Blog

  • จังหวัดปราจีนบุรี แถลงข่าวยิ่งใหญ่ “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40” เปิดเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอบรอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า | TOPNEWS

    จังหวัดปราจีนบุรี แถลงข่าวยิ่งใหญ่ “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40” เปิดเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอบรอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า | TOPNEWS

    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดปราจีนบุรี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ” ณ โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี แหล่งอารยธรรมโบราณสำคัญของแผ่นดิน

    การแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พระวชิราธิบดี ดร. เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี และผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานนครนายก) ร่วมแถลงข่าว

    นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า งานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน เป็นประเพณีสำคัญที่จัดต่อเนื่องยาวนานถึง 40 ปี สะท้อนรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และอัตลักษณ์ความเป็นเมืองโบราณของจังหวัดปราจีนบุรีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีระดับประเทศ และเป็นที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาทคู่” ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อันทรงคุณค่าทางพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์

    การจัดงานในปีนี้ จังหวัดปราจีนบุรีได้ยกระดับแนวคิดการจัดงานให้เชื่อมโยงมิติศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ควบคู่การปฏิบัติธรรม และการสืบสานประเพณีอันดีงามในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สร้างประสบการณ์ “ศรัทธา” ที่สัมผัสได้จริงในพื้นที่ประวัติศาสตร์พันปี

    ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลากหลายรูปแบบ อาทิ

    • มหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ”

    • การแสดงแสง สี เสียง ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองโบราณศรีมโหสถ

    • ตลาดวัฒนธรรมย้อนยุค และลานสาธิตมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น

    • การประกวดขบวนแห่พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จากทั้ง 7 อำเภอ

    • เวทีเสวนาทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดปราจีนบุรี

    ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ พิธีเวียนเทียนเนื่องในวันมาฆบูชา รอบรอยพระพุทธบาทคู่ ณ โบราณสถานสระมรกต ท่ามกลางบรรยากาศโบราณสถานอายุกว่าพันปีที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลัง พุทธศาสนิกชนพร้อมใจแต่งกายชุดขาว จุดประทีปบูชา และอธิษฐานจิตเพื่อความเป็นสิริมงคล แสงเทียนนับพันดวงจะส่องสว่างทั่วพื้นที่โบราณสถาน สร้างภาพแห่งศรัทธาที่งดงามและตราตรึงใจผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศ

    จังหวัดปราจีนบุรี มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้งานครั้งนี้เป็นงานประเพณีที่ทรงคุณค่า ถ่ายทอดมิติทางจิตใจ สร้างพลังศรัทธา และต่อยอดสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมสัมผัส “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” ในงานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2569 ณ โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

    ภาพ/ข่าว ณัฐวัฒน์ กุลเศรษฐ์สุวภา ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ปราจีนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1486116&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q7nf58W-6WM-qQG7y1cQe

  • หุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นโดดเด่นในรอบ 3 ปี มีปัจจัยอะไรที่ต้องจับตา | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    หุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นโดดเด่นในรอบ 3 ปี มีปัจจัยอะไรที่ต้องจับตา | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เริ่มต้นปี 2026 อย่างโดดเด่น โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงเดือน ก.พ. ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นมาแล้วมากกว่า 10% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    หากพิจารณากระแสเงินทุน (Fund Flow) จะพบว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เข้ามาซื้อหุ้นไทยในปีนี้เป็นหลัก โดยยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าช่วงขาลงของตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2023 นั้น ในทุกปีจะพบว่าเกิดจากแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉลี่ยปีละมากกว่า 1 แสนล้านบาท แต่ในปีนี้กลับพบว่ามีเม็ดเงินซื้อสุทธิในระดับที่มีนัยสำคัญตั้งแต่ต้นปี สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตชะลอลงจากปีที่แล้ว โดยอาจโตต่ำกว่าระดับ 2%

    การเปลี่ยนแปลงปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคระหว่างประเทศในปีนี้ถือเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tension) นำโดยสหรัฐฯ กับประเทศสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศในฝั่งตะวันตก จึงมีการคาดหมายว่าประเทศในฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีความเป็นกลาง อาทิ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจได้รับอานิสงค์จากการที่หลายประเทศต้องลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ ลงเพื่อจุดประสงค์ในการกระจายความเสี่ยง ในแง่ของกระแสเงินทุนเองก็เช่นกัน โดยในตลาดมีการคาดหมายถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงการลดการถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ หลักจากนี้ โดยกระแสเงินทุนส่วนหนึ่งในปีนี้ได้เคลื่อนย้ายมายังตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ  รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกต่างๆ โดยเฉพาะทองคำ

