
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30ej2Z235BYA0FAmr_5IZC


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30ej2Z235BYA0FAmr_5IZC

กทพ.จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา)งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย
วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (การเงิน บัญชี และพัฒนาธุรกิจ) ร่วมกับนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ณ ห้องประชุมคอนเวนชั่น 1 แก้วสมุย รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน องค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจ รวมถึงผู้เข้าร่วมรับฟังผ่านทางออนไลน์ประมาณ 180 คน
โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้ เป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางระหว่างฝั่งแผ่นดินใหญ่กับเกาะสมุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดย กทพ. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 36 เดือน (1,080 วัน) โดยในขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามขอบเขตงานทั้งหมด และได้นำมาจัดการประชุมเพื่อเสนอสรุปผลการศึกษาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้จัดขึ้นเป็น 3 เวที เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างการมีส่วนร่วม ครอบคลุมทุกพื้นที่ของโครงการโดยเมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันนี้ พฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จัดในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะจัดที่เกาะสมุยเป็นเวทีสุดท้าย ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569
ข้อสรุปแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการฯ ที่มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม มีจุดเริ่มต้นโครงการฯ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการฯ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร ถนนของโครงการฯ ในช่วงที่ตัดผ่านพื้นที่อำเภอดอนสัก มีรูปแบบเป็นทางพิเศษระดับดินขนาด 4 ช่องจราจร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ และมีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวก โดยจะใช้เขตทางเพื่อก่อสร้างทางพิเศษกว้าง 70 เมตร ทั้งตลอดเส้นทางมีที่ดินของเอกชนที่ต้องเวนคืนที่ดิน จำนวน 277 แปลง และมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ จำนวน 45 หลัง เฉพาะในพื้นที่โครงการในเขตอำเภอดอนสัก มีที่ดินที่ต้องเวนคืนจำนวน 55 แปลง และสิ่งปลูกสร้างที่ต้องรื้อย้าย จำนวน 9 หลัง ซึ่งในที่ประชุมระบุว่าการทดแทนราคาที่ดินจะอ้างอิงตามราคาซื้อขายกันในท้องตลาดในปีที่มีการเวนคืน ในขณะที่สิ่งปลูกสร้างที่ถูกรื้อย้ายจะได้รับค่าทดแทนในราคาประเมินสำหรับปลูกสร้างนั้นในปีที่มีการเวนคืน และยังมีการทดแทนไม้ผลไม้ยืนต้น ตลอดจนผลผลิตและความเสียหายอื่น ๆ อย่างเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2562
ความโดดเด่นของทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้ คือ ช่วงโครงสร้างสะพานข้ามทะเลที่มีระยะทางราว 22 กิโลเมตร ที่จะมีช่วงก่อสร้างสะพานขึง ที่มีเสาสูงถึง 135 เมตร มีความยาวช่วงสะพานประมาณ 300 เมตร และมีความสูงของช่องลอดใต้ช่วงกลางมากกว่า 50 เมตรจากความสูงระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย ด้วยการออกแบบตามมาตรฐานสากลให้มีเสถียรภาพมากที่สุดภายใต้แรงลมและแรงแผ่นดินไหว และมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและจะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเกาะสมุย
ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยจะมีด่านเก็บค่าผ่านทางบนแนวเส้นทางโครงการที่ กม.8+500 ในบริเวณดังกล่าวยังประกอบด้วยอาคารศูนย์ควบคุมทางพิเศษ (CCB) อาคารกู้ภัยและซ่อมบำรุง รวมถึงที่พักริมทาง (Rest Area) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางพิเศษทั้งทิศทางขาไป-ขากลับเกาะสมุย
