Category: วัฒนธรรม

  • มาเลเซีย-อินเดีย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ 11 ฉบับ ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    มาเลเซีย-อินเดีย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ 11 ฉบับ ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    ที่มา : สำนักข่าว Malay Mail

    นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี 
    ของสาธารณรัฐอินเดีย ร่วมแถลงยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้กรอบการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ภายหลังการหารือทวิภาคีร่วมกันเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองปูตราจายา มาเลเซีย โดยเป็นกรอบความสัมพันธ์ระดับสูงที่ครอบคลุมความร่วมมือในทุกมิติสำคัญ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว 
    ซึ่งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งรัดการดำเนินความร่วมมือให้เกิดผลเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    การหารือฯ ครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การศึกษา การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน และความร่วมมือในกรอบภูมิภาคและพหุภาคี โอกาสนี้ สองฝ่ายได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) และการแลกเปลี่ยนบันทึก (EoN) 
    รวม 11 ฉบับ เพื่อสนับสนุนความร่วมมือและวางกลไกการดำเนินงานร่วมกันในสาขาต่าง ๆ ข้างต้น ในระยะต่อไป

    นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวเสริมว่า อินเดียเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนการค้าที่สำคัญของมาเลเซีย โดยในปี 2568 
    มีมูลค่าการค้าระหว่างกันราว 2.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง โดยการค้ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สองฝ่ายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกัน
    เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียมีนโยบาย
    ที่มุ่งเน้นการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ของมาเลเซียด้วย 

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน การจัดทำความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกัน เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงและการค้าสินค้าและบริการในระยะยาว โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และบริการสมัยใหม่ จะช่วยเพิ่มความชัดเจนเชิงนโยบายและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การผลักดันการใช้สกุลเงินท้องถิ่น
    เพื่อการค้าทวิภาคีจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินในการทำธุรกรรมระหว่างกัน

    ด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลกับอินเดียมีนัยสำคัญต่อ
    การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของมาเลเซียไปสู่ฐานความรู้และนวัตกรรมมากขึ้น เนื่องจากอินเดียมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของมาเลเซีย เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ด้านความมั่นคงทางอาหาร การมุ่งเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารกับอินเดียสะท้อนถึงความพยายามของมาเลเซียในการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความยืดหยุ่นของระบบอุปทาน ในสถานการณ์
    ที่มีความผันผวนจากทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก การกระชับความร่วมมือกับอินเดียในฐานะประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก จะช่วยให้มาเลเซียสามารถกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้า
    และเสริมสร้างเสถียรภาพด้านราคา

    ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระชับความสัมพันธ์กับอินเดียซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้น
    ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สะท้อนถึงความพยายามของมาเลเซียในการรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยการขยายความร่วมมือกับอินเดียจะช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างอำนาจต่อรองในภูมิภาคให้กับมาเลเซีย

    ความเห็น สคต.

    สคต. เห็นว่า ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างมาเลเซียกับอินเดียในครั้งนี้ มีนัยสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเฉพาะในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทต่อการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจส่งผลต่อการดึงดูดการลงทุน บุคลากรทักษะสูง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่มาเลเซียเพิ่มมากขึ้น

    สำหรับศักยภาพทางการแข่งขันภายในอาเซียน ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างมาเลเซียและอินเดียอาจส่งผลต่อทิศทางการจัดสรรเงินลงทุนและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม
    ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยขับเคลื่อน ดังนั้น ไทยควรติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศได้อย่างทันท่วงที

    ทั้งนี้ การเสริมสร้างความร่วมมือกับอินเดียและประเทศคู่ค้าอื่นอย่างสมดุล ควบคู่กับการพัฒนานโยบายส่งเสริมการลงทุน การยกระดับทักษะแรงงาน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
    ในระยะยาว
     

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/pup23yq1isfh7k4k39okz895&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KRTR2f7zOQA2IaC1aJB_E

