Category: วัฒนธรรม

  • หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สร้างความตะลึง บนเวทีกาล่าตรุษจีน “ชุนหว่าน” 2026 (คลิป) | เดลินิวส์

    หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สร้างความตะลึง บนเวทีกาล่าตรุษจีน “ชุนหว่าน” 2026 (คลิป) | เดลินิวส์

    งานกาล่าตรุษจีน “ชุนหว่าน” 2026 จัดโดย China Media Group มีการนำเสนอความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตลอดการถ่ายทอดสด หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ปรากฏตัวในหลายบทบาท ตั้งแต่การแสดงศิลปะการต่อสู้ เล่นละครสั้น โชว์รูปแบบต่างๆ ที่ผสมผสานศิลปะการแสดงกับเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน

    หนึ่งในช่วงที่ผู้ชมประทับใจมากที่สุด คือ การแสดงของหุ่นยนต์กับนักกังฟูเยาวชน นำเสนอการแสดงศิลปะการต่อสู้ที่ออกแบบท่วงท่าอย่างประณีต แสดงฉากผาดโผน และเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกัน

    นอกจากนี้ หุ่นยนต์ยังสาธิตทักษะต่างๆ เช่น การพับเสื้อผ้าอย่างเรียบร้อย การกลิ้งลูกวอลนัตบนฝ่ามือ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายมือแบบดั้งเดิมของจีน

    เทศกาลตรุษจีน หรือ ปีใหม่จีน ถือเป็นเทศกาลดั้งเดิมที่สำคัญที่สุดของชาวจีน และการรับชมมหกรรมตรุษจีน หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ “ชุนหว่าน” กลายเป็นธรรมเนียมประจำปีของครอบครัวหลายร้อยล้านครอบครัว

    นับตั้งแต่ออกอากาศครั้งแรกในปี ค.ศ. 1983 รายการนี้ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ว่าเป็นรายการโทรทัศน์ประจำปีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก

    เทศกาลตรุษจีนยังได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนธันวาคม 2024

    สำหรับปี 2026 เทศกาลตรุษจีนตรงกับวันอังคาร เป็นการเปิดศักราชปีมะเมีย สัญลักษณ์แห่งพลัง ความมุ่งมั่น และทะยานไปข้างหน้า ซึ่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้สะท้อนจิตวิญญาณดังกล่าวอย่างชัดเจน ผ่านภาพของเทคโนโลยีจีนที่กำลังพุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้งบนเวทีโลก

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5612577/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FRwWX3vBX-ZdnqvlxeRAC

  • มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เปิดรับสมัครนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์  เพื่อรับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569

    มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เปิดรับสมัครนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อรับทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569

    วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.44 น.

    มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา มอบโอกาสทางการศึกษา เปิดรับสมัครนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, มัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 มีความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อรับทุนการศึกษาประจำปี 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดโครงการและใบสมัครเพื่อขอรับทุนการศึกษาได้ที่ https://vichaisrivaddhanaprabha.com/scholarship-th/

    ส่งเอกสารใบสมัครทางไปรษณีย์ถึง มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา เลขที่ 8 ถนนรางน้ำ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-677-8888 ต่อ 1221, 1222

    คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับทุน

    • เป็นนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
    • เป็นนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1
    • ครอบครัวขาดแคลนทุนทรัพย์ ขาดบุพการี หรืออยู่ในอุปการะของบุคคลอื่น ที่มีรายได้รวมต่ำกว่า 150,000 บาทต่อปี  อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร การคมนาคมยากลำบาก
    • มีความประพฤติดี มีความมุ่งมั่น ขยัน หมั่นเพียรที่จะศึกษาต่อจนจบระดับปริญญาตรี
    • มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.50
    • ไม่รับทุนการศึกษาต่อเนื่องจากหน่วยงานใด ๆ เช่น กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือกองทุนกู้ยืมเงิน เพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/947799&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eAxyAVGkh3fHx3ezOX2J5

  • ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    วันนี้ (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569) การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้น ภายใต้แกนนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจ มีโครงการ เมกะโปรเจกต์ ด้านคมนาคมทางอากาศ ที่เกี่ยวกับการขยายสนามบิน ทั้งการลงทุนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และการสร้างจุดขายใหม่ ที่จะเป็นแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยว อย่าง Disneyland และ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 8 แสนล้านบาท ที่จะรอให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    ทอท.กางแผนพัฒนาสนามบิน 4 แสนล้าน

    ทั้งนี้แผนการพัฒนาสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ทอท.ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 4 แสนล้านบาท ในการขยายศักยภาพการรองรับ 6 สนามบินของทอท. ทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาสร้าง 2 สนามบินใหม่ คือ ท่าอากาศยานล้านนา และท่าอากาศยานอันดามัน โดยมีโครงการต่างๆที่สำคัญ ดังนี้ 

    1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งเดิมในอดีตขออนุมัติ ครม. ไว้ที่ 36,000 ล้านบาท มีการออกแบบมานานกว่า 8 ปีแล้ว ทำให้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบางส่วน เพื่อให้เป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารใกล้เมืองอย่างแท้จริง เป็นจุดต่อการเดินทางทางอากาศกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    โดยจะนำเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงินลงทุนใหม่ เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขยายการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 40- 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบิเนทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบ และฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ 

    2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุน 13,520 ล้านบาท และการลงทุนพัฒนาสนามบินระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 245,369  ล้านบาท เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคน ตามแผนแม่บท (Master Plan) การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตัดโครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก  เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ทั้งหมด

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    รวมถึงการขออนุมัติการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสนตรม. แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ พร้อมหลุมจอดประชิดอาคาร และการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4  เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชม.

