Category: วัฒนธรรม

  • สตง.อัปเดต 1 ปี ตึกถล่ม ระบุ “ทรุดตัว” เกิดจากแรงเฉือนแผ่นดินไหว

    สตง.อัปเดต 1 ปี ตึกถล่ม ระบุ “ทรุดตัว” เกิดจากแรงเฉือนแผ่นดินไหว

    สตง. อัปเดตความคืบหน้า กรณีอาคารสำนักงานแห่งใหม่พังถล่ม เผยผลสอบ ระบุเกิดจากแรงเฉือนแผ่นดินไหว ล่าสุดสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้อง 23 ราย

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการเผยแพร่รายงานความคืบหน้า กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างทรุดตัว อันสืบเนื่องมาจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว โดยมีการสรุปผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหน่วยงานรัฐและฝ่ายปกครอง กลุ่มสถาบันการศึกษาและวิชาการ รวมถึงกลุ่มองค์กรวิชาชีพควบคุม และผลสอบตึกจาก 4 สถาบันวิศวกรรม

    โดย สตง.ระบุว่า นายกรัฐมนตรี แถลงผลการตรวจสอบพบความบกพร่องการออกแบบอาคาร และวิธีการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 จำนวน 4 ประเด็น ดังนี้

    • 1.การพังถล่มเริ่มต้นที่ส่วนล่างของอาคาร ชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกระทำต่อผนังรับแรงเฉือนจนเกิดการวิบัติ
    • 2.ผลทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
    • 3.แบบรายละเอียดที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ ส่งผลให้อาคารรับแรงกระทำได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
    • 4.ระยะฝังของเหล็กเสริมที่จุดต่อของ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้จุดต่อบริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง

      ส่วนเรื่องการดำเนินคดีและกระบวนการยุติธรรม

    • มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ต่อศาลอาญา ครอบคลุมทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาในข้อหา ออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงร่วมกันปลอม และใช้เอกสารปลอม
    • ส่วนการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีเรื่อง “นอมินี” โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องไปยังอัยการ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว รวมถึงกรณีกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.ไปแล้ว
    • การดำเนินการในชั้นสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องจากดีเอสไอ และพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตรวจสอบ โดย สตง.ได้ส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตามที่ร้องขอแล้ว
    • กรมบัญชีกลาง ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดย สตง.ตอบข้อซักถาม และชี้แจงข้อมูลพร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2921681&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CaiKdGAe8BwL0Y_JDghCX

  • ‘เอนกชัย’ เพื่อไทย ร่วมงาน Down Syndrome Expo 2026 ผลักดันสังคมไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยและ …

    ‘เอนกชัย’ เพื่อไทย ร่วมงาน Down Syndrome Expo 2026 ผลักดันสังคมไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยและ …

    ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วครับ ที่ฟิล์มได้ร่วมงานกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) หลังจากปีที่แล้วเราได้ไปส่งมอบพลังบวกให้กันในงานวิ่ง “พี่ได้ Run … น้องเด็กพิเศษได้ Love”.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/2mfvo63nL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26IahVRtDr4WFdlANjmXrb

  • สะพัด “รัชดา” จ่อนั่งโฆษกรัฐบาล- “บวรศักดิ์” หลุดโผ พปชร. ยังไร้เก้าอี้ ครม.อนุทิน 2

    สะพัด “รัชดา” จ่อนั่งโฆษกรัฐบาล- “บวรศักดิ์” หลุดโผ พปชร. ยังไร้เก้าอี้ ครม.อนุทิน 2

    โผครม.อนุทิน 2 โค้งสุดท้าย “บวรศักดิ์” ไม่ไปต่อ หลังเจ้าตัวยอมรับยังไม่ได้รับการทาบทาม ส่วน พปชร. ยังต้องลุ้น สะพัด “รัชดา ธนาดิเรก” เต็ง 1 โฆษกรัฐบาล

    วันที่ 22 มีนาคม 2569 สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนใหญ่รายชื่อยังคงเป็นไปตามโผที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยบุคคลที่มีชื่อได้รับการพิจารณาเสนอแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีได้รับการติดต่อให้กรอกประวัติหมดแล้ว ล่าสุด มีบางคนได้ให้เจ้าหน้าที่ไปส่งประวัติและคุณสมบัติที่ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้วเพื่อให้เลขาธิการ ครม.ตรวจสอบ ซึ่งครั้งนี้ได้ให้แต่ละคนเดินทางมายื่นด้วยตัวเองที่ตึก สลค. แตกต่างจาก ครม.อนุทิน 1 ที่รวบรวมแล้วนำไปยื่นทีเดียว โดยตลอดสัปดาห์นี้ผู้ที่ได้รับการติดต่อให้เป็นรัฐมนตรีจะทยอยเดินทางไปยื่นที่ตึก สลค. ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ต้องการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จนขณะนี้ไม่มีชื่อใน ครม.อนุทิน 2 ขณะที่นายบวรศักดิ์เองเคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่ายังไม่ได้รับการทาบทามอยู่ต่อ ซึ่งต้องจับตาว่า จะให้ใครมาทำหน้าที่แทน เช่นเดียวกับในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งมี 5 เสียง ยังไม่พบว่า มีรายชื่อบุคคลของพรรคอยู่ในโผ ครม.อนุทิน 2 