มูลค่าลงทุนของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย รวมทั้งสิ้น 74,044 ล้านบาท เมื่อเปิดใช้บริการ คาดว่าจะมีปริมาณจราจรที่ใช้โครงการ ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) เท่ากับ 3,049 คันต่อวัน จัดเก็บค่าผ่านทางแยกตามประเภทของรถในอัตราเดียวกันตลอดทั้งโครงการ (Flat Rate) โดยในที่ประชุมได้เสนอว่า อัตราค่าผ่านทาง ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) สำหรับรถ 4 ล้อ รถ 6-10 ล้อ และรถมากกว่า 10 ล้อ เท่ากับ 1,000 2,000 และ 3,000 บาทต่อคันตามลำดับ คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 3.25 ล้านบาทต่อวัน และกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี
โดยคาดการณ์ว่าปริมาณจราจรในปีที่ 30 (ปีงบประมาณ 2606) เท่ากับ 10,339 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 14.11 ล้านบาทต่อวัน โดยมีรายได้ค่าผ่านทางรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอด 30 ปี ประมาณ 80,108 ล้านบาท โครงการ ฯ นี้ นอกจากจะเป็นทางพิเศษเชื่อมแผ่นดินกับเกาะที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุดเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง ดังกล่าวแล้ว ยังมีการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณูปโภค
ในการที่จะนำระบบไฟฟ้า ประปา และสื่อสารข้ามทะเลจากฝั่งแผ่นดินใหญ่มายังเกาะสมุยบนโครงสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งจะทำให้ชาวเกาะสมุยมีระบบสาธารณูปโภคที่มั่นคง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สนับสนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้เต็มประสิทธิภาพ
หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) ครั้งนี้แล้ว กทพ. จะมีการจัดทำการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อพัฒนาโครงการฯ โดยดำเนินการขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขออนุมัติดำเนินโครงการต่อไป คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการปลายปี พ.ศ. 2576









———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36pg5cxVJIX4OFAzM3opHM

อบจ.อุดรธานี จัดโครงการเปิดโลกวิชาการ โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 เปิดเวทีให้นักเรียนแสดงศักยภาพผ่าน 9 นิทรรศการ 9 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เสริมความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ยกระดับคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่น
วันที่ 12 ก.พ.69 นายศราวุธ เพชรพนมพร นายก อบจ.อุดรธานี มอบหมายให้ นายรักสันติ์ ยางธิสาร ผอ.โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 นำคณะครู นักเรียน ดำเนินการจัดงานโครงการเปิดโลกวิชาการ การแสดงผลงานนักเรียนโรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 ณ โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี โดยมี นายนายศิวพร วงษ์ดี ส.อบจ.อุดรธานี อ.หนองหาน เขต 1 เป็นประธานกล่าวเปิดงาน นายธนวัฒน์ ขันธวิชัย ส.อบจ.อุดรธานี อ.ไชยวาน ร้อยตำรวจตรีบรรจง จันทะแจ่ม ส.อบจ.อุดรธานี อ.กู่แก้ว นายอินแต่ง แน่นอุดร ส.อบจ.อุดรธานี อ.ประจักษ์ศิลปาคม คณะผอ./รอง ผอ.โรงเรียนในสังกัด อบจ.อุดรธานีทั้ง 10 แห่ง คณะกรรมการสถานศึกษา คณะครูบุคลากรทางการศึษาโรงเรียนในพื้นที่บริการ แขกผู้มีเกียรติ นักเรียนและผู้เข้าร่วมงาน
นายรักสันติ์ ยางธิสาร ผอ.โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 กล่าวว่า โครงการเปิดโลกวิชาการ การแสดงผลงานนักเรียน” เป็นกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อเผยแพร่ ผลงานของนักเรียน และครูชุมชน 2.เพื่อเปิดโอกาส ให้นักเรียน ได้แสดงความรู้ความสามารถ ด้านวิชาการ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ 3.เพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ปกครอง ชุมชน อย่างเหมาะสม และทั่วถึงในการพัฒนาการศึกษา 4.เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างบุคลากรภายในสถานศึกษา ระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครอง และชุมชน 5.เพื่อให้นักเรียนทุกคน ได้รับประสบการณ์ตรง จากการเข้าร่วมกิจกรรม”โครงการเปิดโลกวิชาการ การแสดงผลงานนักเรียน” มีกิจกรรมหลัก ทั้งหมด 9 นิทรรศการ 9 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยใช้ฐานกิจกรรม ณ โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5