  • ขับเคลื่อนกลไกจังหวัด 11 แห่ง ภาคกลาง-ตะวันออก เปลี่ยนเสียงร้องเรียนเป็นนโยบายสาธารณะ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ขับเคลื่อนกลไกจังหวัด 11 แห่ง ภาคกลาง-ตะวันออก เปลี่ยนเสียงร้องเรียนเป็นนโยบายสาธารณะ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “ปัญหาผู้บริโภคไม่ได้อยู่แค่ในข่าว แต่เกิดขึ้นจริงทุกวันในชุมชน” จุดตั้งต้นของภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคระดับจังหวัด ที่องค์กรสมาชิกและเครือข่ายร่วมกันสร้างระบบเฝ้าระวัง แก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน และผลักดันนโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประชาชน

    การดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งแต่ละจังหวัดมีบริบทปัญหาผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความปลอดภัยด้านอาหาร สายสื่อสารที่เสี่ยงอันตราย ไปจนถึงภัยออนไลน์ที่กระทบผู้สูงอายุ

    ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรสมาชิการ่วมกับหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน พัฒนารูปแบบการทำงานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยสร้างกลไกสำคัญ ่เช่น

    • กลไกเฝ้าระวังปัญหาผู้บริโภค เพื่อรับรู้สถานการณ์จริงในพื้นที่
    • กลไกความร่วมมือภาคีเครือข่าย เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหา
    • กลไกขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันข้อเสนอเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ

    กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การสำรวจข้อมูล การเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น การรับเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดเวทีสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน

    เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนเข้าถึง สิทธิผู้บริโภค ในชีวิตประจำวัน โดยกำหนดตัวชี้วัด เช่น การรับเรื่องร้องเรียนไม่น้อยกว่า 5 เรื่องต่อเดือน และสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้

    ฉะเชิงเทราคืนความปลอดภัยให้ชุมชน “เปลี่ยนสายเสี่ยงเป็นเมืองสวย”

    องค์กรสมาชิกในจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมแก้ปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ คือสายสื่อสารที่รกรุงรังและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและอัคคีภัย อาสาสมัครในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายได้ร่วมกันสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมแบ่งระดับความเร่งด่วนเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สีเขียว สีส้ม และสีแดง

    หลังจากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บหลักฐานภาพถ่ายจุดเสี่ยง เครือข่ายในจังหวัดฉะเชิงเทราได้ทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่รกรุงรังและเสี่ยงอันตรายในพื้นที่ โดยแบ่งช่องทางการประสานงานตามลักษณะปัญหาอย่างชัดเจน ในกรณีสายไฟฟ้า ได้แจ้งไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผ่านสายด่วน 1129 ขณะที่ปัญหาสายสื่อสารทั่วไปได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผ่านหมายเลข 1200 นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ไลน์ “ทราฟฟี่ฟองดูว์” (@traffyfondue) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการแจ้งเหตุและติดตามผล

    การทำงานลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ยังฟื้นฟูภาพลักษณ์เมืองให้มีความเป็นระเบียบและน่าอยู่มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ยกระดับคุณภาพชีวิตคนจันท์ “เส้นทางอาหารปลอดภัย”

    หนึ่งในตัวอย่างการทำงานที่เห็นผลชัด คือการขับเคลื่อนนโยบายเส้นทางอาหารปลอดภัยจันทบุรี ที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรผู้บริโภค หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารตั้งแต่แหล่งผลิต การแปรรูป การจำหน่าย จนถึงผู้บริโภคปลายทาง

    ข้อมูลด้านความปลอดภัยอาหารในพื้นที่ พบความเสี่ยงการปนเปื้อนในหลายกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จและการใช้น้ำมันทอดซ้ำเกินมาตรฐาน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของการมีระบบแจ้งเตือนภัยและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการความเสี่ยง

    เวทีความร่วมมือในจังหวัดจันทบุรีจึงไม่เพียงสร้างความเข้าใจร่วมกันของภาคี แต่ยังนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนและการผลักดันนโยบายอาหารปลอดภัยในระดับจังหวัด ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบในอนาคต

    ปทุมธานี ปั้นนักคุ้มครองผู้บริโภค-อ่างทอง เร่งป้องกันภัยออนไลน์ผู้สูงอายุ

    กลไกคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดปทุมธานี ได้มุ่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้ก้าวสู่บทบาท “นักคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเรียนรู้สิทธิผู้บริโภค การฝึกปฏิบัติจริงในการรับเรื่องร้องเรียน และการใช้ระบบบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน (CRM) เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ควบคู่กันนั้น ยังร่วมขับเคลื่อนการจัดระเบียบสายสื่อสารในจังหวัด โดยเชื่อมการทำงานระหว่างองค์กรผู้บริโภค หน่วยงานท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่หยุดอยู่เพียงระดับพื้นที่ แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายในระดับจังหวัดได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานดังกล่าวช่วยสร้างต้นแบบของการพัฒนากำลังคนด้านคุ้มครองผู้บริโภค ที่สามารถทำงานเชื่อมโยงระหว่าง ภาคประชาชน-ท้องถิ่น-นโยบาย ได้อย่างเป็นระบบ

    ขณะที่จังหวัดอ่างทองให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการหลอกลวงออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดอ่างทองจึงเร่งพัฒนาศักยภาพองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ พร้อมบูรณาการแผนงานร่วมกับหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยดิจิทัลในระดับชุมชน

    การทำงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ แต่ยังนำไปสู่การผลักดันให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดหันมาให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัญหาการจัดระเบียบสายสื่อสารและการป้องกันภัยผู้บริโภคมากขึ้นอีกด้วย

    ชลบุรีหารือนโยบาย “รถ EV รับ–ส่งนักเรียนฟรี” สร้างโอกาสและลดภาระครอบครัว

    อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังถูกผลักดันในจังหวัดชลบุรี คือการพัฒนาระบบรถรับ–ส่งนักเรียนพลังงานไฟฟ้าในอำเภอเมือง ซึ่งสะท้อนบทบาทของเครือข่ายภาคประชาชนในการเสนอแนวทางนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเข้าถึงบริการ การลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    แม้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่จะยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร งบประมาณ และกำลังคน แต่การรวมพลังขององค์กรสมาชิก อาสาสมัคร และแกนนำชุมชน ได้เริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้จริง ทั้งในมิติของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชน ไปจนถึงการยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหา จากคณะทำงานในระดับพื้นที่ วันนี้กำลังค่อย ๆ เติบโตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคประชาชน หน่วยงานรัฐ และท้องถิ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปสู่ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการทำงานของกลไกคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กทม.-นนท์ ไม่ปล่อยผ่าน! เดินหน้าอาหารปลอดภัย ทั้งเฝ้าระวัง-แก้ปัญหาเต็มสูบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/complaints-to-policy-11provinces/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cI5tt9HD3dV5yow7GT6G6

  • หนุ่ม 42 เครียดจนความมั่นใจขาดสะบั่น น้องชายทั้งเล็กทั้งหลั่งไวถึงขั้นภรรยาบ่น | เดลินิวส์

    หนุ่ม 42 เครียดจนความมั่นใจขาดสะบั่น น้องชายทั้งเล็กทั้งหลั่งไวถึงขั้นภรรยาบ่น | เดลินิวส์

    สวัสดีครับคุณหมอ ดร.โอ ที่เคารพอย่างสูง

    ผมอายุ 42 ปี มีปัญหาทางเพศทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ไม่กล้าขอคำปรึกษาจากใครนอกจากคุณหมอโอ คนเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงที่หน้าที่การงานกำลังเจริญก้าวหน้า ผู้บังคับบัญชารักและไว้ใจ รวมถึงเพื่อน ๆ ร่วมงานจึงทำให้มีกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างมาก แต่มาปีนี้มีปัญหาอย่างหนึ่งที่รบกวนบั่นทอนความรู้สึกที่ดี ๆ คือมีเรื่องที่กังวลใจและบั่นทอนความรู้สึก เรื่องขนาดอวัยวะเพศมีขนาดเล็ก ตอนแรก ๆ ก็ไม่คิดอะไร เชื่อว่าเมื่อมีอายุมากขึ้นมันจะโตตาม แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเลยยิ่งมีอายุมากมันกลับมีขนาดเล็กลง ๆ มิหนำซ้ำมีอาการหลั่งไวร่วมด้วย ทำให้ขาดความมั่นใจ ถึงขั้นภรรยาบ่นเลยต้องห่างเรื่องทางเพศมาสักพัก จนมีเพื่อนเริ่มซุบซิบหาว่า ผมเบี่ยงเบนชอบผู้ชายด้วยกัน ซึ่งผมก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย คำถามคือ ขนาดอวัยวะเพศจะมีผลกระทบในการร่วมเพศและหลั่ง
    ไวหรือไม่ ขอคำตอบจากคุณหมอโอ เพื่อที่จะได้หายกังวลใจ  