    นอกจากนี้ มีรายงานว่า ขณะนี้ได้มีการวางตัว น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีชื่อจะมาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921800&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YYh7H1hQf8l5WAxBUdWOQ

  • ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่

    ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่

    ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่ สืบสานแนวพระราชดำริ สร้างโอกาสการศึกษาอย่างยั่งยืน

    22 มี.ค.2569 – เวลา 17.57 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ณ มูลนิธิพระดาบส เลขที่ 99/9 หมู่ 14 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานคณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี/กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และคณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส เฝ้า ฯ รับเสด็จ

    การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชา พระพุทธนวราชบพิตร ทรงศีล พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี/กรรมการและ เลขาธิการมูลนิธิ พระดาบดาบส เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรทิพย์ พุกผาสุข กรรมการและประประธานคณะกรรมการจัดหาทุนมูลนิธิพระดาบส เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานคณะกรรมการมการมูลนิธิพระดาบส กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมา และกิจการมูลนิธิพระดาบส ซึ่งเกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้จัดตั้งโครงการพระดาบส ขึ้นเมื่อปี 2518

    โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนประเดิมในการดำเนินโครงการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิพระดาบส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2533 ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งองค์รองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์

    จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “มูลนิธิพระดาบส” ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก และ พระราชทานเข็มที่ระลึกมูลนิธิพระดาบส แก่ผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ตามลำดับ เสร็จแล้วเสด็จ ฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังบริเวณที่ปลูกต้นไม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง

    ต่อมา เสด็จฯ ไปยังอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ทอดพระเนตรโมเดลจำลองมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ และทอดพระเนตรวีดิทัศน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ประกอบด้วย 49 ปี กับการพัฒนามูลนิธิพระดาบส ความเป็นมาของโรงเรียนลูกพระดาบส สมุทรปราการ และความเป็นมาของโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทอดพระเนตรการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนพระดาบส หลักสูตร 1 ปี

    สมควรแก่เวลา เสด็จออกจากบริเวณจัดนิทรรศการ ฯ ไปยังห้องประทับรับรับรอง ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก และทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี คณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส ผู้บริหาร ผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคาร ฯ และผู้มีอุปการคุณ ตามลำดับ

    มูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ เดิมตั้งอยู่ที่ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ย้ายมาที่ทำการแห่งใหม่ตั้งแต่ปี 2564 ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 99/9 หมู่ที่ 14 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 87.5 ตารางวา ประกอบด้วยอาคาร จำนวน 10 หลัง พร้อมสนามกีฬา เนื้อที่ 2,500 ตารางเมตร ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนลูกพระดาบส เพื่อรองรับการเพิ่มของจำนวนนักเรียนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น

    ปัจจุบันโรงเรียนพระดาบส มีนักเรียนจบการศึกษาแล้ว 61 รุ่น จำนวน 3,778 คน ซึ่งเปิดการเรียนการสอนวิชาชีพระดับ “ประกาศนียบัตรพระดาบส” หลักสูตร 1 ปี ใน 9 สาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยหลักสูตรวิชาชีพช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างยนต์ การเกษตรพอเพียง ช่างซ่อมบำรุง เคหบริบาล ช่างไม้เครื่องเรือนและช่างสีอาคาร ช่างเชื่อม และช่างก่อสร้าง โดยมูลนิธิ ฯ ได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการในการให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และขาดแคลนทุนทรัพย์ หากแต่มีความใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา และเพียรพยายามอย่างแท้จริง ให้ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาชีพต่าง ๆ ในเชิงประสบการณ์จริง เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ พัฒนาระดับความรู้ด้านวิชาชีพ และฝึกอบรมศีลธรรม ในลักษณะโรงเรียนประจำ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 1 ปี เพื่อให้นำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวได้ กับสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป

    นางสาวโนรีอาลียา มะสารี นักเรียนรุ่นที่ 48 สายวิชาชีพระดับ “ประกาศนียบัตรพระดาบส” หลักสูตร 1 ปี สาขาเคหบริบาล ซึ่งได้เดินทางมาจาก จ.นราธิวาส เพื่อมาศึกษาหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ด้วยความหวังที่อยากจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัว เพราะเป็นหลักสูตรประจำที่ศึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งในเดือนหน้านี้ เธอจะสำเร็จหลักสูตรวิชาชีพเคหบริบาล และจะนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปสมัครดูแลผู้สูงอายุตามศูนย์ต่างๆ เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/967562/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21StxqaZBxZJr8FmFsPKT4

