากกว่ารายจ่ายที่ใช้แล้วหายไป พร้อมย้ำแนวคิด “value for money” ว่า “การใช้จ่ายงบประมาณทุกบาทต้องคุ้มค่าเงินภาษีประชาชน ใช้ไปแล้วต้องเห็นผลลัพธ์ตอบสนองกลับมาอย่างเป็นรูปธรรม

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจัดกลุ่มนโยบายหลักเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาประเทศออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านความมั่นคง 3) ด้านสังคม 4) ด้านภัยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  5) ด้านการบริหารภาครัฐ และการปฏิรูปกฎหมาย ควบคู่กับกรอบคิด “4 ภัย” ที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ คือ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ โดยให้งบประมาณปี 2570 ต้องช่วยให้ประเทศ “เดินพ้น 4 ภัย” ไปให้ได้เร็วที่สุด

    'อนุทิน' มอบนโยบายจัดทำงบปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน รับมือความเสี่ยง 4 ด้าน

    “ในช่วงที่รัฐบาลของผมได้เข้ามาบริหารประเทศนั้น ผมอยากจะนามสกุล ‘หลีกภัย’ แต่ผมกลายเป็นนามสกุล ‘เจอภัย’ เจอเข้าไป 4 ภัยเลย ก็คือ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    สำหรับในด้านเศรษฐกิจ นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว ตามแนวทางของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส โดยมาตรการระยะสั้นที่ผ่านมา เช่น การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ คนละครึ่งพลัส โครงการ เที่ยวดีมีคืน และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท พร้อมกับมาตรการลดภาระหนี้ครัวเรือน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยบนเส้นทาง “เศรษฐกิจสีเขียว” และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ดิจิทัล AI ดาต้าเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และไม่ให้สินค้าไทยติดข้อจำกัดด้านมาตรการการค้าสีเขียวของต่างประเทศ

    ด้านเกษตร รัฐบาลจะบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับเหมาะสม ยกระดับเกษตรกรให้เป็น “เกษตรกรยุคใหม่” ที่ผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อม รองรับเกณฑ์ส่งออกในตลาดโลก ส่วนด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะใช้ศักยภาพการท่องเที่ยวเป็น “เครื่องยนต์สำคัญ” ในการสร้างรายได้ โดยผลักดันให้การท่องเที่ยวกระจายตัวไปทั่วประเทศ เน้นแนวคิด “เมืองหน้าท่องเที่ยว” ให้ทุกจังหวัดงัดจุดเด่น วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตนเองออกมาดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ในด้านการต่างประเทศ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าเจรจาเพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามการค้า และความเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2573 เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และดึงดูดการลงทุนจากประเทศคู่ค้า และประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น

    ในด้านความมั่นคง นายอนุทิน กล่าวชัดถึงกรณีข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเอ่ยชื่อ “กัมพูชา” โดยตรง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะยึดแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาควบคู่กับการปกป้องอธิปไตย และเกียรติภูมิของชาติอย่างถึงที่สุด พร้อมยืนยันให้การสนับสนุนกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และผลประโยชน์ของประเทศ

    ด้านสังคม รัฐบาลกำหนดให้การปราบปรามสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การพนันผิดกฎหมาย ยาเสพติด และขบวนการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเป็น “วาระสำคัญ” ของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่าจะยึดหลักนิติธรรม และความโปร่งใส ไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมาบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน

    ในด้านภัยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอุทกภัยในหลายจังหวัด เช่น พื้นที่หาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก รัฐบาลจึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเยียวยาอย่างครอบคลุม และทั่วถึง ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนเร็วที่สุด พร้อมฝากทุกกระทรวง–หน่วยงาน หากมีการจัดอบรม สัมมนา หรือประชุมเชิงปฏิบัติการ ให้พิจารณาเลือกจัดในจังหวัดที่ประสบภัย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าไปฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายกฯ ยังชี้ให้เห็นปัญหาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอดีตที่มุ่งความสะดวกด้านคมนาคมจนลืมคำนึงถึงเส้นทางน้ำ ทำให้บางพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น พร้อมระบุว่ารัฐบาลจะเร่งปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบด้านการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ “ก่อนภัยจะเกิด” เมื่อมีสัญญาณหรือข้อมูลเตือนล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงดำเนินการ