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

    ขจร 42

    ตอบ ขจร 42

    ในปัจจุบันมีผู้ชายจำนวนมากมักจะกังวลกับเรื่องขนาดของอวัยวะเพศของตน เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมและความเชื่อที่ปลูกฝังกันมานานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างขนาดขององคชาตกับสมรรถภาพทางเพศหรือความเป็นชายชาตรี แต่อย่างไรก็ดีความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยทั่วไปแล้วขนาดของอวัยวะเพศชายนั้นขึ้นอยู่กับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งในขณะที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัวจะมีขนาดความยาวประมาณ 9-12 เซนติเมตร เมื่อเกิดการแข็งตัวก็จะมีความยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร และเส้นรอบวงขณะแข็งตัวประมาณ 10-12 เซนติเมตร อัตราส่วนที่เหมาะสมของความยาวต่อเส้นรอบวงเท่ากับ 1.3 : 1.0 มาสเตอร์ส และจอห์นสันได้ทำการศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 1966 พบว่า แม้ขนาดองคชาตของผู้ชายแต่ละคนจะมีขนาดแตกต่างกันมากขณะอ่อนตัว แต่เวลาแข็งตัวแล้วขนาดจะไม่แตกต่างกันมากนัก อีกอย่างช่องคลอดของผู้หญิงมีความสามารถยืดหยุ่นได้มาก จึงทำให้พอเหมาะกับองคชาตขนาดต่าง ๆ กัน 

    ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับขนาดขององคชาตของตนอีกต่อไป ควรให้ความสำคัญกับการรักษาอาการหลั่งไวมากกว่าเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายหญิงไม่ถึงจุดสุดยอดจนทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย บางคู่รักถึงกับทะเลาะเบาะแว้ง ปล่อยปัญหาทิ้งไว้โดยไม่รีบทำการรักษาก็จะทำให้เกิดการหย่าร้างตามมาภายหลัง การร่วมเพศที่สมดุลคือ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถถึงจุดสุดยอดได้ ลีลาและเทคนิคก็สามารถทำให้เกิดสมดุลทางเพศได้ดีกว่าขนาดขององคชาต นอกจากนี้เรื่องความแข็งแรงทางเพศของฝ่ายชายน่าจะมีความสำคัญมากกว่าขนาดขององคชาตเสียอีก แม้จะมีขนาดองคชาตใหญ่ ยาว แต่หลั่งเร็วหรือไม่แข็งตัว อ่อนตัวไว ก็ไม่มีประโยชน์ช่วยอะไรไม่ได้ ฝ่ายหญิงหมดความอดทนและเบื่อหน่ายทางเพศได้ง่ายมาก การรักษาอาการหลั่งไวให้เป็นชายหลั่งช้านั้นต้องรักษาให้ครบระบบทั้งระบบกล้ามเนื้อเพศด้วยวิธีบริหาร ระบบหลอดเลือดด้วยยากินสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักจุดกระตุ้น 3 จุด ได้แก่จุดซี จุดจี และจุดเอ็น จะสามารถช่วยให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดได้รวดเร็วอย่างนึกไม่ถึง ความใหญ่โตของอวัยวะเพศจึงไม่มีความสำคัญ ขนาดอวัยวะเพศจึงไม่ใช่อุปสรรคถ้าได้ฝึกฝนรู้จริงถึงจุด 3 จุดที่มีประโยชน์และเป็นจุดสำคัญ ก็จะลดปัญหาทางเพศได้อย่างแน่นอน.