  • วิกฤตกว่าน้ำมัน! นพดล ชวนจับตาผลกระทบไทย หากอิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล

    วิกฤตกว่าน้ำมัน! นพดล ชวนจับตาผลกระทบไทย หากอิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

    วิกฤตกว่าน้ำมัน! นพดล ชวนจับตาผลกระทบไทย หากอิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยงการบริหารนโยบาย-ยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “วิกฤตกว่าวิกฤตน้ำมัน ! ยกระดับสงครามไม่สมมาตร อิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล ไทยต้องเจออะไร” 

    โดยมีเนื้อหา ระบุว่า มีรายงานและบทวิเคราะห์จากหลายฝ่ายเตือนว่า หากสงครามอิสราเอล อิหร่านยกระดับ โครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลรวมถึงสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตในทะเลแดงและอ่าวใกล้เคียงอาจตกอยู่ในความเสี่ยงสูง และถ้าเกิดขึ้นจริงตามเป้าโจมตีนั้น ประเทศไทยจะต้องเจออะไรบ้าง

    ในช่วงปี พ.ศ.2565 – 2566 ผมเข้ารับการศึกษาและฝึกร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยความมั่นคงและภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ในหลักสูตร ความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยง และช่วงหนึ่งเป็นการศึกษาและฝึกตามกรอบ MITRE ATT&CK กรอบนี้เสมือนเป็นตำราพิชัยสงครามของไทยแต่ต่างกันตรงที่ว่า ตำราพิชัยสงครามสอนให้เราชนะในสนามรบ ในขณะที่ MITRE ATT&CK สอนให้เราไม่แพ้ในสนามที่เรามองไม่เห็น จึงขอกางตำราพิชัยสงครามในยุคดิจิทัลอธิบายประกอบดังนี้

    หัวใจสำคัญของการศึกษาการรบในสงครามไซเบอร์ตามกรอบ MITRE ATT&CK จากประสบการณ์การศึกษาของผม คือ ประเทศใดที่เป็นไปตาม 5 องค์ประกอบต่อไปนี้จะอยู่ในสภาวะที่ “เสี่ยง” อย่างหนักต่อความมั่นคงชาติและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ได้แก่ 
    1) ไม่รู้จุดอ่อน = แพ้ตั้งแต่ยังไม่รบ
    2) ไม่รู้ศัตรู = โดนโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
    3) ไม่รู้ว่าโดนแล้ว = เสียหายโดยไม่รู้ตัว
    4) ไม่มีการป้องกัน = กันไม่ได้ ลดความเสียหายไม่ได้
    5) ไม่มีข่าวกรอง = ช้าเกินไปเสมอ เสียเปรียบตลอด

    และเป็นห้วงเวลาที่ผมศึกษาเกี่ยวกับ วิธีการโจมตีของอีหร่าน อยู่ในกลุ่ม APT 33 – 35 APT 39 และ MuddyWater แต่ละกลุ่มเหล่านี้ทำอะไรบ้าง เช่น APT 33 จะปฏิบัติการโจมตีด้านพลังงานและการบิน APT 34 จะทำหน้าที่  เจาะ → ฝังตัว (บางทีเป็นปี) → แอบฟัง → เก็บข้อมูล → รอจังหวะ นั่นคือ “สายลับในระบบ” เป้าหมายคือ หน่วยงานรัฐ โทรคมนาคม และการเงิน เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ระดับรัฐที่เชื่อมโยงกับประเทศอิหร่าน ด้วย ส่วนกลุ่ม APT 35 มีเป้าหมาย คือ นักวิชาการ นักการเมือง และ กลุ่มองค์กรไม่ใช่รัฐ (NGO) และ APT 39 จะทะลุทะลวงเรื่องของ โทรคมนาคม การเดินทาง และ ระบบไอทีเก็บทุกอย่าง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคน นักการเมืองใครติดต่อกับใคร เดินทางไปไหน สายการบินอะไร ติดต่อพบใครในต่างประเทศ และใช้เครื่องมือไอทีดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง วิเคราะห์เชิงลึก เป็นต้น ทำไม APT39 เลือกโทรคมนาคม การเดินทางและข้อมูล เพราะ ข้อมูลใน APT 39 คือข้อมูลชีวิตของคนทั้งประเทศ

    และที่น่าระทึกกว่านั้นคือ เมื่อ 2 – 3 วันก่อนอิหร่านได้สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ออกมาที่จะตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเลซึ่งจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในโลกที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยข้อมูล “สายเคเบิลใต้น้ำ” คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของระบบโลก และมากกว่า 99% ของข้อมูลระหว่างประเทศวิ่งผ่านโครงข่ายนี้ซึ่งเป็นเส้นทาง “ทะเลแดง – บับเอลมันเดบ” จุดคอขวด (Chokepoint) สำคัญของการสื่อสารโลก