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    โดยตัดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก  เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และยังใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM เชื่อมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน อาคาร SAT-1 เป็นต้น  

    ในขณะเดียวกัน AOT ยังมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานอื่น ๆ อาทิ โครงการพัฒนาการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท , ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ระยะที่ 1 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และจะสามารถขออนุมัติโครงการได้ภายในปี 2570 ในส่วนของท่าอากาศยานหาดใหญ่  ปัจจุบัน อยู่ระหว่างทบทวนแผนแม่บท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570

    ขณะที่แผนการสร้างสนามบินใหม่ 2 แห่ง ได้แก่  สนามบินอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และท่าอากาศยานล้านนา  อ.บ้านธิ จ.ลำพูน  พื้นที่ 5-6 พันไร่  ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าการลงทุนเสร็จแล้ว งบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท  เพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารท่าอากาศยานภูเก็ต และเชียงใหม่ ในปีนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจะกำหนดแผนงานก่อสร้างและเปิดบริการต่อไป

    คิ๊กออฟพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เฟส 1

    นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ จ.ระยอง มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยเริ่มสร้าง เฟส 1 ก่อน

    ดึงเงินลงทุน 3 แสนล้าน ผลักดัน Disneyland สปอร์ต คอมเพล็กซ์ 

    ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนการพัฒนาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวของไทย เพื่อยกระดับนักท่องเที่ยวสู่ 50–60 ล้านคนต่อปี และผลักดันให้เกิดแม่เหล็กในการดึงการเดินทางเข้าพื้นที่ พื้นที่ EEC รองรับทราฟฟิกในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีแค่การผลักดันให้เกิดการลงทุน Disneyland เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็น Mixed-Use ที่มีความหลากหลาย

    Disneyland

    ไม่ว่าจะเป็น Disneyland คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3 แสนล้านบาท บนที่ดิน 5,000 ไร่ ใน จังหวัดชลบุรี โดยตามแผนจะแบ่งเป็น Disneyland พื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท รูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจา Licensing กับ Disney และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ

    โดยมีการประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 150,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกระจายรายได้สู่พื้นที่รอบข้าง ทั้งทะเลภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ

    อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และการเจรจา Licensing กับ Disney โดยการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเสถียรภาพการพัฒนาในระยะยาว

    รวมถึงโครงการสปอร์ต คอมเพล็กซ์ พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ ประกอบไปด้วย สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ, อินดอร์ สเตเดียม มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/651787&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iVOIP-Sa3_h9O_ci52mDL

  • เปิดข้อดีของคน “ห้องรก” นักจิตวิทยาเผย 3 ทักษะโดดเด่น แม้ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย

    เปิดข้อดีของคน “ห้องรก” นักจิตวิทยาเผย 3 ทักษะโดดเด่น แม้ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย

    แม่อย่าเพิ่งด่า! เปิดข้อดีของคน “ห้องรก” นักจิตวิทยาเผย 3 ทักษะโดดเด่น แม้ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย

    พ่อแม่หลายคนมักจะดุลูกเมื่อเห็นสภาพห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของวางระจัดกระจาย ในสายตาของผู้ใหญ่ ห้องที่ดีควรจะสะอาดเรียบร้อย เสื้อผ้าแขวนเป็นระเบียบ และดูสะอาดตา แต่ในมุมมองของเด็กหรือคนบางกลุ่ม ความเป็นระเบียบอาจไม่ได้วัดกันที่สิ่งของวางตรงที่ทางของมันเสมอไป

    จากการศึกษาของนักจิตวิทยาพบว่า การที่ใครคนหนึ่งไม่ชอบเก็บห้องให้เรียบร้อยนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ข้อมูลระบุว่าคนที่ปล่อยให้ห้องรก (ในระดับที่หาของเจอ) มักจะมี 3 ทักษะที่โดดเด่นกว่าคนทั่วไป ดังนี้