    ในส่วนของตลาดหุ้นไทยเองก็มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวเช่นกัน โดยจุดเด่นเรื่องของอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จูงใจ โดยเฉพาะจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง พร้อมทั้งการประกาศซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนในวงกว้าง รวมถึงระดับ Valuation ของ SET Index ในข่วงขาลงที่ผ่านมาที่ใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังสามารถคาดหวังความเสี่ยงขาขึ้น (Upside risk) จากปัจจัยเรื่องการเมืองในประเทศ หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผลลัพธ์ออกมาทำให้ตลาดคาดการณ์ได้ว่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยผ่านนโยบายต่างๆ ของทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้เป็นตามมาตรฐานสากลมากขึ้น ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายให้ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

    โดยสรุปแล้ว ในปีนี้ตลาดหุ้นไทยดูมีความน่าสนใจมากขึ้นหลังจากเผชิญกับภาวะขาลงมาหลายปี และเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัจจัยนอกประเทศ รวมถึงปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวดังที่กล่าวไปข้างต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20260212-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-C-orf0xbNRDGtMLDljrB

  • ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า  

    ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า  

    Loading…

    ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t9k6JZBfe54tvJAT77zEj

  • “อนุทิน” ไฟเขียว เสริมศักยภาพ”กองทัพ” แข็งแกร่ง เดินหน้าสร้างรั้วชายแดน ลุยยกเลิก MOU 44 | TOPNEWS

    “อนุทิน” ไฟเขียว เสริมศักยภาพ”กองทัพ” แข็งแกร่ง เดินหน้าสร้างรั้วชายแดน ลุยยกเลิก MOU 44 | TOPNEWS

    ​”อนุทิน” ไฟเขียวกองทัพเสริมแนวรั้วชายแดน-อาวุธ เพิ่มความแข็งแกร่งแล้ว ยันเหตุเหยียบระเบิดศรีสะเกษไม่ใช่การปะทะ ส่วนวัยรุ่นเขมรยั่วยุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราลงนามระดับรัฐบาล ชี้ยกเลิก MOU44 ใช้อำนาจ ครม.ได้ ไม่ต้องผ่านสภา ส่วน MOU43 ถือว่ามีประโยชน์เรื่องปักปันเขตแดน แย้มปรับเปลี่ยนได้ แต่ตอนนี้อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น

    ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มวัยรุ่นเขมรมายั่วยุตามบริเวณชายแดนทำให้เกิดความกังวลอาจจะมีการปะทะรอบ 3 นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้เราลงนามกันในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ดังนั้นเรื่องการยั่วยุโดยประชาชน มันก็เกิดขึ้นได้เราก็ต้องอยู่ในเขตของเรา เพราะการยั่วยุก็เกิดขึ้นในโชเชียลมีเดียด้วย

    เมื่อถามว่าเราสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ด้วยการสร้างรั้วแนวชายแดนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ดำเนินการแน่นอน รวมถึงการเสริมศักยภาพด้านอาวุธและความแข็งแกร่งของกองทัพ ซึ่งตนได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว ให้ไปดำเนินการได้เลย

    เมื่อถามว่า การศึกษายกเลิก MOU44 ได้กำหนดกรอบเวลาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการแล้ว ซึ่งไม่ต้องมีกรอบเวลาอะไร ถ้ารัฐบาลก็ดูตามกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วยกเลิกได้เลย ก็สามารถทำได้เลย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1485140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17–SOvGi656nFHRObG3Cw

  • ‘ตรุษจีนปีม้า’ทอท.พร้อมรับนักเดินทาง     คาด 6 สนามบินรวม4.11 ล้านคน

    ‘ตรุษจีนปีม้า’ทอท.พร้อมรับนักเดินทาง คาด 6 สนามบินรวม4.11 ล้านคน

    ช่วงตรุษจีนระหว่างวันที่ 13-22 ก.พ. 2569 ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10%

     มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) คาดการณ์ปริมาณการจราจรทางอากาศช่วงตรุษจีนมีแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินในเส้นทางจีนปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวก เน้นย้ำความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นผู้โดยสาร

    นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า AOT คาดว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 13 – 22 ก.พ. 2569 มีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ จำนวนกว่า 4.11 ล้านคน

    แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 2.6 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 1.51 ล้านคน ขณะที่เที่ยวบินรวมคาดว่าจะมีประมาณ 24,847 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศประมาณ 14,295 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 10,552 เที่ยวบิน

    ทั้งนี้ เมื่อประเมินเฉพาะเส้นทางจีน พบว่ายังคงมีแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในภาพรวมของ AOT คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางในเส้นทางจีนประมาณ 679,259 คน เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงตรุษจีนปี 2568 และมีเที่ยวบินประมาณ 4,447 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น3.4% โดย ทสภ.ซึ่งมีเที่ยวบินระหว่างประเทศมากที่สุด มีผู้โดยสารในเส้นทางจีนประมาณ 444,255 คน เพิ่มขึ้น 24.2% และมีเที่ยวบินประมาณ 2,889 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 20.5 %(ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ.2569)

    นางสาวปวีณา กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้น AOT ได้เตรียมความพร้อมของท่าอากาศยานในทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้โดยสารแบบ World Class Hospitality เน้นให้บริการด้วยความอบอุ่น ใส่ใจ และเป็นมิตร สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการบริการที่สุภาพ อ่อนน้อม และพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน รวมทั้งจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ล่ามแปลภาษาเพื่อรองรับผู้โดยสารชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดระยะเวลาการรอคอย เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตลอดจนบริหารจัดการการจราจรในการเข้า-ออกท่าอากาศยานไม่ให้ติดขัด

    สำหรับมาตรการป้องกันไวรัสนิปาห์ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้เพิ่มความเข้มงวดมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังไวรัส

    นิปาห์ โดยได้มีการประสานงานร่วมกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการคัดกรองผู้โดยสารจากประเทศหรือพื้นที่เสี่ยง โดยเน้นการสังเกตอาการเจ็บป่วย ระบบคัดกรองสุขภาพ และการให้ข้อมูลคำแนะนำด้านสุขอนามัยแก่ผู้เดินทาง รวมทั้งยังเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม รวมถึงเตรียมความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220967&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AWFFZq7Uih5phJxdWqg1N

  • ปัวระเบิดความมันส์! เปิดศึกโมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทย บนยอดเขาแดนพนา | TOPNEWS

    ปัวระเบิดความมันส์! เปิดศึกโมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทย บนยอดเขาแดนพนา | TOPNEWS

    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดน่านเปิดฉากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ กับงาน “มหกรรมความสุข และการแข่งขันรถจักรยานยนต์โมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทย 2569” ณ ยอดเขาแดนพนา อำเภอปัว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและทัศนียภาพอันงดงามของจังหวัดน่าน

    นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายธงชัย วงษ์สวรรค์ นายกสมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 จากความร่วมมือของสมาคมกีฬาจังหวัดน่าน ชมรมแข่งขันรถจักรยานยนต์โมโตครอสจังหวัดน่าน สมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว

    การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ควบคู่การนำเสนอเสน่ห์ของอำเภอปัวและยอดเขาแดนพนา ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมเปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัย และใช้กีฬาเป็นสื่อสร้างสรรค์สังคม

    นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า และชุมชนโดยรอบ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดน่านให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬาและการท่องเที่ยวคุณภาพ

    ภายในงาน นอกจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์โมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทยแล้ว ยังมีกิจกรรมกีฬาและสันทนาการหลากหลาย อาทิ การแข่งขันเปตอง เซปักตะกร้อ มวยไทย และกิจกรรมนันทนาการ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความมีชีวิตชีวาให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนตลอดช่วงการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1485137&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uPerwB-BOy8h1MbRhpdFc