ด้านนายนายศิวพร วงษ์ดี ส.อบจ.อุดรธานี อ.หนองหาน เขต 1 ประธานในพิธี กล่าวว่า จากการกล่าวรายงาน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เชื่อว่าช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงความรู้ความสามารถทางวิชาการในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานอันโดดเด่นของทั้งคณะครูและนักเรียนสู่สายตาชุมชน ซึ่งนับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี และยังเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครองและคนในท้องถิ่นให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และขอชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการศึกษา งานเปิดโลกวิชาการไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียนในทุกมิติ นอกจากนี้ยังได้แสดงความขอบคุณไปยังผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด อบจ.อุดรธานี และผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตพื้นที่บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในศักยภาพของโรงเรียนพังงูวิทยา ด้วยการนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งทางสมาคมฯ และโรงเรียนมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อมั่นนี้จะส่งผลให้ผู้ปกครองและสถานศึกษาเครือข่ายส่งต่อบุตรหลานมาศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ณ สถานศึกษาแห่งนี้ในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/128933&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XHM3NmTSJWTobYdaCXYqe

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D574603&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VZjMgLcsNd-9hbdmfyaQ7

การแข่งขันของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์องค์กรในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนผู้ใช้งานหรือความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี หากแต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างธุรกิจ ตั้งแต่แหล่งเงินทุน รูปแบบการลงทุน การจัดการต้นทุน ไปจนถึงวิธีนำเอไอมาใช้งานในระบบที่มีความซับซ้อนสูง
ท่ามกลางบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เติบโตด้วยเงินลงทุนมหาศาลและแรงกดดันจากตลาดทุน โซโฮ คอร์ปอเรชัน (Zoho Corporation) ซึ่งมีจุดกำเนิดจากเมืองเชนไน ตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาดู ประเทศอินเดีย เป็นตัวอย่างของบริษัทซอฟต์แวร์ที่เลือกแนวทางดังกล่าว
โซโฮ คอร์ปอเรชัน ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยกลุ่มวิศวกรชาวอินเดีย ภายใต้เป้าหมายการสร้างบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกจากประเทศกำลังพัฒนา แทนที่จะมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียวแล้วขยายขนาดอย่างรวดเร็ว
โซโฮเลือกสร้างระบบนิเวศซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมปัญหาการทำงานขององค์กรในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบอีเมล การทำงานร่วมกัน ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ระบบบัญชี ไปจนถึงซอฟต์แวร์จัดการไอที
เชเลช เดวีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโซโฮ คอร์ปอเรชัน อธิบายว่า โครงสร้างดังกล่าวทำให้โซโฮไม่พึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเป็นหลัก แต่กระจายความเสี่ยงไปยังซอฟต์แวร์หลายกลุ่ม แนวคิดนี้แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากที่เติบโตจากผลิตภัณฑ์เรือธงเพียงไม่กี่รายการ และต้องเร่งขยายตลาดเพื่อรักษาอัตราการเติบโต