    ……………………………….
    ดร.โอ สุขุมวิท 51

    อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5709956/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34MsbONtbqj8ajAbCvau93

  • เตรียมออกหมายจับครูพละหื่น ชาวบ้านเผยทำมากว่า 20 ปี จนเอือมระอา

    เตรียมออกหมายจับครูพละหื่น ชาวบ้านเผยทำมากว่า 20 ปี จนเอือมระอา

    ตร.บุรีรัมย์ จ่อหมายจับครูพละหื่น ชาวบ้านเผยทำมานานกว่า 20 ปี จนเอือมระอา ขณะเขตพื้นที่การศึกษาปิดปากเงียบไม่ขอให้ข้อมูลใดๆ

    วันที่ 23 มี.ค. 2569 กรณีผู้ปกครองเด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ร้องสื่อว่า ลูกสาวถูกครูพละอายุ 54 ปี ลวนลามหลายครั้งแบบไม่เลือกสถานที่แม้แต่นั่งอยู่กับเพื่อนข้างโรงอาหาร แต่ทางผู้บริหารไม่ได้สนใจทั้งที่ครูที่ปรึกษานำคลิปและหลักฐานการแชตไปมอบให้

    หลังเรื่องดังกล่าวแดงขึ้น บรรดาอดีตลูกศิษย์ของครูคนดังกล่าว ได้ออกมาแฉกันเป็นจำนวนมาก บางคนบอกว่าเรียนอยู่ที่นี่นาน 10 ปีรู้หมด บางคนบอกว่ารอมานาน 19 ปีเวรกรรมถึงตามมาถึง

    ล่าสุด ได้มีชาวบ้านรายหนึ่งออกมาแฉซ้ำว่า ชาวบ้านรู้กันหมดว่าครูเป็นคนแบบไหน แล้วทำมานานแค่ไหน แต่ไม่มีใครกล้าออกมาเดินเรื่องเพราะเกรงใจเห็นว่าเป็นครู ประกอบกับมีการเจรจาไกล่เกลี่ยชดใช้ค่าเสียหายกัน แต่เรื่องก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนผู้บริหารโรงเรียนไม่สนใจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา โชคดีที่ครั้งนี้มีครูที่ปรึกษาพามาแจ้งความเอาผิดกับครูจนกระทั่งเรื่องมาแดงขึ้น

    ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ เพื่อเข้าพบสิบตำรวจตรี นปดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ถึงแนวทางหลังจากนี้ แต่ ผอ.ไม่ขอให้ข้อมูลใดๆ อ้างว่ามีธุระ

    อย่างไรก็ตาม ทางด้านคดีเบื้องต้น พนักงานสอบสวนเตรียมออกหมายจับครูแล้ว พร้อมจะเรียกพยานรอบข้างมาสอบปากคำ และสหวิชาชีพมาสอบร่วม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143500/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2-20-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1woTLs20EDt0Kjw1gtWVNi

  • กกพ.เปิดแนวโน้มค่าไฟรอบใหม่ พ.ค.-ส.ค. อาจพุ่งแตะ 4.59 บาท/หน่วย

    กกพ.เปิดแนวโน้มค่าไฟรอบใหม่ พ.ค.-ส.ค. อาจพุ่งแตะ 4.59 บาท/หน่วย

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การพิจารณาค่าไฟฟ้ารอบใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค.2569 แม้ กกพ.ยังไม่สรุปราคาที่ชัดเจน เนื่องจากต้องพิจารณาราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังผันผวน แต่แนวโน้มค่าไฟฟ้ารอบใหม่ที่เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้ พบว่ามีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง

    แนวทางแรก คืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้น 4.59 บาทต่อหน่วย ส่วนแนวทางที่ 2 ยกหนี้ กฟผ.และหนี้ก๊าซธรรมชาติออกไปก่อน ค่าไฟฟ้าปรับขึ้น 4.08 บาทต่อหน่วย และแนวทางที่ 3 ใช้เงินส่วนเกินที่เหลือจากการลงทุน หรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้า 9,400 ล้านบาทมาอุดหนุน ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

    ด้านนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. ระบุว่า กกพ.ยังไม่ได้สรุปตัวเลขค่าไฟฟ้ารอบใหม่ที่ชัดเจน แต่เตรียมเสนอแนวทางค่าไฟฟ้ารอบใหม่เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กกพ. ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ เนื่องจากยังต้องประเมินความเสี่ยงวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นและยังผันผวน ก่อนจะประกาศให้ประชาชนทราบ

    อ่านข่าว :

    นายกฯ ออกคำสั่ง ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรองบริการประชาชนมีผลทันที

    ศบก. ย้ำน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน รับมีปัญหากระจายไปปั๊ม

    “อิหร่าน” ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซเบ็ดเสร็จ หากสหรัฐฯ พุ่งเป้าโจมตีพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503660&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tBR-sqN-wVQ2DrJgdmNeh

  • การชี้แจงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน

    การชี้แจงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน อับบาส อารักชี โพสต์ข้อความในเครือข่าย X เกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซว่า:

    “ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิด การหยุดเดินเรือเกิดจากความหวาดกลัวของบริษัทประกันภัยต่อ ‘สงครามที่คุณเลือก’ ซึ่งคุณเป็นผู้เริ่ม ไม่ใช่อิหร่าน

    ไม่มีบริษัทประกันใดและไม่มีชาวอิหร่านคนใดจะยอมจำนนต่อการข่มขู่เพิ่มเติม แทนที่จะข่มขู่ จงให้ความเคารพ

    เสรีภาพในการเดินเรือไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีเสรีภาพทางการค้า จงเคารพทั้งสองสิ่งนี้ มิฉะนั้นก็อย่าคาดหวังว่าจะได้สิ่งใดเลย”

  • ผู้หญิง – คุณแหน : 23 มีนาคม 2569

    ผู้หญิง – คุณแหน : 23 มีนาคม 2569

    ฟิล์มบงกช ภัททิยไกรฤกษ์ มาลินีจักรพันธุ์ รวมพรเกตุทัต ลูกหว้าพิจิกา วรณันภิรมย์ภักดี วิสาขาภูมิรัตน์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/953597&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T6n_j7gIXg_Y61ywTBbnG

  • ทน.ขอนแก่นยกระดับการเรียน ด้วยเทคโนโลยี-ปัญญาประดิษฐ์

    ทน.ขอนแก่นยกระดับการเรียน ด้วยเทคโนโลยี-ปัญญาประดิษฐ์

    ทน.ขอนแก่นยกระดับการเรียน ด้วยเทคโนโลยี-ปัญญาประดิษฐ์

    วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมเดอะคอนวีเนี่ยนขอนแก่น จ.ขอนแก่น นายชัยพร โรจนสินธุ รองปลัดเทศบาลนครขอนแก่น เป็นประธานเปิดโครงการยกระดับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ปีงบประมาณ 2569 โดยมี น.ส.พัชรมณฑ์ นิลกลาง ผู้อำนวยการส่วนบริหารการศึกษา , พนักงาน เจ้าหน้าที่ เข้าร่วมอบรม

    นายอาทิตย์ แก้วมณี ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา เปิดเผยว่า สำหรับการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ครั้งนี้ เพื่อปฏิบัติงานให้ทันโลกยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้นำไปสู่การปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ในทุกภาคส่วนรวมถึงในภาคการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ถือเป็นเทคโนโลยีที่ถูกคาดการณ์ว่าจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในอนาคต World Economic Forum (2020) ระบุว่า AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในด้านการเรียนรู้ทักษะใหม่และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ การเสริมสร้างความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการอบรมประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 120 คน คณะวิทยากร ประกอบด้วย ดร.วรวิทย์ สังฆทิพย์ อาจารย์ภาควิชาสื่อนฤมิต คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ,ดร.สิริวิวัฒน์ ละตา อาจารย์ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ อ.วีรภัทร จันทรจตุรภัทร คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954104&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qppBFVr6vPTJG3xkCoUq_

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม-รอง ผบ.ตร. ติดตามการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และน้ำมันเถื่อนในน่านน้ำไทย กำชับปูพรมตรวจสอบเข้มทั่วประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม-รอง ผบ.ตร. ติดตามการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และน้ำมันเถื่อนในน่านน้ำไทย กำชับปูพรมตรวจสอบเข้มทั่วประเทศ

    วันนี้ (22 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. ตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติป้องกันปราบปรามการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ กักตุน โก่งราคา และปลอมปน รัฐบาลโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) ประชุมติดตามการปฏิบัติ โดยมี พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พ.ต.อ.ศราวุฒิ ลิจฉวีราช รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ กองบังคับการตำรวจน้ำ จ.สมุทรปราการ

    สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปล่อยเรือ “ชัยจินดา” พร้อมเรือตรวจการณ์น่านน้ำไทย จำนวน 30 ลำ ปฏิบัติการตรวจสอบน่านน้ำไทย ลาดตระเวนอย่างเข้มข้นป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนน้ำมัน ผลการปฏิบัติไม่พบการลักลอบขนน้ำมันออกนอกราชอาณาจักรผ่านเรือแท็งเกอร์ แต่เจ้าหน้าที่สามารถบุกจับกุมการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเถื่อนให้แก่เรือประมงกลางทะเลได้อย่างทันท่วงที โดยได้บูรณาการการตรวจสอบร่วมกับกรมสรรพสามิตดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

    นอกจากนี้ ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ เรือตรวจการณ์ยังได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือประมงสัญชาติเวียดนาม จำนวน 2 ราย ที่ประสบเหตุเรืออับปางกลางทะเล นำขึ้นเรือชัยจินดาได้อย่างปลอดภัย

    ภายหลังการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ร่วมกันปล่อยเรือตรวจการณ์ “ปทุมวัน 3” พร้อมกำลังพลชุดปฏิบัติการพิเศษ เพื่อออกลาดตระเวนน่านน้ำไทย มุ่งเน้นการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และสกัดกั้นการกระทำความผิดในทุกมิติ

    พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตามนโยบายนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลน จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน รวมถึงกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบทั้งทางบกและทางทะเลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเขียวสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบจำหน่ายข้ามชาติ หรือนำน้ำมันเถื่อนมาจำหน่ายให้เรือประมง อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดไปยังเจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. และกองบังคับการตำรวจน้ำ ให้เอ็กซเรย์พื้นที่และตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมง หรือน้ำมันเขียว อย่างรัดกุมที่สุด พร้อมคาดโทษหากพบการปล่อยปละละเลย โดยกำชับให้รายงานผลการปฏิบัติการแบบวันต่อวัน หากตรวจพบผู้กระทำความผิด ให้ดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น

    ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสการลักลอบขนน้ำมันส่งออก ปลอมปน กักตุน หรือโก่งราคาน้ำมัน สามารถแจ้งข้อมูลได้ทันทีที่สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68733&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fsVXkpqNZsY30WxsLNHu9

  • #91BookCorner หนอนหนังสือไม่ควรพลาด!  เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย.69 ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์

    #91BookCorner หนอนหนังสือไม่ควรพลาด! เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย.69 ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์

    #91BookCorner หนอนหนังสือไม่ควรพลาด!  เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย.69 ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์

    สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ชวนคุณมาสัมผัสพลังแห่งตัวอักษรและเรื่องราวระดับตำนาน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24

    ภายใต้แนวคิด “Read The Legend เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่” ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่คัดสรรมาเพื่อนักอ่านทุกคน พร้อมจัดเต็ม 14 จุดเช็กอิน และกิจกรรมสัมมนาที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. นิทรรศการ Read the Legend “หนังสือต้องห้าม (ลืม)” ย้อนรอยตำนานหนังสือที่เคยถูกห้าม แต่ทรงคุณค่าจนไม่ควรถูกลืม เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านหน้ากระดาษ Booth U05 และ U07 หน้า Hall 5 – 6

    2. นิทรรศการแสงแห่งปัญญาในสมเด็จพระพันปีหลวง รวบรวมและแสดงผลงานอันเป็นแสงสว่างทางปัญญาที่ถ่ายทอดผ่านพระราชกรณียกิจและแนวคิดของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ Booth U10 หน้า Hall 7

    3. Author’s Salon
    พื้นที่พบปะ พูดคุย และแบ่งปันแรงบันดาลใจจากเหล่านักเขียนและกูรูในวงการหนังสือ Booth A02 ใน Hall 5 (ฝั่งทะเลสาบ)

    4. Meet the Legends พบปะนักเขียนในดวงใจ
    โอกาสใกล้ชิดกับนักเขียนระดับตำนานที่คุณชื่นชอบ พร้อมกิจกรรมพิเศษที่สายอ่านต้องประทับใจ ที่ Booth T02 ใน Hall 8