  • ตะวันออกไกล เป้าหมายใหม่การส่งออกตุรกี

    ตะวันออกไกล เป้าหมายใหม่การส่งออกตุรกี

    รายงานข่าวจากสำนักข่าว AA (Anadolu Agency) สถิติของสภาผู้ส่งออกแห่งตุรกี (TİM) ระบุว่า ในปี 2025 ตุรกีได้ทำการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกไกล ซึ่งประกอบด้วย บังกลาเทศบรูไนจีนติมอร์-  เลสเตอินโดนีเซียฟิลิปปินส์เกาหลีใต้ญี่ปุ่นกัมพูชาเกาหลีเหนือลาวมาเลเซียมองโกเลียเมียนมาปากีสถานสิงคโปร์ศรีลังกาไทยไต้หวัน และเวียดนาม เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,986.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลอดทั้งปี การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกไกลเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยประเทศที่ตุรกีส่งออกไปมากที่สุดในปีที่ผ่านมาคือ จีน ด้วยมูลค่า 3,012.5 ล้านเหรียญ ตามมาด้วยปากีสถาน 798.3 ล้านเหรียญเกาหลีใต้ 686.4 ล้านเหรียญญี่ปุ่น 649.8 ล้านเหรียญ และมาเลเซีย 538.9 ล้านเหรียญ   โดยในช่วงเวลาดังกล่าว มูลค่าการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคคือ เวียดนาม 424.7 ล้านเหรียญ อินโดนีเซีย 421.9 ล้านเหรียญ บังกลาเทศ 409.6 ล้านเหรียญ ไทย 257.1 ล้านเหรียญ สิงคโปร์ 250.8 ล้านเหรียญ ไต้หวัน 179 ล้านเหรียญ ฟิลิปปินส์ 150.2 ล้านเหรียญ มองโกเลีย 95.5 ล้านเหรียญ และนอกจากนี้ ยังมีการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ได้แก่ ศรีลังกา 71.5 ล้านเหรียญกัมพูชา 25.8 ล้านเหรียญเมียนมา 7.5 ล้านเหรียญ ลาว 5.6 ล้านเหรียญบรูไน ล้านเหรียญ และติมอร์-เลสเต 97,900 เหรียญ ส่วนเกาหลีเหนือนั้นไม่มีการส่งออกเกิดขึ้น ในด้านรายภาอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นภาคส่วนที่ส่งออกไปยังจีนสูงสุดด้วยมูลค่า 1,642 ล้านเหรียญ ขณะที่การส่งออกไปปากีสถานนำโดยสิ่งทอและวัตถุดิบมูลค่า 164.4 ล้านเหรียญ ทางด้านเกาหลีใต้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์เหมืองแร่มูลค่า 143.2 ล้านเหรียญ มาเลเซียเน้นไปที่เครื่องประดับมูลค่า 131.4 ล้านเหรียญ และญี่ปุ่นนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์จากสัตว์จากตุรกีมูลค่า 115.9 ล้านเหรียญ

    นายเรฮา เดเนเมช (Reha Denemeç) ประธานผู้ประสานงานสภาธุรกิจเอเชียแปซิฟิกของคณะกรรมการความสัมพันธ์เศรษฐกิจต่างประเทศ (DEİK) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว AA ว่า ภูมิภาคนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางหลักของการผลิตและการบริโภคระดับโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายเดเนเมช เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ตุรกีต้องเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ตุรกีมีความแข็งแกร่ง เขาระบุว่า DEİK กำลังทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับสมดุลการขาดดุลการค้ากับประเทศในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ปริมาณการค้าทวิภาคีมีความยั่งยืนและสมดุล ผ่านการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพจากประเทศเหล่านี้มา   ยังตุรกี การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว และการดำเนินโครงการร่วมกันในประเทศที่สาม

    นายเดเนเมชชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำคัญในด้านพลังงานการขนส่งและโลจิสติกส์เทคโนโลยีการท่องเที่ยวโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการพัฒนาต่างๆ พร้อมกล่าวว่า ข้อบ่งชี้อีกประการที่แสดงถึงความสำคัญของภูมิภาคนี้คือ ในรายชื่อ 60 ประเทศเป้าหมายของปี 2026 ของกระทรวงพาณิชย์ มีถึง 13 ประเทศที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิก และในยุทธศาสตร์ ประเทศที่ห่างไกล‘ (Far Countries Strategy) 11 จาก 18 ประเทศก็อยู่ในภูมิภาคนี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ไว้กับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้า นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ ‘Asia Anew’ (Yeniden Asya) ของกระทรวงการต่างประเทศยังมุ่งเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่หลากหลายมิติ” นายเดเนเมชระบุว่า ประเทศเหล่านี้เป็นคู่ค้าที่สำคัญเนื่องจากขนาดของตลาดและความสัมพันธ์หลายมิติกับตุรกี ในจีนและเกาหลีใต้ บริษัทตุรกีมีความได้เปรียบในการแข่งขันด้านวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche products) ส่วนในญี่ปุ่นและมาเลเซีย ผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืนจะโดดเด่นเป็นพิเศษ เขากล่าวเสริมว่า “เราเห็นกิจกรรมที่สำคัญของบริษัทเราในด้านพลังงานการป้องกันประเทศและการบินการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานอาหารเทคโนโลยีเหล็กและเหล็กกล้า รวมถึงยานยนต์” อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าเพื่อให้การส่งออกเติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเน้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจอย่างมากในภูมิภาค เราจึงดำเนินกิจกรรมผ่านสภาธุรกิจเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและสินค้าป้องกันประเทศในโครงสร้างการส่งออกภาคอุตสาหกรรมของเรา” เขากล่าว นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ของตุรกียังรวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์และอุตสาหกรรมของตุรกีในภูมิภาค เพื่อให้ตุรกีถูกเลือกเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของประเทศเหล่านั้น นายเดเนเมชกล่าวว่ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก เศรษฐกิจเติบโตเร็ว และกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นโอกาสอันมหาศาลสำหรับตุรกี ตัวอย่างเช่น เมื่อมองไปที่เวียดนาม เราเห็นว่าเขากำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานโลกผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้เป็นโอกาสที่เหลือเชื่อสำหรับภาคการรับเหมาและการก่อสร้างของตุรกีที่มีความรู้ความสามารถในระดับโลก ไม่ใช่แค่การขายสินค้าเท่านั้น แต่การเข้าไปเป็นผู้รับเหมาและนักลงทุนในโครงการเหล่านี้จะทำให้ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับเวียดนามมีความถาวร”

    เขาสรุปทิ้งท้ายว่า “การเพิ่มอำนาจการเข้าถึงและส่วนแบ่งของตุรกีภายในเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และข้อตกลงทวิภาคีอื่นๆ ถือเป็นหัวข้อสำคัญ ในฐานะ DEİK/สภาธุรกิจเอเชียแปซิฟิก เราไม่ได้มุ่งเน้นแค่การส่งออก แต่เรายึดถือแนวทางที่เป็นศูนย์กลางของการลงทุนร่วมกัน การสร้างความหลากหลายทางการค้า และการเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคมีความสมดุล ยั่งยืน และลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนกระบวนการเข้าสู่การเป็นหุ้นส่วนคู่เจรจาของอาเซียน (ASEAN Dialogue Partnership) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโลกธุรกิจของเรากับอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    จากรายงานดังกล่าว ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตุรกีเริ่มมองประเทศในตะวันออกไกล โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่ามีความสำคัญต่อการส่งออกและเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากแผนเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ตุรกีที่มีประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกถึง 13 ประเทศ ในขณะที่ยุทธศาสตร์สำหรับประเทศห่างไกลก็มีถึง 11 จาก 18 ประเทศ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันตุรกีเองจะยังไม่มีความพยายามที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยหลังจากมีความพยายามผลักดันกันมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม แต่การที่ตุรกีให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงให้มากยิ่งก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี และหากแม้ว่าในปัจจุบันตุรกีพยายามผลักดันเรื่องการส่งออกอย่างมากและพยายามลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แต่การที่ตุรกีเริ่มหันมามองภูมิภาคของเราเพิ่มมากขึ้นนั้นก็อาจเพิ่มโอกาสด้านการลงทุนหรือความร่วมมือในมิติอื่นๆ เพิ่มขึ้นได้ในอนาคตต่อไปได้เช่นกัน 

    ที่มา: https://www.aa.com.tr/tr/ekonomi/turkiyenin-uzak-doguya-ihracati-8-milyar-dolara-yaklasti/3812859 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/g6ygg7cb64xppl5nd4s4m5nk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38Bd80aKOGat41EOzXzTj9

  • สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รับสมัครกำลังพลสำรอง ประจำปี 2569 จำนวน 12 อัตรา

    สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รับสมัครกำลังพลสำรอง ประจำปี 2569 จำนวน 12 อัตรา

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.06 น.

    12 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดรับสมัครทหารกองหนุน ทหารกองเกิน ทหารหญิงพ้นราชการ หรือบุคคลทั่วไป เข้าเป็นกำลังพลสำรองของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ประจำปี พ.ศ.2569 จำนวน 12 อัตรา ดังนี้

    1.กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.)