อีกแกนสำคัญของโครงสร้างโซโฮคือ การไม่รับเงินลงทุนจากภายนอก บริษัทไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์และไม่ระดมทุนจากกองทุนร่วมลงทุน การเติบโตทั้งหมดใช้รายได้ที่เกิดขึ้นจริงเป็นฐาน การตัดสินใจเช่นนี้ช่วยลดแรงกดดันด้านผลประกอบการระยะสั้น และเปิดพื้นที่ให้บริษัทลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่เห็นผลตอบแทนในทันที
ในเชิงต้นทุน โซโฮเลือกกระจายสำนักงานออกจากเมืองศูนย์กลางไปยังเมืองรองและพื้นที่นอกเขตเมือง ทั้งในอินเดียและประเทศอื่นๆ นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสถานที่ทำงาน แต่สะท้อนวิธีคิดด้านเศรษฐศาสตร์องค์กร ตั้งแต่การลดค่าครองชีพของพนักงาน การรักษาบุคลากรในระยะยาว ไปจนถึงการควบคุมต้นทุนโครงสร้างที่ไม่ถูกผลักไปยังลูกค้า
ราเจช คเณศัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมเนจเอนจิน (ManageEngine) เล่าย้อนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท หลังวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมทำให้ลูกค้าหลักในธุรกิจโทรคมนาคมหายไปจำนวนมาก “ตอนนั้นเราต้องถามตัวเองว่า ปัญหาที่แท้จริงขององค์กรคืออะไร และเราจะแก้มันได้อย่างไรด้วยทรัพยากรที่มีอยู่” เขากล่าว
คำตอบในเวลานั้นคือ การจัดการระบบไอทีภายในองค์กร คเณศันอธิบายว่า ซอฟต์แวร์จัดการไอทีที่มีอยู่ในตลาดมีราคาสูงและซับซ้อนเกินไปสำหรับองค์กรจำนวนมาก เมเนจเอนจินจึงเลือกพัฒนาเครื่องมือที่ผู้ดูแลระบบสามารถดาวน์โหลด ติดตั้ง และใช้งานได้เอง
“เราพยายามลดการพึ่งพาที่ปรึกษา และทำให้ไอทีเป็นสิ่งที่องค์กรควบคุมได้จริง” เขากล่าว
ตลอดเวลากว่า 20 ปี คเณศันมองว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปจากระบบติดตั้งภายในองค์กรสู่คลาวด์ และเข้าสู่ยุคเอไอ แต่โจทย์พื้นฐานยังเหมือนเดิม “ผู้บริหารไม่ได้ถามว่าเทคโนโลยีใหม่แค่ไหน แต่ถามว่าระบบจะล่มไหม ปลอดภัยหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่” เขากล่าว
คเณศันระบุว่า บทบาทของฝ่ายไอทีในองค์กรจึงขยับจากงานหลังบ้าน มาเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องทางธุรกิจโดยตรง และซอฟต์แวร์จัดการไอทีก็ต้องปรับตัวตามบทบาท
การนำเอไอมาใช้ในซอฟต์แวร์องค์กรมีลักษณะแตกต่างจากเอไอสำหรับผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เอไอในบริบทองค์กรต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และกฎระเบียบ ขณะเดียวกันต้องสามารถอธิบายเหตุผลของผลลัพธ์ เพื่อให้ผู้บริหารและฝ่ายไอทีใช้ประกอบการตัดสินใจได้
โซโฮและเมเนจเอนจินพัฒนาเอไอภายในองค์กร และฝังเอไอไว้ในกระบวนการทำงาน เช่น การตรวจจับความผิดปกติของระบบ การประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และการช่วยจัดลำดับความสำคัญของงาน แนวทางนี้สะท้อนมุมมองว่า เอไอไม่ใช่ฟีเจอร์ที่แยกออกมาเพื่อการตลาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการจัดการองค์กร
อรุณ กุมาร รองประธานฝ่ายปฏิบัติการรายได้ของเมเนจเอนจิน มองว่า ตลาดเอเชียกำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่การเติบโตสำคัญของซอฟต์แวร์องค์กรในช่วงหลายปีข้างหน้า แต่เป็นการเติบโตที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับตลาดสหรัฐ หรือยุโรปได้
“สิ่งที่เราเห็นชัดมากในเอเชีย คือองค์กรไม่ได้เริ่มจากจุดเดียวกัน บางประเทศเพิ่งเริ่มย้ายระบบขึ้นดิจิทัล ขณะที่บางประเทศเริ่มพูดถึงเอไอแล้ว แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในภูมิภาคเดียว” อรุณกล่าว
พร้อมอธิบายว่า ความหลากหลายดังกล่าวทำให้เมเนจเอนจินต้องออกแบบกลยุทธ์ตลาดที่ยืดหยุ่นมากกว่าการผลักโซลูชันแบบเดียวไปทุกประเทศ
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรจำนวนมากยังคงใช้งานระบบไอทีแบบผสม ทั้งระบบติดตั้งภายในองค์กรและระบบคลาวด์ “ถ้าเรานำซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อคลาวด์อย่างเดียวเข้าไป มันจะไม่ตอบโจทย์องค์กรเหล่านี้” อรุณกล่าว พร้อมย้ำว่า เมเนจเอนจินจึงต้องพัฒนาโซลูชันที่รองรับการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่บังคับให้ลูกค้ากระโดดข้ามขั้น