    ด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ด้วยการลดการเผาในภาคเกษตร ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ และการจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานสากล “แม้ปี 2593 หลายคนในห้องนี้อาจไม่ได้อยู่ในวัยทำงานแล้ว แต่เราต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตของลูกหลาน และประเทศ” นายอนุทิน กล่าว

    ในด้านการบริหารภาครัฐ และการปฏิรูปกฎหมาย รัฐบาลมุ่งสู่การเป็น “รัฐบาลดิจิทัล” ให้บริการประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ควบคู่กับการเร่ง “regulation guillotine” ทบทวน ยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน และภาคธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

    นายอนุทิน ระบุว่า นอกเหนือจาก 5 ด้านนโยบายหลักแล้ว รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “การวางรากฐานของประเทศ” โดยเฉพาะรากฐานสำคัญที่สุดคือ “คนไทยคุณภาพ” ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย ผ่านการปฏิรูปการศึกษาให้เป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน และต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถอัปสกิล–รีสกิลได้ตลอดเวลา เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทั้งด้านคุณภาพการศึกษา มาตรฐานสถานศึกษา และโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้

    ในระบบสุขภาพ นายกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยได้รับการชื่นชมจากนานาชาติในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่รัฐบาลยังต้องเดินหน้าปรับปรุงคุณภาพบริการ เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการปฐมภูมิ ใช้เทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวก เน้นการดูแลสุขภาพเชิงรุก ป้องกัน และจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าการลงทุนด้านส่งเสริมสุขภาพ “ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง” แต่เป็นการลดค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยต้องดูแลคนไทยตั้งแต่ “ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

    ด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลจะผลักดันการลงทุนระบบคมนาคม และโลจิสติกส์ทั้งทางอากาศ ทางราง ทางถนน และทางน้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทดแทน การประหยัดพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคุณภาพสูง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ทั่วถึง

    นายอนุทิน กล่าวว่า แนวนโยบาย และยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกแปลงเป็น “ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ” ปี 2570 อย่างเป็นระบบ ให้เป็น “Pro–Growth Budget Initiative” ที่ทั้งรักษาเสถียรภาพการคลัง และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยสำนักงบประมาณ และรัฐบาลจะร่วมกันพิจารณางบประมาณอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการตอบโจทย์การแก้ปัญหา 4 ภัย และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณแหล่งอื่นควบคู่กับงบประมาณแผ่นดินตามที่กฎหมายอนุญาต เช่น เงินกู้ โครงการร่วมลงทุนรัฐ–เอกชน (PPP) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) รวมทั้งให้หน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณ หรือรายได้สะสม นำเงินดังกล่าวมาใช้ดำเนินภารกิจก่อน เพื่อลดภาระงบประมาณในอนาคต

    นายอนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลจะยึดหลักการทำงานที่พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และบริหารราชการแผ่นดินบนหลักนิติธรรม และธรรมาภิบาล พร้อมฝากถึงข้าราชการทุกฝ่ายว่า “เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องร่วมมือกันทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน” พร้อมขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเผชิญวิกฤติการเงินการคลังในอนาคต

    หลังเสร็จสิ้นการมอบนโยบาย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณได้มอบของที่ระลึกแด่นายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่ช่วงการชี้แจงรายละเอียดเชิงเทคนิคด้านการจัดทำงบประมาณปี 2570 และการแบ่งกลุ่มหารือเชิงลึกเพื่อให้แต่ละหน่วยงานนำแนวนโยบายที่ได้รับไปปรับใช้ในการจัดทำคำของบประมาณต่อไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210027&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a2rh_NbSUKI4ZMf-NTy-C

  • กษัตริย์กัมพูชา แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ

    กษัตริย์กัมพูชา แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ

    กษัตริย์กัมพูชา แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

    1 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวขแมร์ ไทม์ส รายงานว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา เสด็จออกจากกรุงพนมเปญเมื่อวันนี้ เวลา 09.00 น.  เพื่อไปปฏิบัติภารกิจเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อทรงเข้าร่วมการประชุมที่สถาบันวิทยาศาสตร์ 

    พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ระองค์ได้ทรงแจ้งให้สาธารณชนทราบว่าในระหว่างที่พระองค์ประทับในต่างประเทศ ประธานวุฒิสภา ฮุน เซน จะทำหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์ 