    กำลังพลสำรองประเภทนายทหารสัญญาบัตร อัตรา พ.ต, น.ต. จำนวน 4 ตำแหน่ง (4 อัตรา) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ โดยเป็นตำแหน่งและอัตราที่จะบรรจุเป็นผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ได้แก่ ด้านติดต่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหม และมิตรประเทศ, ด้านการจัดทำ การแก้ไข และการยกเลิกการกำหนดมาตรฐานทางทหาร ด้านยานพาหนะ, ด้านการตรวจสอบมาตรฐานทางทหาร ยุทโธปกรณ์หน่วยผลิตหรือโรงงานผลิต กระบวนการผลิต, ด้านการทดสอบมาตรฐานทางทหาร ด้านยานพาหนะและยานไร้คนขับ ได้แก่

    1.1 ประจำแผนกติดตามและวิเคราะห์เทคโนโลยี กองนโยบายวิยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สำนักนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (อัตรา พ.ต., น.ต.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในสาขาอักษรศาสตร์, ภาษาศาสตร์ และครุศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ

    1.2 ประจำแผนกกำหนดมาตรฐาน 1 กองกำหนดมาตรฐานทางทหาร สำนักมาตรฐานทางทหาร กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (อัตรา พ.ต., น.ต.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์    ไม่จำกัดสาขา โดยต้องสอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบตามการแบ่งส่วนราชการและหน้าที่ของสำนักมาตรฐานทางทหาร กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม

    1.3 ประจำแผนกตรวจสอบมาตรฐาน กองตรวจและทดสอบมาตรฐานทางทหาร สำนักมาตรฐานทางทหาร กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (อัตรา พ.ต., น.ต.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์   ไม่จำกัดสาขา โดยต้องสอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบตามการแบ่งส่วนราชการและหน้าที่ของสำนักมาตรฐานทางทหาร กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม

    1.4 ประจำแผนกทดสอบมาตรฐาน 1 กองตรวจและทดสอบมาตรฐานทางทหาร สำนักมาตรฐานทางทหาร กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (อัตรา พ.ต., น.ต.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์  ไม่จำกัดสาขา โดยต้องสอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบตามการแบ่งส่วนราชการและหน้าที่ของสำนักมาตรฐานทางทหาร กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม

    2.กรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (อท.ศอพท.)

    กำลังพลสำรองประเภทนายทหารสัญญาบัตร อัตรา พ.ต., น.ต. จำนวน 1 ตำแหน่ง (1 อัตรา) และ อัตรา ร.อ. จำนวน 1 ตำแหน่ง (1 อัตรา) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ โดยเป็นตำแหน่งและอัตราที่จะบรรจุเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการผลิตชิ้นส่วนแบตเตอรี่ และประกอบชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ตามรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่กำหนด ได้แก่

    2.1 ประจำแผนกการผลิต โรงงานแบตเตอรี่ทหาร กรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (อัตรา พ.ต., น.ต.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า เป็นผู้มีประสบการณ์ในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์/ทางไฟฟ้า, ทางเครื่องกล, ทางฟิสิกส์,ทางยานยนต์, ทางอุตสาหการ, ทางวิศวกรรมไฟฟ้าอุตสาหกรรมและพลังงาน และทางวิทยาศาสตร์แบตเตอรี่และพลังงานใหม่

    – มีประสบการณ์การทำงานในสายงานด้านแบตเตอรี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

    2.2 ประจำแผนกการผลิต โรงงานแบตเตอรี่ทหาร กรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (อัตรา ร.อ.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า เป็นผู้มีประสบการณ์ในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์/ทางไฟฟ้า, ทางเครื่องกล, ทางฟิสิกส์,ทางยานยนต์, ทางอุตสาหการ, ทางวิศวกรรมไฟฟ้าอุตสาหกรรมและพลังงาน และทางวิทยาศาสตร์แบตเตอรี่และพลังงานใหม่

    – มีประสบการณ์การทำงานในสายงานด้านแบตเตอรี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

    3.กรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (พท.ศอพท.)