    5. โครงการประกวดหนังสือระดับชาติ “รางวัลจรัสแสง: มนุษยภาพและสังคมศาสตร์” ที่ Booth A15 ใน Hall 5 ฝั่ง MRT (ด้านขวา)

    6. นิทรรศการอ่านพุทธตำนานผ่านบรรณพิภพ
    เปิดโลกความเชื่อและตำนานพุทธศาสนาผ่านสื่อที่น่าสนใจและการนำเสนอที่ทันสมัย ที่ Booth A16 ใน Hall 5

    7. นิทรรศการจากวิถีแห่งศรัทธาสู่ภูมิปัญญาของยุคสมัย นิทรรศการเล่าประวัติงานพิมพ์คาทอลิกผ่านแนวคิด CMYK 4 โซน ตั้งแต่จุดกำเนิด พันธกิจ และผลผลิตทางวรรณกรรม ที่ Booth A10 ใน Hall 5

    8. การประกวด Read as a Legend Award
    ร่วมลุ้นและให้กำลังใจกับเวทีเฟ้นหาสุดยอดนักอ่านมืออาชีพ ใครจะเป็นตำนานคนต่อไป!

    9. นิทรรศการ “ครีเอตไทยวิถี ผลงานไทยในไต้หวัน”
    ชมความสำเร็จของผลงานสร้างสรรค์ไทยที่ไปสร้างชื่อไกลถึงไต้หวัน สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ไทยสู่สากล ที่ Booth U04 ในประตู Hall 5 (ฝั่งทะเลสาบ)

    10. กิจกรรมเวที Global Author Spotlight
    เปิดสปอตไลต์ส่องนักเขียนระดับโลก พร้อมเสวนาที่จะขยายขอบเขตจินตนาการของคุณไปอีกขั้น ณ เวทีกลาง

    11. Little Read Universe : Legend Alive จักรวาลตำนานมีชีวิต
    นิทรรศการที่จะพาไปค้นหาความเป็นตำนานที่อยู่ในตัวคุณ ผ่านความมหัศจรรย์ของเรื่องเล่าและตัวละครที่คุ้นเคยจากหนังสือนิทานภาพ พร้อมมุมหนังสือผ่านให้อ่านกันได้อย่างจุใจ Booth U02 หน้า Hall 5 (ฝั่ง MRT)

    12. กิจกรรม Legend Trail Bingo ปลดผนึกเส้นทางสายตำนาน
    ร่วมสนุกกับกิจกรรมแรลลี่บิงโกตามหาขุมทรัพย์ทางปัญญา พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษ Booth U09 จุดประชาสัมพันธ์ หน้า Hall 7

    13. นิทรรศการ Y Book Journey
    ตามรอยตำนาน “วาย” จากไทยสู่สากล เจาะลึกปรากฏการณ์นิยาย Y ที่เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดหนังสือไทย Booth A31 ใน Hall 5 ฝั่ง MRT (ด้านซ้าย)

    14. กิจกรรมเวที Y Book Day วันพิเศษสำหรับชาว Y พบกับกิจกรรมสนุกๆ และการรวมตัวของคอมมูนิตี้สายวายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  Booth A02 เวที Author’s Salon วันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569

    นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่แลกเปลี่ยนไอเดียและสร้างคอนเนกชันสำหรับคนรักหนังสือ
    ห้ามพลาด 4 พิกัดสำคัญ

    1. Book Symposium: เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านหนังสือ (MR 205) 
    วันที่ 2 – 5 เมษายน 2569

    2. School Leaders Exchange: สัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา พลิกโฉมการอ่านไทย (MR 202)

    3. Fellowship Program: โครงการแลกเปลี่ยนและสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

    4. Bangkok Rights Fair Reception & Networking: กิจกรรมพบปะและสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการด้านลิขสิทธิ์ นักเขียน และสำนักพิมพ์จากต่างประเทศ

    เเนะนำสำหรับการเดินทางสะดวก ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงที่สถานีศูนย์ฯ สิริกิติ์ ทางออก 3 วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569
    เวลา 10.00 – 21.00 น. ฮอลล์ 5 – 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามรายรายละเอียดเพิ่มเติมเฟซบุ๊ก ThaiBookFair

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68731&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22m7LjnZU3dKcqPY9_TdQv