เมื่อถูกถามถึงบทบาทของเอไอในตลาดเอเชีย อรุณมองว่า เอไอควรถูกใช้เพื่อช่วยลดภาระงานของฝ่ายไอที มากกว่าการเพิ่มความซับซ้อนให้ระบบ “ถ้าเอไอทำให้ผู้ดูแลระบบต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากขึ้น นั่นอาจไม่ใช่เอไอที่เหมาะกับตลาดนี้”
โดยเสริมว่า เอไอในซอฟต์แวร์องค์กรควรทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่น การช่วยคัดกรองเหตุผิดปกติ หรือจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
อรุณยังชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจลงทุนด้านไอทีขององค์กรในเอเชียมักเกี่ยวข้องกับผู้บริหารหลายฝ่าย ไม่ใช่เพียงฝ่ายเทคนิค “ผู้บริหารมองทั้งเรื่องต้นทุน ความเสี่ยง และผลกระทบต่อธุรกิจ ซอฟต์แวร์จึงต้องอธิบายคุณค่าได้ชัด ไม่ใช่แค่บอกว่าใช้เทคโนโลยีใหม่” เขากล่าว
ในเชิงกลยุทธ์
เมเนจเอนจินเลือกใช้พันธมิตรท้องถิ่นเป็นหัวใจของการขยายตลาดเอเชีย อรุณอธิบายว่า พันธมิตรเหล่านี้ไม่เพียงทำหน้าที่ขายซอฟต์แวร์ แต่ช่วยอธิบายบริบทการใช้งานจริงขององค์กรในแต่ละประเทศ ตั้งแต่กฎระเบียบ ภาษา ไปจนถึงโครงสร้างการตัดสินใจภายในองค์กร “ถ้าไม่มีพันธมิตร เราจะไม่เข้าใจตลาดเร็วพอ” เขากล่าว
เขาย้ำว่า เอเชียไม่ใช่ตลาดที่เติบโตเร็วเพราะกระแสเอไอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตลาดที่เติบโตจากความต้องการพื้นฐานด้านเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบไอที
“ก่อนจะพูดถึงเอไอ องค์กรต้องมั่นใจว่าระบบจะไม่ล่ม ข้อมูลจะไม่รั่ว และต้นทุนจะไม่บานปลาย” อรุณกล่าว
มุมมองของอรุณสะท้อนภาพการเติบโตของซอฟต์แวร์องค์กรในเอเชีย ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความเร็วหรือเทคโนโลยีล่าสุดเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น และการใช้เอไออย่างเหมาะสมกับระดับความพร้อมขององค์กร
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1220992&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw260v5TzA6jvOEAQKK6Nw0E

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.42 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และประธานกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมตรวจเยี่ยม บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ณ ศูนย์บริการ NT หาดใหญ่ 2 (สถานีควนลัง) พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปเหตุการณ์และสถานการณ์ภัยพิบัติ ตลอดจนแผนรองรับวิกฤตการณ์ผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาและรายงานผลการดำเนินงานด้านการเตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยมี นายศุภกิจ ยอดแก้ว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มขายและปฏิบัติการลูกค้า ภาคใต้ พร้อมคณะผู้บริหาร NT และเครือข่ายทีมอาสาสมัครวิทยุสมัครเล่น

โดย NT ได้รายงานการร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ภายหลังน้ำท่วมลด NT ได้เร่งฟื้นฟูระบบสื่อสารหลักติดตั้งระบบสำรองไฟและให้บริการสนับสนุนด้านการสื่อสารแก่ประชาชนและโรงพยาบาลสนามในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา NT มีแผนรับมือวิกฤตน้ำท่วมและการฟื้นฟูหลังนำลด โดยเมื่อมีผลกระทบจากอุทกภัยทำให้ระบบสื่อสารหลักหยุดชะงักต้องตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทำให้สัญญาณอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ในพื้นที่วิกฤตรวมถึงทำให้ทรัพย์สินและอุปกรณ์โทรคมนาคมเสียหาย อุปกรณ์จมน้ำ อาทิ UPS แบตเตอรี่ และตู้ชุมสาย ต้องทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ NT มีแผนสำรอง โดยได้จัดส่งรถโมบายสื่อสารลงพื้นที่ ใช้รถโมบาย (DTRS) เพื่อทดแทนสถานีฐาน ที่ไม่สามารถให้บริการได้ชั่วคราว เตรียมความพร้อมระบบพลังงานสำรองใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในพื้นที่เสี่ยงเพื่อยืดเวลาการให้บริการ (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569)
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465852&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UGo1E5Jt8U5Yz86na3DgW