    ระหว่างที่ประทับอยู่กรุงปารีส พระองค์ยังมีกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสถาบันทางวัฒนธรรมและวิชาการหลายแห่ง รวมถึงห้องสมุด ร้านขายดีวีดี เจดีย์เขมร (วัดเขมาราราม) ห้องสมุดมหาวิทยาลัยและอารยธรรม BULAC ตลอดจนที่ประทับของราชวงศ์กัมพูชาที่เพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่ในปารีส 

    สถาบันวิทยาศาสตร์เอาเทรอ-แมร์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2465 โดยปอล บูร์ดารี เป็นสมาคมนักวิชาการที่อุทิศตนเพื่อการศึกษาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของแอฟริกา ละตินอเมริกา เอเชีย และโอเชียเนีย เดิมทีสถาบันนี้ใช้ชื่อว่า “สถาบันวิทยาศาสตร์อาณานิคม” ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2500 เพื่อสะท้อนถึงพันธกิจที่กว้างขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    'กษัตริย์กัมพูชา'เสด็จไปจีน ตั้ง'ฮุนเซน' เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/931715&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MqGKIGBC8FHpzzX5JA_Rw

  • “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ ระบุประสบปัญหาการเงิน

    “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ ระบุประสบปัญหาการเงิน

    “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ส่งเอกสารแจ้งผู้ปกครอง ประกาศเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป ระบุประสบปัญหาด้านการเงินที่จะใช้บริหารจัดการในระยะยาว หลังเปิดสอนมานานกว่า 55 ปี

    วันนี้ (1 ธ.ค.2568) โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ส่งเอกสารให้ผู้ปกครอง แจ้งเรื่องยุติจัดการเรียนการสอนและเลิกกิจการ โดยระบุว่า โรงเรียนไผทอุดมศึกษาจัดการศึกษามานานกว่า 55 ปี แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาวิกฤตการศึกษาโรงเรียนเอกชนที่ต้องปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2567 โรงเรียนปิดกิจการกว่า 40 โรงเรียน

    ส่วนหนึ่งของวิกฤตดังกล่าวเกิดจาก 2 สาเหตุคือ จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และระบบเศรษฐกิจที่ขาดเสถียรภาพทางการเงินและตกต่ำ ประกอบกับช่วงปี 2563-2564 เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนและทุกสาขาอาชีพ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงเรียนไผทอุดมศึกษาเช่นกัน

    ตลอดระยะเวลาของปัญหาดังกล่าว โรงเรียนพยายามคงไว้ซึ่งการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ทัดเทียมและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สูงขึ้น อาทิ ค่าใช้จ่ายวิชาการ ค่าสาธารณูปโภค อัตราฐานเงินเดือนครูที่ปรับขึ้นใน 2 ช่วง ตามนโยบายรัฐบาล ค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักเรียน เป็นต้น อีกทั้ง การชำระค่าธรรมเนียมการเรียนจากผู้ปกครองบางส่วนไม่ตรงตามกำหนด หรือไม่จ่ายค่าธรรมเนียมการเรียน ทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ

    ในปีการศึกษา 2568 โรงเรียนได้พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยการลดขนาดโรงเรียนให้เล็กลง ปรับลดจำนวนครูและแรงงานบางส่วน แต่ยังคงประสบปัญหาด้านการเงินที่จะใช้บริหารจัดการในระยะยาว

    คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจยุติการจัดการเรียนการสอนและเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป (เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.2569)

    เอกสารของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ระบุอีกว่า โรงเรียนตระหนักดีว่าการเลิกกิจการของโรงเรียนในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครอง โรงเรียนจึงขออำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    1. โรงเรียนจะแจกเอกสารทางการศึกษา ได้แก่ หนังสือรับรองการเป็นนักเรียน (ปพ.7) จำนวน 2 ชุด ระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) จำนวน 1 ชุด เพื่อใช้ในการย้ายสถานศึกษา โดยจะแจกให้ในวันจันทร์ที่ 30 มี.ค.2569

    2. โรงเรียนได้ประสานงานกับโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อพิจารณารับนักเรียนของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้

    • โรงเรียนอนุบาลแสงโสม
    • โรงเรียนอนุบาลสุดารักษ์
    • โรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์
    • โรงเรียนอนุบาลชนานันท์
    • โรงเรียนแสงโสม
    • โรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์สายไหม
    • โรงเรียนสายอักษร
    • โรงเรียนสองภาษาวันเนส
    • โรงเรียนสตรีวรนาถ บางเขน
    • โรงเรียนระเบียบศึกษา
    • โรงเรียนพิชญศึกษา
    • โรงเรียนปิยะพงษ์วิทยา
    • โรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง
    • โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดลาดพร้าว
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต
    • โรงเรียนดรุณพัฒน์
    • โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ เมืองทองธานี
    • โรงเรียนโชคชัยหทัยราษฎร์
    • โรงเรียนโชคชัยลาดพร้าว
    • โรงเรียนโชคชัยรังสิต
    • โรงเรียนอรรถมิตร
    • โรงเรียนอมาตยกุล
    • โรงเรียนทับทอง