    ถ้าพันธมิตรอิหร่านตัดสายเคเบิลใต้ทะเลจริงตามคำขู่จริง ประเทศไทยอาจจะต้องเจออะไรบ้าง

    1) บิตคอยน์ (Bitcoin) หรือสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ จะเกิดสภาวะซื้อขายด้วยความกลัวและความตื่นตระหนกเรียกว่าจะเกิดความผันผวนรุนแรงเพราะเครือข่ายสื่อสารกันช้าลง ส่งเหรียญล่าช้า ยืนยันธุรกรรมนานขึ้นและความไม่แน่นอนถึงแม้ระบบจะไม่ล่มแต่ตลาดราคาจะไม่เท่ากันแต่ละภูมิภาคเห็นราคาคนละแบบอาจจะเกิดสมมติฐานเชิงฉากทัศน์ที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือ บิตคอยน์ฝั่งอเมริกากับบิตคอยน์ฝั่งเอเชียและเมื่อต่อเชื่อมเคเบิลได้ปกติก็จะต้องยึดฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะมีฝั่งที่สูญเสียและฝั่งที่ได้เดินต่อตรงจุดนั้นแหละที่จะทำให้ต้องมาลุ้นกันเพราะเมื่อเชื่อมกันได้บิตคอยน์จะไม่ได้รวมกันแบบเรียบร้อยแต่จะรวมกันแบบ “มีผู้แพ้และมีผู้ชนะ” จังหวะนี้แหละจะมีผู้สูญเสียและขาดทุนเกิดขึ้นจำนวนมาก ในกรณีเลวร้ายที่เครือข่ายโลกแยกตัวเป็นช่วงเวลานาน อาจเกิดความเสี่ยงด้านความล่าช้า ความผันผวนและในเชิงทฤษฎีอาจเกิดการแยกของมุมมองต่อ chain ชั่วคราวได้แต่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นง่าย

    2) การทำธุรกรรมระบบการเงิน การธนาคารผ่านอินเทอร์เนต เกิดความหน่วง สะดุดและกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจที่ผลกระทบหลักแรกคือ ฟินเทค (FinTech) โอนเงินระหว่างประเทศไปอเมริกาหรือยุโรปจะล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะธุรกรรมที่พึ่งพาหลายธนาคารตัวกลางหรือระบบชำระเงินข้ามภูมิภาค” เช่น ถ้าปกติใช้เวลา 2 – 3 วัน ก็จะใช้เวลา 4 – 5 วันหรือนานกว่านั้น จะเกิดสภาวะลูกค้าจ่ายเงินแล้วแต่ร้านค้ายังไม่ได้รับเงิน เกิดสภาวะธุรกรรมค้าง ระบบการเงินแบบเรียลไทม์จะเสียเปรียบเช่น Forex/Crypto เพราะต้องใช้ความเร็วระดับวินาที ถ้าเกิดสภาวะหน่วงจะทำให้เสียเงินทันที ผลคือจะเกิดสภาวะระบบการค้า การลงทุน การเงินระหว่างประเทศสะดุด กระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรุนแรง

    3) ในด้าน AI ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคือ “การประมวลผลช้าลง” เนื่องจาก AI จำนวนมากในไทยยังพึ่งพาโครงสร้างคลาวด์ (Cloud) ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้โมเดล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการประมวลผลแบบ เวลาจริง (real-time) เมื่อความหน่วง (latency) เพิ่มขึ้น การตอบสนองของระบบ AI จะช้าลงทันที เช่น ระบบแชตบอท การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ หรือระบบช่วยตัดสินใจในองค์กรจะเริ่มหน่วง และในบางกรณีอาจใช้งานไม่ได้ชั่วคราว

    ในระดับที่ลึกขึ้น AI ที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะได้รับผลกระทบมาก เพราะการส่งข้อมูลข้ามประเทศเพื่อฝึกโมเดล (training) หรืออัปเดตโมเดลจะล่าช้า ทำให้วงจรการพัฒนา AI ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ AI แบบ real-time เช่น การเงิน การขนส่ง และความปลอดภัย
    สำหรับระบบคลาวด์ (Cloud) ผลกระทบจะยิ่งชัดเจนในเชิง “โครงสร้าง” เพราะ Cloud คือศูนย์กลางของการให้บริการดิจิทัลทั้งหมด หากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศมีปัญหา ผู้ใช้ในไทยที่เรียกใช้บริการจาก Data Center ต่างประเทศจะประสบกับความหน่วง การเข้าถึงข้อมูลช้า หรือในบางกรณีบริการบางส่วนอาจไม่พร้อมใช้งาน เช่น ระบบ ERP ขององค์กร ระบบสต๊อกสินค้า หรือระบบจองบริการออนไลน์