    กำลังพลสำรองประเภทนายทหารสัญญาบัตร อัตรา พ.อ., น.อ. จำนวน 1 ตำแหน่ง (1 อัตรา) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ โดยเป็นตำแหน่งและอัตราที่จะบรรจุในเรื่องเกี่ยวกับสำรวจ วิเคราะห์ ด้านพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกิจการทหาร ได้แก่

    3.1 นายทหารประจำกรม กรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (อัตรา พ.อ., น.อ.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ หรือทางเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน, ทางเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน, ทางการจัดการพลังงาน, ทางเทคโนโลยีพลังงาน, ทางเทคโนโลยีวิศวกรรมพลังงาน, ทางวิศวกรรมการจัดการพลังงาน, ทางวิศวกรรมพลังงานทดแทน, ทางวิศวกรรมพลังงาน,ทางฟิสิกส์, ทางฟิสิกส์ประยุกต์, ทางฟิสิกส์ประยุกต์-พลังงาน, ทางนิวเคลียร์เทคโนโลยี, ทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์,ทางวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์, ทางพลังงานทดแทน, ทางวิศวกรรมไฟฟ้า, ทางวิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง และทางฟิสิกส์นิวเคลียร์

    – มีประสบการณ์การทำงานในสายงานอย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

    4.สำนักงานเลขานุการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (สลก.สป.)

    กำลังพลสำรองประเภทนายทหารสัญญาบัตร อัตรา พ.ท., น.ท. จำนวน 1 ตำแหน่ง (1 อัตรา), อัตรา พ.ต., น.ต. จำนวน 1 ตำแหน่ง (1 อัตรา) และอัตรา ร.อ. จำนวน 3 ตำแหน่ง (3 อัตรา) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ โดยเป็นตำแหน่งและอัตราที่จะบรรจุเป็นผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการด้านแผนงานประชาสัมพันธ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึงการจัดหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานในสายงานการประชาสัมพันธ์ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่

    4.1 หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตรา พ.ท., น.ท.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชานิเทศศาสตร์, วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์, สารสนเทศศาสตร์, ศิลปกรรมศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, คอมพิวเตอร์กราฟิก, บริหารธุรกิจ/ทางการบริหารการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชน, ทางวารสารศาสตร์, ทางสื่อสารมวลชน, ทางเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน, ทางการโฆษณา และประชาสัมพันธ์, ทางการโฆษณา, ทางการประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาด, ทางการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารองค์การ, ทางเทคโนโลยีการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์, ทางวารสารศาสตร์ และการประชาสัมพันธ์, ทางการออกแบบ, ทางการออกแบบสื่อสารออนไลน์, ทางเทคโนโลยีถ่ายภาพและภาพยนตร์, ทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

    – มีประสบการณ์การทำงานกับส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย หรือเหล่าทัพ

    4.2 ประจำแผนกประชาสัมพันธ์ กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตรา พ.ต., น.ต.) จำนวน 1 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชานิเทศศาสตร์, ทางวารสารศาสตร์, สื่อสารมวลชน, นวัตกรรมการสื่อสาร, วิจัยสื่อสารมวลชน, เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน, การโฆษณาและประชาสัมพันธ์, การประชาสัมพันธ์, การโฆษณา, การประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาด, การประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์การ, เทคโนโลยีการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์, วารสารศาสตร์และการประชาสัมพันธ์, การออกแบบ, การออกแบบสื่อสารออนไลน์, เทคโนโลยีถ่ายภาพและภาพยนตร์, วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, สาขาวิชา วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์, สารสนเทศศาสตร์, ศิลปะบัณฑิต, ศิลปกรรมศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, คอมพิวเตอร์กราฟิก, บริหารธุรกิจ, การบริหารการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชน

    4.3 ประจำแผนกประชาสัมพันธ์ กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (อัตรา ร.อ.) จำนวน 3 อัตรา

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชานิเทศศาสตร์, วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์, สารสนเทศศาสตร์, ศิลปกรรมศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, คอมพิวเตอร์กราฟิก, บริหารธุรกิจ/ทางการบริหารการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชน, ทางวารสารศาสตร์, ทางสื่อสารมวลชน, ทางเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน, ทางการโฆษณา และประชาสัมพันธ์, ทางการโฆษณา, ทางการประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาด, ทางการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารองค์การ, ทางเทคโนโลยีการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์, ทางวารสารศาสตร์ และการประชาสัมพันธ์, ทางการออกแบบ, ทางการออกแบบสื่อสารออนไลน์, ทางเทคโนโลยีถ่ายภาพ และภาพยนตร์, ทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/946830&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j454gekclxFiNEMkBXD7w

  • “นฤมล” เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร” ย้ำศธ.สูญเสียครั้งใหญ่ สดุดีวีรกรรมปกป้องนักเรียน ยกย่องจิตวิญญาณแม่พิมพ์ของชาติ | TOPNEWS