    1. มีความสามารถในการสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยม

    วารสารทางวิชาการ Psychological Science เคยเผยแพร่งานวิจัยที่ระบุว่า สภาพแวดล้อมที่ยุ่งเหยิงหรือไม่มีระเบียบสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้ การที่คนๆ หนึ่งกล้าที่จะแหกกฎความเป๊ะ แสดงว่าเขามีจินตนาการที่พุ่งพล่านและไม่ยอมถูกจำกัดอยู่ในกรอบ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ ให้ความเห็นว่า เด็กที่โตมาในกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปอาจถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์ แต่เด็กที่กล้าปฏิเสธการจัดวางสิ่งของตามที่ผู้ใหญ่บอก และเลือกจัดวางตามตรรกะของตัวเอง มักจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นตัวของตัวเองสูง และกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจเพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของตนถูกต้อง

    2. เป็นคน “ไม่จุกจิก” และโฟกัสที่เป้าหมายใหญ่

    คำกล่าวโบราณที่ว่า “ผู้ที่จะทำการใหญ่ ย่อมไม่สนใจเรื่องเล็กน้อย” ดูจะใช้ได้ดีกับกรณีนี้ ในสายตาของเจ้าของห้อง สภาพที่ดูเหมือน “รก” อาจเป็นสภาวะที่พวกเขารู้สึกสบายใจที่สุด พวกเขาไม่ต้องการเสียพลังงานสมองไปกับเรื่องจุกจิกอย่างการจัดวางปากกาให้ตรงแถว แต่เลือกที่จะทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญกว่า

    นักจิตวิทยา วิเคราะห์ว่าคนกลุ่มนี้มักจะมีความสามารถในการจดจ่อ (Concentration) กับงานชิ้นใหญ่ได้ดีเยี่ยม ตราบใดที่พวกเขายังสามารถหาของที่ต้องการเจอได้ทันทีท่ามกลางความรก นั่นแสดงว่าสมองของพวกเขามีระบบการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงกว่าที่ตาเห็น

    3. มีกระบวนการคิดที่ว่องไวและยืดหยุ่น

    ห้องที่รกมักเกิดจากการที่เจ้าของห้องมีความคิดที่หลั่งไหลออกมาตลอดเวลา เมื่อนึกอะไรใหม่ๆ ออก พวกเขาจะรีบลงมือทำทันทีจนลืมเรื่องการเก็บกวาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโต๊ะทำงานของ เฉียน เสวียเซิน (Tsien Hsue-shen) นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ที่มักจะยุ่งเหยิงอยู่เสมอแต่เขาสามารถหยิบจับเอกสารที่ต้องการได้ในพริบตา

    เช่นเดียวกับศิลปินระดับโลกหลายคนที่มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดูไร้ระเบียบ เพราะในช่วงเวลาที่สมองกำลังทำงานอย่างเต็มที่ ความเป็นระเบียบทางกายภาพจะถูกลดความสำคัญลง คนที่มีห้องรกจึงมักมีทักษะการคิดที่ว่องไวและยืดหยุ่นกว่าคนในวัยเดียวกัน

    ข้อควรระวัง: เมื่อความ “รก” เริ่มส่งผลเสีย

    แม้ความรกจะมีข้อดี แต่ก็มีขอบเขตที่ควรระวัง ข้อมูลจากนิตยสาร Behaviour Research and Therapy ระบุว่าหากบุคคลอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไร้ระเบียบ “เกินไป” เป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ความสามารถในการควบคุมตัวเอง (Self-discipline) ลดลงได้

    ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ระบุว่ามนุษย์มีความต้องการ “ความปลอดภัยและระเบียบวินัย” เป็นพื้นฐานรองจากความต้องการทางกายภาพ หากห้องรกจนถึงขั้นสกปรกหรือขาดสุขลักษณะ อาจนำไปสู่การเป็นคนไร้ระเบียบวินัยในชีวิตและการทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และอนาคตได้

    บทสรุปสำหรับผู้ปกครอง

    หากห้องของลูกคุณรก แต่เขาสามารถหาของเจอได้ทันทีเมื่อต้องการ นั่นคือสัญญาณของทักษะการจัดการสมองที่ดี พ่อแม่ควรให้คำแนะนำและฝึกนิสัยรักความสะอาดเบื้องต้นโดยไม่จำเป็นต้องดุด่ารุนแรง เพื่อให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ควบคู่ไปกับการมีสุขนิสัยที่ดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874150/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G58gDP0oZMWPXd5EbSz4j

  • ศธ. สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ประกาศปิดด่วน 20 โรงเรียนในปทุมธานี

    ศธ. สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ประกาศปิดด่วน 20 โรงเรียนในปทุมธานี

    วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีที่มีคนร้ายพกพาอาวุธปืนหลบหนีเข้ามาในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องประกาศปิดเรียนฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

    ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของนักเรียนและคณะครูในพื้นที่เสี่ยง จึงได้มอบหมายสั่งการให้ สพฐ. โดยศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดปทุมธานี เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากรและนักเรียนเป็นสำคัญสูงสุด

    จากการติดตามการดำเนินงาน พบว่าผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่ได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

    1. สั่งปิดสถานศึกษา: ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ 1 วัน (18 กุมภาพันธ์)

    2. การประชาสัมพันธ์: จัดครูเวรประจำจุดหน้าประตูโรงเรียน เพื่อแจ้งข่าวการหยุดเรียนแก่นักเรียนและผู้ปกครองที่ไม่ทราบข่าว