    สรุปได้ว่า วิกฤตลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้ AI หรือ Cloud หยุดทำงานทันที แต่จะทำให้ “ประสิทธิภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งในโลกดิจิทัล ความช้าคือความเสียหาย และความหน่วงคือการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

     4) อื่น ๆ เช่น ต้นทุนเพิ่มเพราะต้องเปลี่ยนเส้นทาง (Reroute) ระบบในการส่งข้อมูล ต้องวิ่งอ้อมหรือใช้เส้นทางอื่นค่าธรรมเนียมเพิ่ม กำไรลด ร้านค้าออนไลน์เจอระบบหน่วง ลูกค้าคิดว่าจ่ายไม่สำเร็จ ยกเลิกการซื้อเพราะลูกค้าต่างประเทศมักจ่ายผ่าน PayPal เมื่อเงินเข้าช้าจะส่งผลให้ใช้เงินไม่ได้ตามแผน สินค้าคงค้างส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สะดุด เป็นต้น

     5) ที่ร้ายสุดคือ ความเชื่อมั่นหาย ส่งผลให้ความมั่นคงของชาติสั่นคลอน เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงโดยรวมของประเทศ

    จะเห็นได้ว่า วิกฤตเคเบิลอินเทอร์เนตใต้ทะเลอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้ในเวลาไม่นานเพราะโลกยุคดิจิทัลความชะลอเพียงเล็กน้อยอาจจะไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหยุดทันทีแต่ทำให้ระบบเศรษฐกิจ “สะดุดพร้อมกัน” เกิดสภาวะหน่วงกันทั้งระบบ อินเทอร์เนตช้าลง ธุรกรรมการเงินล่าช้า ระบบการค้าระหว่างประเทศสะดุด ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของธุรกิจสั่นคลอนโดยที่หลายคนอาจยังไม่รู้ตัว ในขณะที่วิกฤตน้ำมันกระทบในเชิงกายภาพและเห็นผลเสียเป็นจุด ๆ จากนั้นค่อย ๆ ลามกระทบเชิงระบบ ขณะที่วิกฤตเคเบิลเน็ตใต้ทะเลกระทบเชิงระบบและกระจายพร้อมกันทั้งโลกเศรษฐกิจดิจิทัล

    ข้อเสนอแนะคือ หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยควรเตรียมรับมือวิกฤตลักษณะนี้ในฐานะ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การล่มของระบบ แต่คือการที่ระบบยังทำงานอยู่แต่ “ไม่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศโดยตรง

    สิ่งแรกที่ไทยควรเร่งดำเนินการคือการลดการพึ่งพาเส้นทางเดียว โดยต้องกระจายเส้นทางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งในมิติของภูมิศาสตร์และผู้ให้บริการ เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดเพียงจุดเดียวที่สามารถกระทบทั้งระบบได้ หากเกิดเหตุในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ระบบควรสามารถสลับไปใช้เส้นทางอื่นได้ทันทีโดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

    ควบคู่กันนั้น ประเทศไทยควรยกระดับแนวคิด Data Sovereignty อย่างจริงจัง โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญของภาครัฐ ระบบการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควรถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศหรือในภูมิภาคที่ควบคุมได้ เพื่อลดการพึ่งพาการเชื่อมต่อข้ามทวีปในกิจกรรมที่มีความสำคัญสูง ยิ่งในยุคที่ AI และ Cloud กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ การมี Data Center และโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจะเป็นทั้ง “เกราะป้องกัน” และ “ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน”
    อีกประเด็นสำคัญคือการออกแบบระบบให้ “ล่มแล้วไม่ล้ม” หรือ Resilience by Design ซึ่งหมายถึงการสร้างระบบสำรอง การกระจายโหลด และการมี Failover ที่ทำงานได้จริงในระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ ระบบการเงิน ระบบชำระเงิน และบริการสาธารณะสำคัญต้องสามารถดำเนินต่อได้แม้ความเชื่อมต่อระหว่างประเทศจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ไทยควรมีการทดสอบสถานการณ์วิกฤตระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ เช่น จำลองกรณีที่แบนด์วิดท์ระหว่างประเทศลดลงอย่างมาก หรือความหน่วงเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพื่อประเมินว่าแต่ละภาคส่วนจะรับมืออย่างไร และช่องโหว่อยู่ตรงไหน การซ้อมลักษณะนี้จะช่วยให้ทั้งภาครัฐ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ทันก่อนเกิดเหตุจริง