    โรงเรียนฯ ยังขออภัยที่ไม่สามารถแจ้งผู้ปกครองได้ทันที หลังจากมีมติเลิกกิจการของโรงเรียน เนื่องจากมีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปิดกิจการของโรงเรียนที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ แต่โรงเรียนจะยังคงจัดการเรียนการสอนเหมือนเดิมในภาคเรียนที่ 2

    ทั้งนี้ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา นัดผู้ปกครองเข้าร่วมประชุมรับทราบรายละเอียดการยุติกิจการของโรงเรียน และแนวทางการช่วยเหลือในวันพุธที่ 3 ธ.ค.นี้

    อ่านข่าว

    ศธ.เผยยังไม่เลื่อนสอบ TGAT / TPAT ประเมินความพร้อม รร.เหตุน้ำท่วมใต้

    เงื่อนไข-วิธีลงทะเบียน ขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท ปี 68 เตรียมอะไรบ้าง

    ฟอกไตฟรี! กรมการแพทย์ช่วยผู้ป่วยไตน้ำท่วมใต้ รักษาได้ทุกสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359032&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8cJ5GOahEyaZZVSbW_cB

  • ค่า ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง กระทบผู้บริโภค ต้องเร่ง พ.ร.บ. อากาศสะอาด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ค่า ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง กระทบผู้บริโภค ต้องเร่ง พ.ร.บ. อากาศสะอาด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ค่า ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง กระทบผู้บริโภค ต้องเร่ง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

    ค่า ฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบคลุม กทม. 50 เขต และอีก 19 จังหวัด สัญญาณเตือนอันตราย แนะเร่งผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA รายงานว่า พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินค่ามาตรฐานและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย สัญญาณเตือนอันตราย สภาผู้บริโภคแนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

    สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหลายจังหวัดในประเทศไทยมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน (ค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยในกทม. ทั้ง 50 เขต เป็นพื้นที่ที่มีฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดย 10 อันดับแรก ที่มีฝุ่น PM 2.5 สูงสุด ได้แก่ บางนา (43.6) พระโขนง (43.6) คลองเตย (43.4) วัฒนา (43.3) ยานนาวา (43.2) สวนหลวง (43.1) ห้วยขวาง (43.1) สาทร (43.0) วังทองหลาง (42.9) ดินแดง (42.9)

    ขณะที่จังหวัดที่มีฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน มี 19 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ระยอง กรุงเทพฯ ตราด ราชบุรี สุพรรณบุรี นนทบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม อ่างทอง จันทบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพระนครศรีอยุธยา

    สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 หลายพื้นที่เข้าขั้นเตือนระดับส้ม–แดง  (เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งหมายความว่าประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและสวมหน้ากากกรองฝุ่นเมื่อต้องออกจากบ้าน

    ฝุ่น PM2.5 สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจและหัวใจ เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หัวใจขาดเลือด และมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับการตายก่อนวัยอันควรของประชากรทั่วโลก องค์การอนามัยโลก ประเมินว่า มลพิษทางอากาศภายนอก (ambient air pollution) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตหลายล้านคนต่อปีทั่วโลก ซึ่งชี้ให้เห็นภาระสุขภาพที่หนักหน่วงจาก PM2.5 ที่ไม่ควรถูกมองข้าม. และจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

    สภาผู้บริโภค ร่วมกับกว่า 60 องค์กรเครือข่ายอากาศสะอาด ออกแถลงการณ์และเรียกร้องให้วุฒิสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาและผลักดันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ให้ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยเร็ว เพื่อสร้างกรอบการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่ชัดเจนและมีมาตรการคุ้มครองสุขภาพประชาชน และหากไม่รีบดำเนินการ จะเกิดผลกระทบด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้บริโภคโดยตรง