    3. ความปลอดภัยพื้นที่: ปิดประตูเข้า-ออกโรงเรียนทุกจุด และมอบหมายครูที่พักอาศัยในบ้านพักครูช่วยตรวจตราความเรียบร้อย

    4. มาตรการโรงเรียนพักนอน: สำหรับโรงเรียนประจำ ผู้อำนวยการโรงเรียนและหน่วยรักษาความปลอดภัยได้เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน ตรวจตราบุคคลเข้า-ออกอย่างเข้มงวด โดยกำชับให้นักเรียนอยู่ภายในหอพักตลอดช่วงเวลากลางคืน และจะอนุญาตให้ออกมาทำกิจกรรมได้เมื่อได้รับการยืนยันความปลอดภัยแล้วเท่านั้น

    นอกจากนี้ สพฐ. ได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประสานงานกับโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งในจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาลงพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์และสร้างขวัญกำลังใจ

    ทั้งนี้ สพฐ. เตรียมนำเหตุการณ์ครั้งนี้ และกรณีศึกษาจากโรงเรียนวัดพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา มาถอดบทเรียนเพื่อยกระดับมาตรการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและแผนเผชิญเหตุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

    สำหรับรายชื่อสถานศึกษาที่ประกาศปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มีรวมทั้งสิ้น 20 แห่ง

    สังกัด สพป.ปทุมธานี (16 โรงเรียน):

    1. โรงเรียนวัดบ่อทอง

    2. โรงเรียนวัดลำมหาเมฆ

    3. โรงเรียนสามวาวิทยา

    4. โรงเรียนวัดบัวขวัญ

    5. โรงเรียนคลองลากค้อน

    6. โรงเรียนวัดสุทธาวาส

    7. โรงเรียนวัดเนกขัมมาราม

    8. โรงเรียนวัดบ่อเงิน

    9. โรงเรียนวัดจันทาราม

    10. โรงเรียนคลองลาดช้าง

    11. โรงเรียนบ้านคลองขวางบน

    12. โรงเรียนสังฆรักษบำรุง

    13. โรงเรียนชุมชนวัดบัวแก้วเกษร

    14. โรงเรียนบ้านคลองเจ้าเมือง

    15. โรงเรียนสี่แยกบางเตย

    16. โรงเรียนวัดสหราษฎร์บำรุง (วงษ์กล้าแข็ง)

    สังกัด สพม.ปทุมธานี (4 โรงเรียน):

    1. โรงเรียนบัวแก้วเกษร

    2. โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา

    3. โรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์

    4. โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pathum-thani-schools-close-narumon/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10PrbbSDU6CTzfYr5SYRBt

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D576648&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E1Nax2MfUq1Cye8m14TH3

  • เช็กด่วน กกต.สั่งก๊อกสอง เลือกตั้ง-นับคะแนนใหม่ | เดลินิวส์

    เช็กด่วน กกต.สั่งก๊อกสอง เลือกตั้ง-นับคะแนนใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารระบุว่า ที่ประชุม กกต. ได้มีมติให้นับคะแนนใหม่ และออกเสียงลงคะแนนใหม่ ดังนี้ ข้อ 1.กรณีการนับคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ จำนวน 1 แห่ง คือหน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 เขตออกเสียงประชามติที่ 15 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 เวลา 10.00 น. ณ สถานที่ออกเสียงเดิม

    ข้อ 2.การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ 1.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ตำบลไร่ใหม่ 2.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ตำบลสามร้อยยอด 3.จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลนายม 4.จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 4 อำเภอหนองไผ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ตำบลหนองไผ่ 5.จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองกำแพงเพชร หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล 6.จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองกำแพงเพชร หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ตำบลเทพนคร​​ และ 7.จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองสกลนคร หน่วยเลือกตั้งที่ 32 ตำบลธาตุเชิงชุม

    3.ให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ของจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองพะเยา หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ตำบลท่าวังทอง
    ​​

    ทั้งนี้ สำหรับ ข้อ 2 และ ข้อ 3 วัน เวลา และสถานที่ ในการนับคะแนนและการออกเสียงลงคะแนนใหม่ จะแจ้งให้ทราบต่อไป ​​สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5611389/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31YFsGrrpFgpu7uyEAqc7p

  • อารักชี: การตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวในการประชุมว่าด้วยการลดอาวุธขององค์การสหปร

    อารักชี: การตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวในการประชุมว่าด้วยการลดอาวุธขององค์การสหปร

    อารักชี: การตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ
    รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวในการประชุมว่าด้วยการลดอาวุธขององค์การสหประชาชาติ:

    สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ไม่อาจให้เหตุผลได้ต่อประชาชนอิหร่าน

    การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับการคุ้มครอง ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม

    อิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวที่สุด โดยไม่ได้รับโทษใด ๆ