    “นฤมล” เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร” ย้ำศธ.สูญเสียครั้งใหญ่ สดุดีวีรกรรมปกป้องนักเรียน ยกย่องจิตวิญญาณแม่พิมพ์ของชาติ | TOPNEWS

    12 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าของครอบครัว ญาติ เพื่อนครู นักเรียน และประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ และวงการศึกษาของจังหวัดสงขลา เพราะ ผอ.ศศิพัชร เป็นครูที่มีความเป็นครูสูง ทุ่มเทสร้างผลงานด้านการศึกษาและคุณความดีมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีของการทำหน้าที่ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญอย่างยิ่งยวดในวินาทีวิกฤต

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ให้กำลังใจและมอบเงินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือแก่ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร พร้อมให้กำลังใจคณะครูและนักเรียน พร้อมยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งในด้านสวัสดิการและมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การจากไปของ ผอ.ศศิพัชร ไม่ได้เป็นเพียงความสูญเสียของครอบครัว แต่เป็นการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ ที่ได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า คำว่า “ครู” ไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่คือหน้าที่ที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องลูกศิษย์ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1485715&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sTp8wchHANNhKLhTmTIof

  • ชลิต อินดัสทรี ร่วมสานต่อก่ออาชีพผู้พิการ ปี 3

    ชลิต อินดัสทรี ร่วมสานต่อก่ออาชีพผู้พิการ ปี 3

    จากแนวคิดดังกล่าว การส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา  ช่วยเหลือในระยะยาวที่แท้จริง เนื่องจากข้อจำกัดด้านร่างกาย เศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพและการมีอาชีพในอนาคต

    การเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเหมาะสมจึงไม่เพียงช่วยเสริมความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ แต่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดพื้นที่ให้ศักยภาพ ความสามารถ และคุณค่าของผู้พิการได้รับการยอมรับในสังคม

    ด้วยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว นางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” จึงเดินหน้าจัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพผู้พิการ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    โดยมอบเงินสมทบทุนเพื่อการศึกษา พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็น ให้แก่นักเรียนพิการประจำวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน การฝึกอาชีพ และการพัฒนาทักษะชีวิตอย่างยั่งยืน

    ในการนี้ นางวิภา อรรถจารุสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายธุรการการเงิน วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา พร้อมด้วยคณะครูและตัวแทนนักเรียนผู้พิการ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เมื่อเร็ว ๆ นี้

    ทั้งนี้ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เป็นสถานศึกษาเพื่อคนพิการที่มุ่งผลิตบุคลากรด้านวิชาชีพ ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในทุกมิติ เพื่อพัฒนาสู่การมีงานทำ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม จัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

    พร้อมดูแลด้านที่พัก อาหาร การศึกษา และกิจกรรมเสริมทักษะชีวิต เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้พิการเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น โดยจัดการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และมีงานทำเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน อาทิ หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล รวมถึงหลักสูตรระยะสั้นด้านการเตรียมพื้นฐานวิชาชีพและคอมพิวเตอร์สำนักงาน ที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือคนพิการมาแล้วมากกว่า 5,000 คน

    นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า ผู้พิการมีศักยภาพในการสร้างอาชีพและสามารถก้าวสู่ความเป็น “ช่างมืออาชีพ” เพื่อเลี้ยงดูตนเองได้ไม่แพ้คนทั่วไป หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

    บริษัทฯ จึงเดินหน้าสานต่อโครงการ “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพผู้พิการ” ปีที่ 3 สนับสนุนวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการศึกษาทักษะวิชาชีพช่าง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้เรียนรู้เชิงปฏิบัติ สามารถต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    การลงทุนด้านการศึกษาผู้พิการเป็นการสร้างโอกาสระยะยาว และเสริมพลังให้ผู้พิการก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญของสังคม   

    ผู้มีจิตศรัทธาและสถานประกอบการสามารถร่วมสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการฝึกอาชีพแก่ผู้พิการ ด้วยการมอบทุนการศึกษา ทุนอาหาร หรือสิ่งของจำเป็น โดยร่วมบริจาคได้ที่บัญชีเลขที่ 342-4-73627-4 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ประเภทออมทรัพย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/chalit-industry-continues-its-initiative-to-create-jobs-for-people-with-disabilities-for-the-third-year/pr-news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CGkWke5_c5jSln8FjW5-H