    ในเชิงนโยบายการเงินและฟินเทค ประเทศไทยควรพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาระบบข้ามทวีปเพียงช่องทางเดียว รวมถึงส่งเสริมระบบสำรองสำหรับธุรกรรมสำคัญที่สามารถดำเนินการได้แม้เครือข่ายหลักมีปัญหา

    และที่สำคัญคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI และ Cloud ภายในประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบ Data Center ระดับประเทศ การกระจายจุดประมวลผล (Edge Computing) และการออกแบบระบบให้สามารถทำงานได้แม้การเชื่อมต่อระหว่างประเทศลดลง เพื่อให้ระบบสำคัญยังคง “เดินต่อได้” แม้โลกภายนอกจะสะดุด

    ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานคือ “ความเชื่อมั่น” ประเทศต้องมีการสื่อสารที่โปร่งใส รวดเร็ว และแม่นยำ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน เพราะในหลายกรณี ความเสียหายไม่ได้เกิดจากระบบล่มจริง แต่เกิดจากพฤติกรรมของผู้คนที่ตอบสนองต่อความกลัว

    กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการป้องกัน “เหตุการณ์” ไปสู่การบริหาร “ความต่อเนื่องของระบบ” เพราะในโลกยุคใหม่ ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่ใคร “ล้มแล้วลุกได้เร็ว และระบบยังเดินต่อได้” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954094&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K0UdrWXoIcRlF0nq2EZOa

  • วันแห่งความภาคภูมิใจ!! พิธีมอบวุฒิบัตรศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแพรกษา | TOPNEWS

    วันแห่งความภาคภูมิใจ!! พิธีมอบวุฒิบัตรศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแพรกษา | TOPNEWS

    วันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมสุวรรณบุตร โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ  ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา   พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ให้เกียรติเป็นประธาน ในพิธีมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติให้แก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา

    ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแพรกษา ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแพรกษา เอื้ออาทร 14 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เอื้ออาทร 3 และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแพรกษา ซอย 8 มีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา คณะครู และผู้ปกครองร่วมในกิจกรรม พิธีมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ “วันแห่งความภาคภูมิใจ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1524504&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Pir3L58C_Xz5SHfrGg7Dj

  • “ในหลวง-พระราชินี”ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่ สืบสานแนวพระราชดำริ สร้างโอกาสการศึกษาอย่างยั่งยืน

    “ในหลวง-พระราชินี”ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่ สืบสานแนวพระราชดำริ สร้างโอกาสการศึกษาอย่างยั่งยืน

    “ในหลวง-พระราชินี”ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่ สืบสานแนวพระราชดำริ สร้างโอกาสการศึกษาอย่างยั่งยืน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    วันนี้ (22 มี.ค.) เวลา17.57 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียบพระดาบสแห่งใหม่ ณ มูลนิธิพระดาบส เลขที่ ๙๙/๙ หมู่ ๑๔ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานคณะกรรมการมูลนิธิพระดาบล พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี/กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และคณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส เฝ้า ฯ รับเสด็จ

    การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชา พระพุทธนวราชบพิตร ทรงศีล พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี/กรรมการและ เลขาธิการมูลนิธิ พระดาบดาบส เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรทิพย์ พุกผาสุข กรรมการและประประธานคณะกรรมการจัดหาทุนมูลนิธิพระดาบส เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานคณะกรรมการมการมูลนิธิพระดาบส กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมา และกิจการมูลนิธิพระดาบส ซึ่งเกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้จัดตั้งโครงการพระดาบส ขึ้นเมื่อปี 2518 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนประเดิมในการดำเนินโครงการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิพระดาบส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2533 ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งองค์รองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์

    จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “มูลนิธิพระดาบส” ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก และ พระราชทานเข็มที่ระลึกมูลนิธิพระดาบส แก่ ผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารมูลนิธิพระดาบส
    และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ตามลำดับ เสร็จแล้วเสด็จ ฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ
    ทรงลาพระสงฆ์ เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังบริเวณที่ปลูกต้นไม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง

    ต่อมา เสด็จฯไปยังอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ทอดพระเนตรโมเดลจำลองมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ และทอดพระเนตรวิดีทัศน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ประกอบด้วย 49 ปี กับการพัฒนามูลนิธิพระดาบส ความเป็นมาของโรงเรียนลูกพระดาบส สมุทรปราการ และความเป็นมาของโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทอดพระเนตรการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนพระดาบส หลักสูตร 1 ปี

    สมควรแก่เวลา เสด็จออกจากบริเวณจัดนิทรรศการฯ ไปยังห้องประทับรับรับรอง ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก และทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี คณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส ผู้บริหาร ผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารฯ และผู้มีอุปการคุณ ตามลำดับ

    มูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ เดิมตั้งอยู่ที่ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ย้ายมาที่ทำการแห่งใหม่ตั้งแต่ปี 2564 ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 99/9 หมู่ที่ 14 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 87.5 ตารางวา ประกอบด้วยอาคาร จำนวน 10 หลัง พร้อมสนามกีฬา เนื้อที่ 2,500 ตารางเมตร ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนลูกพระดาบส เพื่อรองรับการเพิ่มของจำนวนนักเรียนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น

    ปัจจุบันโรงเรียนพระดาบส มีนักเรียนจบการศึกษาแล้ว 61 รุ่น จำนวน 3,778 คน ซึ่งเปิดการเรียนการสอนวิชาชีพระดับ “ประกาศนียบัตรพระดาบส” หลักสูตร 1 ปี ใน 9 สาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย หลักสูตรวิชาชีพช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างยนต์ การเกษตรพอเพียง ช่างซ่อมบำรุง เคหบริบาล ช่างไม้เครื่องเรือนและช่างสีอาคาร ช่างเชื่อม และช่างก่อสร้าง
    โดยมูลนิธิฯ ได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการในการให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และขาดแคลนทุนทรัพย์ หากแต่มีความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา และเพียรพยายามอย่างแท้จริง ให้ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาชีพต่างๆ ในเชิงประสบการณ์จริง เพื่อให้
    มีความรู้ความสามารถ พัฒนาระดับความรู้ด้านวิชาชีพ และฝึกอบรมศีลธรรม ในลักษณะโรงเรียนประจำ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 1 ปี เพื่อให้นำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวได้ กับสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป

    นางสาวโนรีอาลียา มะสารี นักเรียนรุ่นที่ 48 สายวิชาชีพระดับ “ประกาศนียบัตรพระดาบส” หลักสูตร 1 ปี สาขาเคหบริบาล ซึ่งได้เดินทางมาจาก จ.นราธิวาส เพื่อมาศึกษาหลักสูตรการดูแลผู้ป่วย และผู้สูงอายุ ด้วยความหวังที่อยากจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัว เพราะเป็นหลักสูตรประจำที่ศึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งในเดือนหน้านี้เธอก็จะสำเร็จหลักสูตรวิชาชีพเคหบริบาล และจะนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปสมัครดูแลผู้สูงอายุตามศูนย์ต่างๆ เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง

    ทั้งนี้ มูลนิธิพระดาบส้ปิดรับสมัคร นักเรียนรุ่นที่ 49 หลักสูตรประจำสายวิชาชีพ 9 หลักศูนย์ ถึงวันที่ 23 มีนาคม สมัคร ผ่าน ช่องทาง Facebook โรงเรียนพระดาบสสมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000027659&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eMyGmQhHDFQhqhTLGuBzs

  • เอาแล้ว! โพลชี้ประชาชนไม่มั่นใจรัฐบาลจัดการแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลน

    เอาแล้ว! โพลชี้ประชาชนไม่มั่นใจรัฐบาลจัดการแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลน

    Basic RGB

    22 มีนาคม 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น  1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่า ค่อนข้างตื่นตระหนกรองลงมา ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก ร้อยละ 23.89 ระบุว่า ไม่ตื่นตระหนกเลย และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ตื่นตระหนกมาก

    ด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของประชาชนที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวันพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ไม่เผชิญกับปัญหาเลย รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เผชิญกับปัญหาบ้าง ร้อยละ 23.59 ระบุว่า เผชิญกับปัญหามาก และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน

    สำหรับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในประเด็น น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) และรัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมให้แก่ประเทศได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.28 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 9.54 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์
    ที่จะถึงนี้ หากว่าวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่จบ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.80 ระบุว่า ยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ดำเนินการตามแผน  การเดินทางที่วางไว้ ร้อยละ 9.62 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับวิธีการเดินทาง ร้อยละ 2.98 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทางในการเดินทาง ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับจุดหมายปลายทางในการเดินทาง และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/967377/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PIC8x6giu8C8uw8CeI7K-

  • จ่อให้ออกจากราชการไว้ก่อน “ครูดีเด่น” เมืองชลฯ ตีนักเรียน ป.6

    จ่อให้ออกจากราชการไว้ก่อน “ครูดีเด่น” เมืองชลฯ ตีนักเรียน ป.6

    จ่อให้ออกจากราชการไว้ก่อน

    จ่อให้ออกจากราชการไว้ก่อน “ครูดีเด่น” เมืองชลฯ ตีนักเรียน ป.6

    22 มี.ค. 2569 นายองอาจ ประเสริฐจิตต์ นายกเทศมนตรีเมืองชลบุรี ได้ลงนามในประกาศ เทศบาลเมืองชลบุรี เรื่อง ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการทางวินัย กรณีบุคลากรทางการศึกษาใช้ความรุนแรงต่อตัวนักเรียน

    ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงกรณีนายเสรี (สงวนนามสกุล) ตำแหน่งครู โรงเรียนเทศบาลอินทปัญญา (วัดใหญ่อินทาราม) กระทำการรุนแรงต่อตัวนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของนักเรียนและภาพลักษณ์ขององค์กรทางการศึกษา
    อย่างร้ายแรง นั้น

    เทศบาลเมืองชลบุรี ขอชี้แจงความคืบหน้าในการดำเนินการทางวินัยและระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนี้

    • 1. การดำเนินการตรวจสอบและมาตรการขั้นต้น

    วันที่ 13 – 18 มีนาคม 2569 : เทศบาลเมืองชลบุรี ได้รับรายงานเหตุการณ์และมอบหมายให้สำนักการศึกษาเร่งรวบรวมข้อเท็จจริง จนนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง พร้อมรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีทราบตามลำดับ

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 : นายกเทศมนตรีเมืองชลบุรี มีคำสั่งให้บุคลากรรายดังกล่าวมาปฏิบัติราชการ ณ สำนักงานเทศบาลเมืองชลบุรี เป็นการชั่วคราว เพื่อมิให้ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานและนักเรียนในพื้นที่ระหว่างการสอบสวน

    • 2. การยกระดับมาตรการทางวินัย

    ขณะนี้ เทศบาลเมืองชลบุรี อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนรอบด้าน โดยในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 เทศบาลฯ จะดำเนินการเสนอรายงานเพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดชลบุรี (ก.ท.จ.ชลบุรี) ในการพิจารณา “สั่งให้บุคคลดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน” เพื่อรอผลการสอบสวนทางวินัยให้ถึงที่สุด

    • 3. การเพิกถอนเกียรติคุณและรางวัล

    สำหรับรางวัล “ครูดีเด่น” ที่บุคคลดังกล่าวเคยได้รับก่อนหน้านี้ ในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 เทศบาลเมืองชลบุรี จะดำเนินการออกประกาศ ยกเลิกและเพิกถอนสิทธิในรางวัลดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมเสื่อมเสียและประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู
    อย่างร้ายแรง

    • 4. การดำเนินคดีอาญา

    เทศบาลเมืองชลบุรีและโรงเรียนต้นสังกัด ยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด และขอยืนยันว่า จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเด็ดขาดและตรงไปตรงมา โดยยึดถือประโยชน์สูงสุดและความปลอดภัยของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/social/614896&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tSYPhxQmX_h2ZIw8091Rl

  • โปรดเกล้าฯถวายทุนการศึกษาพระราชทาน ‘ทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย’ ประจำปี 2568 | เดลินิวส์

    โปรดเกล้าฯถวายทุนการศึกษาพระราชทาน ‘ทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย’ ประจำปี 2568 | เดลินิวส์

    รศ.ชัชพล ไชยพร นักวิชาการศาสนาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผอ.สำนกเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 8/2569 มีมติรับทราบ ในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนการศึกษาโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ประจำปี 2568 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯถวายทุนการศึกษาพระราชทานแด่พระภิกษุสามเณรตามที่โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ขอรับพระราชทานพระมหากรุณา ดังนี้ ทุนการศึกษาพระราชทาน ประจำปี 2568 ประกอบด้วย ทุนบาลีชั้นสูง ตั้งแต่ระดับเปรียญธรรม 6 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง จำนวน 46 ทุน

    ทุนระดับอุดมศึกษา สาขาพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย จำนวน 225 ทุน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 125 ทุน เป็นระดับปริญญาเอก จำนวน 23 ทุน ระดับปริญญาโท จำนวน 50 ทุน ระดับปริญญาตรี จำนวน 52 ทุน มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย จำนวน 100 ทุน เป็น ระดับปริญญาเอก จำนวน 16 ทุน ระดับปริญญาโท จำนวน 33 ทุน ระดับปริญญาตรี จำนวน 51 ทุน

    ทุนสนับสนุนโครงการฝึกอบรม ประกอบด้วย โครงการฝึกอบรมพระนักเทศน์ทุนเล่าเรียนหลวง รุ่นที่ 6 ดำเนินการโดยวัดประยุรวงศาวาส โครงการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ทุนเล่าเรียนหลวง รุ่นที่ 6 ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส โครงการฝึกอบรมพระธรรมจาริกทุนเล่าเรียนหลวง รุ่นที่ 6 ดำเนินการโดยวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม โครงการฝึกอบรมพระธรรมกถิกาจารย์ทุนเล่าเรียนหลวง รุ่นที่ 3 ดำเนินการโดยวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โครงการฝึกอบรมพระคณาจารย์ด้านกรรมฐานทุนเล่าเรียนหลวง รุ่นที่ 3 ดำเนินการโดยวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในวันที่ 30 เม.ย. 2569 เวลา 14.30 น. ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5710890/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AQ8Qe7tZ20SoVU45et2Gg