“กมธ.เศรษฐกิจ” วุฒิสภา ห่วง ดัชนีคอร์รัปชันไทย ตกต่ำ กระทบลงทุน พร้อมมองไทยอยู่ในภาวะต้มกบ แนะ “รัฐบาลใหม่” เร่งเครื่องแก้ศก. ห่วง ปี71 วิกฤตหนี้สาธารณะพุ่ง
ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ด้านการคลัง ใน กมธ.การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง ภาษีไทย ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาคที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ด้วย อาทิ กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นต้น
โดย น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานอนุ กมธ.ด้านการคลัง กล่าวว่า ความท้าทายที่รอรัฐบาลชุดใหม่ คือปัญหางบขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือ หนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และต้นทุนที่สูงสำหรับการทำเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนั้นสิ่งสำคัญคือ ความโปร่งใสของประเทศไทย ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ รายงานดัชนีว่าลำดับของไทยแย่ลงจากเดิม โดยปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 116 สะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
ด้านนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง ฐานะที่ปรึกษาประจำกมธ.เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มอาการต้มกบ เป็นลักษณะว่าเกิดความเสียหายต่อเนื่องอย่างช้า โดยขณะนี้พบว่าเด็กไทยเกิดใหม่น้อยลง ไม่เกิน 4 แสนคนต่อปี ส่งผลต่อแรงงานในอนาคตที่จะลดลง เช่นเดียวกับหลายประเทศเจอกับปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ในฝั่งตะวันตกแก้ไขโดยให้คนอพยพจากที่อื่นมาอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยอายุยืนขึ้น แต่รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าเมื่อเกษียณอายุต้องมีเงินเก็บมากกว่า 3 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลุ่มคนเกษียณที่มีเงินจำนวนดังกล่าวยังน้อยมาก
นายพิสิฐ กล่าวต่อว่า ตนขอให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหา โดยการกระตุ้นให้กลุ่มคนเจริญพันธุ์ยอมมีลูก ผ่านกลไกลดหย่อนภาษีจากปัจจุบันที่ช่วยเหลืออยู่ 30,000 บาท เป็น 500,000 บาท และเสนอให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7% เป็น 10 % โดยกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ ไม่ต้องเสียเวลาศึกษา เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 7%เท่านั้น
“ทั้งนี้ ส่วนต่าง 3%ที่เก็บได้ให้นำเข้าบัญชีประชาชนที่ซื้อของ โดยรัฐบาลจะมีเงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาทเก็บในรูปแบบกองทุนหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำไปอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุ เดือนละ 3,000 บาท สามารถช่วยเหลือค่าครองชีพที่สูง และเกิดการกระตุ้นจีดีพี”นายพิสิษฐ์ กล่าว
ขณะที่ นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์ เลขานุการ อนุกมธ.ด้านการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศว่า ในปี 2569 คาดการณ์งบขาดดุลถึง 4.4 % แผนการคลังระยะปานกลางคาดการณ์ทิศทางหนี้สาธารณะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยจุดวิกฤตจะอยู่ที่ปี 2571 อยู่ที่ 69.78% จึงขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะออกชุดนโยบายเศรษฐกิจที่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจรูปแบบใหม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1220985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uBqPzHbzJYGEMgCdaR6Jc


สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (12 ก.พ.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักร (UK) ขยายตัว 0.1% ในไตรมาส 4/2568 เท่ากับไตรมาส 3/68 แต่ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะโต 0.2% ขณะที่ GDP เดือนธ.ค. เพียงเดือนเดียวขยายตัวเพียง 0.1% ด้านค่าเงินปอนด์ยังคงอ่อนค่าลงหลังตัวเลขถูกเปิดเผย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการปิดฉากปี 2568 ที่น่าผิดหวัง ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจ UK ต้องเผชิญกับการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ สงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งรุนแรงที่กระทบบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของ UK