    ข้อเสนอแนะของสภาผู้บริโภค มีดังนี้

    1. เร่งรัดการพิจารณา พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนของหน่วยงานควบคุมและบทลงโทษต่อผู้ปล่อยมลพิษ
    2. มาตรการเชิงป้องกันและลดแหล่งกำเนิด เช่น ควบคุมการเผาในที่โล่ง การจัดการฝุ่นจากไซต์ก่อสร้าง การปรับมาตรฐานไอเสียยานยนต์ และมาตรการควบคุมอุตสาหกรรมผ่านการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and  Transfer Register หรือ PRTR) (พ.ร.บ. PRTR)
    3. ระบบเตือนและการป้องกันผู้บริโภค เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศเรียลไทม์ แจกหน้ากากกรองฝุ่นให้กลุ่มเสี่ยง และแนวทางลดการสัมผัสฝุ่นในสถานศึกษาและสถานที่ทำงาน เช่น การประกาศทำงานจากบ้าน (Work from Home: WFH) และการเรียนด้วยตัวเอง/การเรียนออนไลน์ (Self-learning/ E-learning) เพื่อลดการปล่อยฝุ่นจากภาคขนส่งและคมนาคม ในช่วงเวลาที่จะมีการปล่อยฝุ่นสูงสุดตามสถิติ เป็นต้น
    4. ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานชองประชาชน เพื่อลดการปล่อยฝุ่นจากภาคพลังงาน และสนับสนุนการทำงาน/การเรียนที่บ้าน โดยส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ของภาคครัวเรือนด้วยมาตรการจูงใจให้ฝากไฟฟ้าในระบบผ่านการหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (เน็ตมิเตอร์ริ่ง) และมีมาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคธุรกิจ (เน็ตบิลลิง) ในสัดส่วนเดียวกันกับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของโรงไฟฟ้าเอกชน
    5. มาตรการระยะยาวทางสาธารณสุขและการเงิน บูรณาการนโยบายด้านสุขภาพกับมาตรการลดมลพิษ เช่น การลงทุนระบบขนส่งสาธารณะสะอาด และมาตรการสนับสนุนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ

    สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังเผชิญภาระมลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ทั้งในแง่สุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษา สภาผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายประชาชนจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อให้มีเครื่องมือเชิงนโยบายและมาตรการปฏิบัติที่ชัดเจนในการป้องกันและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทันทีและในระยะยาว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    60 องค์กรประชาชน กดดัน สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ก่อนยุบสภาฯ

    พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องไม่ถูกแช่งแข็ง

    กรุงเทพฯเช้านี้จมฝุ่น PM 2.5 แดง 48 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/01122568_fresh-air_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nN0LqSZnCCmRpzueiKYgm

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง การรับสมัครนักเรียนและนักศึกษาเข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง การรับสมัครนักเรียนและนักศึกษาเข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117931/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c7hCDzHQE3p6BMn2eMMcR

  • พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ พร้อมแถลงข่าวแสดงจุดยืนและคำมั่นสัญญาในการสร้างการเมืองสุจริต โดยได้เปิดตัวบุคลากรสำคัญที่จะเข้าร่วมกับพรรค โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ย้ำว่า ไทยสร้างไทยมุ่งมั่นสร้างการเมืองสุจริต 

    คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า การเปิดตัวบุคลากรใหม่เข้าพรรค ทั้งอดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การบริหารราชการ และผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย ในการสร้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง เพื่อผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของพรรคให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า การเข้าร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายด้านความมั่นคง และการร่วมสร้างการเมืองสุจริต พร้อมประกาศว่าจะนำกลุ่ม “คนไทยสวัสดี” เข้ามาสนับสนุนและร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการเมืองที่โปร่งใสและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

                       พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย จะเข้ามาร่วมพัฒนานโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และเน้นให้เด็กไทยค้นพบศักยภาพของตนเอง

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย จะเข้ามาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ พร้อมวางแนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    ด้าน นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ ในการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นใจและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

                        พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    บรรยากาศการแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมือ โดยผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทยทั้งรุ่นใหญ่ และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์ เพื่อสร้างแนวทางการเมืองสุจริต โปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า พรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า การมีทีมงานที่เชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทย และสร้างการเมืองสุจิตให้เกิดขึ้นจริง 

    หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่า การมีผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาทำงานกับพรรค คือ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างอนาคตประเทศไทยที่สุจริต ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่า การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนได้จริง 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/645471&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MWZLtFx1oR2sb20jxSwOZ

  • ไปต่อไม่ไหว “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ หลังเปิดมา 55 ปี