    ต้องยุติการประจำการอุปกรณ์และหน่วยกำลังทางทหารจำนวนมากอย่างกว้างขวางในภูมิภาค

    การตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านต้องอาศัยข้อตกลงกับองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ

    จากความพยายามอย่างเข้มข้นของประเทศมิตรในภูมิภาค ได้เกิดโอกาสใหม่ในการบรรลุข้อตกลงกับวอชิงตัน

    สหรัฐฯ ด้วยการเดินหน้าคว่ำบาตรที่ผิดกฎหมายต่ออิหร่าน นอกจากจะใช้การบีบบังคับแล้ว ยังละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการค้ำประกัน อีกด้วย

    อิหร่านในฐานะหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ ขณะนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุดขององค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ในขณะที่โรงงานนิวเคลียร์ของตนตกเป็นเป้าการโจมตีและแรงกดดันทางการเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

    อิหร่านยึดมั่นในแนวทาง “การมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์” และเชื่อว่าสามารถยุติแรงกดดันทางการเมืองผ่านการทูตได้ โดยมีเงื่อนไขว่าฝ่ายตรงข้ามจะกลับมาปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายของตนด้วย

  • ทำความรู้จัก “คลองผิงลู่” ที่จะพลิกโฉมการเชื่อมต่อจีน-อาเซียน (คลิป) | เดลินิวส์

    ทำความรู้จัก “คลองผิงลู่” ที่จะพลิกโฉมการเชื่อมต่อจีน-อาเซียน (คลิป) | เดลินิวส์

    คลองผิงลู่ ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โครงการวิศวกรรมแห่งศตวรรษ” ที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน มีความยาว 134 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านโลจิสติกส์ทางบกของจีน และเสริมสร้างการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคกับประเทศในกลุ่มอาเซียน

    คลองนี้ทอดยาวจากอ่างเก็บน้ำซีจินในเมืองเหิงโจว ไปยังท่าเรือชินโจว จะช่วยให้สินค้าจากมณฑลกว่างซี ยูนนาน และกุ้ยโจว สามารถขนส่งตรงไปยังท่าเรือในอ่าวเป่ยปู้ของกว่างซีผ่านระบบแม่น้ำซีเจียง โดยไม่ต้องอ้อมผ่านมณฑลกวางตุ้งที่อยู่ใกล้เคียง การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้ คาดว่าจะช่วยลดระยะทางการขนส่งลงอย่างมากประมาณ 560 กิโลเมตร

    อนึ่ง คลองนี้จะใช้เงินทุนร่วม 72,700 ล้านหยวน (ประมาณ 330,800 ล้านบาท) ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะเชื่อมต่อทางรถไฟ ทางหลวง และการขนส่งทางเรือของกว่างซีเข้าด้วยกัน เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ราบรื่น

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5610741/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RUxW90zzkDkzZBEDxa-rF

  • ละครชีวิต ‘ผู้กองยอดรัก’ ย้อน 3 เปลี่ยน ‘ชื่อ-พรรค-ชะตา’ บุรุษที่ใครก็ขาดไม่ได้ ?

    ละครชีวิต ‘ผู้กองยอดรัก’ ย้อน 3 เปลี่ยน ‘ชื่อ-พรรค-ชะตา’ บุรุษที่ใครก็ขาดไม่ได้ ?

    ความซับซ้อนของการเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา มักจะก่อให้เกิดตัวละครทางการเมืองที่มีเอกลักษณ์และมีอิทธิพลต่อทิศทางของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ทั้งในฐานะ “ผู้จัดการรัฐบาล” – “มือประสานสิบทิศ” หรือแม้แต่ “เส้นเลือดใหญ่” ของขั้วอำนาจ คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บุรุษผู้มีเส้นทางชีวิตที่พลิกผันและเต็มไปด้วยสีสันราวกับบทละคร

    จากนายทหารหนุ่มผู้เติบโตใน ร.1 พัน.4 รอ. (ในขณะนั้น) สู่การเป็น “นักธุรกิจ-แวดวงผู้กว้างขวาง” ก้าวขึ้นเป็น “เสนาบดี” ผู้กุมชะตากรรมของพรรคร่วมรัฐบาลช่วง 7-8 ปีมานี้ ความน่าสนใจของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้อยู่ที่เพียงตำแหน่งทางการเมืองที่เขาได้รับ แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและรักษาสมดุลแห่งอำนาจ

    เส้นทางการเมืองของเขาเปรียบเดินบน “รอยแยกขั้วอำนาจ” เริ่มต้นจากร่มเงาของพรรคไทยรักไทย ก้าวผ่านมรสุมการรัฐประหาร 2549-2557 พลิกบทบาทมาเป็นขุนพลหลัก “พรรคพลังประชารัฐ” จนกระทั่งสร้างอาณาจักรของตนเองในนาม “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งกลายเป็นพรรคลำดับที่ 4 ในการเลือกตั้งปี 2569

    การทำความเข้าใจตัวตนของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่ใช่เพียงการศึกษารายบุคคล แต่คือการถอดรหัสโครงสร้างอำนาจนิยม เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ และพลวัตของการเมืองไทย ที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของกาลเวลา

    ธรรมนัส พรหมเผ่า

    ธรรมนัส พรหมเผ่า

    ปฐมบท แห่งการ “ผลัดผิว” การก่อร่างสร้างอัตลักษณ์-นามที่เปลี่ยนไป

    จุดเริ่มต้นของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เกิดขึ้นที่ จ.พะเยา เมื่อ 18 สิงหาคม 2508 ทว่าชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในภาคเหนือเท่านั้น ความพลิกผันครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาได้รับการอุปการะจากครอบครัวใน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล หลายครั้ง

    การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเชื่อทางโหราศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ในทางการเมืองและสังคม ชื่อที่เปลี่ยนไปสะท้อนถึงการ “เริ่มต้นใหม่” และการปรับเปลี่ยนสถานะในแต่ละช่วงของอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น “ยุทธภูมิ โบพรหม” ชื่อดั้งเดิมที่ใช้ในช่วงวัยเยาว์และการย้ายไปเติบโตที่เบตง “พชร โบพรหม” ช่วงเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารและเริ่มต้นชีวิตราชการทหาร “พชร พรหมเผ่า – มนัส พรหมเผ่า” ตลอดจน “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ตามลำดับ

    เส้นทางสายเหล็ก จปร.36 และตำนาน “18 อรหันต์” แห่ง ร.1 พัน 4 รอ.

    รากฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ ร.อ.ธรรมนัส คือเครือข่ายความสัมพันธ์ในกองทัพ เขาเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 (ตท.25) และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 36 (จปร.36)

    จปร.36 ถือเป็นรุ่นที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองไทยยุคหลัง เนื่องจากมีเพื่อนนายทหารที่เติบโตขึ้นมาในสายคุมกำลังหลักหลายคน เช่น พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ผู้ล่วงลับ) และ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ “เสธ.หิ” ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรทางการเมืองที่คอยสนับสนุนกันมาโดยตลอด

    ชีวิตราชการทหารของเขาเริ่มต้นอย่างโดดเด่นที่ ร.1 พัน 4 รอ. จนได้รับฉายาว่ากลุ่ม “18 อรหันต์” การเติบโตในหน่วยงานนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการทำงานภายใต้ระบบสายบังคับบัญชาที่เข้มงวด ขณะเดียวกันก็ได้รู้จักนายทหารสายอื่นๆ เช่น “วงษ์เทวัญ” และ “ทหารเสือฯ”

    อย่างไรก็ตาม บุคลิกที่เป็นคนตรงและมีความเป็นอิสระสูง ทำให้เขาตัดสินใจก้าวออกจากระบบราชการ มาสู่โลกของธุรกิจและการเมือง การตัดสินใจลาออกจากราชการ ในขณะที่มียศ “ร้อยเอก” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาณาจักรส่วนตัว

    พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม

    พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม

    ร่มเงาแห่ง “เสนาธิการ” จาก “เสธ.แอ๊ว” ถึง “เสธ.ไอซ์” และจุดเริ่ม “ยุทธจักรธุรกิจ”

    เมื่อก้าวพ้นรั้วกองทัพ ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าสู่ “ยุทธจักรเสนาธิการ” หรือกลุ่มนายทหารผู้กว้างขวางที่มีอิทธิพลนอกกองทัพ บุคคลสำคัญสองท่านที่เป็นเสมือน “แม่แบบ” และผู้ประสานทางให้อย่างยิ่งใหญ่คือ พล.อ.อัครเดช ศศิประภา (เสธ.แอ๊ว) – พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต (เสธ.ไอซ์)

    พล.อ.อัครเดช หรือ “เสธ.แอ๊ว” อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ถูกมองว่าเป็น “ก๊อดฟาเธอร์” ในวงการทหารและผู้กว้างขวางในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.กาญจนบุรี 

    ร.อ.ธรรมนัส ได้ซึมซับวิธีการ “ประสานประโยชน์” และการจัดการปัญหาความขัดแย้งในสไตล์พี่ให้น้องจาก เสธ.แอ๊ว จนกลายเป็นคนนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ แต่ดุดันในการปฏิบัติการ 

    ต่อมาเมื่อ เสธ.แอ๊ว เกษียณฯ เขาได้ย้ายมาอยู่กับ พล.อ.ไตรรงค์ หรือ “เสธ.ไอซ์” ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย และ ที่ปรึกษา คนสนิทของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร (เพื่อน ตท.10) ในขณะนั้น

    ความสัมพันธ์กับ เสธ.ไอซ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเข้าสู่โครงสร้างอำนาจของพรรคไทยรักไทย และเริ่มต้นธุรกิจรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มตัว ผ่านการก่อตั้ง “บริษัท ธรรมนัส การ์ด จำกัด” (เดิมชื่อ บริษัท โทนี่คอสโมอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด) 

    ซึ่งมี พล.อ.ไตรรงค์ ร่วมถือหุ้นในช่วงแรก ธุรกิจนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่าย “กำลังพลนอกเครื่องแบบ” ที่มีความสำคัญต่อการเมืองภาคสนาม