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในเดือนธ.ค. แม้งบประมาณที่รัฐมนตรีคลัง เรเชล รีฟส์ ประกาศเมื่อวันที่ 26 พ.ย. จะไม่ได้สร้างภาระเพิ่มเติมในทันที
ขณะเดียวกัน GDP ที่แท้จริงต่อหัว ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของมาตรฐานการครองชีพ ลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2
นักวิเคราะห์เปิดเผยว่า เศรษฐกิจอังกฤษปิดท้ายปี 2568 ด้วยการเติบโตที่ต่ำกว่าคาด สะท้อนภาพการกลับตัวอย่างชัดเจนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในครึ่งแรกของปี ซึ่งไม่สามารถส่งต่อโมเมนตัมไปยังช่วงที่เหลือของปีได้
ในไตรมาสล่าสุด มีเพียงภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ขยายตัว โดยผลผลิตฟื้นตัวหลังจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่บริษัท Jaguar Land Rover ซึ่งทำให้โรงงานต้องปิดตัวนาน 6 สัปดาห์ ขณะที่ภาคบริการซึ่งเป็นภาคหลักของเศรษฐกิจไม่มีการเติบโต และภาคก่อสร้างหดตัวอย่างมาก ส่วนการลงทุนภาคธุรกิจลดลง 2.7% ซึ่งเป็นการหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 โดยมีการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ขนส่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ในเดือนธ.ค. มีเพียงภาคบริการเท่านั้นที่ขยายตัวได้
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจ UK ในภาพรวมปี 2568 ทำผลงานได้ดีกว่าที่คาด โดยขยายตัว 1.3% สูงกว่าระดับ 1% ที่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้เมื่อต้นปี ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจล่าสุดก็มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่แนวโน้มสำหรับปี 2569 นี้ยังคงไม่สดใส
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 ลงเหลือ 0.9% จากเดิม 1.2% เมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมทั้งคาดว่าอัตราการว่างงานจะพุ่งขึ้นสูงกว่าที่เคยประเมินไว้
ทั้งนี้ ภาคบริการในไตรมาส 4 ถูกกดดันจากการนัดหยุดงานของแพทย์ประจำบ้านเป็นเวลา 5 วันทั้งในเดือนพ.ย. และธ.ค. จากข้อพิพาทเรื่องค่าตอบแทนและสภาพการทำงานกับรัฐบาล โดยผลผลิตในภาคสาธารณสุขและงานสังคมสงเคราะห์โดยรวมเพิ่มขึ้น 0.3%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/568714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PEkGAOJIGUG4hugz48F5Z

บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มองตลาดหุ้นไทยบวกหลังการเมืองส่งสัญญาณมีเสถียรภาพ เร่งการจัดตั้งครม.-ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน-เงินทุนไหลเข้า ลุ้นดัชนี SET ปีนี้แตะระดับ 1,480-1,500 จุด
นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน เอ็มเอฟซี หรือ MFC กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงจำนวนมากเกือบ 200 เสียง ถือว่าเป็นผลบวกต่อการลงทุนและตลาดหุ้นเนื่องจากคะแนนเสียงจำนวนมาก ทำให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องด้านนโยบายและหากสามารถดำเนิน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบาย ได้รวดเร็ว จะยิ่งทำให้นักงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายสนับสนุนด้านเศรษฐกิจจะทำให้ช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยได้