    ไปต่อไม่ไหว “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ หลังเปิดมา 55 ปี

    “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ร่อนจดหมายถึงผู้ปกครอง ประกาศเลิกกิจการ หลังเปิดมา 55 ปี สาเหตุจากโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อยลง และขาดเสถียรภาพทางการเงิน ประสานโรงเรียนใกล้เคียงรับเด็กเรียนต่อ

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ส่งหนังสือถึงผู้ปกครอง ประกาศยุติการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา หลังเปิดมานานกว่า 55 ปี โดยระบุว่า ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ประสบปัญหาวิกฤติการศึกษาโรงเรียนเอกชนที่ต้องปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2567 มีโรงเรียนปิดกิจการกว่า 40 โรงเรียน ส่วนหนึ่งของวิกฤติเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ 1. จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย 2. ระบบเศรษฐกิจ ที่ขาดเสถียรภาพทางการเงินและตกต่ำ

    ประกอบกับในช่วงปี พ.ศ.2563 – 2564 เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนและทุกสาขาอาชีพ ปัญหาที่กล่าวมานั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เช่นกัน ตลอดระยะเวลาของปัญหาดังกล่าว โรงเรียนได้พยายามคงไว้ซึ่งการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ทัดเทียม และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สูงขึ้น อาทิ ค่าใช้จ่ายวิชาการ ค่าสาธารณูปโภค อัตราฐานเงินเดือนครูที่ปรับขึ้นใน 2 ช่วง ตามนโยบายรัฐบาล ค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักเรียน เป็นต้น อีกทั้ง การชำระค่าธรรมเนียมการเรียนจากผู้ปกครองบางส่วนไม่ตรงตามกำหนดหรือไม่จ่ายค่าธรรมเนียมการเรียนเลย ทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ

    ในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยการลดขนาดโรงเรียนให้เล็กลง ปรับลดจำนวนครู และแรงงานบางส่วน แต่ยังคงประสบปัญหาด้านการเงินที่จะใช้บริหารจัดการในระยะยาว

    คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจยุติการจัดการเรียนการสอนและเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป (เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2569) โรงเรียนตระหนักดีว่าการเลิกกิจการของโรงเรียนในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครอง โรงเรียนจึงขออำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    1. โรงเรียนจะแจกเอกสารทางการศึกษา ได้แก่ หนังสือรับรองการเป็นนักเรียน (ปพ.7) จำนวน 2 ชุด ระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) จำนวน 1 ชุด เพื่อใช้ในการย้ายสถานศึกษา โดยจะแจกให้ในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569

    2. โรงเรียนได้ประสานงานกับโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อพิจารณารับนักเรียนของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้

    • โรงเรียนอนุบาลแสงโสม
    • โรงเรียนอนุบาลสุดารักษ์
    • โรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์
    • โรงเรียนอนุบาลชนานันท์
    • โรงเรียนแสงโสม
    • โรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์สายไหม
    • โรงเรียนสายอักษร
    • โรงเรียนสองภาษาวันเนส
    • โรงเรียนสตรีวรนาถ บางเขน
    • โรงเรียนระเบียบศึกษา
    • โรงเรียนพิชญศึกษา
    • โรงเรียนปิยะพงษ์วิทยา
    • โรงเรียนพหฤทัยดอนเมือง
    • โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดลาดพร้าว
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต
    • โรงเรียนดรุณพัฒน์
    • โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ เมืองทองธานี
    • โรงเรียนโชคชัยหทัยราษฎร์
    • โรงเรียนโชคชัยลาดพร้าว
    • โรงเรียนโชคชัยรังสิต
    • โรงเรียนอรรถมิตร
    • โรงเรียนอมาตยกุล
    • โรงเรียนทับทอง

    ทั้งนี้ โรงเรียนอธิบายว่า ที่ไม่สามารถแจ้งผู้ปกครองได้ทันที หลังจากมีมติเลิกกิจการของโรงเรียน เนื่องจากมีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปิดกิจการของโรงเรียนที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ แต่โรงเรียนจะยังคงจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 เหมือนเดิม

    นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังได้นัดผู้ปกครองของนักเรียนชั้นเรียนต่างๆ เข้ามาประชุมรับทราบรายละเอียดการยุติกิจการของโรงเรียน และแนวทางการช่วยเหลือในวันพุธที่ 3 ธันวาคม นี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2899190&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fwvUxiMss7tAiwJ_aVXQC