    การบริหารธุรกิจเหล่านี้ควบคู่ไปกับการทำงานการเมือง ทำให้เขามี “ทุน” และ “ฐานมวลชน” ที่มั่นคง โดยเฉพาะการถือหุ้นในธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยสายสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองอย่างสูง ทำให้เขาได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งใน “ห้าเสือกองสลาก” ในยุคหนึ่ง

    พล.อ. อัครเดช ศศิประภา

    พล.อ. อัครเดช ศศิประภา

    ยุค “ไทยรักไทย-เพื่อไทย” ขุนพลพื้นที่และเงาของ “เจ๊แดง”

    ภายใต้ร่มเงาของ เสธ.ไอซ์ นั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะการดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ โดยใช้เครือข่ายธุรกิจรักษาความปลอดภัย-คอนเนกชันในกองทัพ เข้าถึงกลุ่มผู้กว้างขวางในพื้นที่-จัดตั้งเครือข่ายมวลชน จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นมือทำงาน หลังม่านของพรรค

    เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบและเปลี่ยนผ่านเป็น “พรรคเพื่อไทย” บทบาทของเขาขยายตัวไปสู่พื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้การนำของ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” หรือ “เจ๊แดง” แม่ทัพใหญ่กลุ่ม “วังบัวบาน” 

    ในช่วงเวลานี้ เขาได้สร้างรากฐานทางการเมืองที่แข็งแกร่งใน จ.พะเยา และ ภาคเหนือตอนบน โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายของเจ๊แดงอย่างใกล้ชิด ในการเลือกตั้งปี 2557 เขาถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 55 ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีนัยสำคัญในฐานะขุนพลระดับปฏิบัติการ

    อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในปี 2557 กลายเป็นโมฆะ และตามมาด้วยการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เหตุการณ์นี้ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนของฝ่ายชินวัตร 

    ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของคณะรัฐประหาร เขาถูกเรียกรายงานตัวและถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของ คสช. เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการใช้อิทธิพลและเครือข่ายมวลชน

    เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

    เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

    พลิกกระดานอำนาจ จาก “บัญชีดำ คสช.” สู่ “เส้นเลือดใหญ่” พลังประชารัฐ

    ช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2557 คือช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส ต้องใช้ความสามารถในการเจรจาและการปรับตัวสูงสุด จากบุคคลที่ถูก คสช. เพ่งเล็ง เขาสามารถ “เปลี่ยนสถานะ” มาเป็น “ผู้ประสานงาน” แทนได้ 

    ด้วยความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่น จปร.36 และความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับขุมกำลังในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้กลุ่ม “3ป.บูรพาพยัคฆ์” (ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์) เล็งเห็นถึงประโยชน์ในการดึงเขาเข้ามาร่วมงาน

    ในปี 2561 เมื่อมีการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดตัวเป็นขุนพลหลักในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ

    ภารกิจของเขาคือการ “ทลายกำแพง” ของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งถูกมองว่าเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ ทว่าในการเลือกตั้งปี 2562 เขาสร้างปรากฏการณ์ด้วยการกวาด สส. ใน จ.พะเยา แบบยกจังหวัด และเจาะพื้นที่สำคัญอย่าง จ.พิจิตร – จ.ตากได้สำเร็จ

    ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขากลายเป็น “คิงเมกเกอร์ (ตัวแปรสำคัญ) และได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 

    บทบาทของเขาใน รัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องการเกษตร แต่เขาทำหน้าที่เป็น “มือดีล” หรือที่ถูกสื่อตั้งฉายาว่า “คนเลี้ยงลิง” ที่คอยบริหารจัดการเสียงของพรรคเล็ก ให้สนับสนุนรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ จนเขาถึงกับระบุว่า “ผมคือเส้นเลือดใหญ่ ถ้าผมสั่นคลอน รัฐบาลก็สั่นคลอน”

    3 ป. (ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์)

    3 ป. (ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์)

    มหากาพย์ “ศึกซักฟอก” วาทะ “มันคือแป้ง” และ “วุฒิการศึกษา”

    เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส ก็กลายเป็นเป้าหมายหลักของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน ประเด็นที่ถูกโจมตีรุนแรงที่สุดคือ คดีความในอดีตที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2536 ซึ่งสื่อต่างประเทศและฝ่ายค้านนำเอกสารจากศาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ มาเปิดเผยว่า เขาเคยต้องโทษจำคุกในข้อหาสมรู้ร่วมคิดนำเข้ายาเสพติด (เฮโรอีน) น้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม

    คำชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส ในสภาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 กลายเป็นตำนานเมื่อเขาปฏิเสธข้อหาค้ายาเสพติด โดยระบุว่าเป็นเรื่องของการ “อยู่ผิดที่ผิดเวลา” และสิ่งที่ตำรวจออสเตรเลียพบนั้น “มันคือแป้ง” 