“ต้องยอมรับว่าเราอยู่กับความไม่แน่นอนมานาน ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเราก็ขยายตัวต่ำมาก ส่งผลตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย กดดันเงินทุนไหลออกไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท” นายชาคริต กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งมีสัญญาณให้เห็นมาก่อนการเลือกตั้ง 2-3 สัปดาห์ ที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ เป็นผลจากเราได้รับอานิสงส์จากต่างชาติปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากปัญหาสภาพคล่องหุ้นที่ต่ำ ทำให้เงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยบางส่วน และต่อเนื่องมาจนถึงหลังการเลือกตั้ง ประเมินว่าทิศทางหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่เป็นบวก โดยมองดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปซื้อขายกันที่ที่ระดับ 1,480-1,500 จุด หรือมีการซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ที่ประมาณ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยาว 10 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมานาน
“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลใหม่ หลังมีการจัดตั้ง ครม. และมีการแถลงนโยบายที่ชัดเจนจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และถ้ารัฐบาลมีเสียรภาพในระยะยาว การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรีอน หรือนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการเมืองและแศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมายาวนานในช่วง 3 – 4 ปี โดยถ้านับจากปี 2022 ซึ่งตลาดหุ้น ทั่วโลกได้ฟื้นตัวจากการระบาดของ โควิค 19 และทำจุดสูงสุดใหม่กันหมดแล้ว แต่ตลาดหุ้นไทยเรายังติดลบ 16-17% เป็นอะไรที่ยาวนานมาก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะตกต่ำก็ไม่ต่อเนื่องเกิน 1 ปี ก็จะขยับขึ้นได้ ไม่เคยตกต่ำยาวนาน ถึง 3 ปี” นายชาคริตกล่าว
ทั้งนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่ากลุ่มธุรกิจ ที่มีโอกาสได้ประโยขน์จากทั้งในส่วนมาตราการภาครัฐและความเชื่อมั่นในความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ได้แก่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน (FDI) นอกเหนือจากธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเช่นกัน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง และเตรียมความพร้อม ด้านปัจจัยภายนอก คือ การเจรจาการค้าที่ยังไม่จบ ซึ่งอาจจะสร้างความผันผวนได้บ้าง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน รวมทั้งตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่องอาจจะปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้ รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้เป็นปัญหา เพราะปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ส่วนกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนต้องประเมินความเหมาะสมในการจัดการสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมทั้งการมีเงินสดบางส่วน เพื่อลดผลกระทบตามสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/40212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ijCOjPP-ki5_BCrqckTu1

โฆษกพรรคภูมิใจไทย ประเดิม 5 เสียงของพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี ด้าน “สุรทิน” ย้ำไร้เงื่อนไข
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ร่วมแถลงอย่างเป็นทางการครั้งแรก กับ นายสุรทิน พิจารณ์ ว่าที่สส.ของพรรคประชาธิปไตยใหม่ และ นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่
โดยนางสาวบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นายสุรทิน พิจารณ์ ว่าที่สส.ของพรรคประชาธิปไตยใหม่ นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อของพรรคใหม่ และ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ยืนยันให้การสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากที่มีการรับรองและเปิดสภาเรียบร้อยแล้ว
ด้านนายสุรทิน พิจารณ์ ว่าที่สส.ของพรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวว่า พรรคประชาธิปไตยใหม่ มีมติยืนยัน สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น มาด้วยหัวใจ ร้อยเปอร์เซ็นต์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EHAzNlZqPdTzksoU6smae