    แม้คำชี้แจงนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม แต่ในทางกฎหมายและมติในสภา เขายังคงได้รับการโหวตสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

    นอกจากนี้เขายังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องวุฒิการศึกษาปริญญาเอก “ปลอม” จาก California University FCE ซึ่งเขาได้นำหลักฐานมาชี้แจงว่าเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา แม้จะมีข้อโต้แย้งจากนักวิชาการก็ตาม

    ความร้าวรานใน “พลังประชารัฐ” จาก “รังสำรอง” สู่การแยกทาง

    ความขัดแย้งระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงจุดเดือดในเดือนกันยายน 2564 เมื่อมีกระแสข่าวว่าเขาพยายามรวบรวมเสียง สส. เพื่อโหวตล้มนายกรัฐมนตรีในสภา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที

    แม้เขาจะยังเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แต่ความกดดันภายในทำให้เขาและกลุ่ม สส. 21 คน ถูกมติพรรคขับออกในเดือนมกราคม 2565

    เขาได้เข้ายึดพรรค “เศรษฐกิจไทย” เป็น “รังสำรอง” และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะโชว์ทักษะการเมืองขั้นสูงด้วยการกลับเข้าพรรคพลังประชารัฐอีกครั้งในปี 2566 เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร 

    หลังเลือกตั้ง 2566 เขาได้กลับมาผงาดในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลของ “เศรษฐา ทวีสิน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจต่อรองที่ยังไม่เสื่อมคลาย

    อย่างไรก็ตาม จุดแตกหักที่แท้จริงเกิดขึ้นในปี 2567 เมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดโควตารัฐมนตรีใน “รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร” โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้นำ สส. ในสังกัดกว่า 20 คน ประกาศ “แยกทาง” กับ พล.อ.ประวิตร อย่างเป็นทางการ 

    โดยระบุว่า “พอแล้ว” กับการถูกครอบงำ เขาได้นำกลุ่ม สส. ของเขา ย้ายเข้าสู่ “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งมี “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” เป็นหัวหน้าพรรค และเขานั่งในตำแหน่งประธานที่ปรึกษา

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

    ปรากฏการณ์ 2569 “พรรคกล้าธรรม” ในฐานะ “ขั้วที่ 4” ของการเมืองไทย

    การเลือกตั้งในปี 2569 คือบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของ “ธรรมนัสโมเดล” อย่างแท้จริง พรรคกล้าธรรมที่เขาเป็นแม่ทัพหลังม่าน สามารถกวาดที่นั่ง สส. เขตได้เกือบ 60 ที่นั่ง โดยเฉพาะการรักษาฐานที่มั่นในภาคเหนือและขยายอิทธิพลไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ 

    ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าพรรคกล้าธรรมก้าวขึ้นมาเป็น “พรรคลำดับที่ 4” ของประเทศ รองจากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย

    ในยุคนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “มือประสาน” มาเป็น “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” และเป็น ตัวแปรสำคัญ (Kingmaker) ในการจัดตั้งรัฐบาล 

    แม้เขาจะยังถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นใหม่ๆ เช่น การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ และข้อกล่าวหาเรื่อง “ทุนสีเทา” แต่เขาก็ใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อตอบโต้ฝ่ายค้าน

    จะเห็นได้ว่าตลอดเส้นทางชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เราจะเห็นภาพสะท้อนของ “การเมืองไทยที่แท้จริง” ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์-ทุน-การบริหารจัดการมวลชน 

    ความสามารถในการ “เปลี่ยนชื่อ-เปลี่ยนพรรค-เปลี่ยนแนวทาง” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนในสายตาของนักเลือกตั้ง แต่มันคือ “ความยืดหยุ่น” ที่ทำให้เขาสามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์

    บทบาทของเขาในฐานะ “เสนาบดี” คือการเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่าง กลุ่มอำนาจเก่า (ทหาร/อนุรักษนิยม) และ กลุ่มอำนาจใหม่ (นักการเมืองจากการเลือกตั้ง) แม้เขาจะเผชิญกับข้อครหามากมายในอดีต แต่ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคกล้าธรรมกวาดที่นั่งมาได้ถึง 60 ที่นั่ง 

    คือคำตอบว่าประชาชนในพื้นที่ยังคงให้ความสำคัญกับ “การเข้าถึงปัญหา” และ “บารมีส่วนบุคคล” มากกว่าประเด็น “จริยธรรม” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภา

    สุดท้ายนี้ เส้นทางของ ร.อ.ธรรมนัส คือ เครื่องเตือนใจว่า “การเมืองไทย” คือพื้นที่ “การเจรจา-การปรับตัว” ใครทำได้ทันสถานการณ์และมีรากฐานที่ลึกพอในมวลชน ผู้นั้นย่อมสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ 

    อ้างอิง

    thematter / thestandard / thaipbs / thairath / today / thaipbs / thaipost / matichon / isranews / siamrath / one31 / bangkokbiznews /today / thestandard /

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thammanat-slifehistory-17feb26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09PG1X1dzO8uIyNtK-NDj1